- หน้าแรก
- เจ็ดวันสลับโลก เทพยุทธ์ข้ามภพ
- บทที่ 260 - เจ้ากำลังรอสิ่งใด
บทที่ 260 - เจ้ากำลังรอสิ่งใด
บทที่ 260 - เจ้ากำลังรอสิ่งใด
บทที่ 260 - เจ้ากำลังรอสิ่งใด
สิ้นเสียงตวาดแผ่วเบาของศิษย์พี่หญิงจาง ยอดเขาทั้งเก้าเบื้องล่างก็ถูกถอนรากถอนโคนลอยละลิ่วขึ้นมา พวกมันหมุนวนรอบกายของนาง อาศัยวงจรพลังวิญญาณในความว่างเปล่าเชื่อมโยงทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่ง
"สำนักจิ่วซานมียอดฝีมือระดับฮว่าเสินงั้นหรือ"
สีหน้าของเฒ่าโลหิตแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง ยามนี้เขาไม่สนคำสั่งของท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว
กระบี่บินเบื้องหน้าพุ่งทะลวงผ่านความว่างเปล่าในพริบตา หมายจะทิ่มแทงเข้าใส่ศิษย์พี่หญิงจาง ทว่ากลับถูกพลังวิญญาณที่รายล้อมยอดเขาทั้งเก้าสกัดกั้นเอาไว้ ก่อเกิดเป็นสภาวะก้ำกึ่งสูสีกัน
เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าของเฒ่าโลหิตก็ยิ่งย่ำแย่ลง
เขากวักมือคราหนึ่ง กระบี่บินทั้งสองเล่มก็ลอยกลับมาพร้อมกัน คล้ายกับเริ่มระแวดระวังตัว
...
"เจ้าปลุกร่างต้นตื่นขึ้นมาได้จริงๆ หรือ"
บนพื้นผิวของผนังภูเขาลูกที่เก้าปรากฏใบหน้าหนึ่งขึ้นมา
ใบหน้านี้ละม้ายคล้ายคลึงกับศิษย์พี่หญิงจางเป็นอย่างยิ่ง ทว่าน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยกลับเป็นของปรมาจารย์จิ่วซาน
เห็นได้ชัดว่ากระบี่ของเฒ่าโลหิตเมื่อครู่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อย ทำได้เพียงอาศัยตัวภูเขาเพื่อยื้อลมหายใจเฮือกสุดท้าย
"ไม่หรอก... ปรมาจารย์กลมกลืนสู่วิถีเต๋าไปตั้งนานแล้ว" ศิษย์พี่หญิงจางถอนหายใจเสียงแผ่ว
"แล้วเจ้าเชิญปรมาจารย์ที่ไหนกัน"
"..."
"ข้าหรือ"
ศิษย์พี่หญิงจางพยักหน้ารับ
"เดี๋ยวสิ ข้าก็แค่ให้เจ้ายืมใบหน้ามาใช้ แล้วเจ้าจะให้ข้าไปสู้กับระดับฮว่าเสินเนี่ยนะ"
ยามนี้สถานการณ์คับขัน ศิษย์พี่หญิงจางย่อมไม่มีเวลามาอธิบาย นางเพียงเอ่ยปากว่า "ล่วงเกินแล้ว!"
บนร่างของนางมีวงจรพลังวิญญาณสารพัดรูปแบบถักทอประสานกัน ที่เขาด้านหลัง ยันต์รูปลักษณ์ขุนเขาสายน้ำทั้งสี่แผ่นทะลวงภูเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สาดส่องแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วทุกสารทิศ
วงจรพลังวิญญาณที่อยู่ภายในนั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
ยันต์วิเศษนานาชนิดโบยบินออกจากยันต์รูปลักษณ์ขุนเขาสายน้ำ พุ่งตรงไปยังยอดเขาทั้งเก้าเบื้องล่าง ก่อนจะหมุนวนกลับเข้ามาในร่างของศิษย์พี่หญิงจาง
ทั้งสามสิ่งนี้กำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเลือนราง
ใบหน้าที่ปรากฏบนภูเขาอันตรธานหายไปอีกครั้ง
...
เมื่อศิษย์พี่หญิงจาง ยันต์รูปลักษณ์ขุนเขาสายน้ำ และภูเขาทั้งเก้าหลอมรวมเป็นหนึ่ง
บนท้องฟ้าในรัศมีสามพันลี้โดยรอบ พลันบังเกิดแสงริ้วเมฆสีทองแดงสาดส่องลงมาอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อเห็นปรากฏการณ์ฟ้าดินเช่นนี้
มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นก็ค่อยๆ หันหน้าไปมองผู้วิเศษทงหมิงที่อยู่ด้านข้าง "นี่สำนักจิ่วซานมีคนเลื่อนขั้นเป็นระดับฮว่าเสินแล้วหรือ"
"ก่อนหน้านี้ข้าเคยตรวจดูอาการของปรมาจารย์แห่งสำนักจิ่วซานผู้นั้นแล้ว มันเป็นไปไม่ได้หรอก..." ผู้วิเศษทงหมิงขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจอย่างยิ่ง "ปรมาจารย์จิ่วซานผู้นั้นจับพลัดจับผลูก้าวเข้าสู่วิถีแห่งฮว่าเสินก็จริง ทว่าร่างต้นของเขามีความพิเศษเกินไป อีกทั้งยังผูกพันกับเวรกรรมในฟ้าดินแห่งนี้ลึกซึ้งเกินไป... เขากลมกลืนสู่วิถีเต๋าไปตั้งนานแล้ว"
"แล้วปรากฏการณ์ฟ้าดินนี่ล่ะ"
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะตัดสินใจเหาะทะยานมุ่งหน้าไปยังสำนักจิ่วซาน
เฒ่าโลหิตกำลังจ้องมองศิษย์พี่หญิงจางพลางขมวดคิ้ว
"ระดับฮว่าเสินหรือ ไม่ถูก... นี่มันคือการบรรลุมรรคผลของเผ่าพันธุ์อื่นที่ล้มเหลวไปแล้วต่างหาก..."
"เจ้าที่เป็นแค่ระดับหยวนอิงขั้นต้น ถึงกับเอาร่างกายของตัวเองไปแทนที่ตัวตนที่ถูกลบเลือนไปแล้วเชียวหรือ"
"จางอู๋อี... จางอู๋อี"
เฒ่าโลหิตทอดถอนใจ "มิน่าเล่าท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ถึงได้ให้ความสำคัญกับเจ้านัก..."
ผู้วิเศษทงหมิงและมหาปราชญ์ชิงอวิ๋นที่เพิ่งมาถึงต่างก็สบตากัน ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง สีหน้าของพวกเขาบ่งบอกประโยคเดียวว่า...
นี่มันใช่สิ่งที่ระดับหยวนอิงขั้นต้นจะทำได้หรือ
...
ทว่าศิษย์พี่หญิงจางกลับไม่สนใจว่าเขาจะพูดอะไร นางเพียงหันไปมองผู้วิเศษทงหมิง
ผู้วิเศษทงหมิงย่อมเข้าใจความคิดของนางดี... นางต้องการร่วมมือ!
พอลองสัมผัสถึงอานุภาพพลังของนางอย่างละเอียด กลับพบว่าแข็งแกร่งกว่าตัวเขาเองถึงสามส่วน
โดยเฉพาะพลังวิญญาณอันแสนจะหนักแน่นที่อัดแน่นอยู่ในชีพจรวิญญาณของภูเขาทั้งเก้าลูก ทำเอาเขาถึงกับต้องหนังตากระตุก
เขาเปลี่ยนความคิดชั่วครู่ กระจกวิเศษก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ยามนี้แสงวิเศษสีฟ้าเจิดจรัสขึ้นกว่าเดิมถึงสามเท่า ท่ามกลางแสงวิเศษมียันต์วิเศษพุ่งทะยานออกมาระลอกแล้วระลอกเล่าพุ่งตรงเข้าใส่เฒ่าโลหิต
ทันทีที่ผู้วิเศษทงหมิงขยับตัว ศิษย์พี่หญิงจางก็ยกมือขึ้น ยอดเขาทั้งเก้าที่อยู่รอบกายพลันมารวมตัวซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ อย่างรวดเร็ว
ยันต์รูปลักษณ์ขุนเขาสายน้ำยิ่งร่วงหล่นลงสู่ยอดเขาที่สูงที่สุดในหมู่ขุนเขา หลอมรวมเข้ากับยอดเขาอีกครั้ง เปล่งประกายระยิบระยับอยู่บนหน้าผา
ศิษย์พี่หญิงจางใช้มือเรียวเล็กกดลง
หมู่ขุนเขาราวกับได้ยินคำสั่ง พวกมันพุ่งเข้าชนเฒ่าโลหิตอย่างเกรี้ยวกราด
ยามนี้เบื้องหน้าของเฒ่าโลหิตมีเทือกเขาสูงชันพุ่งเข้าหา
เบื้องหลังก็มีการโจมตีของผู้วิเศษทงหมิง
ทว่าเขากลับไม่ได้ตื่นตระหนก กระบี่บินทั้งสองเล่มพุ่งไปข้างหน้าหนึ่งเล่ม พุ่งไปข้างหลังหนึ่งเล่ม เข้าปะทะกับขุนเขาและแสงวิเศษอย่างละกระบวนท่า กลับกลายเป็นว่าสามารถป้องกันเอาไว้ได้ทั้งหมด
แต่ใบหน้าของเฒ่าโลหิตกลับบิดเบี้ยวถมึงทึงในฉับพลัน ดูเหมือนจะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
"สหายเต้าจางช่างร้ายกาจนัก เอาอีก!"
ผู้วิเศษทงหมิงมองเห็นโอกาสชนะ จึงร้องตะโกนก้องเตรียมจะลงมืออีกครั้ง
มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างยิ่งมีสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ
เขามองเห็นได้อย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้แค่ผู้วิเศษทงหมิงรับมือกะบี่บินเพียงเล่มเดียวก็ตึงมือเต็มทนแล้ว แต่พอร่วมมือกับจางอู๋อี กลับทำให้เฒ่าโลหิตต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่
หากคำนวณเช่นนี้...
จางอู๋อีผู้นี้กลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้วิเศษทงหมิงเสียอีกหรือ
พอนึกขึ้นได้ว่าเดิมทีจางอู๋อีมีระดับพลังเพียงหยวนอิงขั้นต้น ยามนี้กลับสามารถอาศัยวิธีที่ไม่มีใครล่วงรู้ ยกระดับตัวเองจนแข็งแกร่งกว่ายอดฝีมือระดับฮว่าเสินที่อยู่มานานได้
พรสวรรค์เช่นนี้...
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ!
ยามนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจเฉกเช่นเดียวกับเฒ่าโลหิต ว่าเหตุใดปรมาจารย์มารต้าจื้อไจ้ถึงได้ให้ความสำคัญกับจางอู๋อีนางนี้นัก
"ชิงอวิ๋น! เจ้ายังจะยืนดูอยู่อีกหรือ"
คิดไม่ถึงว่าเฒ่าโลหิตจะหันมาเอ่ยปากกับเขา
เขาถลึงตาใส่มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นด้วยความโกรธเกรี้ยว เห็นได้ชัดว่าเริ่มร้อนรนขึ้นมาบ้างแล้ว
"ข้อตกลงที่ท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์มีต่อเจ้า คือให้เจ้าขัดขวางผู้วิเศษทงหมิงเอาไว้ไม่ใช่หรือ!"
"ข้าก็ขวางแล้ว ข้าเกลี้ยกล่อมจนเขาเกือบจะไปอยู่แล้ว" มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นเอ่ย "เจ้าดันไปแหย่เขาเอง..."
"..."
สีหน้าของเฒ่าโลหิตแปรเปลี่ยนไปมาอยู่หลายหน
มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างจริงๆ
อย่างไรเสียเขาก็เปลืองน้ำลายไปไม่น้อย กระทั่งสามารถยึดพันธมิตรร้อยเซียนมาได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อด้วยซ้ำ
มาตอนนี้เฒ่าโลหิตกลับมือบอน ไปเล่นงานผู้วิเศษทงหมิงเข้า...
