- หน้าแรก
- นักเวทเพิ่มพลังไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 30 การพูดคุยอย่างเป็นมิตร
บทที่ 30 การพูดคุยอย่างเป็นมิตร
บทที่ 30 การพูดคุยอย่างเป็นมิตร
"แล้วถ้าท่านลงมือต่อสู้กับอีกฝ่าย ท่านมั่นใจว่าจะรับมือไหวไหมครับ"
เหอเฉียวอวี่เอ่ยถามอีกครั้ง
"หากอีกฝ่ายมีระดับพลังเท่ากับฉัน โอกาสชนะก็คือ 50 ต่อ 50"
ถังฉี่หย่วนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
ซี๊ด
เหอเฉียวอวี่กับซ่งจิ่งหรานอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ
ต้องรู้ไว้ก่อนนะว่า อัศวินผนึกเวทถือเป็นดาวข่มโดยธรรมชาติของผู้มีอาชีพสายเวทมนตร์เลยทีเดียว
โดยทั่วไปแล้ว เมื่ออยู่ในระดับเดียวกัน พวกเขาสามารถบดขยี้ผู้มีอาชีพสายเวทมนตร์ได้อย่างง่ายดาย
แต่ใครจะไปคิดว่า ในตอนนี้ถังฉี่หย่วนกลับบอกว่าทำได้แค่เสมอกับอีกฝ่ายเท่านั้น
"แต่ถ้าฉันร่วมมือกับสัตว์อสูรพาหนะ ก็มีโอกาสชนะถึง 8 ส่วน"
ถังฉี่หย่วนเอ่ยเสริมขึ้นมาอย่างใจเย็น
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ"
เหอเฉียวอวี่รู้สึกโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก แต่ในใจก็แอบบ่นกะปอดกะแปดว่า ทำไมท่านไม่พูดให้จบในรวดเดียวเล่า
กิ๊ซ!
ทันใดนั้น เสียงร้องของนกฟีนิกซ์ที่ดังกึกก้องกังวานทะลุชั้นเมฆและแหวกอากาศก็ดังระเบิดขึ้น
บนท้องนภาอันกว้างใหญ่ สายลมพัดพามวลเมฆให้ม้วนตัว ราวกับปุยเมฆบนท้องฟ้าหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
นั่นไม่ใช่เสียงร้องของนกธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเสียงร้องเรียกจากจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของสายเลือดหงส์มารหลิงซวี เสียงนั้นทั้งดังกังวานและทรงพลัง กึกก้องราวกับเสียงอสนีบาตจากสรวงสวรรค์ที่ฟาดผ่าลงมากลางทะเลเมฆ และยังคล้ายคลึงกับเสียงหวีดหร้องอันแหลมคมของสายลมที่ฉีกกระชากห้วงอากาศ คลื่นเสียงแผ่ขยายออกไปเป็นระลอกๆ ทันทีที่เสียงนี้กระทบโสตประสาท ก็สั่นสะเทือนจนพลังงานวิญญาณระหว่างฟ้าดินปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง กระแสลมแรงบนที่สูงม้วนตัวกลับอย่างกะทันหัน แม้แต่ปุยเมฆก็ยังถูกเสียงร้องของหงส์มารกระแทกจนแตกสลายและปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า
เดิมทีรอบกายของอัศวินผนึกเวทถังฉี่หย่วนจะมีมิติสยบเวทก่อตัวขึ้นมาเองตามธรรมชาติ พลังงานธาตุใดๆ ล้วนถูกกดข่มเอาไว้อย่างสมบูรณ์
แต่ท่ามกลางเสียงร้องของนกฟีนิกซ์นี้ กลับมีเค้าลางของการถูกทำลายล้างอย่างเห็นได้ชัด
บนท้องฟ้าเบื้องบน ยอดฝีมือทั้ง 3 คนที่ยืนอยู่เหนือหมู่เมฆ ล้วนมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ภายในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
สัตว์อสูรพาหนะที่อยู่ใต้เท้าของพวกเขายิ่งมีสภาพย่ำแย่กว่า
กริฟฟอนวายุคลั่งถูกคลื่นเสียงกระแทกจนสลบเหมือดคาที่ ร่างของมันร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศในทันที
โชคดีที่เหอเฉียวอวี่และซ่งจิ่งหรานตัดสินใจอย่างฉับไว รีบใช้ม้วนคัมภีร์เวทมนตร์ที่สลักเวทลอยตัวเอาไว้ จึงสามารถรักษาสภาพการลอยตัวเอาไว้ได้อย่างทุลักทุเล
ส่วนสิงโตสวรรค์คุกทมิฬ ทั่วทั้งร่างของมันมีแสงเย็นเยียบสว่างวาบขึ้นมา ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ เกล็ดสีม่วงเข้มบนตัวของมันเปล่งประกายเจิดจ้า
ความหวาดกลัวปะทุขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ นั่นคือความเคารพยำเกรงที่มาจากส่วนลึกของสายเลือด เป็นความหวาดหวั่นตามสัญชาตญาณเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันดั้งเดิมของสัตว์เทพยุคโบราณ
วินาทีต่อมา ท่ามกลางทะเลเพลิงก็ปรากฏพายุหมุนสีเขียวครามก่อตัวขึ้น หงส์มารหลิงซวีตัวหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กางปีกสีเขียวครามที่กว้างใหญ่จนบดบังแสงอาทิตย์ ยืนหยัดอย่างสง่างามอยู่กลางเวหา
หงส์มารหลิงซวีสยายขนสีเขียวหยกที่อาบไล้ไปด้วยแสงสว่างแห่งโลกหลิงซวี ปลายปีกสีเขียวอมฟ้าแหวกว่ายท่ามกลางหมู่เมฆและสายลม หางยาว 9 จั้งทิ้งตัวลงมา แสงสีเขียวไหลเวียนไปมา รอบกายมีกระแสลมสีเขียวหมุนวนซ้อนทับกัน เกิดขึ้นเองโดยไร้ซึ่งสายลม สายลมหมื่นลี้ล้วนยอมสยบและพัดวนอยู่รอบกายของมัน
ท่วงท่าของหงส์มารสีเขียวนั้นทั้งงดงามและดุดัน หัวของมันเชิดขึ้นอย่างสง่างาม
เสียงร้องของนกฟีนิกซ์ที่ดังกึกก้องทะลุชั้นเมฆเมื่อครู่นี้ ก็เปล่งออกมาจากปากของมันนั่นเอง ดวงตาสีเขียวมรกตทอประกาย จ้องมองลงมายังเบื้องล่างด้วยความเย่อหยิ่ง เผยให้เห็นถึงความจองหองและความน่าเกรงขามของราชันหงส์แห่งสายลมอย่างเต็มเปี่ยม
อานุภาพระดับนี้ ย่อมไม่ใช่หงส์ธรรมดาอย่างแน่นอน
และบนแผ่นหลังของหงส์มารหลิงซวีที่ทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือนและผู้คนหวาดผวาตัวนี้ ในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งชุน และเย่อหยิ่งยิ่งกว่า กลับมีเงาร่างสีทองแดงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง
นั่นก็คือเจียงหยวนที่กำลังขี่หงส์มารหลิงซวีอยู่นั่นเอง
เพียงแต่ในเวลานี้ เจียงหยวนยังคงรักษาสถานะร่างสถิตเทพเพลิงเอาไว้
คนภายนอกไม่มีทางมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาได้เลย มองเห็นเพียงแค่ร่างเทพสีทองแดงเท่านั้น
"พวกคุณมาหาฉัน มีธุระอะไรหรือ"
เจียงหยวนเปล่งเสียงอันน่าเกรงขามออกมา
เช่นเดียวกับที่ถังฉี่หย่วนและคนอื่นๆ รู้สึกตกตะลึง
ภายในใจของเจียงหยวนเองก็ประหลาดใจเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน
สำหรับคนทั้ง 3 ที่อยู่ตรงหน้านี้ เจียงหยวนย่อมรู้จักเจ้าเมืองเหอเฉียวอวี่และประธานกิลด์ซ่งจิ่งหรานที่มักจะปรากฏตัวในงานสาธารณะอยู่บ่อยครั้งอย่างแน่นอน
แต่ในเวลานี้ ทั้ง 2 คนกลับเป็นเพียงแค่ผู้ติดตามเท่านั้น
คนที่เป็นผู้นำก็คืออัศวินผนึกเวทที่มีเลเวลสูงถึง 172
ข้อมูลเลเวลและอาชีพของผู้มีอาชีพ สามารถเลือกที่จะตั้งค่าให้แสดงผลต่อสาธารณะได้เหมือนกับฉายาความสำเร็จ
เพียงแต่ว่า โดยทั่วไปแล้วผู้มีอาชีพมักจะเลือกซ่อนเอาไว้
ท้ายที่สุดแล้ว การเปิดเผยเลเวลและตำแหน่งของตัวเอง ก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยความแข็งแกร่งของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ตกเป็นเป้าหมายของคนอื่นได้ง่าย และอาจถูกโจมตีที่จุดอ่อนได้
แต่สาเหตุที่อัศวินผนึกเวทถังฉี่หย่วนไม่ได้ปกปิดข้อมูลเลเวลและอาชีพของตัวเอง
หลักๆ เป็นเพราะเบื้องหลังของเขาคือตัวแทนของสหพันธ์ การเดินทางมาในครั้งนี้ก็เพื่อปกป้องเมืองซานไห่ ซึ่งแฝงไว้ด้วยเจตนาที่จะแสดงแสนยานุภาพ
สำหรับผู้มีอาชีพสายเวทมนตร์ส่วนใหญ่แล้ว การได้เห็นอัศวินผนึกเวทก็เหมือนกับการได้พบเจอกับดาวข่มตามธรรมชาติ
แทบจะไม่มีผู้มีอาชีพสายเวทมนตร์คนไหนกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับอัศวินผนึกเวทเลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้แบบตัวต่อตัว ซึ่งอัศวินผนึกเวทแทบจะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน
"กระผมคือผู้ตรวจการของสหพันธ์ เขตรับผิดชอบในการลาดตระเวนคือบริเวณรัฐหนานเจียงและพื้นที่โดยรอบ"
"เมื่อได้ยินข่าวว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ประหลาดที่มีฝนดาวตกเพลิงร่วงหล่นลงมาที่ซากเมืองเทียนไห่อย่างต่อเนื่อง เกรงว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเมืองฐานทัพในบริเวณใกล้เคียง จึงได้เดินทางมาตรวจสอบดู"
"ไม่ทราบเลยว่าท่านกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ขออภัยที่มารบกวน"
หลังจากที่ถังฉี่หย่วนตกตะลึงไปชั่วครู่ เขาก็ยังคงรักษาสถานะที่ไม่เย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตนจนเกินไปเอาไว้ได้
แต่ในน้ำเสียงนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเผยให้เห็นถึงความเคารพยำเกรง
ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดเผยสถานะและจุดประสงค์ของการมาเยือนในนามของสหพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มีความคิดที่จะตั้งตัวเป็นศัตรูกับเจียงหยวนอีกด้วย
ช่วยไม่ได้ หากอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่มหาจอมเวทระดับเปลี่ยนอาชีพครั้งที่ 6 ที่ควบคุมพลังแห่งเปลวเพลิงขั้นสูงสุด ถังฉี่หย่วนในฐานะอัศวินผนึกเวท ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
แต่หากรวมเข้ากับหงส์มารหลิงซวีที่มีความแข็งแกร่งถึงระดับเปลี่ยนอาชีพครั้งที่ 6 เช่นเดียวกัน ต่อให้เขาจะมีสัตว์อสูรพาหนะ เกรงว่าโอกาสชนะก็คงมีไม่มากนัก
แน่นอนว่า การที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะผิดใจและต่อสู้กัน นั่นเป็นเพียงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น
"อ้อ หากฝนดาวตกเพลิงที่พวกคุณพูดถึง หมายถึงสกิลที่ฉันร่ายออกมาล่ะก็"
"ไม่นึกเลยว่าจะทำให้ทางการต้องตื่นตระหนก"
"พวกคุณวางใจเถอะ ฉันจะไม่ทำลายเมืองซานไห่หรอกนะ"
เจียงหยวนนิ่งคิดไปไม่กี่วินาที
เดิมทีเขาคิดว่าอย่างมากที่สุดก็คงจะดึงดูดความสนใจจากทางการเมืองซานไห่เท่านั้น ดังนั้นต่อให้จะสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ เขาก็ไม่กลัว
แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะดึงดูดความสนใจจากสหพันธ์ จนถึงขั้นส่งยอดฝีมือมาตรวจสอบโดยเฉพาะ
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบัน การจะรับมือกับผู้มีอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองซานไห่ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
แต่หากมองไปถึงระดับสหพันธ์ล่ะก็ มันแทบจะไม่คู่ควรให้พูดถึงเลย
โดยเฉพาะเมื่อสหพันธ์เป็นฝ่ายลงมือ ส่งอัศวินผนึกเวทซึ่งเป็นดาวข่มของนักเวทมาจัดการ
เจียงหยวนเคยศึกษาเกี่ยวกับอาชีพระดับมหากาพย์อย่างอัศวินผนึกเวทมาบ้างแล้ว
และตัวเองก็ยังเป็นอาชีพนักเวทที่ถูกข่มทางอีกด้วย
บางทีหากอัศวินผนึกเวทลงมือ พลังงานธาตุในร่างกายของเขาอาจจะใช้งานไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น เช่นเดียวกับถังฉี่หย่วน ภายในใจของทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มีความรู้สึกหวาดระแวงอยู่ลึกๆ
"ถ้าอย่างนั้นเรื่องทั้งหมดนี้ก็คงเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดใช่ไหมครับ"
ถังฉี่หย่วนฝืนยิ้มออกมา
"เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ นั่นแหละ"
เจียงหยวนเห็นด้วยกับคำพูดนี้เป็นอย่างมาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกฝ่ายก็ล้วนแฮปปี้
ในที่สุดก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจของเหอเฉียวอวี่และซ่งจิ่งหรานที่ไม่ได้พูดอะไรมาตลอด ก็ถูกยกออกไปเสียที
"ถ้าอย่างนั้นไม่ทราบว่าท่านเดินทางมาจากที่ใด แล้วเป็นคนของสหพันธ์เราหรือไม่ครับ"
พอได้ยินเจียงหยวนพูดจาผ่อนปรน ภายในใจของถังฉี่หย่วนก็โล่งอกขึ้นมาเปราะหนึ่ง
อย่างน้อย เขาก็ตัดความเป็นไปได้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดออกไปได้แล้ว
เจียงหยวนไม่ได้มีความคิดเป็นศัตรูกับพวกเขา
"ใช่"
เจียงหยวนพยักหน้า
"ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลย ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านดำรงตำแหน่งอะไรในสหพันธ์หรือครับ"
ถังฉี่หย่วนลองหยั่งเชิงถามดู
คนตรงหน้านี้มีความแข็งแกร่งอย่างต่ำก็ระดับเปลี่ยนอาชีพครั้งที่ 6 ย่อมไม่ใช่บุคคลนิรนามที่ไม่มีใครรู้จักอย่างแน่นอน
เพียงแต่ เจียงหยวนไม่ได้ตอบคำถามนี้
"เป็นผมที่เสียมารยาทเอง"
"ถ้าอย่างนั้น ไม่ทราบว่าท่านพอจะบอกนามแฝงให้ทราบได้หรือไม่ครับ"
"แบบนี้ ผมจะได้มีคำตอบไปรายงานเบื้องบนของสหพันธ์ และถือเป็นการปิดฉากภารกิจในครั้งนี้ด้วย"
"สำหรับบุคคลที่เป็นมิตรซึ่งลงทะเบียนไว้กับสหพันธ์ วันหน้าหากบังเอิญไปพบเจอผู้มีอาชีพคนอื่นๆ ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการปะทะกันโดยไม่จำเป็นได้ครับ"
ถังฉี่หย่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอวิธีประนีประนอมขึ้นมา