- หน้าแรก
- ซุปตาร์หน้าใหม่ ขอฮุบค่ายตั้งแต่วันแรก
- บทที่ 30: เคยเห็นคนร้ายกาจ แต่ไม่เคยเห็นใครร้ายกาจขนาดนี้มาก่อน
บทที่ 30: เคยเห็นคนร้ายกาจ แต่ไม่เคยเห็นใครร้ายกาจขนาดนี้มาก่อน
บทที่ 30: เคยเห็นคนร้ายกาจ แต่ไม่เคยเห็นใครร้ายกาจขนาดนี้มาก่อน
บทที่ 30: เคยเห็นคนร้ายกาจ แต่ไม่เคยเห็นใครร้ายกาจขนาดนี้มาก่อน
ไป๋ถิงซิน "..." ร้ายกาจจริงๆ วิธีการก็แสนเรียบง่าย เน้นทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่ายให้ย่อยยับคามือ
เสิ่นเล่อเล่อ "ฉะ... ฉันทำแบบนั้นได้จริงๆ เหรอคะ"
ลู่ชิงอวี่ "ยังไม่สะใจพอเหรอครับ งั้นทำแบบนี้สิ คุณกับเพื่อนสนิทเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่เหรอ เข้าไปในแชทกลุ่มรุ่นแล้วป่าวประกาศให้เพื่อนคนอื่นๆ ที่รู้จักพวกคุณรู้เรื่องนี้ไปเลย"
"แล้วพ่อแม่ของเธอทำงานที่ไหนหรือเปล่าล่ะ หิ้วผลไม้ไปเยี่ยมพวกเขาที่ทำงานสิ แล้วก็ถือโอกาสบอกให้รู้กันถ้วนหน้าไปเลย พวกผู้ใหญ่น่ะห่วงหน้าตาตัวเองจะตายไป ปล่อยให้เพื่อนร่วมงานของพวกเขาได้ร่วมวงนินทาด้วยซะเลย"
เสิ่นเล่อเล่อถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย แต่ทำไมฟังดูแล้วมันช่างน่าตื่นเต้นสะใจขนาดนี้นะ วิธีนี้มันสะใจกว่าการทำเมินเฉยราวกับว่าผู้ชายคนนั้นตายไปแล้วตั้งเยอะ
เมื่อนึกถึงการหักหลังของทั้งคู่ก็ทำให้เธอเจ็บปวดเจียนตาย แต่พอคิดว่าชื่อเสียงของพวกเขาจะต้องป่นปี้และทุกคนที่รู้จักจะได้รับรู้ถึงวีรกรรมที่พวกเขาก่อ... กลายเป็นผู้ชายเฮงซวยกับผู้หญิงแพศยาในสายตาของสังคม... เธอกลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาตงิดๆ
ไป๋ถิงซิน "แบบนี้มันจะไม่... รุนแรงไปหน่อยเหรอ"
ลู่ชิงอวี่ทำหน้าซื่อตาใส "เธอทำอะไรผิดเหรอครับ เปล่าสักหน่อย"
ทุกคนหันไปมองเสิ่นเล่อเล่อ มันน่าขันตรงที่ พอพูดแบบนี้แล้ว เธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ นั่นแหละ การแขวนป้ายไวนิลมันผิดตรงไหน ซูเปอร์มาร์เก็ตก็แขวนป้ายไวนิลกันออกจะบ่อย
การส่งข้อความในแชทกลุ่มมันผิดกฎหรือไง แชทกลุ่มก็มีไว้เพื่อพูดคุยกันไม่ใช่เหรอ
คอมเมนต์ในไลฟ์สด: "ฮ่าๆๆ จะขำตายอยู่แล้ว จริงด้วย แขวนป้ายไวนิลมันผิดตรงไหน"
"รับทำป้ายไวนิลมืออาชีพครับ ใครเห็นคอมเมนต์นี้ติดต่อมาได้เลย"
"รับเขียนคำโฆษณาระดับพรีเมียม พี่สาวคนสวย ถ้าต้องการก็แอดมาได้เลยนะคะ ฝากกดไลก์ด้วย ขอบคุณค่ะ"
"น้องชายอายุยังน้อย แต่รับมือกับเรื่องพวกนี้เก่งชะมัด"
"นึกถึงแฟนเก่าเมื่อสองปีที่แล้วเลย ฉันมูฟออนไม่ได้มาตั้งสองปี แต่พอมาได้ยินคำพูดของลู่ชิงอวี่วันนี้ก็เหมือนบรรลุธรรมขึ้นมาทันที บ้าเอ๊ย ฉันจะไปสั่งทำป้ายไวนิลบ้าง"
หลังจากได้ลู่ชิงอวี่ช่วยวางแผนให้ เสิ่นเล่อเล่อที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้จนตาบวมก็กลับมาฮึกเหิมราวกับถูกฉีดเลือดไก่ เธอไม่ต้องการคำปลอบโยนอะไรอีกแล้ว
เมื่อรถพยาบาลมาถึง เธอก็ก้าวขึ้นรถไปเอง ก่อนไป เธอยังไม่ลืมที่จะขอบคุณลู่ชิงอวี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า "น้องชาย ขอบใจมากนะ เดี๋ยวพี่จะให้แม่ไปจุดตะเกียงน้ำมันคุ้มครองดวงชะตาให้เธอที่วัดนะ"
