- หน้าแรก
- ตกลงว่าคุณทนายคนนี้เป็นอะไรกันแน่
- บทที่ 10 เขาเพิ่งทำงานได้แค่สองปีก็ได้เงินตั้งหกแสน งั้นพวกเราก็...
บทที่ 10 เขาเพิ่งทำงานได้แค่สองปีก็ได้เงินตั้งหกแสน งั้นพวกเราก็...
บทที่ 10 เขาเพิ่งทำงานได้แค่สองปีก็ได้เงินตั้งหกแสน งั้นพวกเราก็...
บทที่ 10 เขาเพิ่งทำงานได้แค่สองปีก็ได้เงินตั้งหกแสน งั้นพวกเราก็...
ข้อพิพาทแรงงานมักเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกอินเทอร์เน็ตเสมอ และในบรรดาประเด็นร้อนทั้งหลาย เรื่องนี้ถือว่าร้อนแรงที่สุด
ไม่มีเหตุผลอื่นใด เป็นเพราะมนุษย์เงินเดือนมีจำนวนมาก และทุกคนต่างก็อินกับเรื่องแบบนี้
ดังนั้น เมื่อคำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่าการตอบข้อความหลังเลิกงานหรือในวันหยุดพักผ่อนสามารถถือเป็นการทำงานล่วงเวลาได้ เหล่ามนุษย์เงินเดือนจำนวนมากจึงพากันดีใจจนเนื้อเต้น
"มันควรจะถูกกำหนดให้เป็นโอทีตั้งนานแล้ว! หลังเลิกงานฉันต้องคอยเฝ้าดูวีแชตตลอดเวลาเพราะกลัวว่าจะพลาดข้อความอะไรไป กลายเป็นว่าหลังเลิกงานเหนื่อยกว่าตอนทำงานซะอีก!"
"จริงที่สุด! วันหยุดสุดสัปดาห์เวลาพาลูกเมียไปเที่ยว ฉันก็ต้องแบกแล็ปท็อปไปด้วย เผื่อเจ้านายเรียกใช้งานกะทันหัน แล้วพวกเขาก็ไม่เคยคิดว่านี่คือการทำโอทีเลย"
"น่าสะอิดสะเอียนชะมัด ถ้าตอบข้อความช้าก็จะหาว่าไม่ตั้งใจทำงาน นอกเวลางานแท้ๆ จะมาหาว่าไม่ตั้งใจทำงานได้ยังไง ตกลงมันยังไงกันแน่เนี่ย?!"
"นี่หมายความว่าในอนาคตพวกเราก็สามารถยื่นฟ้องคดีทำนองนี้ และได้รับการสนับสนุนจากศาลด้วยใช่ไหม?"
พนักงานจำนวนมากต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ใต้ข่าว เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจของตนเอง
ช่วยไม่ได้ โซเชียลมีเดียพัฒนาไปไกล เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาเลิกงานก็ยิ่งเลือนรางลงเรื่อยๆ การทำโอทีแฝงกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่กฎหมายกลับยังก้าวตามไม่ทัน
จนทำให้หลายคนในตอนนี้เชื่อฝังหัวไปแล้วว่า ต้องเป็นการทำงานในเวลาปกติเท่านั้นถึงจะเรียกว่าการทำโอที แค่ตอบวีแชตจะไปนับเป็นโอทีได้ยังไง?!
ทว่าในเวลานี้ คำพิพากษาดังกล่าวได้ช่วยเบิกเนตรให้กับผู้คนจำนวนมากอย่างแท้จริง!
ยิ่งไปกว่านั้น ในข่าวยังระบุด้วยว่าโจทก์ไม่ได้จ้างทนายความเลยด้วยซ้ำ เขาชนะคดีด้วยตัวเอง!
นี่มันดราม่าสุดๆ ไปเลย ราวกับเป็นพระเอกในนิยายที่มาเติมเต็มความฝันชัดๆ!
พนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่งถูกบริษัทไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม แต่เขากลับยื่นฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาสูงลิ่ว แถมยังชนะคดีอีกต่างหาก ความรู้สึกแบบนี้มันจะสะใจขนาดไหนกันนะ?!
อย่างไรก็ตาม ป่าใหญ่ย่อมมีนกทุกชนิด บนโลกอินเทอร์เน็ตมักจะมีคนเสนอความคิดเห็นแปลกประหลาดอยู่เสมอ
แต่ถ้าลองมองดูดีๆ คุณจะพบว่าความคิดเห็นเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย...
