- หน้าแรก
- ตกลงว่าคุณทนายคนนี้เป็นอะไรกันแน่
- บทที่ 14 งานนี้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก...
บทที่ 14 งานนี้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก...
บทที่ 14 งานนี้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก...
บทที่ 14 งานนี้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก...
หลู่ซวิ่นเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อสุนัขตัวหนึ่งในหมู่บ้านเห่า สุนัขตัวอื่นๆ ก็จะเห่าตาม โดยที่พวกมันเองก็ไม่รู้ว่าเห่าทำไม
ในเช้าอันสดใส ถังฟางจิงวางโทรศัพท์ลง เตรียมตัวเดินทางไปยังศาลเขตกว่างหมิงเพื่อไกล่เกลี่ย
สมัยยังเด็ก ตอนที่อ่านประโยคพวกนี้เขารู้สึกว่ามันช่างไร้เหตุผล เหมือนกับคิดว่า 'จะเห่าอะไรกันนักหนา?' แต่พอโตขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไป เขาก็ตระหนักได้ว่าคำพูดบางคำนั้นทรงพลังและแทงใจดำจริงๆ!
นี่มันไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์กลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในตอนนี้เลยไม่ใช่หรือ? แม้จะมีการพลิกโผครั้งแล้วครั้งเล่า แต่บางคนก็ยังเลือกที่จะเชื่อเรื่องราวที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาอยู่ดี
ซ้ำร้ายยังมีคำพูดทำนองว่า "ถ้าสิทธิของฉันยังไม่ถูกละเมิด ฉันจะออกมาปกป้องสิทธิของตัวเองไม่ได้หรือไง?" ซึ่งทำเอาถังฟางจิงถึงกับปวดขมับ
เขาสลัดศีรษะ ขับไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป ก่อนอื่นไปเอาค่าแท็กซี่คืนมาน่าจะดีกว่า เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้านายของบริษัทอสังหาริมทรัพย์นั่นจะมีปฏิกิริยาอย่างไรตอนที่ได้รับสาย คงจะรู้สึกมีความสุขน่าดู
เมื่อมาถึงห้องไกล่เกลี่ยที่ชั้นบนของศาล เขาก็พบว่ามีคนหลายคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ดูเหมือนเขาจะเคยเห็นหน้าสองคนในนั้นมาก่อน... นั่นมันนายหน้ากับผู้จัดการจากสาขาก่อนหน้านี้ไม่ใช่เหรอ?
ผู้ประนีประนอมเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง เธอเอ่ยขึ้นว่า "คุณถัง เชิญทางนี้ค่ะ ขออนุญาตแนะนำให้รู้จักนะคะ นี่คือผู้จัดการทั่วไปกัวเฟิงฉี จากบริษัทหัวฉือเรียลเอสเตท ส่วนสองท่านนี้คุณน่าจะเคยพบแล้ว ฉันคงไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่ม"
จากนั้นเธอก็กล่าวเสริมว่า "ผู้จัดการกัวคะ นี่คือคุณถังค่ะ เราได้คุยรายละเอียดกันทางโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่มีปัญหาอะไร รบกวนคุณจ่ายเงินให้เขาก่อน แล้วเราจะได้เซ็นสัญญากันค่ะ"
หลังจากถังฟางจิงมาถึง กัวเฟิงฉีก็เอาแต่จ้องหน้าเขา ในขณะที่หวังซึ่งอยู่ข้างๆ นั้นหน้าซีดเผือด
วันนี้พวกเขาก็ใช้รูปภาพปลอมเพื่อดึงดูดให้คนมาดูบ้านตามปกติ ทว่ากลับได้รับสายจากบริษัทที่ทำเอาพวกเขางุนงงไปตามๆ กัน
ไอ้หมอนั่นเมื่อคราวก่อนดันไปฟ้องศาลจริงๆ!
