เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 655 ความโกรธแค้นจากมหาชน: ทวยเทพทั่วสารทิศทวงถามสำนักพิมพ์!

บทที่ 655 ความโกรธแค้นจากมหาชน: ทวยเทพทั่วสารทิศทวงถามสำนักพิมพ์!

บทที่ 655 ความโกรธแค้นจากมหาชน: ทวยเทพทั่วสารทิศทวงถามสำนักพิมพ์!


บทที่ 655 ความโกรธแค้นจากมหาชน: ทวยเทพทั่วสารทิศทวงถามสำนักพิมพ์!

ช่วงไม่กี่วันมานี้ โทรศัพท์และตู้จดหมายของสำนักพิมพ์  [เปี้ยนเฉิงเดลี่] แทบจะระเบิด!

ทั้งจากกระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการเยาวชน โรงงานเครื่องกลประจำมณฑล และมหาวิทยาลัยเป่าต้า—

สายโทรศัพท์ดังเข้ามาไม่ขาดสาย

น้ำเสียงของหน่วยงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงควบคุมอารมณ์และใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง

ส่วนใหญ่เป็นการซักถามตามขั้นตอนอย่างใจเย็น พร้อมกับขอข้อมูลและคำอธิบายเพิ่มเติม ความหมายโดยนัยก็คือ: "ข้อสรุปในข่าวของพวกคุณ มีหลักฐานที่หนักแน่นมารองรับหรือไม่?"

แม้จะมีความกดดัน แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

ทว่าตั้งแต่บทความ "หกโรงเรียนอาชีวะแยกกันผลิต ขาดระบบควบคุมที่เป็นมาตรฐาน" ของโจวเหลียนไห่ตีพิมพ์ออกไป [เปี้ยนเฉิงเดลี่]  ก็ถือว่าได้จุดไฟเผาโรงเรียนอาชีวะทั้งหกแห่งอย่างเต็มรูปแบบ!

บทความนี้ไม่เพียงแต่ล้ำเส้นที่โรงเรียนอาชีวะอ่อนไหวและยอมความไม่ได้มากที่สุด

แต่ยังจับเอาทักษะความสามารถของนักเรียน คุณภาพการสอน และศักดิ์ศรีของระบบโรงเรียนอาชีวะทั้งหมด ไปตีแผ่ต่อหน้าสาธารณชน

และยังเป็นการผลักนักเรียนอาชีวะกลุ่มใหญ่ ให้ไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกระแสสังคมโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

เสียงจากปลายสายไม่สามารถปกปิดความโกรธแค้นไว้ได้

แต่ละคำด่าทอล้วนรุนแรง

แต่ละคำพูดล้วนแข็งกร้าว

"พวกคุณใช้ตาข้างไหนมอง ถึงเห็นว่าของที่นักเรียนเราผลิตไม่ได้มาตรฐาน?!"

"แค่คำพูดประโยคเดียว ก็เหมารวมนักเรียนอาชีวะเป็นหมื่นๆ คนว่าเป็น 'ผู้ผลิตที่เชื่อถือไม่ได้' งั้นเหรอ?!"

"พวกคุณคิดว่านั่งเขียนข่าวอยู่แต่ในออฟฟิศ จะแปะป้ายตัดสินใครชุ่ยๆ ก็ได้อย่างนั้นเหรอ??"

"ใครให้สิทธิ์พวกคุณ!!!"

"นักเรียนมาเพื่อเรียนวิชาชีพ ไม่ใช่ให้พวกคุณเอามาเป็นเหยื่อรองรับปลายปากกาเวลาเขียนข่าว!"

ท้ายที่สุด ผู้บริหารโรงเรียนอาชีวะท่านหนึ่งก็กัดฟันพูดทีละคำว่า "ข่าวของพวกคุณชิ้นนี้ เท่ากับเป็นการป่าวประกาศให้คนทั้งประเทศรู้ว่า"

"นักเรียนที่จบจากโรงเรียนอาชีวะ มันห่วยแตกมาตั้งแต่เกิด!"

