- หน้าแรก
- ปลุกพลังล้มเหลว งั้นผมขอมาปลูกมอนสเตอร์ที่หมู่บ้านเริ่มต้น
- บทที่ 107 - การปลุกพลังของเสี่ยวเฮยจื่อ
บทที่ 107 - การปลุกพลังของเสี่ยวเฮยจื่อ
บทที่ 107 - การปลุกพลังของเสี่ยวเฮยจื่อ
บทที่ 107 - การปลุกพลังของเสี่ยวเฮยจื่อ
"ครืนนน~"
สายฟ้าฟาดกึกก้องข้ามแผ่นฟ้า แสงสว่างจ้าสาดส่องลงมาท่ามกลางพายุฝน ทำเอาโลกที่เคยมืดมิดพลันสว่างไสว สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทุกมุมโลก
ไม่ว่าจะเป็นหัวเซี่ย พญาอินทรี ซากุระ หรือเสวี่ยหลัว ต่างก็เฝ้าจับตามองสายฟ้าบนท้องฟ้าด้วยความตึงเครียด
ถ้าเป็นวันปกติ นานาประเทศคงไม่มานั่งสนใจอะไรแบบนี้หรอก
แต่วันนี้มันไม่ใช่วันปกติ มันคือวันจิงเจ๋อ วันที่สายฟ้าแฝงไปด้วยพลังลึกลับที่สามารถให้กำเนิดดินแดนลับแห่งใหม่ขึ้นมาได้มากมาย
ช่วงเที่ยงวัน กองกำลังหนึ่งของกองทัพหงหลวนได้เคลื่อนพลออกจากแนวกำแพงเมือง โดยสารไปบนยานรบขนส่งพลังวิญญาณ มุ่งหน้าสู่ฟาร์มทหารอำเภออัน
หลังจากการประเมิน ได้ข้อสรุปว่า 'ดินแดนลับเสินมู่' ที่ฟาร์มทหารเป็นระดับเจิน ซึ่งเกินกำลังที่หมวดทหารยามจะรับมือไหว กองทัพหงหลวนจึงต้องส่งกำลังหลักมาควบคุมสถานการณ์
ในขณะเดียวกัน เขตเฝ้าระวังเจียงโย่วก็ได้ส่งทหารมาอีกหนึ่งกองพลเพื่อตรึงกำลังรอบๆ ดินแดนลับ
ส่วนพวกจางเปียวก็มีหน้าที่แค่ฆ่าแมลงต่อไป เรื่องดินแดนลับไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว
และนี่ก็คือความจริงอันน่าเศร้าของฟาร์มทหาร นอกจากเรื่องปลูกผักทำนาแล้ว พวกเขาก็แทบจะทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย
ณ หมู่บ้านจู๋ซี บริเวณนาวิญญาณ
"ฟุ่บ~"
ลู่อันเคลื่อนไหวซ้ายทีขวาทีอยู่ในนาวิญญาณ ฟาดฟันฝูงแมลงที่กระโจนเข้ามาไม่หยุดหย่อน
[ติ๊ง! สังหารแมลงศัตรูพืชติดต่อกัน 1,000,000 ตัว ความเร็ว +39!]
เมื่อตวัดกระบี่ฟาดฟันออกไป ข้อความรางวัลก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าลู่อัน
แต่เมื่อเห็นข้อความนี้ ลู่อันกลับไม่ได้มีสีหน้าดีใจเลยแม้แต่น้อย กลับมีแต่ความระแวดระวังเต็มเปี่ยม
"เปรี้ยง~"
สายฟ้าเส้นเล็กฟาดเปรี้ยงลงมาจากท้องฟ้า พุ่งทะลวงอากาศตรงดิ่งมาหาลู่อัน
"ฟุ่บ~"
ลู่อันก้าวเท้าถอยหลังด้วยความเร็วแสง หลบสายฟ้าที่เฉียดผ่านตัวไปได้อย่างฉิวเฉียด
[ติ๊ง! หลบหลีกสายฟ้าสำเร็จ 1 ครั้ง ความคืบหน้าภารกิจ 10%!]
เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนภารกิจ สีหน้าของลู่อันก็ยังคงเรียบเฉย
ในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่านมา เขาหลบสายฟ้าไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ไม่ใช่แค่ 10 ครั้งหรอกนะ
ตอนแรกๆ เขาหลบไม่พ้นเลยสักครั้ง โดนฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ไปสิบกว่าทีติด
ยังดีที่มีเสื้อกันฝนเทียนเซี่ยงคอยรับดาเมจจากสายฟ้าให้
หลังจากนั้น เขาก็เริ่มจับจังหวะได้ หลบได้บ้างไม่ได้บ้าง ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากหลบได้หนึ่งครั้ง เป็นสองสามครั้ง และเพิ่มเป็นห้าหกครั้ง
สาเหตุก็เป็นเพราะค่าความเร็วของเขาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละ
หลังจากสังหารแมลงไป 800,000 ตัว ความเร็วพื้นฐานของเขาก็ทะลุ 1,000 แต้มไปแล้ว พอบวกกับค่าสถานะเสริมที่ซ้อนทับกัน ก็ปาเข้าไปตั้ง 1,600 กว่าแต้ม ซึ่งเทียบเท่ากับนักสู้ระดับกักเก็บวิญญาณ ขั้น 10 ของระดับเสวียนเลยทีเดียว
ที่ลานนวดข้าว ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยืนมุงดูด้วยความตกตะลึง พวกเขาต่างทึ่งกับความเร็วของลู่อัน
และคนที่ตกใจที่สุดก็หนีไม่พ้นหวังเป่ากั๋ว
อย่างที่เขาว่ากันว่า 'คนนอกดูเอาสนุก คนในดูเอาวิชา'
ความเร็วระดับนี้ของลู่อัน มันเหนือกว่าความรู้ความเข้าใจที่เขามีต่อผู้มีพรสวรรค์ระดับฟานไปไกลลิบ เร็วซะจนตาเขามองตามแทบไม่ทัน
"ดูท่าฉันจะแก่แล้วจริงๆ สินะ..."
หวังเป่ากั๋วยิ้มแหยๆ ส่ายหัวไปมา รู้สึกเหมือนตัวเองโดนยุคสมัยทิ้งไว้ข้างหลัง
เขาเริ่มจะไม่เข้าใจลู่อัน และเริ่มจะไม่เข้าใจโลกใบนี้เข้าไปทุกทีแล้ว
"เปรี้ยง~"
สายฟ้าฟาดลงมาอีกระลอก ลู่อันก็หลบได้อย่างหวุดหวิดอีกครั้ง ท่าทางดูหืดขึ้นคอไม่เบา
"ตายซะ~"
ในขณะที่หลบสายฟ้า ลู่อันก็ตวัดกระบี่ฟาดฟันแมลงไปอีกหลายพันตัว
ยิ่งค่าความเร็วเพิ่มขึ้น เพลงกระบี่ของเขาก็ยิ่งเฉียบขาด รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ
"ปู๊ดปู๊ดปู๊ด..."
เมื่อเห็นลู่อันโชว์เทพ เสี่ยวเฮยจื่อก็เลือดลมสูบฉีด คึกคักขึ้นมาทันที มันกระโดดลงไปในนาธรรมดา ขอท้าไฝว้กับพวกแมลงตัวเล็กตัวน้อยบ้าง
"ปู๊ด~!"
เสี่ยวเฮยจื่อแหงนหน้าส่งเสียงร้องคำราม ยกเท้าหน้าขึ้นสูง ก่อนจะกระทืบลงบนพื้นนาอย่างแรง
"แหมะ~"
เท้าทั้งสองข้างกระแทกพื้น น้ำโคลนสาดกระเซ็น แมลงสี่ห้าตัวแบนแต๊ดแต๋อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมัน
"ปู๊ดปู๊ดปู๊ด (ท่านชายอย่างฉันนี่มันเก่งจริงๆ)!!!"
หลังจากกระทืบแมลงตายไปไม่กี่ตัว เสี่ยวเฮยจื่อก็ร้องคำรามด้วยความฮึกเหิม ใบหน้าของลาน้อยเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจสุดๆ
"เสี่ยวเฮยเก่งจังเลย~"
เด็กน้อยวัยสี่ห้าขวบหลายคนที่ยืนดูอยู่บนลานนวดข้าว ปรบมือโห่ร้องด้วยความดีใจ
ความเก่งกาจของลู่อันน่ะพวกเขาดูไม่ออกหรอก แต่ความ "ดุดัน" ของเสี่ยวเฮยจื่อนี่แหละที่พวกเขาเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
"ปู๊ดปู๊ด..."
พอได้ยินเสียงเชียร์จากเด็กๆ เสี่ยวเฮยจื่อก็ยิ่งฮึกเหิมหนักกว่าเดิม
มันกระทืบเท้าลงบนพื้นนาอย่างบ้าคลั่ง สร้างความ "สูญเสีย" อย่างหนักหน่วงให้กับกองทัพแมลง
ในขณะที่กำลังกระทืบเพลินๆ จู่ๆ มันก็ชะงักไป เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
[ติ๊ง! สัตว์เลี้ยง·เลียงผา เฝ้านามีความดีความชอบ ฟื้นฟูสายเลือดสำเร็จ ได้รับสายเลือดกิเลนส่วนหนึ่ง!]
"ปู๊ดปู๊ด???"
เสี่ยวเฮยจื่อกะพริบตาปริบๆ แววตาที่เคยใสแจ๋วแฝงความเด๋อด๋า เริ่มฉายแววว่ามันเพิ่งจะได้รับอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ มาครอบครอง
วินาทีต่อมา มันก็รู้สึกได้ถึงสายเลือดในกายที่กำลังเดือดพล่าน กำลังถูกชำระล้างและหล่อหลอมใหม่ เสียงคำรามจากยุคโบราณกาลดังกึกก้องอยู่ในหัว สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าดิน ก่อนที่ภาพของสัตว์เทวะที่ยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ แผดเสียงคำรามท้าทายสวรรค์จะปรากฏขึ้น
ทันใดนั้น สัตว์เทวะตัวนั้นก็ปรายตามองมาที่มันแวบหนึ่ง ก่อนที่ในหัวของมันจะมีบางสิ่งบางอย่างที่อธิบายไม่ได้เพิ่มเข้ามา
"ปู๊ด... โฮก..."
เสี่ยวเฮยจื่อแหงนหน้าคำราม เสียงร้องของมันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากเสียงใสๆ ซื่อๆ กลายเป็นเสียงที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจของสัตว์ป่า
สิ้นเสียงคำราม พวกวัว พวกหมูในหมู่บ้านก็เริ่มแตกตื่นลุกลี้ลุกลน ส่วนพวกหมาๆ ก็เห่าหอนกันระงม วิ่งหนีกันหางจุกตูด
หืม?
ลู่อันที่กำลังวุ่นอยู่กับการหลบสายฟ้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เมื่อหันไปมองตามต้นตอ ก็พบว่าความผิดปกตินั้นมาจากตัวเสี่ยวเฮยจื่อ
"จะปลุกพลังแล้วเหรอเนี่ย?"
สีหน้าของลู่อันเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขามองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเสี่ยวเฮยจื่อกำลังจะปลุกพลัง
ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็เห็นคลื่นพลังวิญญาณแผ่ออกมาจากตัวเสี่ยวเฮยจื่อ ชัดเจนเลยว่ามันเริ่มมีสัมผัสวิญญาณ และสามารถดูดซับพลังวิญญาณเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายได้แล้ว
"ฟู่ ฟู่~"
กระแสพลังวิญญาณหมุนวนรอบตัวเสี่ยวเฮยจื่อ พลังวิญญาณอันเข้มข้นหลั่งไหลเข้าสู่กลางกระหม่อมของมันอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ออร่ารอบตัวมันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นความดุดันและน่าเกรงขาม
"จะเป็นสัตว์อสูรระดับไหนกันนะ..."
ลู่อันแบ่งความสนใจมาจับตาดูเสี่ยวเฮยจื่อ เตรียมพร้อมที่จะเชือดมันกินได้ทุกเมื่อ
ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้นน่ะเหรอ?
