- หน้าแรก
- ผู้เล่นพวกนี้ประหลาดกว่าสิ่งลี้ลับซะอีก
- บทที่ 37 อายุขัยและประเภทของเถ้าถ่าน
บทที่ 37 อายุขัยและประเภทของเถ้าถ่าน
บทที่ 37 อายุขัยและประเภทของเถ้าถ่าน
หลังจากแนะนำโรงปฏิบัติงานที่เพิ่งสร้างเสร็จแต่ละแห่งแล้ว ใบหน้าของจิ่วไช่หรงก็เปล่งประกาย
พูดได้คำเดียวว่า
เกมนี้มันมีอิสระสูงมาก!
ทุกคนสามารถหาวิธีตีเหล็กในแบบของตัวเองได้ และทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ
จิ่วไช่หรงแอบบ่นเสริมอีกประโยคว่า "พวกโลลิที่เอาแต่ค้นคว้าเรื่องแต่งหน้าแต่งตัวน่ะ สิ้นเปลืองทรัพยากรไปหน่อย วันหลังฉันจะไปเตือนพวกเธอสักหน่อย"
จิ่วไช่หรงทำงานเป็นลูกน้องนายทุนมาหลายปี หัวใจของเขาเย็นชาเหมือนนายทุนไปแล้ว
"ไม่จำเป็นหรอก ความหมายของการมีชีวิตอยู่ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างผลประโยชน์ หลังจากที่ช่างตีเหล็กในหมู่บ้านทำงานตามโควตารายวันเสร็จแล้ว จะทำกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจอะไรก็ได้ตามใจชอบ"
หนิงเจิงกลับรู้สึกว่าเขาหวังผลประโยชน์มากเกินไป โลภมาก สายตาสั้น บริหารหมู่บ้านได้ไม่ดีหรอก
หนิงเจิงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกำลังบริหารสวนสนุก จ่ายเงินค่าเข้า 2 หน่วยแล้ว ก็เดินเล่นสัมผัสบรรยากาศท้องถิ่นได้ตามสบาย
การที่เขามาช่วยทำงานให้คือความมีน้ำใจ เราไม่สามารถบังคับเขาด้วยศีลธรรม ให้เขาจ่ายเงินให้เราแล้วยังต้องมาทำงานให้เราอีกใช่ไหมล่ะ?
มันจะต่างอะไรกับเรื่องโง่ ๆ อย่างการจ่ายเงินให้นายจ้างเพื่อไปทำงาน?
ปกติทุกคนก็เหนื่อยกับการทำงาน เรียนหนังสือ อยู่แล้ว ที่สละเวลามาเล่นเกมก็เพื่อพักผ่อน หาความสุข ตามหาความทรงจำดี ๆ ในวัยเด็ก
ตอนนี้ช่างตีเหล็กพวกนี้ ไม่เพียงแต่ร่างกายจะกลับไปเป็นเด็กกุมาร โลลิเท่านั้น แต่สภาพจิตใจก็เหมือนกัน มาก่อกองทราย เล่นสร้างป้อมปราการ ตีมอนสเตอร์ กระโดดตาราง กระโดดเชือก โยนถุงทรายในหมู่บ้าน ค้นพบความสนุกในวัยเด็กอีกครั้ง
เราจะไปพรากเอาคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของเกม ซึ่งก็คือความสุขไปไม่ได้นะ
ยิ่งไปกว่านั้น ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ จะต้องไม่เกิดจากการถูกกดขี่ข่มเหงหรอก
คนที่ไร้ชีวิตชีวา เอาแต่ทำงานแบบขอไปที สร้างของดี ๆ ออกมาไม่ได้หรอก
พูดอีกอย่างก็คือ คนที่ไม่เห็นแจ้งถึงตัวตนที่แท้จริง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่เปิดสะพานเชื่อมต่อฟ้าดิน ก็คือคนธรรมดาที่ไร้ชีวิตชีวา
ต้องเป็นคนที่มีความหลงใหลจากก้นบึ้งของหัวใจ ถึงจะสร้างงานศิลปะที่มีจิตวิญญาณ และไปถึงจุดสูงสุดในสายงานนั้น ๆ ได้
หนิงเจิงบอกความคิดเหล่านี้ให้เขาฟัง
จิ่วไช่หรงรู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตา รู้สึกว่าผู้ดูแลเฒ่าผ่านโลกมาเยอะ เห็นอะไรมามาก มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลจริง ๆ คิดในใจว่า:
"เกมนี้มันสมจริงเกินไปแล้ว! นี่ไม่ใช่เกมอื่นที่แค่กดคลิกสวมใส่อุปกรณ์ก็หลอมอาวุธได้ ที่นี่ต้องตีทีละค้อน ความหลงใหลส่งผลต่อฝีมือการตีเหล็กของคนคนหนึ่งจริง ๆ"
"ถ้าอย่างนั้น ฉันคงจะรุนแรงเกินไป... ดูเหมือนว่า การอ่านหนังสือ รู้แจ้ง เบ่งบานดอกไม้ทั้งสามเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นช่างตีเหล็กแบบไหน ก็ต้องเลื่อนขั้นเป็นบัณฑิตให้ได้ มีหนังสืออยู่ในใจนับหมื่นเล่ม เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น สิ่งที่สร้างออกมาถึงจะมีจิตวิญญาณ ไม่อย่างนั้นก็จะมีแต่ความเป็นช่างที่หนักอึ้งเกินไป"
เขาตระหนักได้ในทันที
"ก็จริงนะ สอบเอาใบปริญญาบัณฑิตมาให้ได้ ตีเหล็กถึงจะได้เงินเยอะ"
ดูเหมือนว่าไม่ว่าโลกไหนก็ต้องมีใบปริญญาถึงจะไปได้สวย หลังจากนั้น จิ่วไช่หรงก็พาหนิงเจิงไปที่โรงอาหาร ที่นี่ต่างหากคือโครงการสำคัญที่เขาภูมิใจนำเสนอ:
"โรงอาหาร คือรากฐานของเรา ต้องกินดีทุกวัน ถึงจะมีแรง!"
จิ่วไช่หรงแนะนำอย่างภาคภูมิใจ: "เราทำสารานุกรมวัตถุดิบอาหาร แถมยังมีการตรวจสอบและจับคู่อย่างละเอียด เพื่อให้ทุกมื้ออร่อยที่สุด ปฏิบัติต่อช่างตีเหล็กที่ทำงานหนักของเราอย่างดี"
ภายในโรงอาหาร
"ตาพร่า" ก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน สะพายตะกร้า กำลังขายวัตถุดิบอาหาร ในตะกร้ามีเห็ดและของจิปาถะเต็มไปหมด
พ่อครัวเทวดาขมวดคิ้ว "สีสันสดใสขนาดนี้ มีพิษแหง ๆ นี่คือเห็ดหลอนประสาทสีศพที่นายไปเจอแถวไหล่เขาเหรอ? ทำไมถึงตั้งชื่อนี้ล่ะ?"
"เพราะมันขึ้นอยู่บนศพ แถมยังมีหลายสีด้วย"
ตอนนี้ "ตาพร่า" นึกย้อนกลับไป สายตาเริ่มเหม่อลอย "ฉันลองเลียดูนิดนึง แล้วก็กลับไปในคืนฤดูหนาววันนั้น เห็นย่าของฉันด้วย"
"นายยังจำย่าได้อีก... อะแฮ่ม งั้นฉันรับซื้อหมดเลย"
พ่อครัวเทวดาใช้เข็มเขี่ยขึ้นมานิดนึงอย่างมืออาชีพ ลองเลียดู ก็เผยสีหน้าเคลิบเคลิ้มทันที:
"อืม สภาพดูดีทีเดียว ในป่าบนไหล่เขามีของดีอยู่จริง ๆ ด้วย วัตถุดิบอาหารจากพืชป่าในหมู่บ้านเรายังน้อยอยู่ เพราะยังไงก็เป็นที่ที่คนอยู่"
กบนักเดินทางนี่สามารถออกไปหาวัตถุดิบกลับมาได้จริง ๆ ด้วย
นี่เป็นการชดเชยข้อบกพร่องที่มีแผนที่หมู่บ้านเพียงแห่งเดียว การส่งสัตว์เลี้ยงออกไปผจญภัย สามารถหาวัตถุดิบมาป้อนได้อย่างต่อเนื่อง
พอ "ตาพร่า" ได้ยินก็ดีใจสุด ๆ รู้สึกว่าเงินกำลังจะเข้ากระเป๋าแล้ว "ตาถึงนี่นา ยิ่งหอมอร่อยก็ยิ่งมีพิษ"
พ่อครัวเทวดาพยักหน้า พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า: "ก็จริง ได้อย่างเสียอย่าง ตอบสนองความอยากอาหาร แต่ร่างกายก็ต้องรับกรรม ของพวกนี้ถ้าตกถึงท้อง คาดว่าขี้แตกจนห้ามไม่อยู่แน่"
"ตาพร่า" ลังเลนิดหน่อย กลัวว่าจะให้ราคาไม่สูง
"วางใจเถอะ ต่อไปหามาได้เท่าไหร่ฉันรับซื้อหมด บอกความลับอะไรให้อย่างนึง รู้ไหมทำไมฉันถึงแย่งตำแหน่งกับพ่อครัวคนอื่น แล้วพวกเขาแย่งฉันไม่ได้?"
