เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 - ประเทศชาติคือพนักพิงอันแข็งแกร่งของคุณ

บทที่ 41 - ประเทศชาติคือพนักพิงอันแข็งแกร่งของคุณ

บทที่ 41 - ประเทศชาติคือพนักพิงอันแข็งแกร่งของคุณ


บทที่ 41 - ประเทศชาติคือพนักพิงอันแข็งแกร่งของคุณ

เติ้งอวี้ฉีมองเสิ่นเกออย่างจนใจ "พวกเราเป็นทหารนะ ไม่ใช่คนป่า เฟอร์นิเจอร์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในหอพักมีให้ครบหมด เป็นห้องแบบหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นและหนึ่งห้องน้ำ แถมตอนกลางคืนยังมีทหารคอยเดินลาดตระเวนด้วย คนที่พักอยู่ข้างในนอกจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยรับมือเหตุพิเศษแล้วก็ยังมีนักวิจัย ความปลอดภัยย่อมต้องได้รับการรับประกันอยู่แล้ว"

"เดี๋ยวผมเอาบ้านไปขายแล้วย้ายไปอยู่หอพักดีกว่า" เสิ่นเกอบอก

หลังจากเติ้งอวี้ฉีกรอกข้อมูลในแฟ้มประวัติเสร็จ เธอก็มองเสิ่นเกอด้วยสีหน้าจริงจัง "ฉันเข้าใจสิ่งที่คุณเจอมา และพอจะเดาออกว่าทำไมคุณถึงกลายเป็นแบบนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นสภาพจิตใจหรือร่างกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถปรับเปลี่ยนในภายหลังเพื่อให้กลายเป็นนักรบที่ได้มาตรฐานได้"

"แต่ทางสำนักงานใหญ่ให้เหตุผลมาสามข้อในการปฏิเสธการเข้าทำงานของคุณ นอกจากสองข้อนั้นแล้วยังมีข้อที่สาม ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากที่สุดในการปฏิเสธด้วย"

"อะไรเหรอครับ?" เสิ่นเกอถาม

"คุณปิดบังบางอย่างกับหน่วยรับมือเหตุพิเศษ ถึงแม้นี่จะเป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไปเขาทำกัน แต่มันก็กลายเป็นอุปสรรคในการพิจารณารับคุณเข้าทำงานจริงๆ"

เติ้งอวี้ฉีกล่าวเสียงขรึม "สำนักงานใหญ่วิเคราะห์คลิปวิดีโอตอนที่คุณจัดการสิ่งวิปริตบนดาดฟ้าแล้ว พวกเขาคิดว่าวิธีลงมือของคุณดูเป็นมืออาชีพเกินไป ทำงานเยือกเย็นเกินไป ราวกับว่าคุณคุ้นเคยกับเรื่องสิ่งวิปริตมาตั้งนานแล้ว ไม่เหมือนคนที่เพิ่งเคยเจอสิ่งวิปริตเป็นครั้งแรกอย่างที่คุณบอก"

"แต่ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขาย่อยของเรา หลังจากดึงภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ที่คุณน่าจะไปเยือนในช่วงไม่กี่ปีมานี้มาวิเคราะห์ ก่อนจะเกิดเหตุการณ์บนดาดฟ้า ก็ไม่พบร่องรอยว่าคุณเคยสัมผัสกับสิ่งวิปริตเลยจริงๆ"

"สำนักงานใหญ่เคยส่งคนแอบเข้าไปค้นบ้านคุณ แต่ว่า..." เติ้งอวี้ฉีพูดถึงตรงนี้ สีหน้าก็ดูแปลกไปทันที

เสิ่นเกอถามด้วยความสงสัย "แต่อะไรครับ?"

พอได้ยินคำว่าแอบเข้าไปค้นบ้าน เสิ่นเกอก็รู้สึกใจหายวาบ แต่พอคิดได้ว่าไส้ดินสอกับเส้นผมที่เขาทิ้งไว้ตรงหน้าต่างและประตู รวมถึงฝุ่นบนลูกบิดและมือจับหน้าต่างก็ไม่มีร่องรอยถูกคนแตะต้อง เขาก็รู้ว่าสุดท้ายแล้วไม่มีใครเข้าไปในห้องได้จริงๆ

ขืนมีคนเข้าไปจริงๆ แล้วเห็นของในกล่องใต้เตียงล่ะก็ คงได้มีเรื่องสนุกแน่

พูดได้คำเดียวว่าสรุปแล้วเป็นเพราะระบบมันกากเกินไปต่างหาก พื้นที่เก็บของในระบบก็ไม่มีให้!