ลู่ชิงอวี่ "!!!" "ขอบคุณครับพี่สาว แต่ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องหรอก"
เขากลัวว่าตัวเองจะโดน 'ส่งวิญญาณ' ไปแทนซะมากกว่า
คำพูดของลู่ชิงอวี่ค่อนข้างสุดโต่งไปสักหน่อย พีดีจ้าวเลยกังวลว่าจะมีกระแสตีกลับในแง่ลบ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงนักแสดงระหว่างการถ่ายทำได้ นี่เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ในการถ่ายทอดสด เขาจึงได้แต่จับตาดูคอมเมนต์บนอินเทอร์เน็ตที่พูดถึงลู่ชิงอวี่อย่างใกล้ชิด
เขาคิดว่าผู้คนจะวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของลู่ชิงอวี่ แต่ที่ไหนได้ ทุกคนกลับคิดว่าไอเดียของเขายอดเยี่ยมมาก
"เฮ้อ ตอนฉันเลิกกับแฟน ถ้าได้เจอคนแบบลู่ชิงอวี่ก็คงดี ไม่อยากจะคิดเลยว่าฉันจะมีความสุขขนาดไหน"
"ฟังคำพูดของเขาประโยคเดียว ดีกว่าอ่านหนังสือมาสิบปี วันนี้ฉันตาสว่างแล้วจริงๆ"
"ความรู้ที่มีประโยชน์ที่สุดที่ได้รับในวันนี้ เซฟเก็บไว้รัวๆ"
คราวนี้ แขกรับเชิญชายในรายการต่างมองลู่ชิงอวี่ด้วยความระแวดระวัง ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าเขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องความรัก และเป็นแค่ผู้ชายทื่อๆ ที่ทำตัวเป็นเด็กๆ แต่พอได้เห็นวิธีที่เขาสอนผู้หญิงให้จัดการกับแฟนเก่าจอมเฮงซวย... ทั้งเป็นผู้ใหญ่ สะใจ แถมยังไม่ต้องลงทุนอะไรมาก... พวกเขาก็ได้ตระหนักว่าวิธีการของเขานั้นเก๋าเกมสุดๆ
แขกรับเชิญชายมองหน้ากัน หมอนี่อายุยังน้อย แต่ไม่ใช่คนที่จะไปล้อเล่นด้วยได้เลย เขาค่อนข้างจะร้ายกาจ แถมพวกเขายังไม่รู้ด้วยว่าหมอนี่จะแผลงฤทธิ์ขึ้นมาตอนไหน เพราะงั้นคงต้องระวังตัวกันไว้หน่อยแล้ว
ในซีซันที่แล้วของรายการ "เส้นทางแห่งรัก" มีคู่รักเกิดขึ้นหนึ่งคู่จากทั้งหมดสี่คู่ ถึงแม้แขกรับเชิญอีกหกคนที่เหลือจะไม่ได้จับคู่กัน แต่ผู้ชมหลายคนก็ยังจิ้นพวกเขากันอยู่ดี
ทว่ารายการ "เส้นทางแห่งรัก" ซีซันนี้เหลือเวลาอีกแค่สองวัน และดูทรงแล้วคงจะไม่มีคู่ไหนสมหวังกันเลยสักคู่
กิจกรรมสุดท้ายของทีมงานรายการคือทัวร์ "พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์" แบบไปเช้าเย็นกลับ
ตัวกิจกรรมเองไม่ได้น่าสนใจอะไรนัก มันเป็นแค่สถานที่ที่ทางรายการเลือกใช้เพื่อยกระดับความดูดีมีระดับของรายการและเผยแพร่วัฒนธรรมเท่านั้น
มีพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอยู่ห่างออกไปแปดสิบกิโลเมตร หลังจากนั่งรถมาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึง
ภัณฑารักษ์นำทีมงานออกมาต้อนรับพวกเขาและอธิบายเกี่ยวกับโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมต่างๆ
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีคอลเลกชันของสะสมอย่างครบครัน ทั้งเครื่องสัมฤทธิ์ เครื่องลายคราม ผ้าไหม เครื่องประดับทองและเงิน รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ ระหว่างที่เดินตามภัณฑารักษ์ แขกรับเชิญหญิงก็จะหยุดชื่นชมปิ่นปักผมหรือมงกุฎหงส์อยู่เป็นพักๆ
ส่วนแขกรับเชิญชายก็จะให้ความสนใจกับภาพอักษรวิจิตรและภาพวาดเสียมากกว่า
ในห้องจัดแสดงห้องหนึ่ง สิ่งของที่นำมาจัดแสดงนั้นเป็นของที่เหมือนกันเป็นคู่ๆ ซูจิงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นจึงเอ่ยถามขึ้น
"คุณภัณฑารักษ์ครับ ทำไมของในห้องจัดแสดงนี้ถึงมีคู่ที่เหมือนกันเป๊ะไปซะทุกชิ้นเลยล่ะครับ"
ภัณฑารักษ์ยิ้มรับ หยิบการ์ดที่พีดีจ้าวเตรียมไว้ให้ล่วงหน้าออกมา แล้วเริ่มอ่าน
"ขอแสดงความยินดีกับทุกคนด้วยครับ ที่ทริกเกอร์ภารกิจใหม่สำเร็จ"
เมื่อได้ยินภัณฑารักษ์พูดเช่นนั้น แขกรับเชิญหลายคนก็รีบเข้ามารุมล้อมทันที
เหยาอีอี "คุณภัณฑารักษ์คะ ภารกิจอะไรเหรอคะ"
ในตอนนั้นเอง ก็มีคนวัยสี่สิบกว่าปีสามคนก้าวออกมาจากด้านหลังของภัณฑารักษ์ เมื่อเห็นว่าทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว ภัณฑารักษ์ก็พูดต่อ
"ภารกิจสุดท้ายของรายการก็คือ การแยกแยะโบราณวัตถุของจริงกับของปลอมครับ ในห้องจัดแสดงนี้มีโบราณวัตถุของแท้อยู่สิบเอ็ดชิ้น และข้างๆ แต่ละชิ้นจะมีของทำเทียมวางคู่กันอยู่ ทั้งสามคนที่อยู่ข้างหลังผมนี้คืออาสาสมัครสามท่าน ตอนนี้แขกรับเชิญจะต้องมาแข่งขันกับอาสาสมัครทั้งสามคนนี้ ใครที่สามารถระบุของแท้ได้มากที่สุด จะได้รับเงินสด 200,000 หยวนเป็นรางวัลครับ"
ลู่ชิงอวี่: ถ้าพูดเรื่องเงินล่ะก็ ผมนี่ตาสว่างเลยครับ เนื่องจากนี่เป็นการออกรายการครั้งแรกของเขา ค่าตัวที่ได้รับจึงมีแค่ 180,000 หยวนเท่านั้น แต่เงินรางวัลนี้ตั้ง 200,000 หยวน ซึ่งมากกว่าค่าตัวทั้งรายการของเขาเสียอีก ถ้าเขาชนะภารกิจนี้ เขาก็สามารถเอาเงินไปเช่าอพาร์ตเมนต์เพื่อเปิดบริษัทและใช้เป็นออฟฟิศได้เลย
แขกรับเชิญคนอื่นๆ ถึงกับปวดขมับเมื่อมองไปที่โบราณวัตถุที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะเหล่านั้น
ไป๋ถิงซิน "คุณภัณฑารักษ์คะ พวกเราไม่มีความรู้เรื่องโบราณวัตถุเลยนะคะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องแยกแยะยังไง แบบนี้มันยากเกินไปสำหรับพวกเราหรือเปล่าคะ"
คนทั้งสามที่ยืนอยู่ข้างภัณฑารักษ์เอ่ยขึ้น "พวกเราสามคนก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกันครับ"
ไป๋ถิงซิน "แล้วเกมนี้วัดกันที่อะไรล่ะคะ"
ภัณฑารักษ์หรี่ตายิ้ม "ดวงครับ"
แขกรับเชิญคนอื่นๆ "..."
ภัณฑารักษ์กล่าวต่อ "มันยังพอมีจุดสังเกตความแตกต่างระหว่างของจริงกับของปลอมอยู่บ้างครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความลำบากให้พวกคุณหรอกนะ ผมได้พูดถึงรายละเอียดพวกนี้ไปบ้างแล้วตอนที่อธิบายเกร็ดความรู้เกี่ยวกับโบราณวัตถุเมื่อสักครู่นี้ ขอแค่พวกคุณสังเกตให้ดี ก็จะหาความแตกต่างเจอแน่นอนครับ"
แขกรับเชิญทั้งเจ็ดยังคงขมวดคิ้วมุ่น ปัญหาสำคัญก็คือเมื่อกี้พวกเขาไม่ได้ตั้งใจฟังเลยสักนิด มัวแต่ปั้นหน้าทำทรงให้กล้องถ่ายเท่านั้นเอง
ลู่ชิงอวี่ยกมือขึ้นแล้วพูดว่า "ผมมีคำถามครับ"
ภัณฑารักษ์ "เชิญครับ"
ลู่ชิงอวี่ "เงินรางวัล 200,000 หยวนนี้ ให้ทั้งทีมที่ชนะ หรือให้เป็นรายบุคคลครับ"