"ตาพร่า" สงสัย: "ทำไมล่ะ เพราะฝีมือทำอาหารนายดีเหรอ?"
พ่อครัวเทวดายิ้มอย่างมีเลศนัย "ฝีมือทำอาหารของฉันน่ะเหรอ... อืม หลัก ๆ คือทุกคนชอบกิน ทำไมน่ะเหรอ? ฉันเน้นคอนเซปต์ยิ่งมีพิษยิ่งอร่อย! ในชีวิตจริงไม่กล้ากิน แต่ที่นี่กินได้สบายใจ"
"ฉันก็แค่กะเวลา พอพวกเขากินอาหารเย็นเสร็จก็ใกล้จะล็อกเอาต์แล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่าหลังจากนั้นตัวเองจะท้องเสียหรือเปล่า?"
"แอบบอกให้นะ ยิ่งพวกเขากินอาหารเย็นแล้วทำหน้าเคลิบเคลิ้มเท่าไหร่ ตอนล็อกเอาต์ไปนอนบนเตียง ก็จะยิ่งพุ่งปรี๊ดเป็นจรวดเลยล่ะ"
ตาพร่าอึ้ง: "..."
จิ่วไช่หรงที่แอบดูอยู่ก็ตกใจสุด ๆ คิดในใจว่าเกือบจะโดนเล่นแล้ว
ดีนะที่ฉันออกแบบหอพัก เตียงตะแกรงเหล็กถึงจะเป็นเตียงสองชั้น แต่ก็เรียงสลับฟันปลา
เตียงล่างไม่มีคน ไม่งั้นทุกกลางดึก คนที่ต้องรับกรรมก็คือพี่น้องเตียงล่าง!
แม่ร่วง ไอ้พวกเวรนี่มันป้องกันยากจริง ๆ
จิ่วไช่หรงปวดฟัน
ดันมาเสียหน้าเรื่องโรงอาหารที่ให้ความสำคัญซะได้ เห็นได้ชัดว่าการจัดการไม่ดี มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของอาหารแล้ว
หนิงเจิงก็ไม่ได้มีความคิดที่จะตำหนิเขาหรอก กลับมองจิ่วไช่หรงที่มีสีหน้าทื่อ ๆ รู้สึกว่าเขาดูแก่ก่อนวัยไปหน่อย คงเป็นเพราะช่วงนี้เครียดมาก
ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเองต้องลงมือทำเอง เป็น "ผู้พัฒนาเกม" อย่างที่เสี่ยวอ้ายบอก ต้องไปจัดการพวกนั้น ออกแบบอัปเดตอะไรต่าง ๆ นานา ระดับความทุกข์ทรมานที่ตัวเองต้องเจอคงนึกภาพไม่ออกเลยจริง ๆ
"จริงสิ ท่านผู้ดูแลเฒ่า ได้ยินมาว่าเถ้าถ่าน ไม่ช้าก็เร็วก็จะหายไป"
จิ่วไช่หรงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างกระอักกระอ่วน สายตาจับจ้องไปที่ "ตาพร่า" ที่กำลังส่งเควสอยู่ในโรงอาหาร "ท่านรู้ไหมว่าเถ้าถ่านของเขา อีกนานแค่ไหนถึงจะหายไป?"
คนทั่วไปคงไม่รู้หรอก
แต่หนิงเจิงอยู่คลุกคลีมานาน มีประสบการณ์โชกโชน พอมองดูความหนาแน่นของไอหยินของอีกฝ่าย ไม่นานก็ได้ข้อสรุป "อืม คงจะเหลือเวลาอีกประมาณเดือนกว่า ๆ ก็จะหายไปจนหมด"
เดือนกว่า
พูดอย่างเป็นธรรมก็คือกำไรเละ!
เพราะต้นทุนของ "ตาพร่า" ก็คือเหรียญเงินตราวิเศษสิบเหรียญตอนตายครั้งแรก
ตอนนี้หาทุนคืนมาได้ตั้งนานแล้ว แถมยังได้กำไรเกินนั้นไปเยอะเลย
แต่ค่าใช้จ่ายมันไม่ได้คิดแบบนี้น่ะสิ ตายเป็นร้อยครั้งก็ยังไม่แน่ว่าจะเกิด [เถ้าถ่าน] ขึ้นมาสักตัว ต้นทุนสร้างมันสูงเกินไป แถมยังอยู่ได้ไม่นานอีก!
ยิ่งไปกว่านั้น การฟื้นคืนชีพแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายก็จะแพงขึ้นไปอีกระดับ ตายบ่อย ๆ ก็ต้องเป็นค่าชุบชีวิตราคาแพงลิ่วแน่นอน
"มีความเป็นไปได้ไหม ที่จะทำให้เถ้าถ่านอยู่ได้ตลอดไป" จิ่วไช่หรงถาม
"หยั่งรากลงสู่ชีพจรปฐพี ก็จะอยู่ได้ตลอดไป" หนิงเจิงให้คำตอบ
เช่นเดียวกับหนิงเจียวเจียว รวมไปถึงพ่อแม่พี่น้องชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านวิญญาณ ล้วนเป็นตัวอย่างของการหยั่งรากลงสู่ชีพจรปฐพี คงอยู่ได้อย่างยาวนาน
เถ้าถ่าน แบ่งออกเป็นสองประเภท
ประเภทแรก คล้ายกับวิญญาณเร่ร่อน ร่อนเร่ไปทั่ว ค่อย ๆ เลือนหายไป
ประเภทที่สอง เหมือนวิญญาณติดที่ เคลื่อนที่ไม่ได้ อยู่ยงคงกระพัน
ในสภาวะหยั่งรากลงสู่ชีพจรปฐพี [เถ้าถ่าน] จะฆ่าไม่ตายด้วยวิธีปกติ
เช่น ถ้าฆ่า "หนิงเจียวเจียว" ไป ผ่านไปสักพัก ก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากชีพจรปฐพี จู่ ๆ ก็มาโผล่ในบ้านแบบงง ๆ ตามหาพี่ชายมาเล่นเกมด้วยไปทั่ว
เหมือนกับการตัดต้นไม้ทิ้ง ขอแค่รากใต้ดินยังอยู่ ผ่านไปสักพัก ก็จะงอกขึ้นมาใหม่
จิ่วไช่หรงฟังแล้วรู้สึกใจเต้นแรง นี่คือวิธีรักษาเถ้าถ่านไว้ถาวร "ขอถามหน่อย ชีพจรปฐพี จะเชื่อมต่อได้ยังไง?"
หนิงเจิงมองเขาอย่างเรียบเฉย "มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่ทรงพลังเท่านั้น ถึงจะสามารถเชื่อมต่อกับชีพจรปฐพีได้ ท่านประมุขหมู่บ้านของเราอาจจะทำได้ แต่ตัวตนระดับนั้น จะมาช่วยเถ้าถ่านกระจอก ๆ ทำไมล่ะ?"
ตัวเขาเองทำไม่ได้หรอก มีแต่พวกคนวิปริตในหมู่บ้านเมื่อก่อนเท่านั้นที่มีวิชาฝืนลิขิตฟ้าแบบนั้น
จิ่วไช่หรงทำท่าครุ่นคิด
อย่างน้อยทิศทางก็ชัดเจนแล้ว
[จบบท]