เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: สีเอ้อหูเปิดหมวกริมถนน

บทที่ 2: สีเอ้อหูเปิดหมวกริมถนน

บทที่ 2: สีเอ้อหูเปิดหมวกริมถนน


บทที่ 2: สีซอเอ้อหูเปิดหมวกริมถนน

เวลาหกโมงครึ่ง ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืดสลัว แสงไฟริมถนนสว่างไสวขึ้นมาแล้ว ลู่ชิงอวี่เดินออกมาจากใต้สะพานลอย ทอดน่องไปแถวนั้นพลางคิดว่าหากหางานที่มีที่พักและอาหารให้สักสองสามวันได้ก็คงดี

รอบๆ จัตุรัสกลางเมืองส่วนใหญ่เป็นร้านดอกไม้และร้านกาแฟ ซึ่งไม่ใช่ที่ที่จะมีที่พักหรืออาหารให้

ลู่ชิงอวี่เดินลัดเลาะไปจนสุดจัตุรัสก็ยังไม่เห็นวี่แววของงานที่มีที่พักให้ เขาคิดว่าคงต้องหาซอกมุมอุ่นๆ สักแห่งเพื่อซุกหัวนอนในคืนนี้ ทว่าตอนที่หันหลังกลับ เขากลับเหลือบไปเห็นชายชราคนหนึ่งกำลังสีซอเอ้อหูเปิดหมวกขอทานอยู่

ภายใต้แสงไฟริมถนน ชายชรานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก มีไมโครโฟนจิ๋วหนีบไว้กับขาตั้งโน้ตและมีลำโพงพกพาวางอยู่ข้างๆ ฝีมือการสีของเขาไม่ได้มีอะไรพิเศษ ซ้ำท่วงทำนองยังฟังดูแปร่งหู ทว่ากระป๋องบิสกิตตรงหน้ากลับเต็มไปด้วยธนบัตร

ในบรรดาคนที่เดินผ่านไปมาสิบคน จะต้องมีสักเจ็ดคนที่โยนเงินให้ ทั้งแบงก์ห้า แบงก์สิบ แบงก์ยี่สิบ หรือแม้กระทั่งแบงก์ร้อยสองร้อย กะคร่าวๆ ดูแล้วน่าจะได้สักห้าหกร้อยหยวนเข้าไปแล้ว ข้างกระป๋องยังมีคิวอาร์โค้ดสำหรับสแกนจ่ายเงิน หญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่าน ล้วงกระเป๋าแล้วพบว่าไม่มีเงินสด ก็ยังอุตส่าห์สแกนคิวอาร์โค้ด เสียงระบบจากโทรศัพท์ของชายชราดังขึ้น "รับเงินผ่านอาลีเพย์ ยี่สิบหยวน"

ลู่ชิงอวี่สบถด่าในใจเป็นหมื่นๆ คำ

โลกนี้ช่างใจดีกับนักดนตรีเหลือเกินหรือ? ทักษะแค่นี้ก็หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำขนาดนี้เลยเชียว? ถ้าอย่างนั้นฉัน... พอคิดได้แบบนี้ หัวใจของลู่ชิงอวี่ก็เต้นแรงขึ้นมา เขาเริ่มเรียนเปียโนตอนสามขวบ ไวโอลินตอนสี่ขวบ เครื่องเป่าเครื่องสายอะไรก็ล้วนเคยจับมาหมด แม้จะไม่ได้เป็นปรมาจารย์ซอเอ้อหู แต่รับรองว่าฝีมือต้องกินขาดคุณตาคนนี้อย่างแน่นอน

ลู่ชิงอวี่ก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปหาทันที

เพลงของชายชรายังไม่จบ ลู่ชิงอวี่จึงนั่งยองๆ รออยู่ใกล้ๆ

แม้ท่วงทำนองจะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่คุณตากลับเล่นด้วยอินเนอร์เต็มเปี่ยม เมื่อเพลงจบลง เขาก็เห็นเด็กหนุ่มผมทองสภาพซอมซ่อแต่หน้าตาหล่อเหลานั่งอยู่ตรงหน้า

ชายชราก้มลงหยิบแบงก์ร้อยซึ่งเป็นธนบัตรใบใหญ่ที่สุดในกล่องออกมา

"ไอ้หนู เอาไปหาอะไรกินซะนะ"

ลู่ชิงอวี่: โห คุณตาใจดีเกินไปแล้ว

"ผมไม่ได้มาขอเงินครับ"

ชายชรามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า "แล้วเอ็งมาทำไมล่ะ..."

ลู่ชิงอวี่: "คุณตาครับ ผมขอลองเล่นดูหน่อยได้ไหม?"

