- หน้าแรก
- ตราประทับสองโลก
- บทที่ 970 - สิ่งที่พบเห็นในเมืองอี๋โจว
บทที่ 970 - สิ่งที่พบเห็นในเมืองอี๋โจว
บทที่ 970 - สิ่งที่พบเห็นในเมืองอี๋โจว
“ตัวเมืองถูกน้ำท่วมเลยหรือ?”
ตู้เยว่เหยามองดูพื้นที่เฉอะแฉะไปด้วยโคลนใต้ฝ่าเท้าขณะยืนอยู่นอกเมืองอี๋โจว พลางถามด้วยความประหลาดใจ
โดยปกติแล้ว การเลือกสถานที่ตั้งเมือง จะมีการพิจารณาถึงสภาพภูมิศาสตร์เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านบริเวณใกล้เคียง ก็จะเลือกพื้นที่ที่มีความสูงชันขึ้นมาสักหน่อย เว้นเสียแต่ว่าคันกั้นน้ำในบริเวณนั้นจะพังทลายลง หรือระดับน้ำมีปริมาณมหาศาลจริงๆ หากเป็นเพียงแค่มวลน้ำหลากมาจากต้นน้ำ โดยพื้นฐานแล้วตัวเมืองก็มักจะไม่ค่อยประสบภัยน้ำท่วม
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ตัวเมืองของแคว้นจื๋อหยางถึงสองแห่งกลับประสบภัยน้ำท่วม นั่นก็มีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น คือ คันกั้นน้ำพังทลายลง และเป็นคันกั้นน้ำในเขตตัวเมืองที่พังทลายลงด้วย
และตามกฎหมายแห่งราชวงศ์ต้าจิ่งระบุไว้ว่า ให้แต่ละท้องถิ่นทำการลาดตระเวนและซ่อมแซมคันกั้นน้ำด้วยตนเอง โดยราชสำนักจากเมืองจงจิงจะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราทั่วแผ่นดินอย่างไม่เป็นทางการและไม่ระบุสถานที่แน่ชัด
ตามหลักเหตุผลแล้ว ตัวเมืองแต่ละแห่งย่อมเป็นสถานที่ที่มีงบประมาณมากที่สุด สภาพของคันกั้นน้ำก็ควรจะแข็งแกร่งที่สุดในแคว้น หากที่อื่นพังทลาย ตัวเมืองก็ไม่ควรจะพังทลายตาม ยิ่งไปกว่านั้น ภัยน้ำท่วมในปีนี้ ราชสำนักได้ยื่นมือเข้าแทรกแซงล่วงหน้า ความรุนแรงของภัยน้ำท่วมจึงไม่น่าจะมากไปกว่าเมื่อห้าปีก่อน
แต่สถานการณ์ในปัจจุบันคือ ตัวเมืองของแคว้นจื๋อหยางถึงสองแห่งกลับมีคันกั้นน้ำพังทลายลงก่อนใครเพื่อน ในขณะที่คันกั้นน้ำของอำเภออื่นๆ ยังไม่พังทลายลงเลย
ดังนั้น สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นก็คือ การทุจริตรับสินบน และงานก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานเหมือนเต้าหู้เละ
“ช่างเห็นชีวิตคนเป็นผักปลาจริงๆ!” ตู้เยว่เหยากล่าวด้วยความเคียดแค้น
หวังเสี่ยวหว่านก็พยักหน้าเห็นด้วย “ภัยร้ายจากขุนนางกังฉินพวกนี้ ร้ายแรงยิ่งกว่าภัยจากปีศาจและภูตผีนับร้อยตนรวมกันเสียอีก”
ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดจากปีศาจธรรมดานับร้อยตนบุกโจมตีเมือง อาจจะยังไม่เทียบเท่ากับความสูญเสียที่เกิดจากคันกั้นน้ำพังทลายเพียงครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ
“ไม่อย่างนั้นเขาจะพูดกันหรือว่า ป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด ล้วนถูกตีแตกจากภายใน”
ลู่เจิงยักไหล่ เขาไม่ได้มีปฏิกิริยารุนแรงเท่ากับตู้เยว่เหยาและหวังเสี่ยวหว่าน เพราะเขาเห็นเรื่องพรรค์นี้มามากแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มักจะเห็นข่าวตีแผ่เรื่องการปราบปรามกังฉินตัวเอ้อยู่บ่อยๆ
รู้สึกได้ทั้งความพยายามอย่างไม่ลดละในการกวาดล้าง และความรู้สึกที่ว่ากังฉินพวกนี้นี่มันโลภจริงๆ
คงพูดได้แค่ว่า... โลกไหนๆ ก็เหมือนกัน แม้แต่ในโลกที่มีเทพเซียน ก็ยังไม่สามารถสะกดกลั้นความโลภในจิตใจมนุษย์ได้
“พวกเราก็เข้าไปกันเถอะ พื้นที่ทั้งเมืองมีชาวบ้านมากมายเพียงนี้ เกรงว่าหมอจะทำงานกันไม่ทัน” หลิ่วชิงเหยียนกล่าว
ดังนั้นทุกคนจึงไม่เหาะไปบนฟ้า เพียงแค่ใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ พุ่งทะยานเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว
แม้การเหาะเหินเดินอากาศจะสะดวกสบาย แต่ในสายตาของชาวบ้านธรรมดา พวกเขาเปรียบดั่งเทพเซียน ซึ่งอาจทำให้เกิดความคาดหวังที่สูงเกินไป สู้ทำตัวเป็นผู้มีพลังพิเศษธรรมดาๆ จะสะดวกต่อการทำงานมากกว่า
“พวกเจ้าเป็นใครกัน?”
“คงไม่ใช่ปีศาจอีกนะ?”
“ระวังตัวด้วย!”
การปรากฏตัวของคณะลู่เจิง ทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นในพื้นที่รวมตัวของชาวบ้านนอกเมือง แต่ไม่นานก็มีทหารรักษาการณ์และเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เพื่อรักษาความสงบและเตรียมพร้อมรับมือ
“ไม่ใช่ เป็นคนต่างหาก”
“ว้าว มีแม่นางหน้าตาสะสวยมากมายถึงเพียงนี้? แถมยังมีบัณฑิตรูปงามอีกคนด้วย”
“มีแค่ชายฉกรรจ์คนเดียวที่หน้าตาขี้เหร่ไปหน่อย”
เยว่หงไห่: ???
อย่าคิดว่าอยู่ไกลแล้วข้าจะไม่ได้ยินนะ หูข้าดีมากนะจะบอกให้!
“ไม่ใช่ปีศาจ! ไม่ใช่ปีศาจ! คือชิงอีเหนียงเหนียง ชิงอีเหนียงเหนียงมาแล้ว!”
คณะของลู่เจิงเดินทางเลียบแม่น้ำมาโดยไม่ได้กำหนดทิศทางที่แน่ชัด จึงมีชาวบ้านที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา เดินทางมาลี้ภัยที่เมืองอี๋โจวล่วงหน้าพวกเขาก้าวหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ก็ได้นำข่าวคราวการตรวจรักษาโรคและแจกจ่ายเสบียงของชิงอีเหนียงเหนียงมาแพร่กระจายด้วย
ดังนั้น ก่อนที่ทหารรักษาการณ์และเจ้าหน้าที่บางส่วนจะทันได้ตั้งตัว ชาวบ้านจำนวนมากก็พากันคุกเข่ากราบไหว้ด้วยความเคารพศรัทธาแล้ว
“รีบลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ ผู้น้อยเป็นเพียงหมอธรรมดาที่คอยรักษาโรคช่วยชีวิตคน ไม่อาจรับคำเรียกขานว่าชิงอีเหนียงเหนียงได้หรอกเจ้าค่ะ” หลิ่วชิงเหยียนรีบกล่าว
“แม่นางหลิ่วได้รับป้ายพระราชทาน มีจิตใจแห่งแพทย์ผู้มีเมตตา สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ย่อมคู่ควรกับคำเรียกขานนี้”
เสียงที่แหบพร่าทว่าดังกังวานดังขึ้น ทุกคนหันไปมองตามเสียง ก็เห็นชายชราวัยห้าสิบกว่าปี หนวดเคราและผมขาวโพลน สวมชุดขุนนาง ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังกลุ่มชาวบ้าน
“ใต้เท้าจาง!”
“นายท่านเจ้าเมืองมาแล้ว!”
ชาวบ้านส่งเสียงเซ็งแซ่พลางแหวกทางให้ชายชราผู้นั้นเดินเข้ามา
“ลู่เจิงแห่งตำหนักเมฆขาว คารวะใต้เท้าจางขอรับ” ลู่เจิงก้าวออกไปข้างหน้าและประสานมือคำนับ
“หญิงชาวบ้านหลิ่วชิงเหยียน คารวะใต้เท้าจางเจ้าค่ะ” หลิ่วชิงเหยียนก็ย่อตัวคำนับ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ชายชราดวงตาเป็นประกาย ประสานมือตอบ “ข้า จางจือถง เจ้าเมืองอี๋โจว ขอคารวะคุณชายลู่ คารวะแม่นางหลิ่ว และขอคารวะแม่นางทุกท่าน”
เขาเคยได้ยินตำนานของชิงอีเหนียงเหนียงมาก่อน เพราะถึงอย่างไร ‘ตำรับยาเสี่ยวซิงหูซื่อหลิงขับไข้ป่า’ ที่นางถ่ายทอดไว้ ก็มีบทบาทสำคัญในหลายพื้นที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าข้างกายชิงอีเหนียงเหนียงจะมีสหายคนสนิทที่เป็นศิษย์แห่งตำหนักเมฆขาวอยู่ด้วย
“ด้วยรับคำสั่งจากราชสำนัก ชิงเหยียนและเยว่เหยาจึงมาช่วยตรวจรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ต่างๆ ขอรับ” ลู่เจิงกล่าว “พวกเรายังมีสหายอีกหลายคนที่ร่วมเดินทางมาช่วยด้วย”
“ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก” จางจือถงกล่าว “ข้าได้จัดตั้งพื้นที่รวบรวมผู้ลี้ภัยไว้นอกเมืองแล้ว แต่ทว่าตัวเมืองถูกน้ำพัดทำลาย ประกอบกับฝนตกติดต่อกันหลายวัน แม้จะมีอาหารการกินไม่ขาดแคลน แต่ผู้ป่วยกลับมีจำนวนมาก ในขณะที่หมอมีไม่เพียงพอ แม่นางหลิ่วและทุกท่านมาได้จังหวะพอดีเลย”
จากนั้นเขาก็นำพาทุกคนไปยังจุดที่จัดเตรียมไว้สำหรับตรวจรักษาโรคโดยเฉพาะที่บริเวณเชิงกำแพงเมือง
หลิ่วชิงเหยียนและตู้เยว่เหยาแยกตัวไปสมทบกับหมอของเมืองอี๋โจว เพื่อตรวจรักษาผู้ป่วยในกลุ่มผู้ลี้ภัย ส่วนลู่เจิงก็เบนสายตาไปยังกลุ่มทหารที่กำลังเพิ่งจะผลักรถบรรทุกนักโทษออกจากเมืองไป
ในขบวนนี้ มีรถบรรทุกนักโทษคันหนึ่ง และหีบใบใหญ่อีกเจ็ดแปดใบ บนรถบรรทุกนักโทษมีชายชราหนวดเคราและผมเผ้ายุ่งเหยิงนั่งอยู่
ขบวนนี้เพิ่งจะออกจากเมือง แต่ยังไม่ทันได้เดินทางไปไหน ก็ถูกชาวบ้านที่แห่กันมามุงดูคณะของลู่เจิงขวางทางไว้ที่ประตูเมือง จนกระทั่งชาวบ้านแยกย้ายกันไป พวกเขาจึงผลักรถบรรทุกนักโทษเดินทางต่อไป
ชาวบ้านรอบๆ ไม่ปิดบังความเคียดแค้นที่มีต่อคนในรถบรรทุกนักโทษเลยแม้แต่น้อย นี่ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้น้ำท่วม อาหารขาดแคลน เศษผักเน่าและไข่เน่าคงถูกปาใส่รถบรรทุกนักโทษอย่างไม่ขาดสายเป็นแน่
ลู่เจิงเอ่ยถาม “เขาคือ...”
“ต้วนปั๋วหรัน อดีตเจ้าเมืองอี๋โจว” จางจือถงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เมื่อห้าวันก่อน ค้นพบเงินจำนวนหนึ่งแสนก้วน และทรัพย์สินมีค่าต่างๆ อีกกว่าหนึ่งแสนก้วนที่บ้านของเขา”
ลู่เจิงเดาะลิ้น ในโลกที่คำว่า ‘ทรัพย์สินหมื่นก้วน’ เป็นตัวแทนของความมั่งคั่งและหรูหรา ทรัพย์สินจำนวนสองแสนก้วน ถือเป็นมหากังฉินระดับบิ๊กอย่างแน่นอน
แต่ทว่า...
ลู่เจิงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองรถบรรทุกนักโทษอีกครั้ง พบว่าชายชราผู้นั้นมีแววตาเลื่อนลอย ริมฝีปากสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือด สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ทว่า...
ลู่เจิงขมวดคิ้ว เพ่งมองรถบรรทุกนักโทษอย่างละเอียดอีกครั้ง รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ซื่อหลิงซีเอ่ยเสียงเรียบ “จังหวะการเต้นของหัวใจเขาสงบมาก ลมหายใจก็ราบเรียบ แววตาส่วนลึกไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ท่าทางที่แสดงออกมาภายนอกล้วนเป็นเสแสร้งทั้งสิ้น”
ลู่เจิงได้ยินดังนั้นก็ถึงบางอ้อ “ข้าก็ว่าแล้วว่าเขาดูแปลกๆ ที่แท้ก็แกล้งทำหน้าซีด แต่กล้ามเนื้อทั่วร่างกลับผ่อนคลาย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ตื่นตระหนกเลยสักนิด การแสดงมันตื้นเขินเกินไปนะ!”
เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างซื่อหลิงซีและลู่เจิง จางจือถงก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ “อะไรนะ? ท่าทางของเขาเป็นแค่การเสแสร้งหรือ? นั่นหมายความว่า จริงๆ แล้วเขามีคนคอยหนุนหลังอยู่งั้นหรือ?”
ลู่เจิงพยักหน้า “เห็นได้ชัดว่า น่าจะเป็นเช่นนั้น”
[จบแล้ว]