พูดตามตรง หวังทำงานเป็นนายหน้ามาหลายปีและพบเจอเรื่องราวมาทุกรูปแบบ เขาเคยทำเรื่องที่แย่กว่านี้มาตั้งเยอะ นับประสาอะไรกับแค่การใช้รูปและราคาปลอม
บางคนก็มาเถียงกับพวกเขา บางคนก็โกรธจัดจนแทบจะลงไม้ลงมือ และหลายคนก็ขู่ว่า "ฉันจะฟ้องแก" แต่เอาเข้าจริงก็แทบจะไม่มีใครไปฟาลหรือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
อย่างที่ฉีกวงเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ มันไม่ได้มีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นจริงๆ มีแค่ค่าแท็กซี่กับเวลาที่เสียไปเล็กน้อย ไม่มีใครยอมลงมือทำอะไรจริงจังกับเรื่องแค่นี้หรอก
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กังวลเลยสักนิด ทว่าจู่ๆ เจ้านายของเขาก็โทรมาสายตรง บอกว่าบริษัทกำลังถูกฟ้อง...
ตอนนั้นเขาถึงกับเป็นใบ้กิน จากนั้นเจ้านายก็ด่ายับ ไม่ใช่เพราะเรื่องใช้รูปกับราคาปลอม แต่เป็นเพราะเขาจัดการกับปัญหาขี้ปะติ๋วแค่นี้ไม่ได้ จนปล่อยให้มีคนไปฟ้องศาล...
เมื่อมองไปที่ถังฟางจิงซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หวังก็อยากจะถามจริงๆ ว่าหมอนี่เป็นโรคประสาทขั้นรุนแรงหรือเปล่า จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม? ถ้าแกลองขู่ว่าจะทำเรื่องให้มันใหญ่โตแต่แรก ฉันก็คงยอมจ่ายเงินไม่กี่สิบหยวนให้ไปแล้ว...
ถังฟางจิงเรียกร้องค่าแท็กซี่ไปกลับเป็นเงินห้าสิบสามหยวน กัวเฟิงฉีหยิบโทรศัพท์ออกมาทันที สแกนคิวอาร์โค้ดแล้วโอนเงินให้ พร้อมกล่าวว่า "แกก็แค่หน้าเงินไม่ใช่หรือไง? เอ้า ดูให้เต็มตา ฉันให้ไปเลยหกสิบ แถมให้อีกเจ็ดหยวนด้วยเอ้า!"
"จะได้เลิกโวยวายสักที ตอนนี้ฉันจ่ายเงินให้แล้ว เห็นชัดหรือยัง? เรื่องจบแล้วใช่ไหม ห๊ะ? แกกำลังทำให้ฉันเสียเวลานะ!"
ถังฟางจิงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินถ้อยคำถากถางนั้น แล้วพูดขึ้นว่า "ผู้จัดการกัว ที่บอกว่า 'ผมก็แค่หน้าเงิน' มันหมายความว่ายังไงครับ? เงินก้อนนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณควรจะจ่ายให้ผมอยู่แล้วหรอกหรือ? พวกคุณบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายมาตลอด แล้วตอนนี้ยังจะมาทำตัวเป็นคนถูกอีกหรือ?"
หวังที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมาว่า "แล้วเจ้านายของพวกเราจ่ายเงินให้แกหรือยังล่ะ? จ่ายแล้วใช่ไหม? แกยังต้องการอะไรอีก? หรือจะต้องให้ฉันคุกเข่าโขกหัวให้แกสักสองสามทีด้วยถึงจะพอใจ?"
"พอได้แล้ว แกอยากได้เงิน ตอนนี้แกก็ได้ไปแล้วไม่ใช่หรือไง?"
ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในชีวิตหลายครั้งมักจะเกิดจากปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แต่คำพูดนี่แหละที่นำพาปัญหามาให้ บางครั้งมันก็เป็นแค่การโต้เถียงกันไปมาเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดบางคำของคนเรามันก็ฟังแล้วชวนหงุดหงิดจริงๆ
มันเหมือนกับมีคนมายืมเงินคุณ แล้วพอคุณต้องใช้กฎหมายบีบให้เขาคืนเงินให้ได้ พวกเขากลับรู้สึกว่าคุณควรจะซาบซึ้งใจที่พวกเขายอมคืนเงินให้ด้วยซ้ำ!
ใช่แล้ว พวกเขาอาจจะคิดว่า 'ฉันไม่ต้องคืนเงินแกก็ได้ แต่ตอนนี้ฉันคืนให้แล้ว แกไม่ควรจะขอบคุณฉันหน่อยหรือไง?'
ถังฟางจิงพูดสวนไปตรงๆ ว่า "ผมจะพูดอีกครั้งนะ นี่คือสิ่งที่พวกคุณค้างชำระ พวกคุณคิดว่าการหลอกลวงผู้คนด้วยข้อมูลและราคาบ้านปลอมๆ เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้วอย่างนั้นเหรอ? หรือเราต้องไปให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดเป็นคนตัดสินใจดี?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กัวเฟิงฉีก็ตะคอกกลับทันที "ระวังปากด้วย! ใครหลอกลวงใครวะ?!"
หวังลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนเสียงดังยิ่งกว่า "หาว่าพวกเราเป็นสิบแปดมงกุฎงั้นเหรอ? คราวก่อนฉันไม่ได้บอกแกไปแล้วหรือไง ว่าตอนนี้นายหน้าหน้าไหนเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ!"
"ถ้าแกเก่งนัก ทำไมไม่ทำให้บริษัทนายหน้าทั้งหมดในปักกิ่งหันมาใช้ข้อมูลจริงให้หมดเลยล่ะ? แกฟ้องเก่งนักไม่ใช่เหรอ? ก็ไปฟ้องพวกมันสิ! มีบริษัทตั้งเยอะแยะที่ทำแบบนี้ ทำไมแกไม่ไปไล่ฟ้องให้หมดเลยล่ะ?"
"ถ้าทำไม่ได้ ก็กรุณาหุบปากไปซะ!"
ทั้งสองฝ่ายเริ่มโต้เถียงกันอย่างดุเดือดรวดเร็วจนผู้ประนีประนอมสาวเพิ่งจะตั้งสติได้ เธอรีบห้ามปรามว่า "นี่ๆ ทั้งสองฝ่ายหยุดทะเลาะกันเดี๋ยวนี้นะคะ! ที่นี่ศาลนะ!"
แต่พอพูดจบ เธอก็สังเกตเห็นว่าถังฟางจิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นนิ่งอึ้งไปแล้ว
"เอ่อ คุณถังคะ??"
"โอ๊ะ เอ๊ะ เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ? ให้ผมฟ้องให้หมดเลยเหรอ? เอาจริงดิ?"
อะไรวะเนี่ย? หวังกับผู้จัดการกัวมองหน้ากัน ให้ตายเถอะ พวกเขาถึงกับสัมผัสได้ถึงความยินดีปรีดาที่หลุดออกมาจากปากของไอ้หมอนั่น...
บ้าเอ๊ย พวกเรากำลังด่ากันอยู่นะ แกจะมาดีใจอะไรวะเนี่ย?!
ทว่า ถังฟางจิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่สนใจคำตอบของพวกเขาเลยสักนิด เขายิ้มพร้อมกับมองไปที่ผู้ประนีประนอมที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า "ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เราก็รีบเซ็นสัญญากันเถอะครับ เซ็นเสร็จผมยังมีธุระต้องไปทำต่อ ผมกำลังรีบ"
หือ? อ๋อ... ผู้ประนีประนอมเองก็มึนงงกับปฏิกิริยานี้เล็กน้อย แต่ก็รีบจัดการเอกสารให้เขาอย่างรวดเร็ว
หลังจากเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความและถอนฟ้องโดยสมัครใจแล้ว ถังฟางจิงก็รีบจากไปทันที
เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลย! คราวที่แล้วเขาคุยกับหวังตั้งนานสองนานแต่กลับไม่มีภารกิจอะไรเด้งขึ้นมา แต่วันนี้จู่ๆ ภารกิจกลับโผล่มาซะงั้น ถึงแม้มันจะดูยุ่งยากไปสักหน่อยก็เถอะ...