"คุณช่วยดูหนังสายลับให้น้อยลงหน่อยได้ไหม ใช้สมาร์ทล็อกแบบถอดประกอบครั้งเดียวที่ทันสมัยที่สุดก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ยังเป็นแบบไม่มีกุญแจสำรองฉุกเฉินอีก คุณไม่กลัวว่าวันไหนล็อกพังแล้วตัวเองจะเข้าบ้านไม่ได้หรือไง แถมหน้าประตูยังมีกล้องวงจรปิดอีกสามตัว ตัวนึงซ่อนอยู่ในกระถางต้นไม้ด้วย คุณไม่กลัวเพื่อนบ้านข้างห้องไปแจ้งความจับข้อหาแอบถ่ายเหรอ?"

"เรื่องพวกนี้ยังพอทน บนแม่กุญแจยังมีเส้นผมกับไส้ดินสออีก บนลูกบิดประตูก็จงใจเป่าฝุ่นเอาไว้บางๆ แถมยังเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ด้านในก็ใช้ไม้จิ้มฟันวาดรหัสมอร์สเอาไว้ ถ้าฉันไม่รู้เรื่องนี้เข้าซะก่อนแล้วรีบสั่งระงับการสืบสวนของสำนักงานใหญ่ล่ะก็ คุณคงถูกจัดการในฐานะสายลับไปแล้ว รู้ตัวบ้างไหม?" เติ้งอวี้ฉีพูดอย่างอ่อนใจ

เสิ่นเกอยักไหล่ "แต่พวกคุณก็เตรียมจะบุกรุกเข้าไปสำรวจในบ้านไม่ใช่เหรอ แบบนี้ก็เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนเหมือนกันนะ"

"ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ" เติ้งอวี้ฉีถอนหายใจ

เสิ่นเกอถามอย่างสนใจ "ถ้าตรวจสอบเจอความผิดปกติเข้าจริงๆ ขั้นตอนต่อไปคงไม่ใช่การทำให้ผมหายสาบสูญไปจากโลกนี้หรอกใช่ไหม ใครเป็นคนลงมือล่ะ หน่วยรับมือเหตุพิเศษงั้นเหรอ?"

"เฮ้อ คุณก็อย่ามองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้นเลย ยังไงคุณก็ต้องเข้าใจนะว่าศัตรูที่หน่วยรับมือเหตุพิเศษต้องจัดการไม่ใช่ศัตรูธรรมดาทั่วไป แต่เป็นสิ่งวิปริต พวกเราต้องรับประกันว่านักรบทุกคนที่เข้าร่วมจะมีประวัติขาวสะอาด อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่สายลับจากประเทศอื่น หากคนพวกนี้คิดไม่ซื่อกับนักวิจัย หรือเล็งเป้าหมายไปที่สิ่งวิปริตที่ถูกกักกันเอาไว้ นั่นจะเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับปฏิบัติการต่อต้านสิ่งวิปริตเลยนะ!"

"แต่คุณวางใจเถอะ ในฐานะคนค้ำประกัน ฉันไม่ยอมให้สำนักงานใหญ่สืบสวนเรื่องของคุณต่อแล้ว นี่คือการให้เกียรติคุณ และเป็นความจริงใจที่หน่วยรับมือเหตุพิเศษใช้เชิญคุณเข้าร่วมด้วย"

"ในมุมมองของฉัน ทุกคนต่างก็มีความลับของตัวเองกันทั้งนั้น และคุณก็เป็นบุคลากรที่มีความสามารถหาตัวจับยากจริงๆ แถมตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำพฤติกรรมอาชญากรรมอะไร แน่นอน ด้วยเหตุนี้คุณจึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมฉันที่เป็นถึงหัวหน้าหน่วยรับมือเหตุพิเศษถึงต้องมาจัดการเรื่องที่เกี่ยวกับคุณด้วยตัวเองแทบทุกครั้ง ถ้าวันไหนคุณเกิดอารมณ์ไม่ดีอยากต่อต้านสังคมขึ้นมา ฉันก็ต้องไปติดคุกเป็นเพื่อนคุณด้วยนะ"