เขาบุ้ยใบ้ไปทางซอเอ้อหู

ชายชรากะพริบตาอย่างนึกขบขัน ซอเอ้อหูเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเล่นยาก เด็กสมัยนี้โตมากับเปียโนกันทั้งนั้น มีแต่ผู้ชายรุ่นเขาเท่านั้นแหละที่ยังเล่นอยู่ เจ้าหนุ่มนี่ไม่มีทางเล่นเป็นแน่ คงแค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้น

"พ่อหนุ่ม นี่มันซอเอ้อหูนะ ไม่ใช่ว่าใครจะจับก็เล่นได้หรอก"

ลู่ชิงอวี่: "ผมทราบครับ ผมเล่นเป็น"

แววตาของชายชราฉายความไม่เชื่อถือ

ทว่าท่าทางของเด็กหนุ่มก็ดูไม่ได้ล้อเล่น หรือว่าปู่ของเขาจะเคยสอนมา?

ด้วยกลัวว่าลู่ชิงอวี่จะมาเล่นสนุก ชายชราจึงถามย้ำ "เอ็งเล่นเป็นจริงๆ รึ?"

ดวงตาสีเข้มของลู่ชิงอวี่ทอประกายจริงใจสุดๆ "อืม ให้ผมลองสักเพลงเถอะครับ ถ้ามีคนให้เงินเรามา แบ่งกันคนละครึ่งดีไหมครับ?"

ชายชรายิ้มกริ่ม เรื่องเงินน่ะไม่ใช่ปัญหา เขามีบ้านเรือนสี่ประสานอยู่ในเมืองหลวงถึงสองหลัง แถมยังมีไร่นาในชนบทอีกสามร้อยเอเคอร์ การมาเปิดหมวกสีซอก็แค่กิจกรรมยามว่างเท่านั้นแหละ

"เอาสิ ลองดูก็ได้"

เขาลุกขึ้นสละที่นั่งให้

ลู่ชิงอวี่รับซอเอ้อหูมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็ก ปรับระดับขาตั้งไมค์ให้สูงขึ้นเพื่อให้รับทั้งเสียงร้องและเสียงดนตรี

"คุณตาอยากฟังเพลงอะไรครับ? เดี๋ยวผมเล่นให้ฟัง"

ไม่ว่าจะเป็นเพลงหนานหนีวาน เพลงพระจันทร์เสี้ยว หรือเพลงนัดพบที่เอ๋าเปา เขาก็พอจะงัดมาเล่นได้สักสองสามท่อน

ชายชราเอ่ยขึ้น "มั่นใจขนาดนั้นเชียว? งั้นเอาเพลง 'ดอกไม้งามสีแดง' ก็แล้วกัน"

ลู่ชิงอวี่: ??? "ดอกไม้ ทำไมดอกไม้ถึงแดงนักหรือครับ?"

ชายชราส่ายหน้า "ไม่ใช่ ชื่อเพลง 'ดอกไม้งามสีแดง' ต่างหากล่ะ ไม่รู้จักงั้นรึ? งั้นเพลง 'พวกเราล้วนเป็นพี่น้องที่ดี' ล่ะ?"

ลู่ชิงอวี่ส่ายหน้า ชายชราจึงลองเสนออีกเพลง "'ชนแก้วสิเพื่อนเก่า' ล่ะ?"

ลู่ชิงอวี่: !!! เขาประมาทไปหน่อย ช่องว่างระหว่างวัยของพวกเขามันช่างกว้างใหญ่เสียเหลือเกิน

เห็นดังนั้น ชายชราก็หัวเราะร่วน "นั่นมันเพลงที่ฮิตที่สุดในติ๊กต็อกตอนนี้เลยนะ เอ็งไม่รู้จักเรอะ?"

ลู่ชิงอวี่: "คุณตาครับ แล้วเพลง 'ห่างกันพันลี้' ผลงานชิ้นเอกของคุณเฟ่ยอวี่ชิงล่ะครับ?"

ชายชรา: "เฟ่ยอะไรนะ?"

ลู่ชิงอวี่: "เฟ่ยอวี่ชิงไงครับ... คุณตาไม่เคยได้ยินชื่อนี้จริงๆ เหรอ?"

คราวนี้ชายชราส่ายหน้า "ไม่เคยได้ยินเลย ฉันคงตามเพลงที่พวกวัยรุ่นฟังกันไม่ค่อยทันน่ะ"

จู่ๆ ลู่ชิงอวี่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ประกายความคิดสว่างวาบขึ้นมา "ถ้าอย่างนั้น คุณตารู้จักเจย์ โจวไหมครับ?"

ชายชราส่ายหน้า ลู่ชิงอวี่ขนลุกซู่ "แล้วถูหงกาง เซวียจือเชียน วงฟีนิกซ์เลเจนด์ หรือวงเซคันด์แฮนด์โรสล่ะครับ?"

ยิ่งชายชราได้ฟังก็ยิ่งงุนงง "ฉันดูติ๊กต็อกกับหลานสาวทุกวัน ยัยหนูนั่นเจื้อยแจ้วชื่อนักร้องให้ฟังออกบ่อย ฉันก็รู้จักตั้งหลายคนนะ แต่ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อพวกนี้เลยล่ะ?"

ขุมทรัพย์กองโตก่อร่างสร้างตัวขึ้นในหัวของลู่ชิงอวี่ เยี่ยมไปเลย เขารู้วิธีหาเงินก้อนแรกแล้ว พรุ่งนี้เขาจะไปหาร้านอินเทอร์เน็ตแล้วจัดการจดลิขสิทธิ์ให้หมด

ด้วยอารมณ์เบิกบานใจสุดขีด เขาจึงเอ่ยว่า "คุณตาครับ เดี๋ยวผมจะเล่นเพลงอมตะสุดคลาสสิกสำหรับคนทะลุมิติให้ฟัง... เพลง 'หลานถิงซวี่' ครับ"

ชายชราไม่เข้าใจหรอกว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร แต่ก็ยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี "เอาสิ ลองว่ามาเลย"

ลู่ชิงอวี่ลองทดสอบเสียงซอเอ้อหู... เสียงดีเกินคาด จากนั้นก็ลองเทสต์ไมค์ โห อุปกรณ์ดูบ้านๆ แต่คุณภาพเสียงระดับเทพเลยนะเนี่ย

"คุณตาครับ อุปกรณ์ของคุณตาเจ๋งสุดๆ ไปเลย"

"แหงล่ะ หลานสาวฉันซื้อให้นี่นา"

เธอทุ่มเงินไปกว่าสองแสนหยวนเพื่อสั่งทำเครื่องเสียงชุดนี้โดยเฉพาะ เพียงเพื่อให้คุณตาได้ทำตามใจชอบที่จัตุรัสแห่งนี้

บรรดาคู่รักพากันเดินทอดน่อง ใกล้ๆ กันมีพ่อค้าเร่ขายของเล่นหลอกล่อเด็กๆ ลูกค้าร้านกาแฟก็นั่งจิบกาแฟร้อนรับลมเย็นยามค่ำคืนอยู่ด้านนอก

ท่ามกลางความจอแจ จู่ๆ ท่วงทำนองหนึ่งก็ดังกังวานขึ้น สะกดให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดฝีเท้าลงอย่างลืมตัว

ซอเอ้อหูมีช่วงเสียงที่กว้างขวาง น้ำเสียงทุ้มกังวานเปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เมื่อบทนำของเพลงหลานถิงซวี่บรรเลงขึ้น มันก็ราวกับมีเรื่องราวบทหนึ่งกำลังถูกร้อยเรียงเปิดเผยออกมา

ชายชรากะพริบตาปริบๆ... ยอดฝีมือเพียงขยับก็รู้ผล เด็กหนุ่มคนนี้คือปรมาจารย์ของจริง

เสียงซอเอ้อหูลอยไปได้ไกล ห่างออกไปห้าสิบเมตร ซูจี้ซิงที่กำลังจิบกาแฟอยู่ถึงกับสะดุ้งตัวลุกพรวด

แม้จะไม่ได้เป็นนักดนตรีมืออาชีพ แต่เขาก็ปั้นนักร้องมามากพอที่จะแยกแยะของดีชั้นเลิศได้ในทันที

สไตล์การเล่นแบบนี้ไม่เหมือนสิ่งใดที่เขาเคยได้ยินมาก่อน น้ำเสียงของซอเอ้อหูแฝงไปด้วยความห่างไกล ทว่าอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ

ซูจี้ซิงผุดลุกขึ้นยืน สัญชาตญาณของผู้จัดการนักร้องตะโกนก้องบอกเขาว่าขุมทองกำลังกวักมือเรียกอยู่

เขาทิ้งแก้วกาแฟแล้วเดินตามเสียงเพลงไปจนถึงมุมถนนฝั่งตรงข้ามของจัตุรัส... แล้วก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังสีซอเอ้อหูอยู่

ซูจี้ซิงก้าวเข้าไปใกล้ ตรงกับจังหวะที่ลู่ชิงอวี่เริ่มเปล่งเสียงร้องพอดี

จบบทที่ บทที่ 2: สีเอ้อหูเปิดหมวกริมถนน

คัดลอกลิงก์แล้ว