เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

(ฟรี) บทที่ 125 การโต้กลับของมนุษยชาติ!

(ฟรี) บทที่ 125 การโต้กลับของมนุษยชาติ!

(ฟรี) บทที่ 125 การโต้กลับของมนุษยชาติ!


ทันใดนั้นทั้งสนามรบก็เงียบลง

ทุกคนดูฉากนี้ด้วยความตกตะลึง

หลี่หรานยืนตระหง่านดุจดั่งหอคอยเหล็กกำลังปล่อยพลังงานโลหิตที่หนาแน่นออกมา

สำหรับราชสีห์อสนีคลั่งที่เย่อหยิ่งจองหอง ร่างกายของมันกำลังกระตุกอย่างต่อเนื่องในขณะที่เลือดไหลออกมาจากรูบนหน้าอกของมัน

พลังชีวิตที่น่าล้นหลามของสัตว์อสูรขอบเขตกำเนิดจิตวิญญาณทำให้มันไม่ตายในทันที แม้ว่าหัวใจของมันจะแหลกสลายไปแล้วก็ตาม

ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกของมันปราศจากความกระหายและความโหดเหี้ยมโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงความเจ็บปวดและการอ้อนวอน

มันหวาดกลัวขณะที่มันพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด!

ดวงตาสีแดงเข้มของหลี่หรานเย็นยะเยียบขณะที่เขายกเท้าขวาขึ้นเหยียบหัวของราชสีห์อสนีคลั่ง

ดวงตาที่หวาดกลัวของมันถูกกระแทกแตกอย่างรุนแรง

ของเหลวสีแดงและสีขาวกระเซ็นไปทุกทิศทาง

ขอบเขตกำเนิดจิตวิญญาณ ราชสีห์อสนีคลั่ง—ตายแล้ว!

การต่อสู้ที่นองเลือดระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูรครั้งนี้ใช้เวลาเพียงชั่วก้านธูปอย่างคุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะตัดสินว่าใครจะอยู่และใครจะตาย ใครจะเหลือรอดและใครจะจากไป!

ศพขนาดใหญ่ของราชสีห์อสนีคลั่งซีดลง และดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งของมันก็มืดสลัว

มันไม่มีแม้แต่ทักษะอันศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังออกมาจากร่างของมัน การทำลายกายเนื้อของมันคือความตายอย่างแท้จริง

หลี่หรานเงยหน้าขึ้นและกวาดสายตาที่ไม่แยแสไปที่ฝูงสัตว์อสูร

ความกล้าของพวกมันมลายสิ้นไปหมดแล้ว

ในที่สุดพวกมันก็ตระหนักว่ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เหยื่อแต่อย่างใด

เขาเป็นนักล่า!

หลี่หรานก้าวไปข้างหน้า และสัตว์อสูรก็ถอยหลังอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงสะอื้นด้วยความกลัวถูกปล่อยออกมาจากปากของพวกมัน

เขาก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง และสัตว์อสูรก็ล่าถอยอีกครั้ง

คนเพียงคนเดียวบังคับให้คลื่นสัตว์อสูรทั้งหมดล่าถอย

เสียงเย็นชาของหลี่หรานดังขึ้น “ศิษย์ของวิหารโหยวหลัวจงฟัง!”

“ขอรับ!” ศิษย์หลายคนบินเข้ามาหาเขา

พวกเขาทำตามคำสั่งของหลี่หรานและสร้างแนวป้องกันเพื่อป้องกันสัตว์อสูร ในขณะที่พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรับประกันความปลอดภัยของพวกเขา

แม้ว่าใบหน้าของพวกเขาจะซีดเซียวเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครสิ้นลมแม้แต่คนเดียว!

หลี่หรานมองไปที่กลุ่มสัตว์อสูรตรงหน้าเขาด้วยรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัว “เริ่มการล่า!”

“ฆ่า!” ดวงตาของเหล่าศิษย์เต็มไปด้วยความเร่าร้อนขณะที่พวกเขาพุ่งเข้าหาสัตว์อสูร

เยว่เจียนหลี่มองไปที่ร่างตรงหน้า แก้มของนางแดงก่ำและหัวใจของนางก็เต้นแรง

นี่คือหลี่หราน!

นางก้าวขึ้นไปบนดาบบินและลอยขึ้นไปในอากาศ เสียงของนางดังและชัดเจน “ศิษย์ของศาลาหมื่นดาบฟังคำสั่งข้า ถึงเวลาโต้กลับแล้ว!”

“ฆ่า!”

“ส่งพวกมันกลับไปที่เทือกเขาสือว่าน!”

“เพื่อความรุ่งโรจน์ของมวลมนุษยชาติ!”

ผู้บ่มเพาะรู้สึกว่าเลือดของพวกเขาเดือดพล่าน พวกเขาใช้จิตวิญญาณที่เหลืออยู่เพื่อพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูร!

เสียงแตรแสดงการโต้กลับดังขึ้นอย่างเป็นทางการ

แนวป้องกันที่ถูกผลักไปที่ทางเข้าเมืองกำลังผลักคลื่นสัตว์อสูรทั้งหมดกลับไป!

คลื่นสัตว์อสูรทั้งหมดถูกทำให้กลัวในพริบตาโดยหลี่หราน

เดิมทีพวกมันถูกผลักดันโดยสัญชาตญาณในการล่า แต่ในขณะนี้ จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของพวกมันหายไปอย่างสิ้นเชิง พวกมันหันกลับและหนีไปพร้อมกับร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

อู้วววว!

ในความสับสนอลหม่าน พวกพ้องของพวกมันถูกเหยียบย่ำจนตาย

ในขณะนี้ ความโกรธที่สะสมอยู่ในใจของผู้บ่มเพาะได้รับการระบายออกในที่สุด!

แสงศักดิ์สิทธิ์ปะทุขึ้นทันที ทักษะเต๋าส่งเสียงดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน

หลี่หรานไม่ได้โจมตีต่อ

เขายืนเอามือไพล่หลัง แม้ว่าเสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่ง แต่การคงอยู่ของเขาก็ยังคงเปล่งประกาย

หลินหลางเยว่จ้องมองใบหน้าด้านข้างของเขาอย่างว่างเปล่า หัวใจของนางเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อธิบายไม่ได้

นี่คือปีศาจที่ไร้กฎเกณฑ์

เขาดูหมิ่นวิถีธรรม เกลียดชังวิถีมาร และไม่สนใจแม้แต่อัจฉริยะของนิกายชั้นนำ

บุคคลดังกล่าวเต็มใจที่จะกระโจนเข้าสู่คลื่นสัตว์อสูรและต่อสู้กับราชาอสูรขอบเขตกำเนิดจิตวิญญาณจนถึงแก่ความตายเพื่อปกป้องมนุษย์ธรรมดาของเมืองหนานเฟิง!

หากเขาไม่ได้ใช้วิธีดั้งเดิมและบ้าเลือดในการฆ่าราชสีห์อสนีคลั่งและข่มขู่สัตว์อสูร คลื่นสัตว์อสูรก็คงไม่ถอยกลับ!

“หลี่หราน...”

“เจ้าเป็นคนเช่นใดกันแน่?”

แสงยามเช้าค่อยๆส่องลงมาผ่านช่องว่างของท้องฟ้า

ในที่สุดกลางคืนก็ถูกแสงแดดแผดเผา และคลื่นสัตว์อสูรก็สลายไปจนหมดสิ้น

พื้นที่นอกเมืองหนานเฟิงถูกทำลายล้าง

กลิ่นคาวของเลือดปกคลุมไปทั่วซากปรักหักพัง และผืนดินสีอ่อนก็ถูกย้อมเป็นสีดำสนิทและสีแดงเข้ม

ซากศพที่ถูกทำลายนั้นดุร้ายและน่าสะพรึงกลัว พวกมันปกคลุมที่ราบและปิดกั้นเส้นขอบฟ้าทั้งหมด

กระบี่และดาบกระจัดกระจายไปรอบๆ แม้แต่ควันก็ยังไม่ถูกพัดปลิวออกไป...

อย่างไรก็ตาม ฉากวินาศสันตะโรนี้กลับเต็มไปด้วยความหวัง

เสื้อผ้าของผู้บ่มเพาะนั้นขาดวิ่นและร่างกายของพวกเขาก็ปกคลุมไปด้วยเลือด ปราศจากร่องรอยของผู้บ่มเพาะที่สูงส่งและทรงพลังอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของพวกเขากลับไปเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ตื่นเต้น

ในท้ายที่สุด คลื่นสัตว์อสูรก็ไม่สามารถทะลวงผ่านแนวป้องกันของมนุษย์ชาติได้

ไม่มีสามัญชนของเมืองหนานเฟิงคนใดเสียชีวิต

นี่เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์

แอ๊ดด

ประตูของเมืองหนานเฟิงเปิดออกอย่างช้าๆ

สามัญชนพุ่งออกจากเมืองราวกับกระแสน้ำ

แม้ว่าพวกเขาจะซ่อนตัวอยู่ในเมือง แต่พวกเขาก็รู้ว่าการต่อสู้ข้างนอกนั้นรุนแรงเพียงใดด้วยเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนสวรรค์และทักษะเต๋าที่ดังกึกก้อง

ผู้บ่มเพาะอมตะที่ปกติจะมองลงมาอย่างสูงส่งนั้นกำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเขา!