ระหว่างที่พูด เติ้งอวี้ฉีก็หยิบแฟ้มประวัติสามชุดออกมาจากลิ้นชักโต๊ะแล้ววางลงบนโต๊ะ "ฉันหวังว่าจะมีสักวันที่คุณยอมลดกำแพงในใจลง แล้วบอกคำตอบที่แท้จริงกับพวกเรา"

เสิ่นเกอปรายตามองแฟ้มประวัติทั้งสามชุดบนโต๊ะ รถวิปริต หนูวิปริต แมววิปริต พูดอีกอย่างก็คือ ทางสาขาย่อยน่าจะวิเคราะห์จากรายงานการตรวจสอบของแฟ้มประวัติทั้งสามชุดนี้ และยืนยันได้แล้วว่าพลังงานวิปริตที่หลงเหลืออยู่เหมือนกันนั้นมาจากเสิ่นเกอ

สำหรับเรื่องที่การใช้คุณลักษณะจะทำให้มีพลังงานวิปริตหลงเหลืออยู่นั้น เอาจริงๆ เสิ่นเกอก็ไม่มีวิธีจัดการที่ดีนัก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทางสาขาย่อยมีความสามารถในการตรวจสอบด้วยแล้ว

ถึงแม้เสิ่นเกอจะเริ่มระวังตัวหลังจากรู้ว่าทางสาขาย่อยมีความสามารถในการตรวจสอบพลังงานวิปริตหลังจบเหตุการณ์หนูวิปริต แต่ถ้าเขาไม่เลิกใช้คุณลักษณะหยุดนิ่งตลอดไปล่ะก็ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันที่ความแตกอยู่ดี

ดูเหมือนว่าหลังจากเหตุการณ์หนูวิปริต เติ้งอวี้ฉีก็น่าจะรู้ความจริงแล้ว เพียงแต่ไม่ได้แฉออกมาจนถึงวันนี้ก็เท่านั้น

เสิ่นเกอมองเติ้งอวี้ฉีอย่างครุ่นคิด ก่อนจะถามทิ้งท้ายประโยคหนึ่ง "ทำไมล่ะครับ ผมอยากรู้จริงๆ ว่าทำไมถึงต้องดึงผมเข้ามาในหน่วยรับมือเหตุพิเศษ ทั้งที่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากมายขนาดนี้ด้วย?"

เติ้งอวี้ฉีกล่าวเสียงขรึม "เสิ่นเกอ ฉันไม่รู้ว่าคุณไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่ สถานการณ์ของสิ่งวิปริตมันเลวร้ายลงเร็วกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก เมื่อสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์สิ่งวิปริตขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองต้าจิง เมื่อหกปีก่อนเกิดเหตุการณ์สิ่งวิปริตขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองหรง สาขาย่อยเมืองหรงก่อตั้งขึ้นในปีที่สอง ปีถัดมาฉันก็ถูกย้ายมาเป็นหัวหน้าหน่วยที่เมืองหรง จนถึงตอนนี้มีเหตุการณ์สิ่งวิปริตเกิดขึ้นทั้งหมดสี่ครั้งแล้ว"

เติ้งอวี้ฉีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "เมื่อก่อนเฉลี่ยแล้วปีนึงถึงจะเกิดเหตุการณ์สิ่งวิปริตขึ้นสักครั้ง แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทั่วประเทศเกิดเหตุการณ์สิ่งวิปริตขึ้นทั้งหมดสิบเก้าครั้ง ความถี่ในการปรากฏตัวของสิ่งวิปริตเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ นี่แค่ในประเทศของเรานะ สถานการณ์ในประเทศอื่นยิ่งเลวร้ายกว่านี้อีก"

"เสิ่นเกอ พวกเราต้องการนักรบ ต้องการนักรบที่สามารถรับมือกับเหตุการณ์สิ่งวิปริตได้ด้วยตัวเองเหมือนอย่างคุณ นี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงยอมให้คุณเข้าร่วมทั้งที่ต้องแบกรับความเสี่ยงยังไงล่ะ!"

เสิ่นเกอพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "เห็นไหมล่ะ ผมบอกแล้วว่าพวกคุณต้องการให้ผมมาช่วยปั่นยอดผลงาน"

"..." แม่เล่าซะเลือดพล่าน แต่นายดันคิดถึงแต่เรื่องนี้นี่นะ?