ก็เพราะการปลุกพลังของสัตว์มันแบ่งออกเป็นสองประเภทไงล่ะ
ประเภทแรกคือ 'สัตว์อสูร' ส่วนอีกประเภทคือ 'สัตว์วิญญาณ'
ถ้ากลายเป็นสัตว์อสูร สัญชาตญาณดิบเถื่อนของมันก็จะถูกปลดปล่อยออกมา และจะสร้างความเสียหายให้กับมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง
แต่ถ้าเป็นสัตว์วิญญาณ มันจะเป็นมิตรกับมนุษย์ แถมยังมีวิธีการฝึกฝนพลังในแบบของตัวเอง ไม่มีความอยากกินเนื้อมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
แต่จากสถิติที่ผ่านมา สัตว์เลี้ยงที่มนุษย์เลี้ยงไว้มักจะกลายเป็นสัตว์วิญญาณ ส่วนสัตว์ป่ามักจะกลายเป็นสัตว์อสูรที่ดุร้าย
และกรณีของเสี่ยวเฮยจื่อก็ค่อนข้างพิเศษ ถึงมันจะเป็นสัตว์ป่า แต่ก็ถูกมนุษย์นำมาเลี้ยง การที่ลู่อันจะระแวงมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
"ตึง~"
สิบกว่านาทีต่อมา คลื่นพลังก็ระเบิดออกมาจากตัวเสี่ยวเฮยจื่อ พัดเอาหยาดฝนและโคลนตมรอบๆ ปลิวกระจาย
"โฮก~"
หลังจากคลื่นพลังสงบลง ภาพมายาของสัตว์เทวะก็ปรากฏขึ้นครอบงำร่างของเสี่ยวเฮยจื่อ ช่างดูน่าเกรงขามและมีอำนาจเหนือฟ้าดิน
"กิเลน?!"
เมื่อเห็นภาพมายาของสัตว์เทวะ ลู่อันก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เขาไม่คิดเลยว่าเสี่ยวเฮยจื่อจะร้ายกาจขนาดนี้ ถึงกับฟื้นฟูสายเลือดกิเลนได้เลยเชียว
จากนั้น ความกังวลในใจของเขาก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
กิเลนคือสัตว์มงคล การที่เสี่ยวเฮยจื่อปลุกพลังขึ้นมา มันจะต้องกลายเป็นสัตว์วิญญาณอย่างแน่นอน
ถ้าภาพมายาที่ปรากฏขึ้นเป็นพวกสัตว์ร้ายอย่าง เทาเที่ย ฉงฉี เถาอู้ หรือฮุ่นตุ้นล่ะก็ เขาสามารถฟันธงได้เลยว่ามันเป็นสัตว์อสูร และเขาจะต้องลงมือจัดการมันก่อนที่มันจะทำร้ายใคร
"โฮก~!"
ภาพมายากิเลนแผดเสียงคำรามก้องฟ้า ก่อนจะพุ่งเข้าไปหลอมรวมกับร่างของเสี่ยวเฮยจื่อ
"ปู๊ดปู๊ดโฮก!"
เมื่อภาพมายาหลอมรวมเข้ากับร่างกาย ดวงตาของเสี่ยวเฮยจื่อก็สาดประกายเจิดจ้า ขนบริเวณหน้าผากแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ด รอบตัวปรากฏลูกแก้วธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ลม ไฟ สายฟ้า และน้ำแข็ง ลอยวนเวียนอยู่
"นี่มัน..."
ลู่อันอึ้งกิมกี่ไปเลย ดูเหมือนเสี่ยวเฮยจื่อจะปลุกพรสวรรค์ที่โคตรจะเทพขึ้นมาซะแล้ว
[ติ๊ง! เสี่ยวเฮยจื่อ สัตว์เลี้ยงวิญญาณของคุณได้รับสายเลือดกิเลนส่วนหนึ่ง ปลุกพรสวรรค์ระดับเสวียน เปิดใช้งานพลังธาตุทั้งสี่ ลม ไฟ สายฟ้า และน้ำแข็ง!]
"เชี่ยเอ๊ย!!!"
พอเห็นข้อความนี้ ลู่อันก็เกือบจะหลุดจากสมาธิ ทำเอาสถิติฟันแมลงติดต่อกันหนึ่งล้านตัวเกือบจะขาดสะบั้น
เสี่ยวเฮยจื่อมันจะโหดเกินไปแล้วมั้ง?
แบบนี้ความหวังที่จะได้กินสตูว์เลียงผาก็พังทลายลงน่ะสิ?
ในจังหวะที่ลู่อันกำลังอ่านข้อความแจ้งเตือน เสี่ยวเฮยจื่อก็เห็นข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาตรงหน้าเหมือนกัน
[ติ๊ง! ตอนนี้แกกลายเป็นสัตว์วิญญาณแล้ว และได้มีเจ้านายอย่างเป็นทางการแล้ว ห้ามทรยศเขาเด็ดขาด ไม่งั้นแกโดนจับทำสตูว์แน่...]
"ปู๊ดปู๊ด?"
เสี่ยวเฮยจื่อทำหน้างงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มแบบแปลกๆ ที่ดูคล้ายมนุษย์ "ปู๊ดปู๊ด... เจ้านายเหรอ? ทาสรับใช้ล่ะไม่ว่า..."