ณ มหานครโม่ตู หลินอู๋ฉางกำลังเลื่อนดูข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตอย่างสบายอารมณ์ เขาเคยเป็นทนายความ แถมยังพ่วงตำแหน่งนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมวิทยาอะไรเทือกนั้นด้วย ใช่แล้ว เขาคือผู้เชี่ยวชาญตามมาตรฐานชาวเน็ตนั่นแหละ
เขามักจะตีพิมพ์บทความหรือแสดงความคิดเห็น และต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับกระแสสังคมในทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะตรงกับสายงานที่เขาถนัดหรือไม่ก็ตาม
แล้วเขาก็มาเห็นประเด็น "การตอบวีแชตหลังเลิกงานนับเป็นโอที" เข้าพอดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นคนจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ทำนองว่า "ดูสิ เขาไม่ได้จ้างทนายด้วยซ้ำแต่ก็ยังชนะ" เขาก็รู้สึกขัดหูขัดตาขึ้นมาทันที!
ทนายความจัดว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีค่อนข้างสูง ท้ายที่สุดแล้ว วงการนี้ก็มีกำแพงกั้นในการเข้าถึงอยู่จริง และกำแพงที่ว่านั้นก็สูงเอาการเสียด้วย
ความคิดเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ผิดแปลกอะไร แต่ทนายความบางคนก็มีหัวคิดสุดโต่งเกินไป พวกเขามักจะอ่อนไหวกับหลายๆ ประเด็นเป็นพิเศษ
ตัวอย่างเช่นตอนนี้ เมื่อบอสหลินเห็นประโยคดังกล่าว เขาก็รู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก นี่มันหมายความว่ายังไง? หมายความว่าคนธรรมดาทั่วไปจะเก่งกาจและเป็นมืออาชีพกว่าทนายความอย่างพวกเขางั้นเหรอ?
ยิ่งไปกว่านั้น คดีนี้ยังเป็นคดีแรกที่มีการเรียกค่าชดเชยล่วงเวลาแฝงสูงลิบลิ่ว และตัวเขาเองก็รู้สึกขยะแขยงกับสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายแรงงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ไม่ต้องแปลกใจไปหรอก อย่าว่าแต่ตอนที่เพิ่งประกาศใช้กฎหมายนี้เลย แม้แต่ในตอนนี้ ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่เชื่อหัวปักหัวปำว่ากฎหมายแรงงานคือความชั่วร้ายอย่างแท้จริง!
ตรงนี้จำเป็นต้องอธิบายให้หลายคนเข้าใจเสียก่อน สิ่งที่เรามักจะพูดถึงและใช้กันอยู่ทุกวันนั้นเรียกว่า 'กฎหมายสัญญาจ้างแรงงาน' ในขณะที่สิ่งที่ชาวเน็ตหลายคนบอกว่าถูกตั้งขึ้นเพื่อปูทางเข้าสู่ WTO นั้นเรียกว่า 'กฎหมายแรงงาน'
สองอย่างนี้เป็นคนละเรื่องกัน กฎหมายสัญญาจ้างแรงงานผ่านความเห็นชอบในปี 2007 และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี 2008 ลองคำนวณดูสิว่ามันห่างจากการเข้าร่วม WTO กี่ปี...
แน่นอนว่าแม้แต่ตัวกฎหมายสัญญาจ้างแรงงานเอง ก็เคยก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างหนักในช่วงที่เพิ่งนำมาใช้ พวกเราให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของพนักงานในองค์กรที่มีอยู่มากเกินไป ซึ่งเรื่องแบบนี้แท้จริงแล้วกลับส่งผลเสียต่อการพัฒนาขององค์กรต่างๆ อันที่จริง การทำเช่นนี้จะก่อให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ บรรดาเถ้าแก่และประธานบริษัทหลายคนต่างก็แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่านี่คือการ 'สปอยล์ให้เสียคนก่อนที่จะรวย' หรือไม่ก็อ้างว่ามันจะนำไปสู่ความพินาศทางเศรษฐกิจ...
หลายคนคงพอจะรู้สถานการณ์ในตอนนั้นดี อินเทอร์เน็ตยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้ คนที่มีปากมีเสียงจนสังคมรับฟังล้วนเป็นกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า 'ชนชั้นนำ' หรือไม่ก็ 'ผู้ประกอบการ' ทั้งนั้น
ดังนั้น... สถานการณ์มันก็เป็นแบบนี้แหละ
และในตอนนี้ บอสหลินก็รู้สึกว่าเขาต้องออกมาพูดอะไรสักอย่าง ไม่นานนัก บทความที่จั่วหัวว่า "ได้ค่าล่วงเวลาสูงลิ่วแค่เพราะตอบวีแชต มันเป็นเรื่องดีจริงๆ หรือ?" ก็ถูกเผยแพร่ออกมา
"ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องดีเลยสักนิด ผมมองว่าคนที่ถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ที่ลุกขึ้นมาฟ้องร้องคดีนี้ ดูหน้าเงินเสียมากกว่า!"
"เงินน่ะได้มาจากการฟ้องร้องงั้นเหรอ? เงินมันต้องหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองต่างหาก เขาชนะคดีแต่สูญเสียความมีจริยธรรมไป เอาล่ะ ผู้ใช้แรงงานได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายสัญญาจ้างแรงงาน แล้วผู้ประกอบการล่ะ? พวกเขาจ่ายภาษีและสร้างงานให้คนทำ แต่ถ้าบริษัทต้องล้มละลาย พวกเขาก็ไม่เหลืออะไรเลย แล้วใครล่ะที่จะมาปกป้องพวกเขา?"
"ถ้าทุกคนเอาแต่ฟ้องร้องจนบริษัทต้องปิดตัวลง แล้วใครจะสร้างงานให้ทำ? ผมสงสัยจริงๆ ว่าสมองพวกคุณทำด้วยอะไร ถ้าไม่มีบริษัท พวกคุณจะไปหางานทำจากไหน? ไม่เคยได้ยินสำนวนที่ว่า 'เมื่อไร้ซึ่งหนัง แล้วขนจะไปเกาะที่ใด' หรือไง?"
"ผมไม่เห็นด้วยเลยจริงๆ ที่จะนับการตอบวีแชตหลังเลิกงานเป็นโอที คนที่ยื่นฟ้องคดีนั้นถ้าไม่โง่ก็เลวทราม และน่าจะค่อนไปทางเลวทรามเสียมากกว่า..."
เขาเขียนร่ายยาวเหยียด และทันทีที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป มันก็จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดมากยิ่งขึ้น!
มนุษย์เงินเดือนทุกคนย่อมอยากทำงานให้น้อยลงแต่ได้เงินมากขึ้น ความย้อนแย้งนี้ถือเป็นสัจธรรมพื้นฐานอยู่แล้ว
"สวีตตี้": ค่าล่วงเวลาตั้งหกแสน ฉันแค่สงสัยว่าทำงานมาสองปี เขาหาเงินให้บริษัทได้เท่าไหร่กันเชียว? พวกเขาไม่ควรทบทวนเรื่องนี้ก่อนเหรอ? ทำไมถึงต้องจ่ายเงินให้เขาเยอะขนาดนั้นด้วย?
"ดวงดาวและจันทรา": ฉันก็เห็นข่าวนี้เหมือนกัน ข้างใต้มีแต่คอมเมนต์ดีอกดีใจกันใหญ่ ฉันแค่รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ ถ้าทุกคนพากันไปฟ้องร้อง บริษัทไหนจะไปทนรับไหวล่ะ?!
"ฉางอันในห้วงนิทรา": ฉันก็คิดเหมือนกัน แต่ก็นะ สัดส่วนคนจบปริญญาตรีบนอินเทอร์เน็ตมีแค่หกเปอร์เซ็นต์ มีพวกไร้สมองเยอะเกินไป บทความนี้วิเคราะห์ได้ทะลุปรุโปร่งมาก!
"พูดถูกที่สุด! บริษัทไหนบ้างที่ไม่มีเหตุฉุกเฉิน? การแจ้งงานกะทันหันหลังเลิกงาน ฉันมองว่ามันเป็นเรื่องปกติมากนะ จะเหมาว่าเป็นโอทีได้ยังไง? งานนี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ!"
คอมเมนต์เหล่านี้จุดชนวนความไม่พอใจให้กับชาวเน็ตคนอื่นๆ จนทำให้ทั้งสองฝ่ายปะทะคารมกันอย่างดุเดือด
ในขณะเดียวกัน ที่บริษัทบลูเบิร์ด พนักงานแผนกปฏิบัติการต่างก็พากันยืนอึ้งเมื่อได้เห็นข่าวดังกล่าว!
เสี่ยวถังคนนั้น เขาฟ้องร้องเรียกค่าล่วงเวลาตั้งหกแสนหยวนเลยเหรอเนี่ย?
เขาเพิ่งทำงานที่นี่มาได้แค่สองปีเองนะ!
ทำงานสองปีก็ได้ตั้งหกแสน แล้วพวกเราล่ะ? พวกเราทำแบบนั้นบ้างไม่ได้เหรอ?
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น หัวหน้าหลิวที่กำลังจัดเก็บกวาดห้องทำงานของตัวเองอยู่ ก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาเหมือนกัน!
เขาเองก็ทำงานล่วงเวลาอย่างหนักมาตลอด ในเมื่อตอนนี้เจ้านายเป็นฝ่ายผิด!
และภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ในไม่ช้าก็มีคนเจอแอคเคานต์วิดีโอสั้นและเวยป๋อของถังฟางจิงจนได้
ทันใดนั้น คอมเมนต์จำนวนหนึ่งก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างล้นหลาม…