เติ้งอวี้ฉีท่องคำว่าใจเย็นๆ ในใจเป็นสิบจบ เพื่อข่มความรู้สึกอยากกระโดดไปซัดหน้าเสิ่นเกอเอาไว้ สุดท้ายเธอก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง "เสิ่นเกอ ฉันหวังว่าคุณจะมองประเทศชาติเป็นที่พึ่งพิงของคุณ ไม่ใช่ภาระหรอกนะ!"

หลังจากได้ฟังคำพูดของเติ้งอวี้ฉี เสิ่นเกอก็รู้สึกโชคดีที่เขาเลือกจะร่วมมือกับหน่วยรับมือเหตุพิเศษและเติ้งอวี้ฉีมาตั้งแต่แรก แทนที่จะหลบซ่อนตัวแล้วแอบทำเรื่องใหญ่เงียบๆ

สำหรับคนธรรมดาอย่างเขา ตัวบุคคลกับประเทศชาติก็เปรียบเหมือนมดกับช้าง ต่อให้มดจะอาละวาดอยู่ข้างล่างได้เก่งกาจแค่ไหน ช้างแค่เหยียบลงมาทีเดียว รังก็หายไปหมดแล้ว

คนธรรมดาคนหนึ่ง เว้นเสียแต่ว่าจะถอยห่างจากเหตุการณ์สิ่งวิปริตอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นหากเข้าไปพัวพันแล้ว ก็ยากที่จะใช้คำว่าซุ่มซ่อนตัวแอบทำเรื่องใหญ่เงียบๆ ได้

ไอ้เรื่องปลอมตัวหรือใส่หน้ากากอะไรนั่น มันก็แค่เรื่องตลกหลอกตัวเองเท่านั้นแหละ สำหรับเป้าหมายที่ต้องการจะตามหาจริงๆ แล้ว สำหรับระดับประเทศมันเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ

สิ่งที่เสิ่นเกอทำไปทั้งหมดก็เป็นแค่การปลอบใจตัวเองเท่านั้น ในความเป็นจริงหากหน่วยรับมือเหตุพิเศษคิดจะสืบสาวราวเรื่องลงไปจริงๆ คลังแสงใต้เตียงก็คงถูกจับได้ในไม่ช้า

เติ้งอวี้ฉีถือว่าให้เกียรติและแสดงความจริงใจอย่างเต็มที่แล้ว

ทั้งสองคนไม่ได้สานต่อบทสนทนาในหัวข้อนี้ เสิ่นเกอไม่มีทางปริปากเรื่องระบบออกมา เติ้งอวี้ฉีก็ไม่มีทางไปขุดคุ้ยความลับของเสิ่นเกอเช่นกัน เพราะสุดท้ายมันจะนำไปสู่การแตกหักระหว่างทั้งสองฝ่าย

เมื่อบีบคั้นคนที่มีทั้งศักยภาพและความสามารถจนถึงทางตัน ทางที่ดีคุณควรจะมีความพร้อมที่จะบดขยี้เขาให้เป็นผุยผง มิฉะนั้นเมื่อเขาไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามคุณ หรือไปอยู่ฝ่ายศัตรู นั่นจะเป็นภัยแฝงที่อันตรายถึงชีวิต!

"ไปเถอะ ฉันจะพาคุณไปทำความคุ้นเคยกับแผนกของเรา จะได้แนะนำครูฝึกกับลูกทีมให้คุณรู้จักด้วย ถือโอกาสสรุปแผนการฝึกซ้อมของคุณไปในตัวเลย" เติ้งอวี้ฉีเก็บรายงานทั้งสามชุดลงลิ้นชัก ปิดแฟ้มประวัติแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตู

พอเดินไปถึงประตู เติ้งอวี้ฉีก็หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน เธอหันหลังให้เสิ่นเกอแล้วถามขึ้นอีกประโยค "สามเดือนหลังจากที่คุณออกจากโรงพยาบาล เกิดเหตุไฟไหม้ที่โรงพยาบาลจิตเวชหรงซาน ไฟไหม้ครั้งใหญ่เผาโรงพยาบาลจนวอดวายไปทั้งหลัง ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหมอหลายคนเสียชีวิตในภัยพิบัติครั้งนั้น เรื่องนี้คุณรู้หรือเปล่า?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 41 - ประเทศชาติคือพนักพิงอันแข็งแกร่งของคุณ

คัดลอกลิงก์แล้ว