- หน้าแรก
- ระบบตื่นก่อนสี่ปี แต่สิ่งลี้ลับยังเป็นแค่ตัวอ่อน
- บทที่ 140 - อิ๋นหู แห่งสิบสองนักษัตร!
บทที่ 140 - อิ๋นหู แห่งสิบสองนักษัตร!
บทที่ 140 - อิ๋นหู แห่งสิบสองนักษัตร!
บทที่ 140 - อิ๋นหู แห่งสิบสองนักษัตร!
หลังจากเสียงสัญญาณเตือนภัยของหน่วยสาขาดังขึ้น แผนกวิจัย แผนกพลาธิการ และแผนกที่ไม่ใช่ส่วนการรบต่างก็รีบตอบโต้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่ม บุคคลที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ อย่างหลี่เสียง ซึ่งในแต่ละห้องแล็บจะมีการจัดเตรียมห้องนิรภัยไว้ให้พวกเขาโดยเฉพาะ
ทันทีที่สัญญาณดัง หลี่เสียงก็รีบทำการปิดผนึกและกักกันซากศพวิปริตที่กำลังวิจัยอยู่ทันที จากนั้นเขาก็พานักวิจัยและผู้ช่วยในห้องแล็บพุ่งตัวเข้าสู่ห้องนิรภัย
จากการที่หน่วยรับมือเหตุพิเศษเคยถูกโจมตีมาก่อน เติ้งอวี้ฉีจึงสั่งการให้สร้างเซฟรูมไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วหน่วยเพื่อรับประกันความปลอดภัยของเหล่านักวิจัยและบุคลากรส่วนสนับสนุน
ประตูหนาของห้องนิรภัยสร้างขึ้นจากวัสดุพิเศษ ต่อให้เป็นลูกปืนใหญ่ทั่วไปก็ไม่สามารถระเบิดให้เปิดออกได้ ภายในติดตั้งทั้งระบบปั่นไฟและเครื่องกรองอากาศ พร้อมเสบียงอาหารที่เพียงพอให้คน 3 ถึง 5 คนมีชีวิตรอดได้นานถึงเจ็ดวัน
แต่ทว่าก็เป็นอย่างที่เสิ่นเกอคาดไว้ เป้าหมายของพวกสิบสองนักษัตรคือตึกวิจัยจริงๆ ในตอนนั้นคนส่วนหนึ่งของพวกมันคอยยื้อพลังของฝ่ายยุทธการไว้เพื่อขัดขวางการเข้าช่วยเหลือ และสมาชิกระดับ เค่อ ของสิบสองนักษัตรอีกหลายคนก็ฉวยโอกาสบุกเข้าไปในตัวตึกสำเร็จ
ในขณะที่พวก เค่อ กำลังเตรียมจะลงมือสังหารหมู่ ก็มีเงาสีแดงสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านทางเดินยาว รองเท้าหนังวิปริตใน รูปแบบหมอกแดง ของเสิ่นเกอสามารถทำให้เขารวบรวมพละกำลังไว้ที่ฝ่าเท้าจนทำความเร็วได้ราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ที่พุ่งทะยานออกไป
อาศัยแรงส่งมหาศาล ปังตอฆ่าหมูในมือเสิ่นเกอวาววับขึ้นหนึ่งที ก่อนจะฟาดฟันตัดเอาทั้งหัวและมือของ เค่อ คนหนึ่งให้ขาดกระเด็นลงไปกองกับพื้นในดาบเดียว
โฮสต์ดูสง่างามและกล้าหาญไร้เทียมทาน สังหารวิปริตระดับ 2 คุณลักษณะ: สองหัวสี่กร รางวัลแต้มระบบ 100 แต้ม ไอเท็มฟื้นฟูระดับเอฟแบบสุ่ม 1 ชิ้น
พวกลูกกระจ๊อกสิบสองนักษัตรเหล่านี้สำหรับเสิ่นเกอใน รูปแบบหมอกแดง แล้ว มันง่ายเหมือนการเดินเกี่ยวหญ้าในทุ่งนา พวกมันไม่ได้มีค่าอะไรเลยนอกจากเป็นตัวส่งแต้มระบบและไอเท็มฟื้นฟูมาให้เขาถึงที่
พลังงานวิปริต 600 เปอร์เซ็นต์ในสถานะเปิดใช้งานเต็มพิกัดสามารถประคองร่างนี้ไว้ได้นานประมาณ 30 นาที อย่าว่าแต่พวก เค่อ เลย ต่อให้หัวหน้าทีมที่มีโค้ดเนมแห่กันมาอีกหลายคนก็ไม่พอให้เสิ่นเกอฆ่าล้างบางอยู่ดี
เหล่านักวิจัยในตึกวิจัยล้วนเป็น สมบัติล้ำค่า ของหน่วยสาขา เสิ่นเกอจึงไม่กล้าเอาชีวิตของพวกเขามาเสี่ยงเพียงเพื่อจะประหยัดพลังงานวิปริตแค่เล็กน้อย
ดังนั้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตูเขาจึงเปิดฉากจู่โจมเต็มกำลัง เพียงชั่วพริบตาก็ฆ่าล้างทางจนทะลุผ่านทางเดินไปทั้งแถบ
อ๊าก!
เสียงกรีดร้องดังมาจากห้องแล็บทางขวามือด้านหน้า เสิ่นเกอพุ่งตัวตามเสียงไปทันที เขาเห็นพวก เค่อ สองคนถือปืนพุ่งเข้าไปในห้องและกำลังจะลั่นไกสังหารเหล่านักวิจัยกับผู้ช่วยที่นั่งขดตัวอยู่ริมกำแพง ทันใดนั้นเสียง ปัง ก็ดังขึ้น หน้าต่างถูกกระแทกจนแตกกระจายพร้อมกับเงาสีแดงที่ปรากฏขึ้นกลางห้องแล็บ
พวก เค่อ เหล่านี้ทันทีที่ได้ยินเสียงก็ลั่นไกทันที เสียงปืน ตับ ตับ ตับ ดังสนั่นหวั่นไหว กระสุนพุ่งเข้าปะทะร่างของผู้ที่บุกเข้ามาอย่างจัง
เสิ่นเกอยกแขนทั้งสองข้างขึ้น แขนซ้ายและขวาต่างกลั่นโล่ทรงกลมออกมาเพื่อขยายพื้นที่ในการกันกระสุน ในจังหวะที่โล่กันทางปืนไว้ได้เขาก็ออกแรงถีบเท้าพุ่งเข้าใส่
ตูม!
พื้นห้องแล็บถึงกับแตกละเอียดในจุดที่เขาถีบตัว เงาสีแดงพุ่งเข้าหาพวก เค่อ ราวกับสายฟ้าแลบ โล่ทั้งสองข้างกระแทกร่างของคนทั้งสองคนอัดลงกับพื้นจนดังสนั่น
พวก เค่อ พยายามจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาสู้ต่อ ทว่าเสิ่นเกอใช้ความสามารถจากแขนทั้งสองข้างจู่โจมพร้อมกัน แขนซ้ายที่แปรสภาพเป็นกระเพาะวิปริตอ้าปากกว้างกลืนกินร่างกายครึ่งท่อนของศัตรูคนแรกเข้าไป ส่วนแขนขวาก็เหวี่ยงปังตอฆ่าหมูสับเข้าที่กลางกบาลลากยาวลงมาจนถึงลำคอ
ดับเบิลคิล!
รีบเข้าไปในห้องนิรภัยเร็วเข้า! เสิ่นเกอได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบมาจากข้างนอกก็รู้ว่าพวก เค่อ กลุ่มใหม่กำลังมา เขาจึงสั่งให้นักวิจัยที่หลบมุมอยู่รีบฉวยโอกาสเข้าเซฟรูมทันที
เมื่อได้ยินเสียงของเสิ่นเกอ เหล่านักวิจัยและผู้ช่วยก็เบาใจลงได้มาก พวกเขารีบช่วยกันพยุงเด็กสาวสองคนที่ตกใจจนขาอ่อนพุ่งเข้าไปในเซฟรูมทันที
เสิ่นเกอฆ่าฝ่าจากห้องแล็บออกไปจนถึงหน้าประตูตึกวิจัย จัดการพวก เค่อ ที่บุกเข้ามาจนเรียบอาวุธ ในขณะที่การต่อสู้นอกตึกก็ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้วเช่นกัน
ภายใต้การสนับสนุนของเติ้งอวี้ฉี หลินอิน และคนอื่นๆ ฝ่ายยุทธการสามารถจัดการพวก เค่อ ทั้งหมดที่บุกเข้ามาได้อย่างง่ายดาย แถมยังจับเป็นมาได้ถึงสามคน สุดท้ายมีเพียงเหล่าวังคนเดียวเท่านั้นที่หนีรอดไปได้
เติ้งอวี้ฉีสั่งการให้คนดำเนินการเก็บกวาดพื้นที่ จากนั้นจึงเรียกประชุมด่วนร่วมกับหัวหน้าแผนกต่างๆ เพื่อตรวจสอบยอดความสูญเสียและร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้น
เฉิงเซิ่งหนานรวบรวมรายงานและสรุปผลแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งผลสถิติที่ออกมาทำให้ทุกคนในที่ประชุมต่างพากันตกใจ
กลุ่มสิบสองนักษัตรส่งแกนนำระดับหัวหน้าทีมหนึ่งคนคือ ซื่อ พร้อมสมาชิกธรรมดาอีกยี่สิบสามคนบุกโจมตีหน่วยสาขา ซื่อ ถูกเสิ่นเกอตัดหัวไปสองหัวก่อนจะหนีไปได้ ส่วนพวกลูกน้องยี่สิบสามคน มีสิบเอ็ดคนที่ตายด้วยมือเสิ่นเกอ อีกสิบสองคนถูกพวกเติ้งอวี้ฉีร่วมมือกันจัดการ โดยจับเป็นมาได้สามคน
ในส่วนของหน่วยสาขา เมื่อสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น บุคลากรส่วนที่ไม่ใช่ส่วนการรบส่วนใหญ่ได้อพยพเข้าห้องนิรภัยทันที มีเพียงผู้ช่วยไม่กี่คนที่อยู่ห่างจากห้องนิรภัยจึงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ฝ่ายยุทธการมีคนบาดเจ็บยี่สิบกว่าคน ในจำนวนนั้นมีหกคนที่เจ็บหนักแต่ไม่มีใครเป็นอันตรายถึงชีวิต
คนพวกนี้กะจะทำอะไรกันแน่ บุกตึกวิจัยเนี่ยนะ? เป้าหมายคือเหล่านักวิจัยหรือจะมาชิงอุปกรณ์พลังงานวิปริตกันแน่? ใครคนหนึ่งตั้งข้อสังเกต
ตามที่ถูโต้วพี้เล่ามา ดูเหมือนพวกสิบสองนักษัตรจะรู้เส้นทางและตารางเวลาการลาดตระเวนเป็นอย่างดี จนสามารถหลบเลี่ยงทีมลาดตระเวนมาได้พอดิบพอดี
ยังดีที่หน่วยสาขาได้เพิ่มอุปกรณ์เฝ้าระวังจนครอบคลุมทุกจุดแบบไร้มุมอับตลอด 24 ชั่วโมง ถึงได้พบร่องรอยสมาชิกสิบสองนักษัตรที่แฝงตัวเข้าไปในตึกวิจัยได้ทันเวลา
ไม่ว่ายังไงก็ตาม ครั้งนี้เราสามารถลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดได้ก็นับว่าดีมากแล้ว ขอแค่เพิ่มความเข้มงวดในการมอนิเตอร์ข้อมูลต่อไป ก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกมันจะกลับมาอีก หัวหน้าแผนกสารสนเทศซึ่งเป็นเจ้านายสายตรงของโรเป่ากั๋วกล่าวขึ้น
คำพูดนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายคนในทันที ในสายตาของพวกเขา ขอเพียงลดความเสียหายของหน่วยให้เหลือน้อยที่สุด และขัดขวางการบุกรุกได้สำเร็จ แถมยังจับตัวประกันได้อีกสามคน คืนนี้ก็นับเป็น ชัยชนะครั้งใหญ่ แล้ว
ในตอนที่หัวหน้าฝ่ายยุทธการทั้งสองคนกำลังจะกล่าวปิดการประชุมแบบสวยหรู เพื่อโยนความดีความชอบให้กับการตอบโต้อันรวดเร็วของฝ่ายยุทธการ จู่ๆ ก็มีคนเสนอความเห็นที่ต่างออกไป
มันไม่ได้เรียบง่ายแบบนั้นหรอกครับ ทุกคนลืมเรื่องที่พวกสิบสองนักษัตรบุกถล่มกองบัญชาการใหญ่เมื่อสองเดือนก่อนไปแล้วเหรอ? ขนาดระบบของกองบัญชาการใหญ่พวกมันยังแฮ็กได้ นับประสาอะไรกับระบบมอนิเตอร์ของเรา จากที่เสี่ยวน้อยถูเล่ามา ผมรู้สึกว่า... พวกมันจงใจให้เราพบตัวมากกว่า คนที่พูดอยู่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสิ่นเกอผู้ที่มียอดสังหารสูงสุดในการรบครั้งนี้
ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ ในห้องประชุมคงต้องมีเสียงคัดค้านดังขึ้นแน่นอน แต่เพราะคนที่พูดคือเสิ่นเกอ แม้แต่หัวหน้าฝ่ายยุทธการที่กะจะมา เอาหน้า ก็ยังต้องเงียบปากลง
เรื่องมอนิเตอร์เฝ้าระวังนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของแผนกสารสนเทศ คำพูดของเสิ่นเกอเหมือนเป็นการบอกว่าเขาไม่ค่อยเชื่อมั่นในฝีมือของแผนกสารสนเทศเท่าไหร่นัก หัวหน้าแผนกสารสนเทศจึงนั่งไม่ติดที่ทันที นักสืบเสิ่นครับ ระบบของกองบัญชาการใหญ่ที่ถูกเจาะเพราะมีไส้ศึกอยู่ข้างใน ลำพังแค่ฝีมือของสิบสองนักษัตรเองคงไม่มีปัญญาเจาะระบบกองบัญชาการใหญ่ได้หรอกครับ? อีกอย่าง ระบบที่หน่วยเราใช้อยู่ก็เป็นรุ่นล่าสุดที่พัฒนาโดยบริษัทจีเอฟเทคโนโลยี ซึ่งนับว่าเป็นระดับแนวหน้าของโลก ไม่มีทางถูกเจาะได้ในเวลาสั้นๆ แบบนี้แน่นอนครับ
หัวหน้าแผนกสารสนเทศพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะระบบนี้ใช้เวลาวิจัยถึงสามปี และผ่านการทดสอบมานานหนึ่งปีเต็ม โดยมีการเชิญทีมแฮ็กเกอร์ระดับโลกมาลองเจาะดูแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าประทับใจมาก
เสิ่นเกอชำเลืองมองเขาแวบหนึ่งแล้วถามกลับ เมื่อกี้ดูวิดีโอบันทึกการต่อสู้หรือยังครับ?
ดูแล้วครับ หัวหน้าแผนกสารสนเทศพยักหน้าพลางสงสัยว่าเสิ่นเกอจะถามทำไม
เสิ่นเกอบอกว่า หลังจากสมาชิกสิบสองนักษัตรที่ลอบเข้ามากลุ่มแรกถูกพบตัว พวกมันก็จัดการทำลายอุปกรณ์ส่องสว่างทางฝั่งขวาทั้งหมดทิ้งทันที จากนั้นคนอื่นๆ ถึงเริ่มทำการเทเลพอร์ตเข้ามา ในวิดีโอก็เห็นชัดเจนว่าพวกสิบสองนักษัตรที่นำโดยเหล่าวัง... หรือ ซื่อ ปรากฏตัวออกมาจากเงามืดในตอนนั้นเอง
ถ้างั้น ในเมื่อพวกมันมีความสามารถขนาดนั้น ทำไมตั้งแต่แรกพวกมันถึงไม่ส่งคนไปซุ่มตามจุดยุทธศาสตร์รอบๆ หน่วย แล้วถล่มระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดพร้อมกันทีเดียว จากนั้นค่อยแยกกันเทเลพอร์ตเข้ามาล่ะ? แกล้งทำเป็นบุกตึกรวมเพื่อดึงกำลังป้องกันไปไว้ที่นั่น แล้วค่อยแอบส่งทีมจู่โจมไปถล่มตึกวิจัยเงียบๆ?
การทำลายไฟส่องสว่างไม่กี่จุดน่ะเรื่องกล้วยๆ ผมมั่นใจว่าไม่ต้องถึงมือหัวหน้าฮั่วหรอก แค่เด็กในทีมสไนเปอร์สักสองคนก็ทำได้แล้ว จริงไหมครับ?
ฮั่วอวี่ หัวหน้าทีมสไนเปอร์ที่ถูกเสิ่นเกอเรียกชื่อพยักหน้าเห็นด้วย เขาอธิบายสั้นๆ ถึงตำแหน่งของไฟส่องสว่างในหน่วย รวมถึงความยากและเวลาที่ต้องใช้ในการยิงสอยพร้อมๆ กัน
สรุปสั้นๆ คือ ภายใต้เงื่อนไขที่ศัตรูมีความสามารถในการเทเลพอร์ตผ่านเงามืด แผนการบุกที่เสิ่นเกอเสนอมานั้นสามารถทำได้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์
เสิ่นเกอเห็นหัวหน้าแผนกสารสนเทศทำหน้ากระอักกระอ่วน จึงซ้ำเข้าไปอีกแผลว่า ยิ่งกว่านั้นนะครับหัวหน้าหลี่ คุณลืมไปแล้วเหรอว่าโรเป่ากั๋วยังอยู่ระหว่างการสอบสวนภายในอยู่นะ
...
นั่นสินะ โรเป่ากั๋วไปโผล่ในวงเหล้า เข้าพวกกับพวกลวี่เสียนเจ๋อ และคนพวกนั้นก็มี 12 คอยหนุนหลังอยู่ มันยากที่จะรับประกันได้ว่าข้อมูลระบบสารสนเทศจะไม่ถูกรั่วไหลออกไป
แถมข้อมูลการลาดตระเวนของหน่วยยังต้องประสานงานกันระหว่างฝ่ายยุทธการและแผนกสารสนเทศ เพื่อจัดวางเส้นทางและตารางเวลาในแต่ละวัน การที่คืนนี้พวกสิบสองนักษัตรหลบเลี่ยงถูโต้วพี้มาได้พอดิบพอดีก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว
เมื่อโดนเสิ่นเกอสวนกลับแบบนี้ หัวหน้าแผนกสารสนเทศก็ได้แต่เงียบปากลง ทว่าทุกคนนั่งวิเคราะห์กันอยู่ตั้งนานก็ยังไม่มีใครเดาออกว่าตกลงพวกสิบสองนักษัตรกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่
สำหรับเสิ่นเกอแล้ว เหตุการณ์นี้มันเหมือนพวกมันจงใจมาแจกแต้มให้เขามากกว่า
การประชุมดำเนินไปจนถึงห้าทุ่ม เติ้งอวี้ฉีสั่งให้คนอื่นแยกย้ายไปพักผ่อน โดยเหลือเสิ่นเกอไว้คุยกันเป็นการส่วนตัว ยังไงซะก่อนหน้านี้ทั้งคู่ก็ยังคุยเรื่อง ระบบ ค้างไว้แล้วพวกสิบสองนักษัตรดันบุกเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
เมื่อกี้ตอนสู้กันฉันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เลยสั่งให้ผู้ช่วยเฉิงรวบรวมยอดผู้บาดเจ็บเสร็จแล้วก็ให้เธอประสานงานกับกองบัญชาการใหญ่เพื่อขอไฟล์ข้อมูลชุดหนึ่งมา เติ้งอวี้ฉีพูดพลางส่งรายงานฉบับหนึ่งให้เสิ่นเกอ
เสิ่นเกอหยิบขึ้นมาดู มันคือรายงานข้อมูลงานวิจัยอุปกรณ์พลังงานวิปริตของหน่วยรับมือเหตุพิเศษ ซึ่งในนั้นมีข้อมูลงานวิจัยบางส่วนของ ดวงตาวิปริต ที่เขาแอบเอามาจากกองบัญชาการใหญ่ด้วย
เนื่องจากเสิ่นเกอแอบฉก ดวงตาวิปริต มาเงียบๆ ทางกองบัญชาการเลยนึกว่าถูกพวกสิบสองนักษัตรขโมยไป ข้อมูลงานวิจัยในรายงานจึงมีอยู่นิดเดียว
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญอยู่ที่หัวข้อ โครงการวิจัยแยกประเภท ด้านล่าง ซึ่งระบุว่ามี ดวงตาวิปริต ที่เกี่ยวข้องกับ ลูกตา มากกว่าหนึ่งดวง
ในนั้นมีข้อมูลรายการหนึ่งระบุว่า อุปกรณ์วิปริตประเภทดวงตาที่หากสัมผัสโดยตรงจะทำให้สูญเสียการมองเห็น นี่คือจุดสำคัญที่เติ้งอวี้ฉีเอามาให้เสิ่นเกอดู
ความสามารถของอุปกรณ์ดวงตานี้ มันคือ ดวงตาวิปริต (มองไม่เห็น) เป๊ะๆ เลย
เรื่องที่เสิ่นเกอครอบครอง ดวงตาวิปริต (มองไม่เห็น) นั้น ในหน่วยมีคนรู้แค่สองคน คือหลี่เสียงกับเติ้งอวี้ฉี
ก่อนหน้านี้ตอนคดีเมืองอวี๋โจว เติ้งอวี้ฉีเคยช่วยเสิ่นเกอเบิกอุปกรณ์ เธอเคยเห็นรายชื่ออุปกรณ์วิปริตที่กองบัญชาการส่งมาและจำได้ลางๆ ว่ามีของชิ้นนี้อยู่
ต่อมาเมื่อเสิ่นเกอส่งปังตอฆ่าหมูกับดวงตาวิปริตให้หลี่เสียงไปวิจัย พอเติ้งอวี้ฉีได้ยินเรื่องความสามารถของมันเธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่อุปกรณ์วิปริตจะมีพลังคล้ายๆ กัน อย่างเช่นถุงมือหนังวิปริตหรือปังตอเลาะกระดูกที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั่วไป
ทว่าหลังจากเสิ่นเกอยอมเปิดเผยความลับบางส่วนของระบบให้เติ้งอวี้ฉีฟัง ทั้งคู่ก็ได้ข้อสรุปว่า ระบบไม่สามารถเสกของรางวัลขึ้นมาลอยๆ ได้ แต่มันเป็นการย้ายที่มาจากจุดอื่น พอสรุปได้แบบนี้เธอก็นึกถึงดวงตาวิปริตดวงนั้นขึ้นมาทันที
เติ้งอวี้ฉีเลยให้เฉิงเซิ่งหนานประสานงานขอข้อมูลจากกองบัญชาการ และพอได้มาดูก็พบว่า ในช่องของ ดวงตาวิปริต (มองไม่เห็น) ดวงเดิมนั้น มีหมายเหตุเขียนไว้ว่า ถูกขโมย
พร้อมกันนั้น ในรายงานระบุว่าข้อมูลงานวิจัยดวงตาดวงนี้อัปเดตครั้งล่าสุดคือเมื่อหนึ่งปีก่อน ทางกองบัญชาการวิจัยชิ้นนี้มานานแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้าใหม่ๆ เลยย้ายมันไปไว้ที่หน่วยสาขาอวี๋โจว ซึ่งในตอนที่เสิ่นเกอสุ่มได้มันมา ของชิ้นนี้ถูกเก็บปิดตายไว้นานถึงหนึ่งปีเต็มแล้ว
ที่คุณบอกว่า โรงงานเก็บรักษาพาหนะทหาร ตรวจพบว่ารถถังหายไปหนึ่งคัน รถถังพวกนั้นเขาต้องตรวจนับกันทุกวันเลยเหรอครับ? เสิ่นเกอถาม
เติ้งอวี้ฉีส่ายหน้า: จากรายงานพบว่า โรงงานแห่งนั้นเก็บแต่พวก ของเกรดต่ำ หรือพูดง่ายๆ คือพวกที่รอซ่อมแซมกับพวกที่ใกล้จะถูกโละทิ้งแล้ว นายก็รู้ว่าช่วงหลังมานี้เพราะปัญหาของหน่วยรับมือเหตุพิเศษ พอมีการปรับโครงสร้างใหม่ทำให้การฝึกซ้อมในช่วงสองปีนี้ลดลงเรื่อยๆ รถถังที่ถูก คัดออก เลยมีจำนวนค่อนข้างเยอะ ส่วนคันที่นายย้ายที่มันมา น่าจะเป็นคันที่ถูกทิ้งร้างไว้นานมากแล้วล่ะ
เสิ่นเกอเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น ที่แท้ไม่ว่าจะเป็นรถถังรุ่นเคทูตัวก่อน หรือรุ่นเก้าเก้าเอคราวนี้ ต่างก็ให้ความรู้สึกแปลกๆ กับผมมาตลอด แถมมีกระสุนให้ไม่เยอะด้วย แม้แต่อุปกรณ์อื่นๆ ที่สุ่มได้ส่วนใหญ่ก็ดูจะมี กลิ่นอายของความเก่า อยู่ในตัว ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า อาวุธหรืออุปกรณ์ที่ผมจะสุ่มได้ ต้องเป็นของที่ถูก ทิ้งร้าง หรือไม่ได้รับความสนใจมาระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
เติ้งอวี้ฉีพูดเสียงเข้ม ตอนนายอยู่ที่เกาหลีนายก็สุ่มได้ของเกาหลี ตอนอยู่เมืองต้าจิงนายก็สุ่มได้เก้าเก้าเอ... ที่อวี๋โจวนายสุ่มได้ดวงตาวิปริต ที่เมืองต้าจิงนายสุ่มได้แม็กกาซีนพลังงาน... ฉันรู้สึกว่าของที่นายสุ่มได้ นอกจากเรื่องความ ทิ้งร้าง แล้ว มันยังมีความเกี่ยวข้องกับ ระยะห่าง ด้วยนะ
เสิ่นเกอวางปังตอฆ่าหมูลงบนโต๊ะทำงานแล้วพูดว่า นี่คืออุปกรณ์วิปริตชิ้นแรกที่ผมสุ่มได้ครับ คุณลักษณะของมันคือ ไม่พัง แข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ หลี่เสียงเคยพยายามหาวิธีหลอมมันเพื่อรวมเข้ากับชุดเกราะแต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง ตั้งแต่สู้มาจนถึงตอนนี้ มันไม่เคยมีแม้แต่รอยขีดข่วนเลยสักนิดเดียว
ผมมั่นใจว่าตั้งแต่ตั้งหน่วยสาขาเมืองหรงมา ไม่เคยมีใครเห็นอุปกรณ์วิปริตชิ้นนี้แน่นอน แต่ว่านะ ของวิปริตที่นายสุ่มได้ก็ใช่ว่าจะต้องมาจากหน่วยรับมือเหตุพิเศษเสมอไป อย่าลืมสิว่าพวกสิบสองนักษัตรเองก็มีวิธีวิจัยอุปกรณ์วิปริตเหมือนกัน ยิ่งกว่านั้นถ้าพ่อของนายเคยเป็นนักวิจัยวิปริตกลุ่มแรกจริง ในที่ที่พวกนายใช้ชีวิตอยู่มาหลายสิบปี การจะมีอุปกรณ์วิปริตฝังอยู่สักชิ้นมันก็เป็นเรื่องที่ฟังดูสมเหตุสมผลใช่ไหมล่ะ? เติ้งอวี้ฉีว่า
เสิ่นเกอบอกว่า มีความเป็นไปได้ครับ แต่ประเด็นที่ผมจะสื่อไม่ใช่ว่าปังตอเล่มนี้มาจากเมืองหรงหรือเปล่า แต่จะบอกว่าในเมื่อเงื่อนไขของสิ่งที่สุ่มได้ต้องเป็นของที่ถูกทิ้งร้างไว้นาน ไม่มีใครสนใจ และมีระยะห่างในระดับหนึ่ง งั้น... ถ้าผมสะสมแต้มระบบไว้สักก้อน แล้วไปสุ่มแถวๆ สถาบันวิจัยไห่อ่าดูล่ะครับ จะเป็นยังไง?
นับว่าเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมเลยนะ เติ้งอวี้ฉีนึกชื่นชมในใจว่าทุกครั้งที่เสิ่นเกอมี ไอเดียแผลงๆ มันมักจะเข้าเป้าเสมอ
แล้วตอนนี้นายสะสมแต้มระบบไว้เท่าไหร่แล้วล่ะ? เติ้งอวี้ฉีถาม
เสิ่นเกอบอก 2,753 แต้มครับ มี 1,100 แต้มที่เพิ่งจะได้มาจากพวก เค่อ ของสิบสองนักษัตรเมื่อกี้
จัดการพวกมันก็ได้รางวัลด้วยเหรอ? เติ้งอวี้ฉีถามด้วยความประหลาดใจ
เสิ่นเกอพยักหน้า: ฆ่าหนึ่งคนได้ 100 แต้มระบบ ขายศพหนึ่งร่างได้ 500 แต้มระบบ แถมยังได้ไอเท็มฟื้นฟูแบบพิเศษมาด้วยครับ
พูดจบ เสิ่นเกอก็ควัก ยาสมานแผลภายใน ออกมาแสดง
เดี๋ยวนะ ไอ้นี่มันไม่ใช่... เติ้งอวี้ฉีรู้สึกคุ้นตายานี้ทันที พอนึกดูครู่หนึ่งเธอก็จำได้ว่าเคยเห็นที่ไหน
คุณจำถูกแล้วครับ นี่คือสิ่งที่ผมเอาไปให้หลี่เสียงวิจัยในตอนแรกสุดนั่นแหละครับ และต่อมาเขาก็เอาไปผสมกับแมลงจากหนูวิปริตฟื้นฟูตัวเองจนวิจัยออกมาได้สำเร็จ เสิ่นเกอเล่าสรุปกระบวนการวิจัยของเขากับหลี่เสียง รวมถึงข้อสันนิษฐานที่ว่าระบบของเขาสามารถ เบิกเงินล่วงหน้า จากโลกอนาคตมาให้เขาได้
เติ้งอวี้ฉีรู้สึกเหมือนซีพียูในสมองเริ่มประมวลผลไม่ทัน ข้อมูลที่เธอได้รับในคืนนี้มันเยอะเกินไปจริงๆ แค่เรื่อง ระบบ อย่างเดียวเธอก็คงต้องตามสืบกันอีกนานแสนนาน
เติ้งอวี้ฉีครุ่นคิดพลางรู้สึกว่าเรื่องรางวัลที่เบิกมาจาก อนาคต มันดูจะเหนือธรรมชาติเกินไปหน่อย แต่ในเมื่อมีเรื่องอย่างระบบโผล่มาแล้ว เรื่องแค่นี้ก็คงไม่นับเป็นอะไรได้
เธอนวดขมับพลางโบกมือเบาๆ เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ เมื่อกี้บอกว่าจัดการคนของสิบสองนักษัตรก็นับเป็นรางวัลด้วยงั้นเหรอ?
ใช่ครับ ในการตัดสินของระบบ ถึงสมาชิกสิบสองนักษัตรจะเป็น วิปริตเทียม แต่พวกเขาก็นับเป็นวิปริตอย่างหนึ่ง พวกระดับ เค่อ ถือเป็นระดับ 2 รางวัลการฆ่าคือ 100 และการขายคือ 500 ส่วนพวกแกนนำมีชื่อเรียก ระบบประเมินไว้ว่าเป็นระดับ 5 เลยครับ อ้อใช่ การประเมินนี้ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องช่วงเวลาที่ต่างกันด้วยนะครับ
เสิ่นเกอกลัวว่าเติ้งอวี้ฉีจะไม่เข้าใจว่าทำไมแกนนำสิบสองนักษัตรที่เป็นถึงระดับ 5 แต่ฝีมือกลับดูสู้พวกวิปริตระดับ 3 หรือ 4 ไม่ได้ เขาเลยช่วยอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของช่วงเวลาที่ต่างกันให้ฟังด้วย
คราวนี้ สมองของเติ้งอวี้ฉีประมวลผลไม่ทันของจริงแล้วล่ะ
ฉันรู้สึกว่าคืนเดียวนายเพิ่มภาระงานให้ฉันไปอีกสิบปีเลยนะเนี่ย ฉันต้องสืบเรื่องพวกนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน เติ้งอวี้ฉีบ่นอย่างจนใจ
ไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไงปกติคุณถ้าไม่ทำงานล่วงเวลาอยู่ ก็กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวทำงานล่วงเวลาอยู่แล้วนี่นา ผมจะเพิ่มงานให้หรือไม่คุณก็ต้องทำโอทีอยู่ดี ไม่ต่างกันหรอกครับ เสิ่นเกอพูดหน้าตาย
ไปตายซะ! อย่ามาบังคับให้ฉันลากนายมานั่งทำโอทีด้วยกันนะ! เติ้งอวี้ฉีเริ่มเดือด
เสิ่นเกอรีบชิ่งหนีทันที พอวิ่งพ้นประตูห้องทำงานเขาก็ชะโงกหน้ากลับเข้ามาบอกว่า ฝากสืบเรื่องสิบสองนักษัตรกับ 12 ด้วยนะครับ ผมสังหรณ์ใจว่าเรื่องคืนนี้มันไม่เรียบง่ายแน่ๆ
ปัง!
สิ่งที่ตอบกลับเสิ่นเกอคือแฟ้มเอกสารที่ถูกขว้างมา พร้อมกับเสียงคำรามของเติ้งอวี้ฉี: ตกลงใครเป็นหัวหน้าใครเป็นลูกน้องกันแน่เนี่ย ทำไมกลายเป็นนายมาสั่งงานฉันแทนซะงั้น? กลับมานั่งทำโอทีเดี๋ยวนี้เลย เรื่องสืบสวนสิบสองนักษัตรน่ะฉันยกให้นายรับผิดชอบเอง!
ได้เลยครับ! เสิ่นเกอรับคำอย่างรวดเร็ว
เพราะสำหรับเขาแล้ว การจัดการ สิบสองนักษัตร คือภารกิจอันดับหนึ่งอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เสิ่นเกอติดใจที่สุดคือ แรงจูงใจ ในการลอบโจมตีคืนนี้ของพวกสิบสองนักษัตร เขารู้สึกว่ามันดูไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากจะมาแจกแต้มให้เขาเฉยๆ
พวกมันมีความสามารถในการลอบเร้น แต่กลับเลือกที่จะ ต่อสู้ แบบเปิดเผยเอะอะโวยวาย ต่อให้กะจะมาลองเชิงดูฝีมือหน่วยเรา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องยอมเสียคนไปตั้งมากมายขนาดนี้
เสิ่นเกอคิดไปคิดมาก็เดาไม่ออก เลยตัดสินใจเลิกคิด
เขากลับไปที่หอพักอาบน้ำชำระร่างกาย พอใกล้จะเที่ยงคืนเฉิงเซิ่งหนานถึงจะทำงานเสร็จและกลับมาที่ห้อง ตอนนี้ความถี่ในการทำโอทีของเธอในหน่วยพุ่งสูงแซงหน้าเสิ่นเกอไปไกลแล้ว
วันนี้ยุ่งทั้งวันเลย เหนื่อยไหมครับ? เสิ่นเกอสวมกอดเฉิงเซิ่งหนานที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังเช็ดผมอยู่บนขอบเตียง เขาถามพลางกระซิบที่ข้างหูเธอ
ความจริงก็ยังพอไหวนะคะ ตอนนี้หลายเรื่องฉันไม่ต้องลงมือทำเองแล้ว แค่คอยตรวจสอบไฟล์เอกสารและดึงข้อมูลมาจัดตารางงาน มันสบายกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยค่ะ เฉิงเซิ่งหนานตอบกลับ
ตราบใดที่เรื่องสิบสองนักษัตริย์ยังไม่ถูกแก้ให้จบสิ้น สถานการณ์แบบวันนี้จะยังมีมาอีกเรื่อยๆ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นต้องรีบไปที่ห้องนิรภัยเป็นที่แรกทันทีนะครับ เข้าใจไหม? เสิ่นเกอกำชับ
เฉิงเซิ่งหนานพยักหน้า เธอวางผ้าเช็ดผมลงบนเก้าอี้ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า คราวหน้าถ้าจะพูดประโยคซึ้งๆ แบบนี้ มือก็อย่าซนสิคะ ฉันจะได้รู้สึกซาบซึ้งมากกว่านี้
หึ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ
เหอะ ผู้ชายก็เงี้ย
จริงด้วย พรุ่งนี้วันหยุดคุณวางแผนจะทำอะไรเหรอครับ? เสิ่นเกอถาม
เฉิงเซิ่งหนานตอบ: ทางแผนกวิจัยจะมีอุปกรณ์พลังงานวิปริตรุ่นมาตรฐานชุดใหม่ออกมา ทางพลาธิการต้องจัดประชุมเพื่อจัดสรรปันส่วนอุปกรณ์กัน คาดว่าคงต้องเข้าประชุมทั้งวันค่ะ
...
เสิ่นเกอทำหน้าปลาตายแล้วพูดว่า รีบลาออกเถอะครับ หัวหน้าคุณนี่มันไม่ใช่คนแล้วจริงๆ
เฉิงเซิ่งหนานหัวเราะร่า: เมื่อกี้มีหัวหน้าบางคนเพิ่งจะบ่นให้ฉันฟังเองค่ะ ว่าเดิมทีตีหนึ่งเธอก็ควรจะได้นอนแล้ว แต่เป็นเพราะนักสืบบางคนแท้ๆ ที่ทำให้เธอต้องอดนอนทั้งคืน เห็นว่านายเพิ่มภาระงานให้เธอไปอีกตั้งหนึ่งปีเลยนะ
มันจะเว่อร์ขนาดนั้น อย่างมากก็แค่สามถึงห้าเดือนเอง ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงหัวหน้าใจดำคนนั้นเลย พวกเรามาคุย เรื่องสำคัญ ของเรากันดีกว่า เสิ่นเกอพูดจบก็รวบตัวเฉิงเซิ่งหนานล้มลงไปบนเตียงทันที
เดี๋ยวสิ ผมฉันยังไม่แห้งเลยนะคะ
ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวอีกสักพักยังไงก็ต้องไปที่ห้องน้ำอยู่ดี
ไอ้คนบ้า!
...
...
ทั้งคู่ ทำงานล่วงเวลา กันจนถึงตีสามถึงได้นอนพักผ่อน เฉิงเซิ่งหนานเหนื่อยล้าจนปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนไม่อยากจะขยับแม้แต่นิ้วเดียว เธอซบหน้าอกเสิ่นเกอหลับสนิทไปทันที
ทว่าเสิ่นเกอหลังจาก ออกกำลังกาย ไปสองชั่วโมงกลับไม่มีความง่วงเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามาก ในหัวยังคงวนเวียนคิดเรื่อง 12 และการลอบโจมตีของสิบสองนักษัตรเมื่อคืนที่ผ่านมา
หลังจบศึกเมืองต้าจิง พวกสิบสองนักษัตรแอบมากบดานในเมืองหรงและสร้าง 12 ขึ้นมา ภายในเวลาแค่สองเดือนก็สามารถดึงพวกลวี่เสียนเจ๋อเข้ามาเป็นพวกได้ เสิ่นเกอรู้สึกว่าเรื่องทั้งสองนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่นอน
และจากใบประกาศนำจับที่เจอในฐานข้อมูลของ 12 ทำให้เขารู้สึกว่าพวกสิบสองนักษัตรกำลังหาโอกาสล้างแค้นเขาอยู่
ไม่ได้จะยอตัวเองหรอกนะ แต่ถ้าพวกสิบสองนักษัตรกำจัด เสี้ยนหนาม อย่างเขาไปได้ ความยากในการจัดการหน่วยสาขาเมืองหรงก็จะลดลงไปกว่าครึ่งทันที
พวกมันต้องการจะทำอะไรกันแน่? เสิ่นเกอนอนหลับตาเอานิ้วเคาะหน้าผาก พยายามเชื่อมโยงเบาะแสที่มีอยู่ในมือเข้าด้วยกัน
การที่ลวี่เสียนเจ๋อพยายามดึงตัวเขาอาจจะเป็นแค่การหลอกล่อเพื่อให้เขาลดการป้องกันตัวลง หรือถ้าเขาเลือกจะร่วมมือกับพวกนั้นจริงๆ มันก็จะเข้าทางแผนการของสิบสองนักษัตรพอดี
แต่จากสถานการณ์ตอนนี้ เสิ่นเกอไม่มีความจำเป็นต้องทิ้งแตงโมไปเก็บเม็ดงาเลย เขาจะทิ้งหน่วยรับมือเหตุพิเศษที่เขาสามารถ คุมอำนาจสั่งการได้เบ็ดเสร็จ ไปร่วมมือกับลวี่เสียนเจ๋อทำไมกัน
หน่วยรับมือเหตุพิเศษไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือพละกำลังล้วนเหนือกว่าพวกของลวี่เสียนเจ๋อทุกด้าน ส่วนเรื่องที่มีหัวหน้าอยู่ข้างบน... เรื่องนี้ยิ่งไม่ต้องกังวลเลย เพราะหลายต่อหลายครั้งเติ้งอวี้ฉีก็เลือกที่จะยืนอยู่ข้างเสิ่นเกอเสมอ
เติ้งอวี้ฉีรู้ว่าเสิ่นเกอมีความลับเยอะ และรู้ว่าเขามีหลายเรื่องที่ปกปิดหน่วยไว้ แต่ด้วยหลักการ การดูที่การกระทำมากกว่าเจตนา ตราบใดที่สิ่งที่เสิ่นเกอทำอยู่ในตอนนี้คือการทำเพื่อชาติเพื่อประชาชน เธอก็พร้อมจะสนับสนุนเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
และเพราะการอยู่ร่วมกันมาตลอดครึ่งปีนี้เอง การที่เติ้งอวี้ฉีเลือกที่จะใช้ความจริงใจแลกความจริงใจ ทำให้เสิ่นเกอตัดสินใจหงายไพ่ลับบางส่วนให้เธอเห็น เพื่อเป้าหมายในการ ร่วมมือ กันในระดับที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
ดังนั้นเมื่อดูจากความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นเกอกับเติ้งอวี้ฉี และบารมีของเขาในหน่วย การจะให้เขาถูกลวี่เสียนเจ๋อดึงตัวไปเป็นพวกในตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้นอกจากเขาจะสมองบวมน้ำเท่านั้น
งั้นในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าเสิ่นเกอไม่มีทางตกลงร่วมมือ และมีโอกาสสูงมากที่จะถูกเขาลากไปเชือดทั้งแก๊ง แล้วทำไมคนในวงเหล้าถึงยอม ทำตัวเสี่ยงตาย ขนาดนั้นล่ะ?
นี่มันจะให้ประโยชน์อะไรกับสิบสองนักษัตรกันแน่?
ตอนนี้ทางหน่วยเริ่มตรวจสอบคนในวงเหล้าอย่างละเอียดแล้ว และหลังจากหัวหน้ารายงานขึ้นไปทางกองบัญชาการใหญ่ก็ได้มีการตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อเตรียมจัดการโยกย้ายบุคลากรชุดใหม่เข้ามาแทน
ถ้าสิบสองนักษัตรกับพวกลวี่เสียนเจ๋อตั้งใจจะร่วมมือกันจริงๆ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้พวกเขากลายเป็นเป้าสายตา ในมุมมองของเสิ่นเกอ อย่างน้อยคนอย่างลวี่เสียนเจ๋อและโรเป่ากั๋วสองคนนี้มีค่ามากเกินกว่าจะเอามาทิ้งในวงเหล้าแบบนั้น
ทำไมพวกมันถึงเชื่อว่าแค่เงินไม่กี่สิบล้านจะซื้อตัวผมได้ล่ะ?
...เดี๋ยวนะ ถ้าลวี่เสียนเจ๋อถูกเด้งออกไป แล้วคนที่จะถูกส่งลงมาครองตำแหน่งนี้แทนเป็นคนของสิบสองนักษัตรล่ะก็ นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะสามารถใช้จุดนี้เป็นทางเข้า เพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยสาขาเมืองหรงในการ สืบสวน หรอกเหรอ?
ไม่สิ ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดคือตำแหน่งของโรเป่ากั๋วต่างหาก!
หน่วยสาขาเมืองหรงเป็นที่ที่หัวหน้าสร้างมากับมือ คนที่มีอำนาจตัดสินใจในหน่วยล้วนมีอายุงานอย่างน้อยสี่ห้าปีทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องวิปริตถูกเปิดเผยจนฐานะของหน่วยพุ่งสูงขึ้น โรเป่ากั๋วก็คงไม่ใจแตกแบบนี้ และต่อให้เขาจะเปลี่ยนไป เขาก็ไม่ได้โง่ขนาดที่จะคายข้อมูลทั้งหมดที่รู้ออกมาทีเดียว
ถ้าโรเป่ากั๋วถูกถอนตำแหน่ง ทางกองบัญชาการใหญ่มีโอกาสสูงมากที่จะถือโอกาสส่งคนของตัวเองมาเสียบแทน มากกว่าจะปล่อยให้หัวหน้าเลื่อนตำแหน่งคนในหน่วยขึ้นมาเอง
แบบนี้ก็แสดงว่า ในกองบัญชาการใหญ่มีความเป็นไปได้สูงมากที่ถูกพวกสิบสองนักษัตรแทรกซึมไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ตำแหน่งของคนคนนี้คงจะสูงมากและซ่อนตัวได้ลึกจนหายนะเมืองต้าจิงครั้งก่อนลากคอออกมาไม่ได้!
อ๊ะ! เข้าใจแล้ว! เสิ่นเกอคิดมาถึงจุดนี้ เขาก็รู้สึกว่าเบาะแสทั้งหมดถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันทันที เหมือนเขาจะมองทะลุปรุโปร่งถึงแผนการของพวกสิบสองนักษัตรได้เสียที
ด้วยความตื่นเต้นจนเกินไป เฉิงเซิ่งหนานเลยเอามือฟาดเข้าที่หน้าอกเขาหนึ่งทีพลางพึมพำงัวเงียว่า ดึกดื่นป่านนี้ยังจะมาบ่นพึมพำอะไรอีกคะ ไม่เหนื่อยหรือไง?
เสิ่นเกออึ้งไปครู่หนึ่ง เมื่อคืนก่อนสืบคดี 12 เขาทำงานโต้รุ่งทั้งคืน ช่วงกลางคืนเหมือนจะได้นอนแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงเองมั้ง
ตอนกลางวันก็สืบคดีทั้งวัน ตอนกลางคืนก็ต้องรับมือการบุกของสิบสองนักษัตร ส่วนพละกำลังที่เสียไปตอนช่วงเช้ามืดสองชั่วโมงนั้นถึงจะนับว่าจิ๊บจ๊อย... แต่นี่มันจะครบสองวันแล้วนะ ทำไมเขายังรู้สึกดีดขนาดนี้?
พอมาลองนึกย้อนดู เสิ่นเกอก็พบความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตัวเอง มันไม่ใช่ว่าเขาแอนตี้การนอนนะ ถ้าอยากจะนอนเขาก็หลับได้ทันที
แต่ขอแค่เขากำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องอะไรสักอย่าง ต่อให้ไม่นอนก็ไม่มีปัญหาเลยสักนิด
เหอะ หรือว่าพอพลังจิตสูงขึ้นแล้ว ร่างกายมันจะสดชื่นตามไปด้วยจริงๆ นะ? รางวัลรายวันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาและแต้มสถานะที่สุ่มได้ เสิ่นเกอก็เทลงที่พลังจิตทั้งหมด ตอนนี้พลังจิตของเขาสูงถึง 613 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทียบเท่ากับระดับของวิปริตระดับ 3 ไปแล้ว นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
เสิ่นเกอเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาลึกๆ ในใจ เพราะเขายืนยันแล้วว่าระบบมีความเกี่ยวพันกับสิ่งวิปริต หรือไม่มันก็คือตัววิปริตเองนั่นแหละ...
อย่าบอกนะว่าพอเขากลืนซากวิปริตเข้าไปเยอะๆ แล้วร่างกายมันกำลัง ขุน ราชันวิปริตขึ้นมาในตัว ถ้าเป็นแบบนั้นจริงงานนี้คงได้ลุ้นระทึกกันล่ะ!
...
...
การสืบสวนเรื่องคนในวงเหล้าดำเนินต่อเนื่องมาสามวัน หน่วยสาขาเมืองหรงประสานงานกับทีมเฉพาะกิจจนสามารถขุดรากถอนโคนพวกลวี่เสียนเจ๋อได้จนหมดเปลือก รวมถึงระบุตัวตนของคนที่แอบสมรู้ร่วมคิดกับพวกเขาได้ครบถ้วน
ทว่าเติ้งอวี้ฉีหลังจากฟัง ข้อสันนิษฐาน ของเสิ่นเกอแล้ว เธอก็ใช้ข้ออ้างเรื่องยังมีปลาตัวใหญ่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเพื่อโน้มน้าวให้ทีมเฉพาะกิจยอมชะลอการ ปิดจ็อบ ออกไปก่อน
ส่วนตัวเธอและเสิ่นเกอจำเป็นต้องใช้ช่วงเวลานี้ในการสืบประวัติของคนที่จะถูกส่งมารับตำแหน่งแทน เพื่อขุดหา กับดัก ที่สิบสองนักษัตรอาจจะวางเอาไว้
พอลองสืบดู ก็เจอเข้าจริงๆ ถึงสองคน
และหนึ่งในนั้นคือบุคคลสำคัญที่จะถูกส่งมาแทนที่ตำแหน่งของลวี่เสียนเจ๋อพอดิบพอดี
เมื่อยืนยันเป้าหมายได้แล้ว หน่วยสาขาเมืองหรงก็เรียกประชุมด่วน ทันที ตามแผนของเติ้งอวี้ฉี ตำแหน่งของลวี่เสียนเจ๋อนั้นสามารถให้เบื้องบนสั่งการลงมาได้ เพราะอำนาจของหน่วยรับมือเหตุพิเศษยังเอื้อมไปไม่ถึงส่วนกลาง แต่ตำแหน่งของโรเป่ากั๋วนั้น เธอต้องยืนยันว่าจะต้องใช้คนในหน่วยเลื่อนขั้นขึ้นไปแทนเท่านั้น และจะปฏิเสธคนที่จะถูกส่งมาจากกองบัญชาการใหญ่ทุกกรณี
ประเด็นนี้ทำให้เติ้งอวี้ฉีเปิดศึกปะทะคารมกับกองบัญชาการใหญ่อีกรอบ ทางนู้นมองว่าเติ้งอวี้ฉีต้องการจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในหน่วยเมืองหรงเพื่อสร้างฐานอำนาจส่วนตัว
ปัญหานี้ถกเถียงกันต่ออีกสองวัน เห็นชัดว่าทางกองบัญชาการไม่ยอมปล่อยตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกสารสนเทศของเมืองหรงไปง่ายๆ
แน่นอนว่า ตกลงทางกองบัญชาการที่ไม่ยอมปล่อย หรือพวกสมาชิกสิบสองนักษัตรที่แทรกซึมอยู่ในนั้นกันแน่ที่ไม่ยอมปล่อย เรื่องนี้ก็ยังสรุปไม่ได้
ทว่าทางด้านผู้อาวุโสฟางที่สืบเรื่องนี้อยู่นั้นเริ่มมีความคืบหน้าแล้ว ผู้อาวุโสฟางขอให้เติ้งอวี้ฉียื้อเวลาต่อไปอีกหน่อย เพื่อซื้อเวลาให้พวกเขาสืบให้ชัดเจน
หลังจากผู้อาวุโสฟางออกโรงรับประกันว่า ถ้าสืบไม่เจอไส้ศึกสิบสองนักษัตรในกองบัญชาการล่ะก็ เขาจะเป็นคนจัดแจงส่งคนที่ไว้ใจได้ลงมาครองตำแหน่งนี้เอง เติ้งอวี้ฉีจึงยอมตกลงในที่สุด
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา เติ้งอวี้ฉีเน้นเป้าหมายการสืบสวนไปที่ประเด็นที่เสิ่นเกอทิ้งไว้ ส่วนเสิ่นเกอก็ยังคงสืบเรื่องของสิบสองนักษัตรต่อไป
เวลาตีหนึ่ง ในขณะที่เติ้งอวี้ฉีกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านรายงานอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ขัดจังหวะความคิดของเธอเข้า
เชิญค่ะ เติ้งอวี้ฉีวางปากกาลงแล้วบอก
ประตูห้องทำงานถูกเปิดออก เฉิงเซิ่งหนานในชุดทำงานภูมิฐานเดินถือปึกเอกสารเข้ามาในห้อง
เติ้งอวี้ฉีเหลือบมองเวลาในโทรศัพท์โดยสัญชาตญาณแล้วพูดอย่างแปลกใจ อ้าว นี่มันดึกขนาดนี้แล้วคุณยังไม่เลิกงานอีกเหรอคะ?
เฉิงเซิ่งหนานตอบกลับ เมื่อตอนห้าทุ่มฉันเพิ่งจะประชุมกับทางกองบัญชาการใหญ่เสร็จค่ะ หลังจากนั้นก็ประชุมต่อกับทีมสืบสวนของผู้อาวุโสฟาง ทางทีมสืบสวนเจอปัญหาเข้าเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ศัตรูไหวตัวทัน ผู้อาวุโสฟางจึงตัดสินใจทำตามแผนที่เคยตกลงกับคุณไว้ คือจะส่งคนที่จะ ไว้ใจได้ มาครองตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกสารสนเทศก่อนค่ะ นี่คือประวัติของคนคนนั้น ผู้อาวุโสฟางบอกว่าเป็น คนรู้จัก ของคุณค่ะ
เติ้งอวี้ฉีรับรายงานมาเปิดดูแล้วก็ต้องขมวดคิ้วทันที
คนในแฟ้มประวัตินั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ ญาติ ที่เธอไม่ค่อยจะลงรอยด้วยเท่าไหร่อย่าง หลิ่วเจียอี นักสืบวิปริตที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมืองต้าจิงและย้ายมาทำหน้าที่ฝ่ายธุรการชั่วคราวนั่นเอง
ถึงแม้โดยส่วนตัวทั้งคู่จะไม่ค่อยถูกชะตากัน แต่เติ้งอวี้ฉีก็ต้องยอมรับว่า ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ หลิ่วเจียอีคือคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาครองตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกสารสนเทศของเมืองหรงจริงๆ
ตกลงค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะติดต่อไปหาเธอเอง เติ้งอวี้ฉีเก็บแฟ้มเข้าที่
เฉิงเซิ่งหนานพยักหน้ารับแล้วเตรียมตัวกลับ หัวหน้าคะ มีอะไรให้ฉันช่วยอีกไหมคะ?
ไม่มีแล้วค่ะ คุณกลับไปพักผ่อนเถอะ
ค่ะ คุณเองก็พักผ่อนเร็วๆ นะคะ
ตกลงค่ะ
เฉิงเซิ่งหนานเดินออกมาจากห้องทำงานของเติ้งอวี้ฉี ในตึกรวมตอนนี้แทบจะไม่เห็นเจ้าหน้าที่คนอื่นแล้วนอกจากทีมลาดตระเวน
แต่เฉิงเซิ่งหนานที่ต้องทำงานล่วงเวลาเป็นประจำจนชินแล้วจึงเดินมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์อย่างคล่องแคล่ว ลงมาที่ชั้นหนึ่งและเดินออกจากตัวอาคารไป
อากาศยามค่ำคืนค่อนข้างเย็น เฉิงเซิ่งหนานบิดขี้เกียจหนึ่งที เดิมทีเธอนึกว่าจะต้องยุ่งไปจนถึงตีสองตีสามเสียอีก ดังนั้นตอนที่เสิ่นเกอบอกว่าจะรอรับเธอก็เลยบอกให้เขากลับไปเตรียมมื้อดึกที่หอพักรอไว้ก่อน
พอคิดถึงมื้อดึก เฉิงเซิ่งหนานก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา ตึกรวมตั้งอยู่ห่างจากโซนหอพักไปทางด้านหน้าเพียงเล็กน้อย เดินอ้อมไปแค่สิบนาทีก็ถึง ซึ่งไม่ได้ไกลเลยสักนิด
ทว่าเพียงแค่ก้าวลงจากบันไดหน้าตึกรวม เฉิงเซิ่งหนานก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติทันที พื้นที่ด้านนอกตึกวิปริตมันเงียบเชียบเกินไป
ต่อให้ถนนรอบๆ จะไม่มีรถลาหรือผู้คนเดินผ่าน และไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่มันก็ไม่ควรจะถึงขั้นมองไม่เห็นแม้แต่ทีมลาดตระเวนสักคนเดียวแบบนี้ เฉิงเซิ่งหนานจึงเริ่มระวังตัวขึ้นมาทันที
เธอลังเลอยู่เพียงวินาทีก่อนจะรีบหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในตึกรวมทันที การวิ่งกลับหอพักต้องใช้เวลาสิบนาที แต่การวิ่งกลับไปที่ห้องทำงานของเติ้งอวี้ฉีใช้เวลาแค่สองสามนาทีเท่านั้น
เสิ่นเกอเคยบอกเธอไว้ว่า ถ้าเจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลและเขาไม่ได้อยู่ข้างตัว สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปหาหัวหน้าหน่วยหรือหลินอินให้เร็วที่สุด
เฉิงเซิ่งหนานจำคำพูดของเสิ่นเกอไว้ขึ้นใจเสมอ ดังนั้นแผนที่ปลอดภัยที่สุดคือทันทีที่กลับเข้าตึก เธอก็เอื้อมมือไปทุบปุ่มสัญญาณเตือนภัยที่หน้าประตูทันทีอย่างไร้ความลังเล
วี้ว—
วี้ว—
วี้ว—
พริบตาเดียว เสียงสัญญาณเตือนภัยที่แสบแก้วหูของหน่วยสาขาเมืองหรงก็ดังระงมไปทั่ว
เฉิงเซิ่งหนานสะบัดรองเท้าส้นสูงทิ้งแล้ววิ่งเท้าเปล่าตรงไปที่ห้องลิฟต์ทันที ทว่าในตอนนั้นเอง ไฟในโถงทางเดินก็เริ่มดับลงทีละดวงตามเสียง แกรก แกรก แกรก
ท่ามกลางความมืดมิดในโถงทางเดิน เฉิงเซิ่งหนานเห็นเงาร่างสายหนึ่งวูบผ่านไป เธอไม่มีเวลามาคิดฟุ้งซ่านจึงรีบกลับตัววิ่งมุ่งหน้าไปทางหนีไฟแทน
หัวหน้าคะ!
หัวหน้า!
เฉิงเซิ่งหนานพยายามตะโกนเรียกเติ้งอวี้ฉีในขณะที่กำลังวิ่งขึ้นบันได
ปัง ปัง ปัง!
ปัง ปัง ปัง!
ในตอนนั้นเอง ทั้งข้างบนและข้างล่างต่างก็มีเสียงปืนดังขึ้น โดยเฉพาะเสียงปืนที่ดังมาจากนอกตึกรวมนั้นชัดเจนที่สุด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพวกสิบสองนักษัตรลงมืออีกครั้งแล้ว
เฉิงเซิ่งหนานใจเต้นระรัว เธอคิดถึงเรื่องที่ช่วงหลายวันมานี้เสิ่นเกอเอาแต่พูดว่าเขารู้สึกว่าการลอบโจมตีของสิบสองนักษัตรคืนนั้นมันมีพิรุธ เหมือนพวกมันจงใจมาหาที่ตายมากกว่า
พฤติกรรมนี้ไม่เหมือนสไตล์ของสิบสองนักษัตรเลยสักนิด เขาเลยสั่งให้แผนกตรวจจับช่วยประสานงานเพื่อรื้อค้นพื้นที่ที่เคยใช้ต่อสู้จนแทบจะพลิกแผ่นดิน เพราะอยากรู้ว่าพวกนั้นแอบฝัง กับดัก อะไรไว้หรือเปล่า
แต่จากการค้นหากลับไม่พบอะไรเลย ทว่าเสิ่นเกอก็ยังไม่วางใจ ช่วงหลายวันมานี้เขาจึงไม่ค่อยออกไปไหนและเฝ้าอยู่ที่หน่วยเป็นส่วนใหญ่
ใครจะคิดว่าพวกสิบสองนักษัตรจะลงมือซ้ำอีกครั้งจริงๆ!
เฉิงเซิ่งหนานเพิ่งจะพุ่งออกจากทางหนีไฟกลับมาที่โถงทางเดิน คำว่า หัวหน้า ยังไม่ทันจะหลุดออกจากปาก เธอก็เห็นสมาชิกแกนนำของสิบสองนักษัตรคนหนึ่งเดินออกมาจากเงามืดของโถงทางเดิน
อิ๋น
แย่แล้ว!
เฉิงเซิ่งหนานรู้สึกถึงลางร้ายในใจทันที ลำพังคนไร้กำลังอย่างเธอไม่มีทางสู้กับระดับหัวหน้าทีมของสิบสองนักษัตรได้แน่นอน แต่เธอก็ไม่คิดจะนั่งรอความตายเฉยๆ จึงวิ่งหนีสุดชีวิตมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเติ้งอวี้ฉี
ความเร็วของ อิ๋น เหนือกว่ามาก ในจังหวะที่มันกำลังจะเข้าถึงตัวเฉิงเซิ่งหนาน ทันใดนั้นเสียงปืน ปัง ก็ดังขึ้น เติ้งอวี้ฉียืนถือปืนอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงาน กระสุนนัดนั้นเจาะเข้าที่ตัวอักษรบนหมวกฮู้ดของ อิ๋น เข้าอย่างจัง
เฉิงเซิ่งหนานเห็นเติ้งอวี้ฉีปรากฏตัวที่หน้าประตูก็ใจชื้นขึ้นมาทันที ขาของเธอเริ่มอ่อนล้าจนจะก้าวไม่ออกอยู่แล้วแต่เธอก็ไม่กล้าผ่อนแรง อย่างน้อยต้องไปให้ถึงตัวเติ้งอวี้ฉีให้ได้
ขอแค่เข้าห้องทำงานได้ ก็จะสามารถหลบเข้าไปในเซฟรูมได้ทันที
ปัง!
ปัง!
ปัง!
เติ้งอวี้ฉีวิ่งเข้ามาหาเฉิงเซิ่งหนานพลางรัวยิงไปด้วย ฝีมือการยิงปืนที่แม่นยำทำให้กระสุนทุกนัดเจาะเข้าที่หัวของ อิ๋น ได้อย่างแม่นยำ
ทุกครั้งที่ อิ๋น โดนยิง หัวของมันจะสะบัดไปข้างหลังหนึ่งที แต่มันก็ทำได้แค่นั้น เพราะแรงปะทะไม่สามารถหยุดความเร็วในการพุ่งตัวของมันได้เลย
เติ้งอวี้ฉียิงจนหมดแม็กกาซีนแล้วโยนปืนทิ้งไปดื้อๆ เธอเอื้อมมือไปตบที่หัวไหล่ซ้ายหนึ่งที ทันใดนั้นเสียงกลไก ดัง แกรกๆ ก็ดังขึ้น แขนซ้ายถูกหุ้มด้วยถุงมือกลทันที
จากนั้น เติ้งอวี้ฉีก็อาศัยจังหวะนั้นคว้าตัวเฉิงเซิ่งหนานมาโอบไว้ แล้วกดหัวเธอลงเพื่อหลบมือของ อิ๋น ที่พยายามจะคว้าตัวไว้ ก่อนจะเหวี่ยงหมัดจากปลอกแขนกลซ้ายเข้าใส่เต็มเหนี่ยว
ตูม!
ภายใต้พลังเสริมจากปลอกแขนกล หมัดที่เติ้งอวี้ฉีชกออกไปสุดแรงนั้นถ้าโดนคนธรรมดาคงไม่ต่างจากถูกรถเก๋งชนเข้าอย่างจัง ทว่าพอมันปะทะเข้าที่หน้าท้องของ อิ๋น กลับให้ความรู้สึกเหมือนชกเข้าใส่ฟองน้ำ แรงปะทะถูกสลายไปในพริบตา
เมื่อเพ่งมองดู พบว่าเนื้อเยื่อที่หน้าท้องของ อิ๋น เหมือนกำลังดิ้นรนก่อนจะปูดนูนออกมา และกลายเป็นฝ่ายดูดกลืนแขนของเติ้งอวี้ฉีเข้าไปข้างในแทน
เติ้งอวี้ฉีหน้าถอดสี เธอพยายามจะดึงแขนออกมาแต่กลับไม่สำเร็จ ทว่า อิ๋น กลับมีมืออีกข้างงอกออกมาจากร่างกายแล้วชกเข้าที่หัวไหล่ของเธออย่างแรง
เติ้งอวี้ฉีรู้สึกถึงแรงมหาศาลที่กระแทกเข้ามาจนร่างเธอกระเด็นถอยหลังไป และไปกระแทกเข้ากับเฉิงเซิ่งหนานที่กำลังวิ่งมุ่งหน้าไปทางห้องทำงานพอดี
โครม!
คนทั้งสองชนกันจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
เฉิงเซิ่งหนานทำหน้าที่เป็น เบาะรองเนื้อ ให้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะที่เติ้งอวี้ฉีมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามาก ถึงจะโดนจู่โจมเข้าจังๆ เธอก็สามารถพยุงตัวลุกขึ้นมาก่อนได้
เติ้งอวี้ฉีพยายามพยุงเฉิงเซิ่งหนานลุกขึ้น ในตอนนั้นเอง อิ๋น ก็บุกเข้ามาอีกรอบ และคราวนี้มันแปรสภาพเป็นร่าง สามหัวหกกร เรียบร้อยแล้ว
เติ้งอวี้ฉีเห็นท่าไม่ดีไม่มีเวลามาคิดทวนความจำ เธอจึงผลักเฉิงเซิ่งหนานออกไป "ไปที่ห้องนิรภัยซะ!"
จากนั้น เธอก็ย่อตัวหลบการโจมตีของ อิ๋น ควักถุงมือวิปริตออกมาสวมแล้วเหวี่ยงหมัดสวนกลับไปหลายหมัดซ้อน
เติ้งอวี้ฉีเปิดฉากบุกหนัก ถึงแม้ อิ๋น จะมีถึงหกมือแต่มันกลับถูกเธอรัวหมัดใส่จนต้องถอยร่นไปหลายก้าว เพียงชั่วพริบตาทั้งสองฝ่ายแลกหมัดกันไปกว่าสิบกระบวนท่า ซึ่งช่วยซื้อเวลาให้เฉิงเซิ่งหนานวิ่งเข้าห้องทำงานได้สำเร็จ
"ปิดประตู!" เติ้งอวี้ฉีตะโกนลั่น
เฉิงเซิ่งหนานกัดฟันกรอดจัดการปิดประตูลงทันที ในตอนที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปกดสวิตช์เปิดห้องนิรภัยที่กำแพง เธอก็รีบควักมือถือออกมาเพื่อติดต่อหาเสิ่นเกอ
โครม!
ทันใดนั้นเอง!
ประตูห้องทำงานถูกพังจนเปิดกระเด็นออก เติ้งอวี้ฉีลอยละลิ่วตกลงมากระแทกพื้นห้องต่อหน้าต่อตาเธอ
และเจ้า อิ๋น ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูอีกครั้ง รูปลักษณ์ของมันเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความสูงเพิ่มขึ้นจนถึงอย่างน้อยสามเมตร หัวทั้งสามของมันดูราวกับหลอมรวมเข้ากับอสุรกายร้าย ใบหน้าบิดเบี้ยวสยดสยอง
หัวของมันดูเหมือนอสุรกายที่กลายพันธุ์ไปจนหมดสิ้น บนหน้าผากยังมีส่วนปูนนูนออกมาเหมือนกระดูกที่ขดตัวกันเป็นตัวอักษรคำว่า ราชา
ส่วนแขนทั้งหกข้างของมันหนาเท่ากับต้นขาคน ดูต่างจากเมื่อครู่อย่างกับคนละคน มันกลายเป็นสัตว์ประหลาดเวอร์ชันกล้ามเนื้อที่ดูเหมือนจะพกสามหัววิปริตไว้บนบ่า และร่างกายก็ดูเหมือนเป็นฮัลค์เวอร์ชันกล้ามเนื้อสีดำทมิฬ
รูปแบบวิปริต สามหัวหกกร อิ๋นหู!
[จบแล้ว]