บนแผงหน้าต่างภารกิจ มีภารกิจใหม่ได้รับการอัปเดต
เป้าหมายภารกิจ: ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อสั่งสอนบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองจิงโจว!
ความคืบหน้าภารกิจ: 0%
รางวัลภารกิจ: สำเร็จ 50% รับรางวัลอายุขัยหนึ่งสัปดาห์
สำเร็จ 100% รับรางวัลอายุขัยหกเดือน
สำเร็จ 200% รับรางวัลอายุขัยสิบสองเดือน
บางทีระบบคงจะรู้ว่าภารกิจนี้มันยากหินหฤโหด รางวัลที่ได้ถึงตอบแทนอย่างงาม หากทำสำเร็จ 200% รางวัลอายุขัยที่ได้จะมากถึงหนึ่งปีเต็ม!
เฮ้อ ถังฟางจิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนิยายจากชาติก่อนที่ชื่อว่า "เริ่มเรื่องมาโดนแฮกไอดี เลยเติมเงินสวนกลับไปหนึ่งล้าน" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทำไมระบบของคนอื่นถึงได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้นะ? ถ้าเขามีเงินเยอะขนาดนั้น ภารกิจนี้คงง่ายเป็นปอกกล้วยเข้าปากไปแล้วไม่ใช่หรือ?
ก็แค่จ้างคนสักกลุ่มไปรวบรวมหลักฐานแบบชิลๆ งานแค่นี้ให้หมาทำยังได้เลย ไม่เห็นต้องพึ่งพระเอกที่ชื่อโจวอี้เลยสักนิด!
น่าเสียดายที่เขามีเงินติดตัวแค่นั้น แถมยังต้องเก็บหอมรอมริบไว้ซื้อบ้านอีก...
แล้วเขาจะทำภารกิจให้สำเร็จถึง 200% ได้อย่างไร? ถังฟางจิงมีไอเดียบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนในสายอาชีพนี้ก็คงคิดออกเช่นกัน
ข้อแรกคือการรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอ และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแลตลาด
เมื่อมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา หน่วยงานกำกับดูแลตลาดจะต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้อย่างกระตือรือร้นแน่นอน ไม่ใช่แค่สั่งแก้ไขหรือปรับเงิน แต่เผลอๆ อาจจะนำไปสู่การจัดระเบียบครั้งใหญ่ระดับอุตสาหกรรมเลยด้วยซ้ำ...
ข้อที่สองคือการฟ้องร้อง ด้วยหลักฐานที่เพียงพอ เขาอาจจะยื่นฟ้องด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ไปหาคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้เป็นตัวแทนยื่นฟ้องคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ถึงยังไงเมื่อดูจากสถานการณ์ภารกิจของเขาแล้ว ในอนาคตเขาคงต้องมีเรื่องให้ติดต่อกับคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอีกเยอะแน่ๆ...
ดังนั้นปัญหาจึงกลับมาอยู่ที่ว่าจะรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอได้อย่างไร เขาควรจะลุยเดี่ยวดีไหม?
นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของระบบนี้ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน... นี่มันเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?
เฮ้อ มีเงินนี่มันดีจริงๆ...
โชคดีที่ภารกิจของระบบไม่ได้กำหนดเวลาตราบใดที่เขายังมีอายุขัยเหลืออยู่ก็ไม่เป็นไร แถมเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสามารถทำหลายภารกิจพร้อมกันได้หรือไม่ ยังไงซะ สำหรับภารกิจตรงหน้านี้ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือเวลา