- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเปิดคณะงิ้วปราบผี
- บทที่ 201 - ยมทูตขาวดำ
บทที่ 201 - ยมทูตขาวดำ
บทที่ 201 - ยมทูตขาวดำ
บทที่ 201 - ยมทูตขาวดำ
ในวรรณกรรมไซอิ๋วเมื่อวานรหินร่ำเรียนวิชาสำเร็จกลับมาก็สามารถกำราบราชันปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำบุกอาละวาดวังบาดาลเพื่อทวงถามอาวุธและชุดเกราะใช้ชีวิตเสวยสุขในแต่ละวันอย่างสำราญใจ
ทว่าหลังจากเมามายกลับถูกยมทูตจากยมโลกกระชากวิญญาณไปจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการบุกอาละวาดแดนบาดาล
โจวเซิงไม่เคยคาดคิดเลยว่าตนเองจะมีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์ถูกกระชากวิญญาณเช่นนี้เหมือนกัน
ในเวลานี้โซ่ตรวนที่พันธนาการร่างของเขานั้นช่างแสนประหลาดบนนั้นคล้ายกับมีบทสวดบางอย่างสลักเอาไว้เปล่งประกายแสงสีเขียวเยือกเย็นอย่างน่าขนลุกท่ามกลางความมืดมิดและยังมีไอความตายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเกาะติดอยู่
เมื่อถูกโซ่ตรวนนี้มัดเอาไว้โจวเซิงก็รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ แม้แต่พลังอาคมก็คล้ายกับถูกผนึกเอาไว้จนหมดสิ้น
เคร้ง
เสียงโซ่ตรวนดังกังวานขึ้นพร้อมกับกระชากร่างของโจวเซิงให้เดินไปข้างหน้า
น้ำเสียงหยอกเย้าแกมเย้ยหยันดังขึ้น
"ผู้ร่ายรำงิ้ววิญญาณโจวเซิงฝีมือไม่เบาเลยนี่ข้าต้องร้องเรียกถึงเก้าครั้งวิญญาณถึงจะหลุดออกจากร่างลำคอของขุนนางอย่างข้าแหบแห้งไปหมดแล้วเจ้าเตรียมเงินค่าชามาให้บ้างหรือไม่"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหองโจวเซิงเงยหน้าขึ้นมองทันทีและได้พบกับร่างเงาอันแสนน่าสะพรึงกลัวและเย็นเยียบสองร่าง
คนหนึ่งหน้าขาวซีดราวกับทาแป้งรูปร่างสูงผอมบนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มพิลึกพิลั่นแลบลิ้นยาวเฟื้อยสวมหมวกทรงสูงในมือถือโซ่ตรวนกระชากวิญญาณ
อีกคนหนึ่งหน้าดำทะมึนรูปร่างเตี้ยอ้วนใบหน้าเคร่งขรึมแลบลิ้นยาวเช่นเดียวกันสวมหมวกขุนนางสีดำในมือถือตะบองคร่ำครวญจ้องมองมาด้วยแววตาดุดัน
หนึ่งดำหนึ่งขาวหนึ่งอ้วนหนึ่งผอมลักษณะอันโดดเด่นเช่นนี้ย่อมเป็นเครื่องยืนยันตัวตนของทั้งสองได้อย่างชัดเจน
ยมทูตขาวดำ
ตามตำนานเล่าขานแม้ทั้งสองท่านนี้จะเป็นยมทูตผู้กระชากวิญญาณแห่งยมโลกแต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่ตายไปจะได้รับการนำทางจากพวกเขา
โดยทั่วไปเมื่อคนธรรมดาสิ้นใจมักจะเป็นยมทูตธรรมดาที่มาทำหน้าที่กระชากวิญญาณผู้ที่สามารถทำให้ยมทูตขาวดำต้องออกโรงได้ด้วยตนเองนั้นหากไม่ใช่ผู้สูงศักดิ์หรือขุนนางใหญ่ที่มีวาสนาบารมีคุ้มครองก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีตบะแก่กล้าแต่กำลังจะสิ้นอายุขัย
โจวเซิงจ้องมองพวกเขาในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวเหน็บทว่าแววตากลับซ่อนความดุดันเอาไว้
เพราะผู้บัญชาการเปาเคยบอกเขาไว้ว่าในยมโลกแม้ยมทูตขาวดำจะไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตุลาการลู่แต่ก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก
การที่พวกเขามาปรากฏตัวเพื่อกระชากวิญญาณด้วยตนเองย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พวกเขามีต่อเขาและน้ำเสียงเย้ยหยันเมื่อครู่นี้ก็คงตั้งใจจะยั่วโมโหเขาเป็นแน่
เมื่อโจวเซิงคิดได้เช่นนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ย่อมต้องเตรียมเงินค่าชามาให้พวกท่านทั้งสองอยู่แล้วเพียงแต่รบกวนช่วยปลดโซ่ตรวนออกก่อนได้หรือไม่ข้าจะได้หยิบส่งให้พวกท่าน"
โซ่ตรวนกระชากวิญญาณนี้มีอำนาจสะกดข่มวิญญาณอย่างรุนแรงโจวเซิงต้องการจะสลัดเครื่องพันธนาการนี้ทิ้งไปก่อนมิเช่นนั้นตลอดการเดินทางนี้เขาจะไม่มีเรี่ยวแรงป้องกันตัวเลย
"หึหึ ช่างบังอาจนักเป็นแค่ผู้ร่ายรำงิ้ววิญญาณแต่กลับกล้าติดสินบนขุนนางยมโลกเพื่อให้ปลดปล่อยสมควรโดนโบยสามสิบไม้"
แววตาของยมทูตขาวเต็มไปด้วยความเย้ยหยันก่อนจะปรายตามองไปทางยมทูตดำ
ยมทูตดำพยักหน้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ทว่าดวงตากลับไหวระริกเขาถือตะบองคร่ำครวญลอยเข้ามาใกล้ก่อนจะเงื้อมือขึ้นหมายจะฟาดลงบนร่างของโจวเซิง
ในเสี้ยววินาทีนั้นแววตาของโจวเซิงก็แข็งกร้าวขึ้นมาและคิดในใจว่าแย่แล้ว
เขารู้ดีว่าการเดินทางสู่ยมโลกครั้งนี้ย่อมต้องเต็มไปด้วยอันตรายทว่าเขากลับไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะอันตรายถึงเพียงนี้เจตนาปองร้ายของอีกฝ่ายนั้นช่างโจ่งแจ้งเหลือเกิน
ตะบองคร่ำครวญนั่นไม่ใช่อาวุธธรรมดาทว่ามันคือของวิเศษประจำกายของยมทูตดำที่ใช้ฟาดฟันวิญญาณร้ายโดยเฉพาะแม้กระทั่งทำให้วิญญาณพิการได้เลยทีเดียว
หากขาของเขาต้องหักหรือได้รับบาดเจ็บย่อมต้องส่งผลกระทบต่อการแสดงงิ้วอย่างแน่นอนและเมื่อถึงเวลานั้นหากมีช่องโหว่แม้เพียงนิดเดียวเขาก็อาจจะต้องตายโดยไร้ที่กลบฝัง
โฮก
ในขณะที่ตะบองคร่ำครวญกำลังจะฟาดลงบนร่างของโจวเซิงเสียงคำรามของมังกรก็ดังกึกก้องขึ้นมาวิญญาณของเขาเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้าปรากฏเป็นร่างเงาของมังกรทองแห่งวาสนาสองตัวบินวนปกป้องคุ้มครองร่างกายน่าเกรงขามดั่งเทพยดา
เคร้ง
ตะบองคร่ำครวญนั่นถึงกับฟาดจนเกิดประกายไฟราวกับปะทะเข้ากับระฆังทองคำแม้แต่ยมทูตดำยังต้องถอยร่นไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึง
ยมทูตขาวเองก็แสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อโซ่ตรวนกระชากวิญญาณในมือของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมังกรทองแห่งวาสนาทั้งสองตัวนั้น
แววตาของโจวเซิงเผยความยินดีออกมา
เมื่อครู่นี้เขายังไม่คุ้นชินกับการที่วิญญาณหลุดออกจากร่างแต่ตอนนี้เขาเพิ่งค้นพบว่านอกจากพลังตบะที่เขามีแล้วทั้งมังกรคลั่งมังกรมัจฉาและกระบี่ก่อกำเนิดหยางบริสุทธิ์ก็ล้วนติดตามเขามาด้วย
หากจำเป็นเขาก็พร้อมจะฟาดฟันเครื่องพันธนาการเหล่านี้ทิ้งได้ทุกเมื่อ
"เอ๊ะ เป็นแค่ผู้ร่ายรำงิ้ววิญญาณแท้ๆ เหตุใดจึงมีวาสนาบารมีสูงส่งถึงเพียงนี้"
ยมทูตขาวดำเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจวาสนาบารมีอันน่าทึ่งเช่นนี้แทบจะเหมือนกับองค์ชายสักพระองค์หนึ่งเลยทีเดียวหรือว่าเขาจะเป็นสายเลือดของโอรสสวรรค์ที่ตกหล่นอยู่ท่ามกลางสามัญชน
"หึ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครแต่ตราบใดที่เจ้ายังเป็นผู้ร่ายรำงิ้ววิญญาณที่มีชื่อลงทะเบียนไว้ว่าจะต้องไปแสดงงิ้ววิญญาณในเทศกาลสารทจีนก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้"
แววตาของยมทูตขาวเปล่งประกายความดุร้ายหมายจะปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาทว่าจู่ๆ เขากลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
"พวกเราคือคณะงิ้วไม่ใช่นักโทษของพวกเจ้าหากตาแก่คนนี้จำไม่ผิดผู้ร่ายรำงิ้ววิญญาณในอดีตทุกรุ่นเวลาลงไปแสดงงิ้ววิญญาณเทศกาลสารทจีนก็ไม่ต้องถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนกระชากวิญญาณไม่ใช่หรือ"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบทว่าความราบเรียบนั้นกลับคล้ายกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทะแฝงไว้ด้วยรังสีอำมหิตที่ชวนให้หนาวสั่นไปถึงกระดูก
ยมทูตขาวดำสะดุ้งเฮือกในทันที
เคร้ง
โซ่ตรวนกระชากวิญญาณคลายออกโดยอัตโนมัติและหดกลับเข้าไปในมือของยมทูตขาวราวกับงูเหลือมที่ตื่นตระหนกและกำลังเลื้อยหนี
"ท่านอาจารย์"
โจวเซิงที่ได้รับอิสระอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มยินดีและตะโกนเรียกออกมาเสียงดัง
ภายใต้แสงจันทร์อวี้เจิ้นเซิงไปยืนอยู่ด้านหลังของยมทูตขาวดำตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้เส้นผมสีขาวปลิวไสวแววตาอันชราภาพคู่นั้นกลับกลายเป็นเย็นชาและแหลมคมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ในชั่วพริบตาตาแก่ที่แสนจะรักสนุกและไม่ยึดติดกับสิ่งใดในวันวานกลับแปรเปลี่ยนเป็นพญามารจอมสังหารที่มากพอจะทำให้เหล่าทวยเทพและภูตผีต้องหวาดหวั่น
"อวี้ อวี้เจิ้นเซิง"
"เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
"ข้ามาได้อย่างไรน่ะหรือ"
อวี้เจิ้นเซิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและแค่นหัวเราะ "งิ้ววิญญาณเทศกาลสารทจีนพวกเจ้ากังวลว่าข้าจะลงมือขัดขวางจึงได้ส่งคนคุ้นเคยมาถ่วงเวลาข้าเอาไว้ช่างน่าเสียดายเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้แล้วต่อให้ข้าจะกลายเป็นคนพิการขาเป๋เขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี"
เมื่ออวี้เจิ้นเซิงก้าวเข้ามาใกล้ใบหน้าอันแสนน่าเกรงขามของยมทูตขาวดำก็ปรากฏร่องรอยของความหวาดหวั่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"หากตอนนั้นคณะงิ้วสกุลจ้าวของพวกเราไม่สังหารยมทูตขาวดำตัวจริงทิ้งไปมีหรือที่พวกเจ้าสองคนจะได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งนี้"
"ว่าอย่างไรล่ะ เพิ่งจะนั่งเก้าอี้นี้ได้แค่ยี่สิบปีก็เริ่มเบื่อหน่ายแล้วหรือ"
เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์หัวใจของโจวเซิงก็สั่นสะท้าน
ที่แท้ทั้งสองคนนี้ก็ไม่ใช่ท่านเจ็ดและท่านแปดในตำนานเทพปกรณัมแต่เป็นผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งแทนในภายหลังยมทูตขาวดำตัวจริงนั้นร่วงหล่นด้วยน้ำมือของคณะงิ้วสกุลจ้าวที่อาจารย์ของเขาเป็นผู้นำอย่างนั้นหรือ
"นี่ นี่มัน"
"อวี้เจิ้นเซิงผู้ร่ายรำงิ้ววิญญาณเมื่ออายุครบสิบแปดปีจะต้องลงไปยมโลกเพื่อแสดงงิ้ววิญญาณเทศกาลสารทจีนนี่คือกฎที่ปรมาจารย์ของพวกเจ้าตั้งเอาไว้หรือว่าเจ้าคิดจะทำลายกฎอย่างนั้นหรือ"
ยมทูตขาวส่งเสียงตำหนิ
"กฎหรือ ท้ายที่สุดแล้วใครกันแน่ที่เป็นคนทำลายมันก่อน"
อวี้เจิ้นเซิงปรายตามองพวกเขาทั้งสองอย่างเย็นชาก่อนจะเดินสวนพวกเขาตรงไปยังลูกศิษย์ของตนแผ่นหลังของเขาคล้ายกับไร้ซึ่งการป้องกันตัวใดๆ
แววตาของยมทูตขาวดำวูบไหวทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครกล้าลงมือ
แม้จะเป็นเพราะงิ้วเรื่องสืบคดีเขายินซานในอดีตที่ทำให้พญายมราชพิโรธจนทำลายขาและพลังบำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ของอวี้เจิ้นเซิงไปแต่ทว่าชายผู้นี้ก็ยังคงสร้างเงามืดในใจของพวกเขาเอาไว้อย่างลึกซึ้งเกินไป
ในตอนนั้นเหล่าทวยเทพและภูตผีที่ต้องสิ้นชีพลงในงิ้วเรื่องนั้นมีจำนวนมากกว่าผู้ที่ร่วงหล่นในยมโลกตลอดช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาเสียอีก
และเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากชายชราร่างผอมบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา
"อวี้เจิ้นเซิงพวกเราไม่ได้เป็นคนทำลายกฎแต่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้าในอดีตที่แสดงงิ้วเรื่องสืบคดีเขายินซานจนทำให้พญายมราชพิโรธจากนั้นจึงมีคำสั่งให้พวกเราจับกุมดวงวิญญาณและไม่จำเป็นต้องเกรงใจผู้ร่ายรำงิ้ววิญญาณอีกต่อไป"
"เรื่องราวทั้งหมดนี้เจ้าเป็นคนก่อขึ้นมาเองทั้งนั้น"
[จบแล้ว]