แล้วจะไม่ให้เขาตอบโต้เลยหรือไง
ศิษย์พี่หญิงจางและผู้วิเศษทงหมิงต่างก็ยืนดูอยู่ด้านข้าง
เมื่อเห็นว่าทั้งสองดูเหมือนจะไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผู้วิเศษทงหมิงก็กลอกตาพลางเอ่ยขึ้น "สหายเต้าชิงอวิ๋น ยามนี้ท่านก็เห็นแล้ว... รากฐานของสำนักเซียนไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะจินตนาการได้..."
มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นไม่เอ่ยสิ่งใด
คำพูดนี้แทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง
สำนักจิ่วซานแห่งนี้เมื่อก่อนไม่ค่อยมีชื่อเสียงโด่งดังนัก เขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ทว่าตอนนี้จู่ๆ ก็มียอดฝีมือระดับฮว่าเสินโผล่พรวดขึ้นมา...
เรื่องนี้มันชวนให้คน... ไม่สิ ปีศาจอย่างเขาอกสั่นขวัญแขวนเกินไปแล้ว
"ยามนี้กลับตัวกลับใจก็ยังไม่สาย..."
ศิษย์พี่หญิงจางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเช่นกัน
ถึงตอนนี้เธอก็มองออกแล้วว่า มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นผู้นี้เป็นพวกคิดเล็กคิดน้อย...
แต่พูดกันตามตรง นางไม่ได้มองผู้วิเศษทงหมิงในแง่ดีนักหรอก
"ชิงอวิ๋น!" ทว่าเฒ่าโลหิตกลับแค่นเสียงเย็น "วันนั้นเจ็ดมหาปราชญ์แห่งเผ่าปีศาจของเจ้า ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับนิกายศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา... มาตอนนี้เจ้าจะเสียใจภายหลังงั้นหรือ"
สีหน้าของมหาปราชญ์ชิงอวิ๋นสลับไปมา เห็นได้ชัดว่าเมื่อเทียบกับปรมาจารย์มารต้าจื้อไจ้แล้ว ชื่อของเจ็ดมหาปราชญ์กลับทำให้เขาใส่ใจมากกว่า
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ทอดถอนใจแล้วจำแลงร่างเป็นเผิงปีกทอง พุ่งทะยานเข้าหาผู้วิเศษทงหมิง
ผู้วิเศษทงหมิงยื่นมือออกไปเรียกกระจกวิเศษกลับมา แล้วเข้าต่อสู้พัวพันกับอีกฝ่ายทันที
เฒ่าโลหิตเผยรอยยิ้ม เขาหันหน้ากลับมา กระบี่บินทั้งสองเล่มในมือเชื่อมโยงกลิ่นอายเข้าด้วยกัน อานุภาพกลับรุนแรงกว่าเดิมถึงหนึ่งเท่าตัว
"จางอู๋อี... ท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์เป็นคนรักคนมีความสามารถ หากยามนี้เจ้ายอมจำนนแต่โดยดี ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า"
เห็นได้ชัดว่า ต่อให้ก่อนหน้านี้จะเพลี่ยงพล้ำไปบ้าง แต่ยามนี้เมื่อปราศจากผู้วิเศษทงหมิง เขาก็มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถจัดการศิษย์พี่หญิงจางได้อย่างแน่นอน
ศิษย์พี่หญิงจางไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่ยอดเขาทั้งเก้าที่อยู่เบื้องหน้ายังคงรวมตัวกันอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่มีทีท่าว่าจะยอมรามือเลยแม้แต่น้อย
...
เฒ่าโลหิตขมวดคิ้ว ท่าทางดูรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง "ข้าไม่รู้ว่าเจ้าใช้วิธีใด ถึงได้ใช้ระดับพลังเพียงหยวนอิงขั้นต้นแสดงอานุภาพระดับฮว่าเสินออกมาได้..."
