เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 120 - การประชุมฉุกเฉิน

บทที่ 120 - การประชุมฉุกเฉิน

บทที่ 120 - การประชุมฉุกเฉิน


บทที่ 120 - การประชุมฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้นขณะกำลังตรวจสอบศพสิ่งวิปริตระดับ 2 "สองหัวสี่แขน" จากนั้นศพก็เกิดไฟพลังงานวิปริตสีดำลุกท่วม

โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งสามคนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย หลังจากส่งตัวไปที่แผนกพยาบาลแล้ว เติ้งอวี้ฉีก็สั่งให้คนปิดล้อมแผนกตรวจสอบเอาไว้

ตอนที่เสิ่นเกอกับคนอื่นๆ นำซากของ "ซวี" กลับมาถึงหน่วยรับมือเหตุพิเศษ หลี่เสียงก็นำทีมเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคมาขออนุญาตเติ้งอวี้ฉีเข้าไปในแผนกตรวจสอบพอดี

"สารวัตรเสิ่น"

"สารวัตรเสิ่น"

เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคบางคนสังเกตเห็นเสิ่นเกอหิ้วกระสอบหนังสีเลือดใบใหญ่เดินเข้ามา ก็รีบตะโกนทักทายเขาทันที

เติ้งอวี้ฉีกับหลี่เสียงก็หันมามองตาม พอเห็นกระสอบหนังสีเลือดในมือเสิ่นเกอ ความสนใจของหลี่เสียงก็ถูกดึงดูดไปในทันที

"เหล่าเสิ่น นั่นมัน... สิ่งวิปริตเหรอ" หลี่เสียงมองกระสอบหนังสีเลือดแล้วถาม

เสิ่นเกอโยนกระสอบหนังสีเลือดลงบนพื้น "กระสอบหนังสีเลือดนี่กลายสภาพมาจากแขนสีเลือดแดงฉานของคนพวกนั้น โครงกระดูกข้างในน่าจะเป็นสมาชิกระดับแกนนำขององค์กรนั่น ระดับความอันตรายไม่น้อยไปกว่าศพก่อนหน้านี้เลย แถมฉันยังสงสัยว่ามันอาจจะยังไม่ตายด้วยซ้ำ"

"อ้อเหรอ งั้นก็ยิ่งต้องเอาไปวิจัยให้ละเอียดเลยสิ!" พอได้ยินแบบนั้นหลี่เสียงไม่เพียงแต่จะไม่ตกใจ แต่กลับดูสนใจมากขึ้นไปอีก จนลืมศพในห้องตรวจสอบไปซะสนิท

เติ้งอวี้ฉีรีบยกมือขึ้นรั้งหลี่เสียงไว้ เพื่อห้ามไม่ให้เขาไปหยิบกระสอบหนังสีเลือด "เดี๋ยวก่อน! นายลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในแผนกตรวจสอบไปแล้วเหรอ เสิ่นเกอ นายเอาก้อนนี้ไปกักกันตามมาตรฐานสิ่งวิปริตระดับ 3 ก่อน รอสังเกตการณ์จนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว ค่อยให้คนของฝ่ายเทคนิคมารับช่วงต่อ"

"หัวหน้าครับ นี่มันโอกาสทองในการวิจัยเลยนะครับ ขืนพลาดไป..." หลี่เสียงยังอยากจะแย้งอะไรอีก แต่เสิ่นเกอก็หันไปพูดกับเติ้งอวี้ฉีว่า

"ผมเกรงว่ามาตรฐานการกักกันสิ่งวิปริตระดับ 3 อาจจะเอาไม่อยู่ ขอเสนอให้จัดการด้วยระดับการกักกันสูงสุดเท่าที่ศูนย์สาขาของเราจะทำได้ในตอนนี้เลยครับ"

เติ้งอวี้ฉีขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ปัจจุบันระดับการกักกันทางทฤษฎีของศูนย์สาขาเมืองหรงอยู่ที่ระดับ 4 ถึงระดับ 5 แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นแค่ทฤษฎี เพราะไม่มีสิ่งวิปริตระดับ 4 แบบเป็นๆ ให้พวกเขาได้ทดสอบเลย

แต่การกักกันตั้งแต่ระดับ 1 ขึ้นไป ทุกๆ ระดับที่เพิ่มขึ้น หมายถึงการใช้พลังงานและทรัพยากรมหาศาล แค่กักกันสิ่งวิปริตระดับ 4 ตัวเดียว ก็อาจจะสูญเสียพลังงานเท่ากับที่ศูนย์สาขาเมืองหรงใช้กักกันสิ่งวิปริตระดับต่ำทั้งหมดรวมกันในแต่ละวันเลยด้วยซ้ำ

"ยุ่งยากขนาดนั้นเลยเหรอ" เติ้งอวี้ฉีถาม

ถึงแม้พลังการต่อสู้ของ "ซวี" จะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจตามระดับ 5 แถมยังสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบน้อยกว่าสิ่งวิปริตระดับ 4 อย่าง "ไม่ออก" ซะอีก แต่ในเมื่อระบบประเมินให้เป็นระดับในอีก 4 ปีข้างหน้า เสิ่นเกอก็ไม่กล้าประมาท

"ครับ" เสิ่นเกอพยักหน้าอย่างจริงจัง

เติ้งอวี้ฉีเชื่อในการตัดสินใจของเสิ่นเกอ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคตามเข้าไป กักกันด้วยมาตรฐานเกือบๆ ระดับ 5 ใช้ระดับการกักกันที่ระดับ 4 และเตรียมพร้อมสำหรับระดับ 5 เอาไว้ด้วย จัดคนคอยเฝ้าดูจอมอนิเตอร์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้าพบว่าข้อมูลมีความผิดปกติ ให้เพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์กักกันเป็นระดับ 5 ทันที"

"รับทราบ!"

"รับทราบ!"

สิ้นคำสั่งของเติ้งอวี้ฉี เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคที่รับผิดชอบเรื่องการกักกันก็รีบเข้ามาช่วยเสิ่นเกอจัดการกักกันสิ่งวิปริตทันที

หลังจากเสิ่นเกอจัดการเรื่องการกักกันเสร็จเรียบร้อย หลี่เสียงก็แทบจะลงไปกินนอนอยู่ในห้องกักกันใต้ดินเลย ถ้าไม่ใช่เพราะมีกระจกกันกระเบิดสั่งทำพิเศษกั้นอยู่ เขาคงอยากจะเข้าไปขังตัวเองอยู่กับ "ซวี" ซะด้วยซ้ำ

"นายว่าฉันเดาถูกไหมว่าไอ้หมอนี่กับไอ้ตัวข้างบน ต่างก็ใช้สิ่งวิปริตประเภทปรสิตของ 'รถวิปริต' เพื่อทำให้ร่างกายมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์" หลี่เสียงคว้าแขนเสิ่นเกอที่กำลังจะเดินออกไป แล้วถามด้วยความตื่นเต้น

เสิ่นเกอพยักหน้ารับ "ฟังจากที่พวกมันพูด พวกมันมาจากองค์กรที่ชื่อ 'สิบสองนักษัตร' สมาชิกทุกคนคือ 'สิ่งวิปริตเทียม' ที่ผ่านการทดลองในมนุษย์มาแล้ว เท่าที่ฉันเจอมาไม่กี่คน ทุกคนล้วนมีมือโผล่ออกมาจากเสื้อผ้าได้หมด ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าเป็นผลจากอุปกรณ์พลังงานวิปริต หรือเป็นพลังของตัวเองกันแน่"

"จิ๊ๆ น่าเสียดายที่ตอนนี้หัวหน้าไม่ยอมให้ฉันทำการวิจัย ไม่งั้นแค่ทดลองสักสองสามอย่าง ก็รู้แล้วว่าเป็นอุปกรณ์สิ่งวิปริตหรือร่างกายคนกันแน่" หลี่เสียงพูดด้วยความเสียดาย

เสิ่นเกอเตือน "นายระวังตัวหน่อยก็ดีนะ วันนี้ตอนที่ฉันเผชิญหน้ากับพวกมัน ดูเหมือนพวกมันจะรู้เรื่องของนายด้วย แถมยังสนใจในตัวนายมากซะด้วย"

"เหรอ ถ้าพวกนั้นยอมให้ฉันเฉือนชิ้นเนื้อมาวิจัยล่ะก็ จะให้ฉันเข้าร่วมแก๊งด้วยก็ยังได้เลยนะ" หลี่เสียงพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย

เสิ่นเกอพูดขึ้นมาว่า "ฉันว่านายอย่าให้หัวหน้าได้ยินประโยคนี้จะดีกว่านะ ไม่งั้นต่อไปนายคงไม่ได้ก้าวเท้าออกจากฝ่ายเทคนิคแม้แต่ครึ่งก้าวแน่ อ้อ แล้วคงต้องส่งคนมาจับตาดูกันอีกหลายทีมเลยล่ะ"

"ไม่เป็นไรหรอก ยังไงตอนนี้ฉันก็กินนอนอยู่ที่ฝ่ายเทคนิคอยู่แล้ว" หลี่เสียงทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

"..."

ปกติแล้วมักจะเป็นเสิ่นเกอเองที่ชอบตัดบทสนทนาจนไปต่อไม่เป็น แต่คนเดียวที่ทำให้เขาเถียงไม่ออกได้ คงมีแค่หลี่เสียงนี่แหละ

หลี่เสียงอยู่สังเกตการณ์ "ซวี" ในห้องกักกันใต้ดินต่อ ส่วนเสิ่นเกอก็กลับไปที่แผนกตรวจสอบ สวมชุดเกราะเต็มตัวเข้าไปในตึกเพื่อช่วยหลินอินตรวจสอบ

พอเข้าไปในห้องตรวจสอบ เสิ่นเกอก็เห็นหมีขาวตัวเบ้อเริ่มกำลังหมอบอยู่ข้างโต๊ะทดลอง ใช้แหนบอันเล็กซึ่งความจริงแล้วคือคีมหนีบอันใหญ่ คีบชิ้นส่วนศพและวัตถุต้องสงสัยที่เครื่องตรวจจับระบุว่ามีพลังงานวิปริตใส่กล่องเก็บ

"สารวัตรเสิ่น มาแล้วเหรอคะ" หลินอินที่สวมชุดป้องกันสารเคมีสีขาวได้ยินเสียงด้านหลังก็หันกลับมา พอเห็นว่าเป็นเสิ่นเกอก็ร้องทักทาย

แค่ว่าภาพที่มือข้างหนึ่งหิ้วถุงกักกัน อีกมือถือแหนบอันเล็ก แถมยังมีเครื่องตรวจจับพลังงานวิปริตขนาดเล็กห้อยอยู่ที่คอ มองยังไงก็ดูพิลึกพิลั่น

เสิ่นเกอถามขึ้นว่า "เคยมีใครบอกเธอไหม... ว่าตอนใส่ชุดป้องกันสารเคมีนี่ดูเหมือนใส่ชุดเกราะฮัลค์บัสเตอร์เลย"

"เท่ใช่ไหมล่ะคะ" หลินอินทำท่าเบ่งกล้ามโชว์แล้วถามกลับ

"ก็เท่อยู่หรอก"

เท่เป็นหมีเลยแหละ

เสิ่นเกอสามารถมองเห็นพลังงานวิปริตจางๆ ได้ พอมีเขามาช่วย งานเก็บกู้ก็เบาแรงลงไปเยอะ

หลังจากเก็บรวบรวมเศษซากของสิ่งวิปริตระดับ 2 "สองหัวสี่แขน" เสร็จ เพื่อความปลอดภัย เติ้งอวี้ฉีก็สั่งให้ทุกคนนำไปกักกันตามมาตรฐานของสิ่งวิปริตระดับ 3 ก่อน รอจนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว ค่อยให้ฝ่ายเทคนิคมารับช่วงต่อ

กว่าจะจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว แต่เนื่องจากเหตุการณ์สิ่งวิปริตครั้งนี้มีองค์กรลึกลับที่ยังไม่ทราบจุดประสงค์เข้ามาเกี่ยวข้อง แถมยังมีเรื่องการทดลองในมนุษย์และสิ่งวิปริตเทียมเข้ามาเอี่ยวด้วย จึงจำเป็นต้องเรียกประชุมฉุกเฉิน

ต่อให้เสิ่นเกอจะเกลียดการประชุมเข้าไส้ขนาดไหน แต่ในฐานะเบอร์หนึ่งของฝ่ายปฏิบัติการ จะให้ขาดประชุมแบบนี้ก็คงไม่ได้

หลังจากผู้บริหารระดับสูงของศูนย์สาขาเมืองหรง เจ้าหน้าที่ปราบสิ่งวิปริตทั้งสี่คน และหัวหน้าแต่ละฝ่ายมากันครบแล้ว ตามกระบวนการ เสี่ยวจางซึ่งเป็นผู้ช่วยของเติ้งอวี้ฉีกับเฉิงเซิ่งหนาน จะเป็นคนแจกจ่ายเอกสาร โดยนำรายงานการปฏิบัติงานในคืนนี้และข้อมูลที่รวบรวมได้ในปัจจุบัน แจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนคนละชุด

จากนั้น ตามธรรมเนียมแล้วเสี่ยวจางควรจะเป็นผู้อธิบายข้อมูลเบื้องต้นให้ที่ประชุมฟังก่อน แล้วทุกคนถึงจะอภิปรายและวางแผนงานกันต่อไป

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสามารถในการทำงานของเฉิงเซิ่งหนานยอดเยี่ยมเกินไป หรือเพราะเหตุผลอื่นใด คราวนี้คนที่รับหน้าที่อธิบายกลับกลายเป็นเธอ

"ก่อนอื่น สิ่งที่ทุกท่านเห็นอยู่คือภาพจากกล้องวงจรปิดสามตัวที่หน้าประตูบ้านของสารวัตรเสิ่น เป้าหมายใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ก็สามารถหาตำแหน่งที่ซ่อนของกล้องรูเข็มทั้งสามตัวเจอทันทีที่ไปถึงหน้าประตู"

"ภาพพวกนี้คือภาพตั้งแต่เป้าหมายเจอกล้องวงจรปิดในกระถางต้นไม้ ไปจนถึงตอนที่เขาเอาหมากฝรั่งมาแปะทับเลนส์กล้อง จะเห็นได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจเลยว่าหน้าตาจะถูกเปิดเผยหรือไม่"

"คลิปเสียงนี้เป็นไฟล์ที่กู้คืนมาได้บางส่วนจากการติดต่อสื่อสารผ่านหูฟังบลูทูธของเป้าหมายกับคนอื่น เราพบหูฟังนี้ในซากกะโหลกศีรษะของศพ"

"เป้าหมายเข้าไปในบ้านของสารวัตรเสิ่น มีแค่ภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ จากกลอนประตูดิจิทัลที่บันทึกไว้ได้ แต่เรากู้คืนเสียงบางส่วนที่บันทึกจากอุปกรณ์หน้าประตูมาได้ ทำให้พอจะจับใจความได้บ้าง"

"...เป้าหมายเดินเหยียบกับดักในบ้านของสารวัตรเสิ่นติดต่อกันหลายครั้ง"

พอเฉิงเซิ่งหนานที่ยืนอยู่ข้างจอโปรเจกเตอร์พูดถึงตรงนี้ เธอก็มองไปที่เสิ่นเกอด้วยสีหน้าประหลาดๆ เหมือนกับคนอื่นๆ ในห้องประชุม

เสิ่นเกอตีหน้าขรึมแล้วพูดว่า "ในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานพิเศษ การสร้างกับดักเล็กๆ น้อยๆ ไว้ในบ้านตัวเองเพื่อป้องกันสายลับบุกรุก นี่มัน... เป็นเรื่องสมเหตุสมผลมากเลยไม่ใช่เหรอ"

...สมเหตุสมผลบ้าบออะไรล่ะ!

ทุกคนได้แต่ร้องตะโกนในใจ เจ้าหน้าที่บ้าอะไรฝังระเบิดไว้ในบ้านตัวเอง ถ้าไม่ใช่เพราะแกมีตำแหน่งพิเศษ แกนี่แหละที่เป็นสายลับตัวจริง!

เติ้งอวี้ฉีถอนหายใจ "ขอให้ทุกคนเข้าใจด้วย สารวัตรเสิ่นเป็นโรคหวาดระแวงขั้นรุนแรง ฉันรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนเขาเข้าทำงานที่หน่วยรับมือเหตุพิเศษแล้ว ผู้ช่วยเฉิง เชิญพูดต่อได้เลย"

เฉิงเซิ่งหนานไม่ได้สนใจประเด็นนี้อีก เธอเปลี่ยนภาพบนหน้าจอและอธิบายสถานการณ์ของปฏิบัติการคืนนี้ต่อไป

จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ที่เสิ่นเกอเผชิญหน้ากับ "ซวี" แห่งแก๊งสิบสองนักษัตรในลานจอดรถชั้นใต้ดิน และได้ถ่ายทอดข้อมูลบทสนทนาของทั้งสองคนให้เติ้งอวี้ฉีฟังผ่านเครื่องมือสื่อสาร

"จากข้อมูลที่เรามี องค์กรลึกลับที่ชื่อ 'สิบสองนักษัตร' นี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ลอบโจมตีงานเลี้ยงต้อนรับที่เกาหลี และกลุ่มคนที่แย่งชิงศพสิ่งวิปริตที่หมู่บ้านหนานหู"

"คนพวกนี้แต่งตัวเหมือนกันหมด คือใส่เสื้อฮู้ดสีดำ บนหมวกฮู้ดจะปักตัวอักษรสีแดงเป็นชื่อเวลาที่สอดคล้องกับสิบสองนักษัตร"

"คนที่สารวัตรเสิ่นปลิดชีพไปคือ 'ซวี' ส่วนคนที่มาช่วยคือ 'ไห่' และจากความทรงจำของสารวัตรเสิ่น คนร้ายในเหตุการณ์ที่เกาหลีและหมู่บ้านหนานหูมักจะปรากฏตัวในช่วงเวลาสิบโมงถึงสิบเอ็ดโมงเช้า จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นฝีมือของ 'ซื่อ'"

"นี่คือรูปถ่ายของสมาชิกที่ถูกระเบิดตายในบ้านของสารวัตรเสิ่น บนหมวกฮู้ดปักตัวอักษรสีแดงคำว่า 'เค่อ' ถ้าตีความตามเรื่องสิบสองนักษัตร เค่อก็คือหน่วยย่อยของยาม น่าจะเป็นสมาชิกปลายแถวขององค์กร หรือไม่ก็เป็นตัวสำรองของแก๊งสิบสองนักษัตร"

"ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าแก๊งสิบสองนักษัตรไม่ได้มีสมาชิกแค่สิบสองคนแน่ๆ"

เติ้งอวี้ฉีพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "องค์กรนี้ลึกลับมาก ก่อนหน้านี้เราไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับพวกเขาเลย จากคลิปเสียงการสนทนาระหว่างสารวัตรเสิ่นกับซวี ดูเหมือนว่าพวกเขาจะให้ความสนใจสารวัตรเสิ่นกับหัวหน้าแผนกหลี่เป็นพิเศษ และพยายามจะดึงตัวไปร่วมงานด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาน่าจะกุมความลับเรื่องต้นกำเนิดของสิ่งวิปริตเอาไว้ด้วย"

ในขณะที่เติ้งอวี้ฉีอธิบายเพิ่มเติม เฉิงเซิ่งหนานก็สลับหน้าจอโปรเจกเตอร์ นอกจากรูปเศษซากศพของซวีแล้ว ยังมีประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นมาด้วย:

"ทำไมสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกถึงสามารถกลายพันธุ์ได้ แต่มนุษย์กลับทำไม่ได้"

เติ้งอวี้ฉีกล่าวว่า "นี่คือคำถามที่ 'ซวี' ทิ้งไว้ตอนที่พยายามชักชวนสารวัตรเสิ่น และก็เป็นคำถามที่นักวิจัยของหน่วยรับมือเหตุพิเศษพยายามหาคำตอบมาตลอดเกือบสิบปี ฉันเชื่อว่านี่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาเรื่องต้นกำเนิดของสิ่งวิปริต และแก๊งสิบสองนักษัตรนี้น่าจะค้นพบคำตอบนั้นแล้ว ถึงได้สามารถผสมผสานมนุษย์กับสิ่งวิปริตเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสิ่งวิปริตเทียมได้"

"เดี๋ยวก่อนครับ หัวหน้า ผมมีข้อสงสัย" ตอนนั้นเอง หัวหน้าแผนกจางจากฝ่ายเทคนิคก็ยืนขึ้นแล้วถาม "จากข้อมูลของสารวัตรเสิ่น แขนสีเลือดและมือสีดำของคนพวกนี้ ล้วนงอกออกมาจากตัวเสื้อ ไม่ใช่จากปลายแขนเสื้อ ถ้าอย่างนั้นเราจะมั่นใจได้ยังไงว่านี่คือพลังของสิ่งวิปริต ไม่ใช่พลังจากอุปกรณ์พลังงานวิปริต"

"นั่นสิครับ ถ้าเสื้อตัวนั้นคืออุปกรณ์พลังงานวิปริต ข้อสันนิษฐานนี้ก็น่าจะฟังขึ้นอยู่นะครับ" หัวหน้าแผนกเฉินมองรายงานในมือแล้วพูดเสริม

เขาคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมการทดลองในมนุษย์ของศูนย์ใหญ่ในอดีต เขาเห็นกับตาว่าทหารที่อาสาเข้าร่วมการทดลองต้องถูกสิ่งวิปริตที่คลุ้มคลั่งกลืนกินจนกลายสภาพเป็นอสุรกายก้อนเนื้อ

เติ้งอวี้ฉีหันไปมองเฉิงเซิ่งหนาน "ผู้ช่วยเฉิง ช่วยเปิดรายงานการวิจัยล่าสุดของหัวหน้าแผนกหลี่ขึ้นมาหน่อย หัวหน้าแผนกหลี่ รบกวนคุณช่วยคลายข้อสงสัยให้ทุกคนในที่ประชุมด้วยค่ะ"

เฉิงเซิ่งหนานพิมพ์อะไรลงไปในคอมพิวเตอร์สองสามที หน้าจอก็เปลี่ยนเป็นรายงานการวิจัยของหลี่เสียงเกี่ยวกับรถวิปริตและสิ่งวิปริตประเภทปรสิต

หลี่เสียงลุกขึ้นยืนอย่างเสียไม่ได้ เขาคิดว่าการมานั่งเสียเวลาประชุมที่นี่ สู้เอาเวลาไปวิจัยศพสองศพนั้นยังจะดีกว่า

แต่ในเมื่อเติ้งอวี้ฉีสั่งแล้ว เขาก็ทำได้แค่อธิบายเรื่องที่เคยคุยกับเสิ่นเกอเกี่ยวกับ "รถวิปริต" และ "สิ่งวิปริตประเภทปรสิต" ให้ทุกคนฟังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พอได้ยินว่าก้อนเนื้อสีแดงที่เกิดจากสิ่งวิปริตประเภทปรสิต และก้อนเนื้อเลือดบนตัวสมาชิกแก๊งสิบสองนักษัตร ทำให้หลี่เสียงสงสัยว่าโครงการในอดีตของศูนย์ใหญ่อาจจะยังไม่ได้ยุติลง หัวหน้าแผนกเฉินก็โกรธจัดจนตบโต๊ะดังปัง แล้วด่ากราด "ไอ้พวกสารเลว! ไอ้พวกเวรตะไลเอ๊ย! บทเรียนในอดีตยังสอนใจไม่พออีกหรือไง ทหารกับนักวิจัยต้องสละชีพไปตั้งเท่าไหร่ในหายนะครั้งนั้น พวกมันยังจะแอบดำเนินโครงการบ้าๆ นี่อยู่อีกเหรอเนี่ย!"

เติ้งอวี้ฉีรีบพูดเกลี้ยกล่อม "หัวหน้าแผนกเฉินคะ ใจเย็นๆ ก่อน ตอนนี้พวกเราก็แค่สงสัยในเบื้องต้นเท่านั้น อีกอย่างฉันก็ทำตามคำแนะนำของสารวัตรเสิ่น ส่งเรื่องนี้ไปให้เบื้องบนของศูนย์ใหญ่แล้ว ดูจากปฏิกิริยาของศูนย์ใหญ่กับคนพวกนี้ ฉันว่าพวกเบื้องบนน่าจะไม่มีส่วนรู้เห็นซะเป็นส่วนใหญ่นะคะ"

"ไม่ว่าจะรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม การที่ปล่อยให้ข้อมูลพวกนี้รั่วไหลออกไปจนพวกมิจฉาชีพเอาไปใช้ประโยชน์ได้ มันก็คือความรับผิดชอบของพวกมันนั่นแหละ!" หัวหน้าแผนกเฉินตวาดอย่างเกรี้ยวกราด

แต่ที่นี่ก็ไม่ใช่เวทีสำหรับมานั่งถกเถียงกันว่าศูนย์ใหญ่ทำงานบกพร่องหรือไม่ หัวหน้าแผนกเฉินด่าทอไปสองสามประโยคก็ระงับความโกรธลง ก่อนจะเสนอให้ร่วมมือกับศูนย์สาขาอื่นๆ เพื่อเปิดฉากสืบสวนเรื่อง "สิบสองนักษัตร"

ตอนนั้นเอง ผู้บริหารของศูนย์สาขาเมืองหรงคนหนึ่งก็ถามแทรกขึ้นมา "ในเมื่อ 'สิบสองนักษัตร' สนใจในตัวสารวัตรเสิ่นกับหัวหน้าแผนกหลี่มากขนาดนั้น พวกคุณว่า... จะเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะเล่นบท 'สายลับสองหน้า' ให้สารวัตรเสิ่นแกล้งทำเป็นยอมจำนนแล้วแอบติดเครื่องติดตามตัวไปด้วย แบบนี้เราก็น่าจะกวาดล้างพวกมันได้แบบถอนรากถอนโคนเลยไม่ใช่เหรอครับ"

ข้อเสนอนี้ทำให้ทุกคนในห้องประชุมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เสิ่นเกอก็หูผึ่ง ดวงตาเป็นประกาย ดูเหมือนจะสนใจแผนสายลับสองหน้านี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เฉิงเซิ่งหนานขยับแว่นตา กดปุ่มบนโน้ตบุ๊ก หน้าจอก็ตัดกลับไปที่ภาพหน้าบ้านของเสิ่นเกอพร้อมกับกล้องรูเข็มสามตัวนั่น

"กล้องรูเข็มสามตัวที่สารวัตรเสิ่นซ่อนไว้หน้าบ้านนั้น มาจากบริษัทผู้ผลิตอาวุธระดับท็อปทรีของโลก หนึ่งในนั้นเป็นโรงงานผลิตอาวุธที่ป้อนสินค้าให้ฝั่งอเมริกา กล้องรุ่นนี้มักจะติดตั้งบนโดรนสอดแนม มีระบบต่อต้านการสอดแนมขั้นสูง จัดอยู่ในระดับที่มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้"

"แต่ต่อให้เป็นอุปกรณ์ต่อต้านการสอดแนมระดับนี้ สมาชิกปลายแถวของสิบสองนักษัตรก็ยังหาเจอได้ภายใน 1 นาที ดังนั้นถ้าจะทำตามแผนของหัวหน้าแผนกจ้าว อย่างน้อยเราก็ต้องเตรียมเครื่องติดตามที่ล้ำสมัยกว่ากล้องตัวนี้ครับ"

หัวหน้าแผนกจ้าวคนที่เสนอแผนสายลับสองหน้าถึงกับหน้าม้านไปทันที ในฐานะผู้บริหารระดับสูงของหน่วยรับมือเหตุพิเศษ แถมยังรับผิดชอบด้านเทคโนโลยีการติดตามโดยตรง ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่ากล้องอีกตัวที่เสิ่นเกอใช้คือผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัทชั้นนำในประเทศ

แค่ขนาดสมาชิกปลายแถวยังมองออกทะลุปรุโปร่งภายในแวบเดียว คงยากที่จะรอดพ้นสายตาของพวกมันหากจะแอบเข้าไปในฐานทัพของสิบสองนักษัตร

เติ้งอวี้ฉีได้ยินที่เฉิงเซิ่งหนานอธิบายก็ถึงกับกุมขมับปวดหัว ถึงแม้เธอจะไม่เห็นด้วยกับแผนนี้ตั้งแต่แรก แต่พอได้ยินคำว่า "คนธรรมดามีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้" เธอก็อยากรู้เหลือเกินว่าเสิ่นเกอไปสรรหาของพวกนี้มาจากไหน

"...เอ่อ คือว่า ถ้าผมดูไม่ผิด กล้องรุ่นที่สองนั่น เอ่อ หมายถึงผลิตภัณฑ์จากบริษัทที่ป้อนสินค้าให้ฝั่งอเมริกานั่นน่ะ น่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พวกเขาเพิ่งคิดค้นสำเร็จเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ตอนที่เราไปแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับพวกเขา ของชิ้นนี้ก็ไม่ได้มีไว้ขายเลยนะ สารวัตรเสิ่น คุณไปเอามาได้ยังไงเนี่ย" รองหัวหน้าฝ่ายเทคนิคคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย

"คือว่า ผมมีเพื่อนอยู่คนนึง..." เสิ่นเกอเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็รู้สึกได้ถึงสายตาแปลกๆ ของคนรอบข้างที่จ้องมองมา ราวกับกำลังบอกว่าเขากำลังแต่งเรื่องขึ้นมาลอยๆ

เสิ่นเกอทำหน้ามุ่ยพลางอธิบาย "คราวนี้มีเพื่อนจริงๆ นะ เป็นเด็กกำพร้าจากสถานสงเคราะห์เดียวกัน ชื่อ 'เหอตงลี่' ตอนนี้เขาทำงานอยู่ที่บริษัทนั้นแหละ"

"จริงเหรอครับ" รองหัวหน้าฝ่ายเทคนิคคนนั้นตาเป็นประกายทันที "สารวัตรเสิ่น คุณพอจะหามาให้เราอีกสักตัวเพื่อเอามาวิจัยได้ไหมครับ"

"จะพยายามละกัน" เสิ่นเกอตอบ

เติ้งอวี้ฉีถอนหายใจ "ดึกมากแล้ว ขอหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า เรื่องของสิบสองนักษัตร หัวหน้าแผนกเฉินรับหน้าที่ประสานงานและแจ้งให้ศูนย์สาขาอื่นๆ ทราบ เพื่อให้ร่วมมือกันสืบสวน ฝ่ายเทคนิคและแผนกตรวจสอบรับหน้าที่เฝ้าติดตามข้อมูลจากศพของสิ่งวิปริตเทียมทั้งสองศพ ต้องมั่นใจว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงจะเริ่มวิจัยได้ ส่วนเสิ่นเกอกับหลินอิน ช่วงนี้ให้เพิ่มการลาดตระเวนในเมืองให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้สิบสองนักษัตรก่อเรื่องอีก"

"ทุกคนต้องเตรียมพร้อมตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อย่าปล่อยให้พวกคนร้ายที่ควบคุมสิ่งวิปริตพวกนี้มาก่อความวุ่นวายในเมืองที่เราอุตส่าห์ปกป้องมาอย่างยากลำบากเด็ดขาด!"

"รับทราบ!"

"รับทราบ!"

"รับทราบ!"

การประชุมสิ้นสุดลงเวลาเกือบตีสอง

เสิ่นเกอกับเฉิงเซิ่งหนานเดินกลับไปที่หอพัก

"พวกตัวตลกสิบสองนักษัตรนี่สืบประวัติฉันได้ แถมยังตามมาถึงบ้านได้อีก ถือว่ามีฝีมือไม่เบาเลย ฉันสงสัยว่าพวกมันอาจจะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเราแล้วด้วย ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะส่งคนไปดักรอที่บ้านเธอแล้วก็ได้ ช่วงนี้ถ้าเธอจะกลับไปเอาของหรืออะไรก็ช่าง ให้ฉันไปด้วยจะดีกว่า หรือไม่ก็ขอให้คนของฝ่ายปฏิบัติการไปเป็นเพื่อน ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด" เสิ่นเกอถอดเสื้อโค้ตโยนไว้บนโซฟา นั่งลงแล้วดึงเฉิงเซิ่งหนานเข้ามากอดพลางพูด

เฉิงเซิ่งหนานพยักหน้ารับ "ฉันเข้าใจ วางใจเถอะ ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ฉันจะไม่ทำตัวให้ตกอยู่ในอันตรายจนนายต้องลำบากหรอก"

"มีความตระหนักรู้สูงดีนี่ ว่าแต่ วันนี้เธอพรีเซนต์งานได้เยี่ยมมาก สมกับเป็นบอสเฉิงจริงๆ" เสิ่นเกอแซว

เฉิงเซิ่งหนานยิ้มละมุน "ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็ได้สารวัตรเสิ่นคอยชี้แนะนั่นแหละ ท่านผู้นำที่เคารพ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณต้องการจะอาบน้ำก่อนนอน หรือจะเข้านอนเลยดีคะ"

"จริงด้วยสิ ตอนนี้เราสลับตำแหน่งกันแล้ว ฉันเป็นเจ้านายแล้วนี่นา ถ้าอย่างนั้น... สหายหน้าใหม่ เธอจะอาบน้ำก่อนไหม" เสิ่นเกอถามกลั้วหัวเราะ

เฉิงเซิ่งหนานยกแขนขึ้นมาดม "เพิ่งไปกินหม้อไฟมา ถึงจะไม่มีกลิ่นแล้ว แต่อาบน้ำสักหน่อยก็คงสบายตัวกว่า ฉันเป็นคนทำอะไรเชื่องช้า นายอาบก่อนไหม"

"ว้าย——"

เฉิงเซิ่งหนานยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเสิ่นเกออุ้มขึ้นมา เดินตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำในห้องนอน "อาบด้วยกันสิ ในเมื่อฉันเป็นเจ้านายแล้ว จะขอใช้สิทธิพิเศษกินไก่วัดบ้างก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลดีไม่ใช่เหรอ"

"ไปตายซะ!"

น่าเสียดายที่การขัดขืนของเฉิงเซิ่งหนานนั้นไร้ผล เดิมทีการอาบน้ำก็เสียเวลามากพออยู่แล้ว ตอนนี้กลับยิ่งเสียเวลามากกว่าเดิมเข้าไปอีก

ที่สำคัญคือ เปลืองแรงสุดๆ

[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่สามารถเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งวิปริตมาได้อีกหนึ่งวัน รางวัล: แต้มสถานะอิสระ 1%, แต้มระบบ 10]

[วันที่ 8 เมษายน 2028 ระหว่างที่หน่วยรับมือเหตุพิเศษกำลังจัดตั้งทีมชั้นยอด ก็ได้ขอความช่วยเหลือไปยังศูนย์ใหญ่ด้วย และศูนย์ใหญ่ก็ตระหนักดีว่าภัยพิบัติจากสิ่งวิปริตในเมืองหรงนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงอนุมัติให้ส่งเจ้าหน้าที่ปราบสิ่งวิปริตระดับอาวุโสสองคน พร้อมอุปกรณ์พลังงานวิปริตห้าชิ้นมาให้ความช่วยเหลือ]

[ในขณะเดียวกัน องค์กร "ซากุระ" ก็กำลังพยายามหาวิธีรับมือกับภัยพิบัติสิ่งวิปริตในเมืองทั่วโข่วเช่นกัน การหายตัวไปของสิ่งวิปริตระดับ 6 ที่เขาเฉวียนหลง ทำให้พวกเขาสูญเสียโอกาสที่จะใช้มันคานอำนาจกับสิ่งวิปริตระดับ 8 จึงต้องหันไปพึ่งพาศพของสิ่งวิปริตระดับสูงจากที่อื่นแทน]

[และในตอนนี้ ประเทศที่ครอบครองศพสิ่งวิปริตระดับสูงก็มีเพียงแค่ไม่กี่ประเทศอย่างเช่นอเมริกา สายลับของซากุระที่แฝงตัวอยู่ในเมืองหรงจึงค่อยๆ ถูกเรียกตัวกลับไป]

[หลังจากที่คุณรายงานข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรซากุระให้หน่วยรับมือเหตุพิเศษทราบ หัวหน้าหน่วยรับมือเหตุพิเศษก็ตัดสินใจที่จะจับกุมคนเหล่านั้นมาสอบสวนเพื่อหยั่งเชิงดูก่อน ตามข้อมูลที่คุณให้มา]

เสิ่นเกอนอนอยู่บนเตียง อ่านข้อมูลอัปเดตจาก [บันทึก] จู่ๆ เขาก็คิดขึ้นมาว่า ภัยพิบัติสิ่งวิปริตที่แพร่กระจายไปทั่วโลกในอีกสามปีข้างหน้า จะมี "สิบสองนักษัตร" อยู่เบื้องหลังหรือเปล่า

ตัวเขาในอนาคตตอนแรกไม่ได้ตื่นขึ้นพร้อมระบบ จึงไม่ได้เข้าร่วมหน่วยรับมือเหตุพิเศษและไม่มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ดึงดูดความสนใจของสิบสองนักษัตร

แต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่จะมีระบบ แถมยังแฝงตัวอยู่ใน "ซากุระ" อีก เขาจะถูกสิบสองนักษัตรหมายหัวหรือเปล่านะ

แล้วในอนาคต "สิบสองนักษัตร" จะยังมีอยู่ไหม

เสิ่นเกอแอบถอนหายใจในใจ ถึงแม้การ "สปอยล์ล่วงหน้า" จะน่าหงุดหงิดไปบ้าง แต่ตอนนี้เขาก็อยากจะดู [บันทึก] ของวันต่อๆ ไปใจแทบขาดแล้ว

โดยเฉพาะเรื่องของ "ทีมชั้นยอด" ที่หน่วยรับมือเหตุพิเศษจัดตั้งขึ้น จะสามารถจัดการกับ "ไร้รูป" ได้สำเร็จจริงๆ เหรอ

เฉิงเซิ่งหนานที่หลับสนิทเผลอขยับตัวเข้ามากอดเสิ่นเกอโดยไม่รู้ตัว ทำให้เขาตื่นจากภวังค์ เสิ่นเกอจึงเลิกคิดฟุ้งซ่าน กอดเธอไว้แล้วหลับสนิทไป

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉิงเซิ่งหนานหอบเอกสารที่จัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ เดินเข้าไปในห้องทำงานของเติ้งอวี้ฉี เพื่อรายงานข้อมูลในแฟ้มประวัติที่เพิ่งสร้างใหม่ของแก๊ง "สิบสองนักษัตร" ให้เธอฟัง

ระหว่างที่เติ้งอวี้ฉีกำลังอ่านรายงาน เฉิงเซิ่งหนานก็ก้มหน้าหาวหวอด ถึงแม้เติ้งอวี้ฉีจะไม่ได้มอง แต่ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของเธอก็จับเสียงลมหายใจของเฉิงเซิ่งหนานได้

"เมื่อก่อนหน่วยรับมือเหตุพิเศษมักจะอยู่ในช่วงเตรียมพร้อมสแตนด์บาย แต่หลายเดือนมานี้ เกิดเหตุการณ์สิ่งวิปริตขึ้นบ่อยมาก ทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นจากเดิมตั้งหลายสิบเท่า นี่จู่ๆ ก็มีแก๊ง 'สิบสองนักษัตร' โผล่มาอีก เฮ้อ ต่อจากนี้ไปงานคงมีแต่จะล้นมือ เธอเพิ่งมาทำงานที่หน่วยรับมือเหตุพิเศษ ไม่ต้องรีบร้อนอ่านแฟ้มคดีเก่าๆ หรอก พักผ่อนให้เพียงพอบ้างก็ดีนะ"

"ขอบคุณหัวหน้าที่เป็นห่วงค่ะ ฉัน... ฉันก็แค่อยากจะรีบเรียบเรียงข้อมูลของ 'สิบสองนักษัตร' ออกมาเขียนเป็นรายงานส่งให้หัวหน้าแผนกเฉิน จะได้สะดวกต่อการประสานงานกับศูนย์สาขาอื่นๆ ก็เท่านั้นเอง อาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนเคยชินกับการแก้แบบร่าง พอเริ่มแก้แล้ว... ก็เลยลืมดูเวลาน่ะค่ะ" แน่นอนว่าเฉิงเซิ่งหนานคงไม่มีทางบอกความจริงว่าทำรายงานน่ะเรื่องจิ๊บจ๊อย แต่ดันรับมือกับไอ้สัตว์ประหลาดพลังล้นเหลือที่บ้านไม่ไหวต่างหาก

เติ้งอวี้ฉีปิดแฟ้มรายงานลง "รายงานนี้ฉันอ่านแล้ว ทำได้ดีมาก ความสามารถในการทำงานของเธอโดดเด่นมาก การให้เธอมาเป็นแค่ผู้ช่วยของเสี่ยวจางนี่มันกดศักยภาพเกินไปจริงๆ ช่วงนี้เธอรีบศึกษางานให้คุ้นเคยก่อนนะ หลังจากนี้ฉันจะโอนเธอไปที่ฝ่ายพลาธิการ เริ่มจากตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกเลย"

"ขอบคุณค่ะหัวหน้า" เฉิงเซิ่งหนานลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป

เติ้งอวี้ฉีเรียกไว้แล้วถาม "อ้อ จริงสิ เธอรู้ไหมว่าวันนี้สารวัตรเสิ่นไปไหน"

"ฉันจำได้ว่าเขาบอกว่าจะไปลาดตระเวนที่เขตตะวันออกค่ะ" เฉิงเซิ่งหนานตอบ

เติ้งอวี้ฉีบอก "จากเนื้อหาการประชุมเมื่อวาน เธอเองก็คงรู้แล้วว่าตอนนี้สารวัตรเสิ่นตกเป็นเป้าหมายของแก๊ง 'สิบสองนักษัตร' เธอเองก็มีสิทธิ์โดนลูกหลงไปด้วยเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ ฉันหวังว่าช่วงนี้เธอจะลดการออกไปข้างนอกให้น้อยลง ถ้าจำเป็นต้องออกไปจริงๆ ก็ต้องแจ้งให้ฉันทราบด้วย ฉันจะให้คนของฝ่ายปฏิบัติการไปคุ้มกัน นี่มันช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน หวังว่าเธอจะเข้าใจนะ"

"เข้าใจค่ะ" เฉิงเซิ่งหนานพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

เติ้งอวี้ฉีเสริม "แต่ถ้าเธอออกไปกับสารวัตรเสิ่น ก็ไม่ต้องรายงานฉันหรอกนะ เพราะถ้าเรื่องไหนเขาแก้ไม่ได้ ฝ่ายปฏิบัติการก็คงช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน"

ทั้งสองคนกำลังคุยกันเรื่องเสิ่นเกออยู่ เสี่ยวจางก็พรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "รายงานครับ! หัวหน้าครับ เกิดเรื่องใหญ่ที่ศูนย์ใหญ่แล้วครับ!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 120 - การประชุมฉุกเฉิน

คัดลอกลิงก์แล้ว