"ของที่โรงเรียนอาชีวะผลิตออกมา ก็สมควรถูกตั้งข้อสงสัยตั้งแต่เกิด!"

"คำพูดพวกนี้ พวกคุณรับผิดชอบไหวไหม?!"

เมื่อเผชิญกับข้อกล่าวหาเหล่านี้ ทางสำนักพิมพ์เห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวมาดี

"ใจเย็นๆ ก่อนครับสหาย"

"ข่าวชิ้นนี้มุ่งเป้าไปที่ระบบการผลิต ไม่ได้เจาะจงที่ตัวนักเรียนคนใดคนหนึ่ง"

"ในบทความก็ไม่ได้ระบุชื่อโรงเรียนอาชีวะแห่งไหน และไม่ได้มีเจตนาปฏิเสธระบบโรงเรียนอาชีวะแต่อย่างใด—"

"สื่ออย่างเราเวลาถกเถียงปัญหาในสังคม ก็อาจจะใช้คำพูดที่ดูรุนแรงไปบ้าง"

"แต่จุดประสงค์หลักไม่ได้ต้องการจะดิสเครดิตโรงเรียนอาชีวะเลยครับ"

"หากข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างการนำเสนอ ทางเราสามารถชี้แจงเพิ่มเติมและนำเสนอข่าวให้เกิดความสมดุลในภายหลังได้ครับ"

คำพูดดูสวยหรู ท่าทีก็ดูควบคุมได้

แต่ปลายสายก็ยังคงโกรธจัด "ตอนพวกคุณเขียนข่าว ทำไมไม่รู้จักคิดเรื่อง 'ความสมดุล' บ้างล่ะ?"

"พอไฟลามมาถึงหัวนักเรียน ค่อยมาบอกว่า 'ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น'"

"มันจะมีประโยชน์อะไร?!"

สายถูกตัดไปอย่างแรง

แต่สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่แค่ความโกรธของโรงเรียนอาชีวะ

แต่เป็นผลกระทบลูกโซ่ที่ข่าวนี้สร้างขึ้นในระบบที่ใหญ่กว่านั้น

หลังจากนักเรียนอาชีวะเรียนจบ พวกเขาไม่ได้หายตัวไปในซอกหลืบของสังคม

แต่ส่วนใหญ่ถูกจัดสรรให้ไปทำงานในโรงงานของรัฐ โรงงานขนาดใหญ่ และแผนกสำคัญๆ ทั่วประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นงานกลึง กัด ไส เจียร เชื่อม ประกอบ หรือทดสอบระบบ—

คนงานที่ยืนอยู่ประจำตำแหน่งเหล่านี้ ล้วนเป็น "เด็กจบอาชีวะ" ทั้งสิ้น

บางคนเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่ปี บางคนก็ทำงานมาสิบยี่สิบปีแล้ว

บางคนเป็นแค่ลูกทีม บางคนเป็นหัวหน้าช่างที่คอยสอนลูกศิษย์ และบางคนก็กลายเป็นบุคลากรทางเทคนิคคนสำคัญในขั้นตอนหลักที่ขาดไม่ได้

แต่ตอนนี้ เพียงแค่หนังสือพิมพ์ฉบับเดียว กับคำว่า "การผลิตแบบกระจายตัว ขาดความน่าเชื่อถือ" เมื่อสาวกลับไปที่ต้นตอ สิ่งที่ถูกตั้งคำถามไม่ใช่แค่โรงงานซ่อม หรือโรงเรียนอาชีวะไม่กี่แห่ง แต่เป็นการตั้งคำถามถึงภูมิหลังของ "เด็กอาชีวะ" ทั่วประเทศ

ราวกับไฟที่จุดชนวนระเบิด ทันทีที่บทความนี้ตีพิมพ์ โรงงานทั่วประเทศก็เริ่มปั่นป่วน

ที่แรกที่ระเบิด ไม่ใช่ออฟฟิศ แต่เป็นหน้างาน!

ข้างเตาหลอมที่แดงฉาน มีคนตบหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะปฏิบัติงาน

"สรุปคือพวกเราที่จบจากโรงเรียนอาชีวะ มันพึ่งพาไม่ได้งั้นสิ?"

"แล้วงานที่ฉันทำมาสิบกว่าปีนี่มันคืออะไร?"

"รางวัลพนักงานดีเด่นที่ได้ปีที่แล้ว ก็ไม่มีความหมายเลยงั้นสิ?"

ชั่วพริบตา ความรู้สึกโกรธที่ถูกปฏิเสธ ถูกดูแคลน และถูกลบล้างผลงาน ก็ลุกลามราวกับประกายไฟที่ตกใส่คราบน้ำมัน กระจายไปทั่วทุกสายการผลิต แผนก และตำแหน่งงานอย่างเงียบเชียบ

จากเดิมที่เป็นเพียงข่าววิจารณ์ "รูปแบบการผลิต" ในความเป็นจริง มันได้กลายเป็นการปฏิเสธกลุ่มช่างเทคนิคทั้งหมดไปโดยปริยาย

เมื่อไฟลามทุ่งไปถึงหน้างาน!

ในที่สุด ผู้บริหารสำนักพิมพ์ก็นั่งไม่ติด

"เหล่าโจว ข่าวชิ้นนี้นายมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาใช่ไหม?"

ในห้องทำงานผู้อำนวยการสำนักพิมพ์ ผู้อำนวยการเรียกโจวเหลียนไห่เข้าไปถามตรงๆ

ตอนนี้ [เปี้ยนเฉิงเดลี่]  ถูกดันขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยข่าวสองชิ้นของโจวเหลียนไห่

ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จอย่างมากในแง่ของการเผยแพร่ แต่ยังถูกกล่าวถึง ติดตาม และถกเถียงอย่างกว้างขวางจากเพื่อนร่วมอาชีพและหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ

ทุกวงการ โดยเฉพาะวงการอุตสาหกรรม ต่างก็จับตามองทิศทางของข่าวนี้

นี่เป็นสถานการณ์ใหญ่ที่สำนักพิมพ์ไม่ได้เจอมาหลายปีแล้ว

"ตอนนี้เรื่องมันลุกลามใหญ่โตเกินไปแล้ว"

ผู้อำนวยการเคาะโต๊ะ น้ำเสียงแฝงความกังวล "ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการเยาวชน โรงเรียนอาชีวะ ช่างเทคนิคที่จบอาชีวะ—ทุกคนถูกดึงเข้ามาเกี่ยวหมด"

"ผมขอถามคุณคำเดียว"

เขาเงยหน้ามองโจวเหลียนไห่ "ถ้าสืบสาวราวเรื่องลงไปลึกๆ"

"ข่าวนี้ มันจะยืนหยัดอยู่ได้ไหม?"

โจวเหลียนไห่นั่งอยู่บนโซฟา ไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋ามาคาบไว้ที่ปาก แล้วจุดไฟ~

"อยู่ได้สบายครับ"

โจวเหลียนไห่พ่นควันบุหรี่ ท่าทางผ่อนคลายจนดูไม่เข้ากับสถานการณ์

และยัง—

มีความนิ่งสงบที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง!

"แถมไม่ใช่แค่ทนได้แบบถูไถนะ"

"แต่ถึงอยากจะล้ม ก็ล้มไม่ได้หรอก"

เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนเกือบจะดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจ แต่กลับทำให้มือของผู้อำนวยการที่กำลังเคาะโต๊ะต้องชะงักไป

"โรงเรียนอาชีวะหกแห่ง แยกกันผลิต"

"ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีอุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีการควบคุมแบบครบวงจร"

"นี่คือความจริง ไม่ใช่สิ่งที่ผมแต่งขึ้นมาเอง"

"การที่เรื่องนี้กระทบคนจำนวนมาก ก็แสดงว่ามันแทงถูกจุดสำคัญไงครับ!"

"ที่พวกเขารู้สึกเจ็บ ก็เพราะปัญหามันมีอยู่จริงและน่าเจ็บปวด!"

โจวเหลียนไห่ลุกขึ้นจากโซฟา บี้บุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่

"ผู้อำนวยการครับ ถ้าข่าวเขียนแล้วส่งผลกระทบแค่คนสองคน"

"นั่นน่ะเรียกว่าข่าวเล็ก"

"แต่สถานการณ์ตอนนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราเขียนได้ถูกจุด!!"

ชั่วพริบตานั้น ความเฉียบคมของนักข่าวภาคสนามที่สั่งสมมานานปีของโจวเหลียนไห่ก็แผ่ซ่านออกมาจนแทบจะปิดไม่มิด

"สังคมต้องการนักข่าวไปทำไม?"

"ไม่ใช่เพื่อมาคอยร้องเพลงสรรเสริญ"

"ไม่ใช่เพื่อมาเขียนแต่คำหวานหู"

"และยิ่งไม่ใช่เพื่อมาสร้างภาพลวงตาว่าทุกอย่างสงบสุข!!!"

โจวเหลียนไห่ยิ่งพูดก็ยิ่งเร็วและเฉียบขาด "สังคมต้องการนักข่าว"

"ก็เพราะต้องมีคนกล้าลุกขึ้นมา เอาปัญหามาแฉให้ทุกคนเห็น!"

"พวกเราคือคนที่ส่องแสงสว่างในมุมมืด"

"คือคนที่ตั้งคำถามแทนประชาชนจนถึงที่สุด"

"และคือคนที่คอยตีระฆังเตือนภัย ก่อนที่ความเสี่ยงจะระเบิดขึ้นจริง!"

โจวเหลียนไห่เงยหน้าขึ้น แววตาเร่าร้อน นั่นไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าต่ออาชีพ ต่อเบาะแสข่าวนี้ และต่อพายุลูกนี้

"ถ้าเขียนข่าวแล้วมัวแต่กลัวความเสี่ยง มัวแต่กลัวเกิดเรื่อง"

"แล้วจะเป็นนักข่าวไปทำไม?"

"สู้ไปนั่งเขียนรายงานการประชุม เขียนสรุปผลงานดีกว่าไหม!"

ผู้อำนวยการหน้าเจื่อนไปเลย

นี่มันเหมือนหลอกด่าเขากลายๆ เลยนะ!

"โอเค! คุณมั่นใจก็พอแล้ว"

ตอนนี้ผู้อำนวยการปวดหัวสุดๆ

พอข่าวตีพิมพ์ออกไป กระแสลมจะพัดไปทางไหน คนแรกที่จะต้องออกหน้ารับลมพายุ ก็ไม่มีทางเป็นนักข่าวหรอก

แต่เป็นสำนักพิมพ์!

เป็นบรรณาธิการบริหาร!!

และก็เป็นเขา!!!

สองสามวันนี้ โทรศัพท์ในห้องทำงานเขาดังไม่หยุดหย่อน

ทวยเทพทั่วสารทิศแทบจะโทรมาหาเขากันครบทุกคนแล้ว

ทำเอาตอนนี้แค่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เขาก็ปวดหัวขึ้นมาทันที!

หลังจากคุยทักทายกับผู้อำนวยการไม่กี่คำ โจวเหลียนไห่ก็เอามือล้วงกระเป๋าเดินออกจากห้องผู้อำนวยการ

พอเดินมาถึงโถงทางเดิน ก็บังเอิญสวนกับคนที่เพิ่งกลับมาพอดี

"นักข่าวซุนคนเก่งของเรากลับมาแล้วเหรอ?" โจวเหลียนไห่ยิ้มเยาะเย้ยกึ่งประชดประชัน

"สวัสดีครับนักข่าวโจว"

ซุนเสี่ยวเป้ยดูอารมณ์ดีมาก

เมื่อเห็นท่าทางของโจวเหลียนไห่ เขาไม่เพียงแต่ไม่โกรธ แต่กลับทักทายกลับอย่างสุภาพและมีมารยาท ไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย

ทักทายเสร็จ ซุนเสี่ยวเป้ยก็สะพายกระเป๋าเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง

หยิบปากกาหมึกซึมออกมา สูบหมึกจนเต็ม กางกระดาษแล้วก็ก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างเอาเป็นเอาตาย

หึ—!

โจวเหลียนไห่แอบแปลกใจ

หมอนี่เก็บอาการเก่งขนาดนี้เลยเหรอ?

ก่อนหน้านี้ยังเถียงฉอดๆ อยู่เลย พอรู้ว่าสู้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนโหมดทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทันที???

น่าเบื่อ!

เหมือนชกสำลี ไม่มีรสชาติเอาซะเลย

โจวเหลียนไห่ผิวปากอย่างอารมณ์ดี ท่ามกลางเสียงโทรศัพท์ที่ดังระงม เขาก็สะพายกระเป๋าเดินออกไปหาข่าวต่ออย่างสบายใจ

กลางคืน บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเป่าต้า รถยนต์คันหนึ่งจอดหลบมุมอยู่ในเงามืดใต้เสาไฟอย่างลับๆ

"ฟู่—"

เสิ่นเฟยสะพายกระเป๋า วิ่งหน้าตั้งออกจากมหาวิทยาลัย พุ่งตรงขึ้นรถยนต์โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

"นี่!"

เฉินลู่หยางยื่นซองจดหมายให้เสิ่นเฟยอย่างลึกลับ พร้อมกำชับหนักแน่น "เก็บเป็นความลับด้วยนะ"

"ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ว่าฉันเป็นคนเขียน"

เสิ่นเฟยเปิดซองจดหมาย หยิบกระดาษเขียนไขออกมา ตาเบิกกว้าง "หนาขนาดนี้เลยเหรอ?!"

"นี่มันจะยาวไปหรือเปล่า?"

เสิ่นเฟยเปิดดูทีละหน้า แล้วเตือนเฉินลู่หยางไว้ก่อน "เสี่ยวเฉิน ฉันบอกไว้ก่อนนะ"

"บทความนี้นายอาจจะไม่ได้ลงตีพิมพ์ทุกตัวอักษรหรอกนะ ถึงเวลาอาจจะต้องมีการตัดทอนบ้าง"

เฉินลู่หยางไม่ใส่ใจ "ไม่เป็นไร ขอแค่ได้ลงก็พอ!"

เสิ่นเฟยชะงักไปนิด "ไม่เอาค่าเรื่องจริงๆ เหรอ?"

"เขียนเยอะขนาดนี้ ได้เงินเยอะอยู่นะ"

เฉินลู่หยางส่ายหน้า "ฉันจะไปเอาได้ไงล่ะ!"

"ถ้านายช่วยลงให้ได้ ก็ถือว่าช่วยฉันได้มากแล้ว!"

"ฉันยังไม่ได้เลี้ยงข้าวนายเลย จะไปเอาค่าเรื่องอีกได้ไง!"

เสิ่นเฟยยัดซองจดหมายกลับเข้ากระเป๋า

"เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น"

"เรื่องลงตีพิมพ์น่ะ ฉันช่วยจัดการให้ได้แน่นอน"

"แต่เรื่องค่าเรื่อง ฉันก็จะพยายามทวงมาให้นายให้ได้เหมือนกัน"

"พรุ่งนี้เช้าฉันไม่มีเรียน เดี๋ยวจะเอาต้นฉบับไปส่งให้"

เสิ่นเฟยหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วถามด้วยความเป็นห่วง "เสี่ยวเฉิน เรื่องของนายไปถึงไหนแล้วล่ะ? พอจะมีลู่ทางบ้างไหม?"

เฉินลู่หยางทำหน้ามั่นใจสุดๆ "นายยังไม่รู้จักฉันอีกเหรอ?"

"ไม่มีเรื่องไหนที่ฉันแก้ไม่ได้หรอก!"

"รอให้ฉันจัดการเรื่องนี้เสร็จสัปดาห์หน้า แล้วฉันจะกลับไปเรียนตามปกตินะ!"

เห็นท่าทางมั่นใจของเฉินลู่หยาง เสิ่นเฟยก็เบาใจลง

"โอเค!"

"ถ้านายมีอะไรให้ช่วยที่มหาลัย ก็บอกมาได้เลย"

"ถ้าฉันทำไม่ได้ ฉันก็จะหาเพื่อนคนอื่นมาช่วยนายเอง"

"จริงสิ—"

ทันใดนั้น ความแค้นส่วนตัวของเสิ่นเฟยก็กำเริบ เขารีบฟ้องอย่างเดือดดาล "ไอ้สารเลวหลัวเทียนมันด่านาย นายรู้ยัง?"

"รู้แล้ว!"

"แล้วนายทนได้เหรอ?"

"ทนไม่ได้แน่นอน!"

"แล้วนายจะจัดการมันเมื่อไหร่?"

"ก็คงสองสามวันนี้แหละ—เร็วๆ นี้แหละ!"

"ฉันร่างบทความไว้เกือบเสร็จแล้ว เดี๋ยวขอกลับไปเกลาสำนวนอีกนิดหน่อย"

เฮ้อ—

ได้ยินดังนั้น เสิ่นเฟยก็ถอนหายใจยาว

เขามองเฉินลู่หยางอย่างลึกซึ้ง แล้วตบไหล่เฉินลู่หยางแรงๆ

"เห็นนายยังมีไฟสู้แบบนี้ ฉันก็สบายใจแล้ว"

"ตั้งใจเขียนให้ดีล่ะ!"

"ถ้าเกลาสำนวนเสร็จแล้ว รู้สึกว่าด่าไม่สะใจพอ ก็มาหาฉันได้เลย!"

เสิ่นเฟยตบหน้าอก พูดอย่างมั่นใจ "เรื่องด่าคนให้เจ็บแสบ ฉันถนัด!!!"

"เดี๋ยวฉันด่าแทนแกเอง!"

"โอเคๆ พี่ รีบกลับไปเถอะ"

ยิ่งได้ยินเสิ่นเฟยพูดก็ยิ่งนอกเรื่อง เฉินลู่หยางเลยรีบตัดบท "เดี๋ยวกลับดึก ป้าคุมหอจะไม่ให้เข้าหอเอานะ"

เสิ่นเฟยดูนาฬิกา "งั้นฉันกลับก่อนนะ เรื่องต้นฉบับยกให้เป็นหน้าที่ฉัน นายรออ่านในหนังสือพิมพ์ได้เลย!"

เช้าตรู่ พร้อมกับซาลาเปาทอดกระทะแรกของตลาดฝั่งตะวันออก [เปี้ยนเฉิงเดลี่]  ฉบับใหม่ล่าสุดก็ถูกวางขายตามแผงหนังสือริมถนน

ซุนเสี่ยวเป้ย:   [จากรหัสกระบวนการผลิตสู่การตรวจสอบชิ้นงานจริง: ระบบควบคุมคุณภาพแบบครบวงจรภายใต้ระบบการผลิตแบบกระจายศูนย์]

บทความเปิดประเด็นตรงๆ ยอมรับความจริง:

ชิ้นส่วนอเนกประสงค์ ถูกผลิตขึ้นโดยโรงเรียนอาชีวะหกแห่งที่แยกย้ายกันทำจริง

แต่ทว่า ประโยคต่อมาก็จี้ตรงจุดสำคัญอย่างไม่เกรงใจ:

การกระจายตัว ไม่ได้แปลว่าควบคุมไม่ได้

ซุนเสี่ยวเป้ยใช้ "ใบประเมินการฝึกปฏิบัติงาน" เป็นหลักฐานสำคัญ อธิบายอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนอาชีวะทั้งหกแห่ง ปฏิบัติตามระบบรหัสกระบวนการผลิต ลำดับขั้นตอนการทำงาน และช่องทางการตรวจสอบและลงนามที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ชิ้นส่วนทุกชิ้นสามารถสืบย้อนกลับไปถึงขั้นตอนการผลิต เวลา และตัวผู้ปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน สายโซ่ความรับผิดชอบนั้นครบถ้วนและโปร่งใส

จากนั้น บทความก็เข้าสู่จุดที่รุนแรงที่สุด:

การตรวจสอบเปรียบเทียบกับชิ้นงานจริง!

ชิ้นส่วนที่มีรหัสเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดสำคัญ รอยต่อสำหรับการประกอบ หรือผลการใช้งานจริง ล้วนตรงกันอย่างน่าทึ่ง ข้อมูลในการ์ดบันทึกตรงกับสภาพของชิ้นงานทุกประการ ไม่มีพื้นที่สีเทาที่เรียกว่า "ไม่รู้ที่มา" หรือ "หาคนรับผิดชอบไม่ได้" เลยแม้แต่น้อย

ในตอนท้าย บทความได้สรุปอย่างหนักแน่นว่า:

สิ่งที่ตัดสินคุณภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การ "ผลิตในโรงงานเดียวกัน" แต่คือการมีมาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวต่างหาก

มีกระบวนการที่เสถียรหรือไม่

มีสายโซ่ความรับผิดชอบที่ชัดเจนและสืบย้อนได้หรือไม่!!

เมื่อเผชิญกับระบบการผลิตที่สามารถสืบย้อน ตรวจสอบ และทบทวนได้ การเหมารวมว่า "การผลิตแบบกระจายตัว" เท่ากับ "การสูญเสียการควบคุมคุณภาพ" อย่างมักง่ายนั้น ไม่ใช่การวิจารณ์ แต่เป็นอคติ!

ไม่ใช่การตั้งคำถาม แต่เป็นการลดทอนคุณค่า!!

เป็นจุดยืนที่ไร้ความเป็นมืออาชีพ และไม่สามารถทนต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

แทบจะในเวลาเดียวกับที่หนังสือพิมพ์วางแผง บนถนนก็คึกคักขึ้นมาทันที

"อ้าว ทำไมเปลี่ยนโทนอีกแล้วล่ะ?"

"เมื่อวานยังบอกว่าไม่ได้เรื่อง วันนี้มีหลักฐานมาโชว์อีกแล้วเหรอ?"

"ตกลงใครพูดจริงกันแน่เนี่ย?"

"อัพเดทข่าวทุกวันแบบนี้ เหมือนฟังละครวิทยุเลย วันละตอน"

บางคนเปิดหนังสือพิมพ์ ชี้ไปที่เนื้อหาแล้วอ่านออกเสียงเบาๆ "ชิ้นส่วนหนึ่งชิ้น ต่อการ์ดหนึ่งใบ—เป็นไปได้เหรอ?"

"ถ้าผลิตชิ้นส่วนทั้งปี การ์ดพวกนี้ไม่กองเต็มห้องเลยเหรอ?"

จบบทที่ บทที่ 655 ความโกรธแค้นจากมหาชน: ทวยเทพทั่วสารทิศทวงถามสำนักพิมพ์!

คัดลอกลิงก์แล้ว