"พรสวรรค์เช่นนี้กระทั่งข้าก็ยังอดเลื่อมใสไม่ได้"
"แต่เจ้าในยามนี้ก็เหมือนกับเด็กสามขวบถือค้อนเหล็กอันใหญ่... เจ้าจะยืนหยัดไปได้อีกนานแค่ไหนกัน"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้วิเศษทงหมิงก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองกลับไป ถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าวงจรพลังวิญญาณบนร่างของจางอู๋อีนั้น ดูเหมือนจะใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
เมื่อมองดูสีหน้าของจางอู๋อีที่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพียงแต่ขบกรามแน่น
เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าคำพูดของเฒ่าโลหิตนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก
การกุมพลังที่เหนือกว่าระดับของตนเอง ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนบางอย่างเสมอ
เบื้องล่าง เจ้าสำนักและอาจารย์อาผางสบตากัน สีหน้ายิ่งเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
แต่ในเวลานี้พวกเขาทั้งสองไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้เลยแม้แต่น้อย
ยามนี้จู่ๆ เจ้าสำนักก็ตาเป็นประกาย เขาส่งกระแสจิตไปหาศิษย์พี่หญิงจาง "หลานศิษย์จาง ยามนี้เจ้าสามารถหอบภูเขาทั้งเก้าหนีไปได้เลยนะ"
เดิมทีพวกเขากลับมาก็เพื่อชีพจรวิญญาณของสำนักจิ่วซานเท่านั้น
เมื่อดูจากสภาวะของศิษย์พี่หญิงจางในตอนนี้ ถึงขั้นสามารถเคลื่อนย้ายยอดเขายักษ์ทั้งเก้านี้ได้
เช่นนั้นแล้วเหตุใดต้องมาสู้รบตบมืออยู่ที่นี่ด้วยเล่า
คิดไม่ถึงว่าศิษย์พี่หญิงจางจะส่ายหน้าเบาๆ คล้ายกับปฏิเสธคำแนะนำของเขา
ภายในใจเจ้าสำนักเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
เมื่อเห็นนางส่ายหน้า เฒ่าโลหิตก็ตีความว่านางปฏิเสธตนเองเช่นกัน
เขาส่ายหน้าพลางเอ่ยขึ้น "ดื้อด้านไม่เข้าเรื่อง เช่นนั้นก็โทษข้าไม่ได้แล้ว!"
สิ้นเสียง กระบี่บินทั้งสองเล่มในมือก็พุ่งทะยานออกไปขนานกัน กลิ่นอายระหว่างกระบี่ทั้งสองผสานเข้าด้วยกัน แปรเปลี่ยนเป็นแสงวิเศษสีแดงและสีดำสองสายพุ่งเข้าปะทะกับภูเขาทั้งเก้า
แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ยันต์รูปลักษณ์ขุนเขาสายน้ำบนยอดเขาสว่างวาบสลับมืดมน ดูเหมือนจะรับมือไม่ค่อยไหวแล้ว
ศิษย์พี่หญิงจางขบกรามแน่น บนใบหน้าอดไม่ได้ที่จะเผยความเจ็บปวดออกมา
ดูท่าความมั่นใจของเฒ่าโลหิตจะไม่ได้ไร้มูล ยามนี้ศิษย์พี่หญิงจางก็ยังคงสู้การลงมืออย่างสุดกำลังของเขาไม่ได้อยู่ดี
"เป็นอย่างไรบ้าง"
เฒ่าโลหิตดูเหมือนจะยังคงอยากจับเป็นศิษย์พี่หญิงจาง จึงเอ่ยถามอีกครั้ง
ศิษย์พี่หญิงจางไม่เอ่ยสิ่งใด นางเพียงยกมือขึ้นอีกครั้ง ภูเขาทั้งเก้าก็เปล่งประกายแสงวิเศษวาบขึ้นมาอีกระลอก
...
ผู้วิเศษทงหมิงมองดูการต่อสู้ของทั้งสอง ก่อนจะหันไปมองมหาปราชญ์ชิงอวิ๋น
มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นผู้นั้นช่างเป็นคนเจ้าเล่ห์เสียจริง ร่างของเขาสว่างวาบจำแลงกายเป็นบัณฑิตหนุ่ม แล้วเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง
ดูท่าทางเหมือนตั้งใจจะปล่อยให้เขาหนีเอาตัวรอดไปได้เสียอย่างนั้น
"..."
สีหน้าของผู้วิเศษทงหมิงแปรเปลี่ยนไปมา เขาประสานมือคารวะ ก่อนจะเหาะทะยานหายลับไปในเบื้องหน้าโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง
มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นไม่ได้ลงมือจริงๆ เขาเพียงเอามือไพล่หลัง ยืนมองการต่อสู้ระหว่างเฒ่าโลหิตและศิษย์พี่หญิงจางอยู่แต่ไกล
ในดวงตาของเขามีแสงสีทองสว่างวาบสลับมืดมิด บนใบหน้าฉายแววครุ่นคิด ทว่าก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าแทรกแซงการต่อสู้ของคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
เป็นดั่งที่เฒ่าโลหิตกล่าวไว้
เดิมทีศิษย์พี่หญิงจางก็อยู่ในระดับหยวนอิงขั้นต้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร การควบคุมพลังระดับฮว่าเสินก็ยิ่งตึงมือมากขึ้นเท่านั้น
นานวันเข้านางก็เริ่มตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
เฒ่าโลหิตดูเหมือนจะยังแอบหวังว่าจะจับเป็นนางให้ได้ หรือไม่ก็แอบหวั่นเกรงอาณาเขตของนางอยู่บ้าง จึงยินยอมปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆ
คนทั้งสองต่อสู้กันตั้งแต่รุ่งสางจวบจนตะวันตกดิน จากยามจันทร์คล้อยลอยเหนือปลายหลิวไปจนถึงรุ่งอรุณสาง พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่หญิงจางอ่อนแรงลงเต็มที แสงวิเศษบนภูเขาทั้งเก้าก็ค่อยๆ หม่นหมองลงเช่นกัน
มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นส่ายหน้า ดูเหมือนจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
บนใบหน้าของเฒ่าโลหิตก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ
จางอู๋อีผู้นี้ประหลาดเกินไปแล้ว พลังวิญญาณของผู้ที่จำแลงกายจากเผ่าพันธุ์อื่นทว่ายังไม่บรรลุมรรคผลผู้นั้นช่างมหาศาลเหลือเกิน
โชคดีที่เวลายังอยู่ข้างเขา...
"เฒ่าโลหิต..." ในตอนที่เขาเพิ่งจะเผยรอยยิ้มออกมา จู่ๆ ศิษย์พี่หญิงจางก็เอ่ยปากขึ้น "ข้ากำลังรอศิษย์น้องของข้าอยู่..."
"เจ้ากำลังรอสิ่งใด"
เฒ่าโลหิตชะงักไป ทันใดนั้นเหนือศีรษะพลันสว่างไสวเจิดจ้า พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงอาทิตย์สองดวงแขวนเด่นอยู่บนท้องฟ้า ไม่เพียงเท่านั้น กลางเวหายังมีจันทร์เสี้ยวอีกหนึ่งดวงพร้อมด้วยดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ
วินาทีต่อมา เงาของระฆังทองคำใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางทะเลดาว
ระฆังทองคำแกว่งไกวไปมากลางความว่างเปล่าสองครั้ง
ท้องฟ้าก็พลันถูกปกคลุมไปด้วยเมฆฝนฟ้าคะนอง อสนีบาตนับหมื่นสายร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝน
เฒ่าโลหิตยังไม่ทันได้สติกลับมา
มหาปราชญ์ชิงอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างก็ร้องเสียงหลง "สระอสนีบาต! ของวิเศษระดับต้งเทียน!"
พูดจบเขาก็จำแลงร่างเป็นเผิงปีกทองอีกครั้ง ทะยานตัวไปพร้อมกับแสงสีทอง หลบหนีหายไปในความห่างไกล ช่างเด็ดขาดและรวดเร็วยิ่งนัก
เมื่อเฒ่าโลหิตได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
อสนีบาตเหล่านั้นฟาดฟันจนแม่น้ำสีเลือดบนท้องฟ้าแตกกระเจิงไปเสียก่อน
กระบี่บินเล่มหนึ่งของเฒ่าโลหิตส่งเสียงร้องโหยหวน คล้ายกับได้รับบาดเจ็บสาหัส
ยามนี้ศิษย์พี่หญิงจางก็สบโอกาส ภูเขาทั้งเก้าเบื้องหน้านางรวมตัวกันอีกครั้งก่อนจะค่อยๆ หดเล็กลง กระทั่งกลายสภาพเป็นตราประทับ ด้านล่างของตราประทับมีอักขระสี่ตัวสลักไว้ว่า 'รูปลักษณ์ขุนเขาสายน้ำ'
ตราประทับนี้หมุนติ้วๆ พุ่งเข้ากดทับกระบี่บินอีกเล่มหนึ่ง กระบี่บินเล่มนั้นดูราวกับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อกร ไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่บนใบหน้าของศิษย์พี่หญิงจางกลับฉายแววเจ็บปวดมากขึ้นไปอีกสามส่วน
เห็นได้ชัดว่าการโจมตีครั้งนี้สร้างความกดดันให้แก่จิตวิญญาณของนางอย่างมหาศาล
ทว่าเพียงชั่วพริบตา กระบี่บินทั้งสองเล่มของเฒ่าโลหิต เล่มหนึ่งถูกสยบ อีกเล่มก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
บนท้องฟ้า เสียงระฆังสุริยันจันทราดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า เมฆฝนฟ้าคะนองก็ก่อตัวขึ้นก้อนแล้วก้อนเล่า
อสนีบาตนับหมื่นสายฟาดฟันลงมาใส่เขาอย่างถี่ยิบ
สีหน้าของเฒ่าโลหิตแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านก่อนจะแตกสลายกลายเป็นเมฆสีเลือด พริบตาเดียวก็ลอยกระจายไปทั่วทุกทิศทุกทาง
เขาเองก็หนีไปแล้วเช่นกัน
"ศิษย์น้องเจิ้ง!"
ศิษย์พี่หญิงจางร้องเรียก กระบี่บินเล่มนั้นคล้ายกับเห็นเจ้านายหลบหนีไปแล้ว มันจึงพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตจนตราประทับเริ่มจะกดเอาไว้ไม่อยู่
เจิ้งฝ่ารับรู้ได้ด้วยใจ เขาเข้าใจดีว่าศิษย์พี่หญิงจางกำลังบอกว่าอย่าตามไล่ต้อนหมาจนตรอก เขาขยับความนึกคิดเพียงวูบเดียว อสนีบาตนับหมื่นสายก็เปลี่ยนทิศทาง พุ่งเป้าฟาดฟันใส่กระบี่บินที่ดิ้นรนไม่ยอมหยุดเล่มนั้นอย่างบ้าคลั่ง
กระบี่บินเล่มนั้นช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก ถึงขั้นยังคงดิ้นรนอยู่
เจิ้งฝ่าเปลี่ยนความคิด ก่อนจะเอ่ยกับศิษย์พี่หญิงจางว่า "ศิษย์พี่หญิงจาง ท่านปล่อยกระบี่เล่มนี้ไปเถิด"
ศิษย์พี่หญิงจางได้ยินดังนั้นก็กวักมือเรียก
กระบี่บินเล่มนั้นทำท่าจะบินหนี ทว่ากลางความว่างเปล่ากลับปรากฏบานประตูขึ้นมากะทันหัน ก่อนจะกลืนกินกระบี่เล่มนั้นเข้าไปทั้งดุ้น...
เบื้องหน้าอันไกลโพ้น แว่วเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ความเจ็บปวดเจียนขาดใจ และความไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
เบื้องล่าง เจ้าสำนักและอาจารย์อาผางสบตากัน
อาจารย์อาผางดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากเชื่อสายตาตัวเอง "นี่คือลูกศิษย์ของท่านหรือ"
"อืม"
"ถ้าอย่างนั้นท่านก็ไม่ต้องเขียนบทละครแล้วล่ะ มีลูกศิษย์แบบนี้ คนรุ่นหลังไม่มีทางลืมท่านหรอก"
ในจังหวะที่หัวใจของทุกคนกำลังเต้นระรัว เงาร่างสายหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง รูปลักษณ์ของเขาก็คือผู้วิเศษทงหมิงนั่นเอง เขาประสานมือคารวะพลางเอ่ย
"ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ผ่านพ้นมหันตภัยมาได้... ทว่า นิกายมารต้าจื้อไจ้โผล่ออกมาแล้ว!"
[จบแล้ว]