เจ้าเมืองแห่งเมืองหนานเฟิงเดินผ่านฝูงชนมาถึงหน้าผู้บ่มเพาะ เขาคุกเข่าลงและหมอบกราบ

“ขอบคุณท่านผู้เป็นอมตะที่ช่วยชีวิตพวกเราชาวเมืองหนานเฟิง!”

พลเมืองที่อยู่ข้างหลังเขาก็คุกเข่าลงกับพื้นเช่นกัน...

“ขอบคุณท่านผู้เป็นอมตะที่ช่วยชีวิตพวกเรา!”

“ขอบคุณท่านผู้เป็นอมตะ!”

ในบรรดาคนเหล่านี้มีทั้งชายชราผมขาว เด็กที่เกล้าผมเป็นมวย และแม้แต่หญิงสาวที่อุ้มทารก... โดยไม่มีข้อยกเว้น ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความขอบคุณและชื่นชมบูชา

เมื่อมองไปที่ใบหน้าที่มีชีวิตชีวาเหล่านี้ ผู้บ่มเพาะก็รู้สึกถึงความปิติยินดีเล็กน้อย

พวกเขาดีใจที่ไม่หนีจากการสู้รบและเลือกที่จะต่อสู้เพื่อมนุษย์ธรรมดา จนสุดท้ายพวกเขาก็ปกป้องประตูเมืองได้สำเร็จ

“บางทีนี่อาจเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของการบ่มเพาะเช่นกัน?”

จากนั้นชาวบ้านก็แบกเปลหามออกมาและช่วยเหลือผู้บ่มเพาะที่บาดเจ็บเข้าไปในเมือง

กำแพงเมืองเงียบลง

ผู้บ่มเพาะที่รู้จักกันในชื่อ “กองหนุน” ดูฉากนี้ด้วยสีหน้าขมขื่น

โดยไม่คาดคิด คลื่นสัตว์อสูรถูกขับไล่กลับไป

การแสดงออกของผู้ดูแลจากพระราชวังเต๋าสูงสุดนั้นไม่น่าดูอย่างยิ่ง

หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ไม่เพียงแต่จะนำความอับอายมาสู่นิกายเท่านั้น เขายังต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงอีกด้วย

ดวงตาของผู้ดูแลหลิวเปลี่ยนไป “ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ!”

“ถูกต้อง กองหนุนก็มีส่วนด้วย!”

“ใช่แล้ว เราเองก็ถือว่ามีส่วนร่วมเช่นกัน!”

“เมื่อกี้ข้ายังแจกจ่ายเม็ดยาด้วยซ้ำ!”

คนกลุ่มนี้เริ่มตะโกนอย่างไร้ยางอาย

ขณะที่พวกเขากำลังจะเดินไปตามกำแพง ชายหนุ่มหน้าขาวก็ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา

“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าสิบลมหายใจในการไสหัวไป มิฉะนั้น...”

ไป๋เจียงเย่พูดอย่างเฉยเมย“ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด”

ศิษย์นิกายเซิงอวี่ที่อยู่ข้างหลังต่างล้อมรอบพวกเขา

ผู้ดูแลหลิวกลืนน้ำลาย “ไป๋เจียงเย่ เจ้าเองก็ยืนดูอยู่เฉยๆไม่ใช่หรือไง? นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?”

รอยยิ้มของไป๋เจียงเย่นั้นสว่างไสว “ใช่แล้ว ข้าเพียงแต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ เพราะชีวิตของสามัญชนก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตปศุสัตว์ในสายตาข้า”

“ข้าก็แค่เห็นพวกเจ้าแล้วไม่พอใจเท่านั้น มีข้อโต้แย้งอะไรไหม?”

ผู้ดูแลหลิวขมวดคิ้ว “เจ้า!”

ฟันของไป๋เจียงเย่ขาวราวกับหิมะ “เหลือเวลาอีกห้าลมหายใจ”

“ไป๋เจียงเย่!”

“สี่”

ผู้ดูแลหลิวกระทืบเท้าและบินหนีไปพร้อมกับเหล่าศิษย์ของพระราชวังเต๋าสูงสุด

นิกายอื่นๆและผู้บ่มเพาะพเนจรก็ไม่กล้าอยู่ต่อและหนีไป

ความโหดเหี้ยมของนิกายเซิงอวี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!

ไป๋เจียงเย่หันกลับไปมองร่างสูงและตรงของหลี่หรานด้วยรอยยิ้มที่ค่อยๆจางหายไป

“เขาแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไง...”

/////

[ TL: (มนุษย์ธรรมดา = สามัญชน = คนธรรมดา = พลเมือง) ความหมายเหมือนกันแต่บางบริบทจะใช้ต่างกัน เลือกใช้คำว่ามนุษย์เลยไม่ได้เพราะผู้บ่มเพาะก็เป็นมนุษย์ ]

จบบทที่ (ฟรี) บทที่ 125 การโต้กลับของมนุษยชาติ!

คัดลอกลิงก์แล้ว