เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 - เรื่องผิดปกติย่อมมีปีศาจซ่อนอยู่

บทที่ 80 - เรื่องผิดปกติย่อมมีปีศาจซ่อนอยู่

บทที่ 80 - เรื่องผิดปกติย่อมมีปีศาจซ่อนอยู่


บทที่ 80 - เรื่องผิดปกติย่อมมีปีศาจซ่อนอยู่

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ทหารยามในถ้ำคนหนึ่งลุกขึ้นยืน ดูท่าทางตั้งใจจะออกไปปัสสาวะข้างนอก สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คือ คนผู้นี้เดินโซเซเล็กน้อย ราวกับคนเมาเหล้า

น่าเสียดายที่ชั่วชีวิตนี้เขาจะไม่มีโอกาสได้เดินออกไปอีกแล้ว วินาทีที่ฝ่าเท้าของเขากำลังจะก้าวพ้นปากถ้ำ ถ้ำแห่งนี้ก็พลันปิดสนิทลง!

ปิดลงอย่างเงียบเชียบ ราวกับเปลือกตาบนและล่างประกบเข้าหากัน หรือหากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนกว่านั้น ก็เหมือนกับปากกว้างๆ ที่หุบงับลงมานั่นเอง

ประตูเต็นท์ที่อยู่ข้างๆ หนิงเสี่ยวเสียนถูกเลิกขึ้น เติ้งเฮ่าพุ่งพรวดออกมาดุจสายลม ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ทหารยามที่อยู่ข้างกายเขาก็เห็นภาพเหตุการณ์นี้เช่นกัน จึงรีบเป่านกหวีดส่งสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน เสียงนกหวีดดังก้องกังวานฝ่าสายฝน ปลุกทุกคนให้ตื่นจากฝันหวาน

เกิดเรื่องแล้ว! ทุกคนรีบลุกขึ้นลนลาน ขยี้ตาที่ยังงัวเงียวิ่งพรวดพราดออกจากเต็นท์ และได้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวฝั่งตรงข้ามพอดี

หลังจาก "ถ้ำ" หุบปากกว้างลง เปลือกหินชั้นนอกก็ร่วงกราว ค่อยๆ เผยให้เห็นผิวหนังสีเลือดหมูที่อยู่ด้านใน ภายใต้การชะล้างของสายฝน ฝุ่นหินก็ถูกชำระจนสะอาดเอี่ยม เปลือกนอกชั้นนี้กลายเป็นผิวที่ทั้งเรียบลื่นและมันเยิ้ม สะท้อนแสงสีแดงจางๆ ในความมืดมิด

ด้านบนของ "ถ้ำ" ปรากฏโคมไฟสีเขียวสว่างวาบขึ้นสองดวง พวกมันกวาดตามองซ้ายขวาหนึ่งรอบ ก่อนจะจ้องเขม็งมาทางขบวนพ่อค้าพยัคฆ์เมฆา

ภาพอันน่าสยดสยองนี้ทำให้คนในขบวนพ่อค้าถึงกับกลั้นหายใจ ถึงตอนนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่า ถ้ำแห่งนี้แท้จริงแล้วก็คือมหาปีศาจตนหนึ่ง! และโคมไฟสีเขียวบนถ้ำ ก็คือดวงตาทั้งสองข้างของปีศาจนั่นเอง!

คำสั่งของเติ้งเฮ่าถูกส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ ขอเพียงปีศาจตนนี้มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ พวกเขาจะวิ่งหนีเอาชีวิตรอดทันที เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่สามารถกลืนกินขบวนพ่อค้าทั้งขบวนได้ในคำเดียว ความได้เปรียบเรื่องจำนวนคนก็ไร้ความหมาย สินค้าอะไรนั่น เอาชีวิตให้รอดก่อนแล้วค่อยกลับมาเก็บก็ยังไม่สาย!

ปีศาจจ้องมองพวกเขาเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็แสยะยิ้ม คงจะเป็นการยิ้มล่ะมั้ง มันอ้าปากกว้าง ทว่าขากรรไกรกลับขบเข้าหากันแน่น ทุกคนจึงได้เห็นฟันสีขาวซีดอันแหลมคมที่เรียงตัวสลับซับซ้อนอยู่ด้านใน ที่แท้หินย้อยรูปเสาเหล่านั้น ก็คือฟันอันแหลมคมพวกนี้นี่เอง

จากนั้นมันก็หันขวับอย่างเชื่องช้า ขยับขาทั้งสี่ข้างที่ดูเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับปากอันใหญ่โต กระโดดเหยงๆ ห่างออกไป ระหว่างทางยังชนเสาหินขนาดใหญ่หักไปสองต้น ทุกครั้งที่มันทิ้งตัวลงพื้น จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อมๆ แอ่งน้ำบนพื้นเกิดระลอกคลื่นสั่นไหวตามไปด้วย

ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้หนิงเสี่ยวเสียนนึกถึงฉากที่ไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ปรากฏตัวครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่องจูราสสิคพาร์ค ทว่าขนาดตัวของไดโนเสาร์ตัวนั้นจะเอาอะไรมาเทียบกับสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ตรงหน้านี้ได้ล่ะ

เมื่อเห็นความเร็วในการเคลื่อนที่ของมัน ทุกคนต่างก็กลืนน้ำลายดังเอื้อกด้วยความหวาดเสียว ปีศาจตนนี้เคลื่อนไหวเชื่องช้าและมีเสียงดังปานนี้ มิน่าเล่ามันถึงชอบดักซุ่มโจมตี

ไม่รู้ว่ามันมาซุ่มซ่อนตัวอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพื่อรอให้เหยื่อมาติดกับ น่าสงสารขบวนพ่อค้าหมาป่าคะนองที่เอาตัวเองไปเสิร์ฟถึงปากมันโดยตรง หลังจากปีศาจหุบปากลง ภายในปากยักษ์นั่นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เล็ดลอดออกมาอีก หลัวโย่วและพรรคพวก ร้อยทั้งร้อยคงกลายเป็นอาหารในท้องของมันไปแล้ว!

คนของขบวนพ่อค้าพยัคฆ์เมฆาสองร้อยกว่าชีวิตยืนตากฝน มองส่งมันจากไปอย่างเงียบๆ จนกระทั่งมือเท้าเย็นเฉียบ ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องกลับไปพักผ่อนในเต็นท์

ฉางเทียนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "กลับไปเถอะ ข้างนอกฝนตกหนัก" เธอหลุบตาลง เดินกลับเข้าไปในเต็นท์ เห็นทุกคนแววตาสั่นไหว ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเผชิญหน้ากับฉาก "ปีศาจกินคน" เป็นครั้งแรกที่มีคนกว่าสองร้อยชีวิตตายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งที่เมื่อวานคนเหล่านี้เพิ่งจะเจอกับเธอ แม้จะบาดหมางกันไม่ค่อยดีนัก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธออยากจะทนนั่งดูพวกเขากลายเป็นอาหารปีศาจ

นี่คือการตายหมู่ที่น่าสะพรึงกลัว ทว่าที่นี่ไม่ใช่เกมออนไลน์ ตายไปแล้วก็ไม่มีโอกาสให้เริ่มใหม่หรอกนะ

"นี่คือกบพองลม เคลื่อนไหวเชื่องช้า ถนัดการพรางตัว ชอบอ้าปากรอเหยื่อ" ผ่านไปพักใหญ่ อาจารย์เหยียนถึงเอ่ยขึ้นเนิบนาบ ทุกคนพอลองนึกทบทวนดู สัตว์ประหลาดตนนั้นนอกจากจะมีปากใหญ่โตแล้ว รูปร่างหน้าตาก็คล้ายกบจริงๆ

"ฉันเคยอ่านเจอในบันทึก ปีศาจตนนี้เพื่อหลอกล่อให้คนหรือสัตว์ป่าเดินเข้าไปในปาก มันจะเอาสัตว์ที่บาดเจ็บไปวางไว้ หรือไม่ก็จำลองบ่อน้ำพุร้อนและไอร้อนขึ้นมา พร้อมกับปล่อยกลิ่นหอมประหลาด กลิ่นนี้หากสูดดมนานๆ จะทำให้สิ่งมีชีวิตในปากค่อยๆ สลบไสล" ดูเหมือนปลาโคมไฟในทะเลลึกของโลกฮว๋าเซี่ยก็จะใช้วิธีคล้ายๆ กัน แขวนโคมไฟดวงเล็กๆ ไว้บนหัว หรือปล่อยแมลงตัวเล็กๆ ไว้ในปากเพื่อล่อปลาเล็กปลาน้อย รอให้เหยื่อเข้ามาใกล้แล้วก็ "งับ" กลืนลงท้องในคำเดียว ทว่าปลาโคมไฟจะมีความน่าเกรงขามเท่ากบพองลมตนนี้ได้อย่างไร ถึงกับรวบยอดกลืนคนสองร้อยกว่าชีวิตลงท้องไปรวดเดียว!

คนที่โชคร้ายและน่าสงสารที่สุดในขบวนพ่อค้าหมาป่าคะนองก็คือท่านนักพรตฮั่ว เขาเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียร หากเขายังมีสติอยู่ บางทีอาจจะไม่ตกหลุมพรางนี้ก็ได้ น่าเสียดายที่ตั้งแต่เสียท่าให้เส้าจื่อ เขาก็สลบไสลไม่ได้สติมาตลอด สุดท้ายก็ต้องสลบไสลไปจนวันตาย! ดังนั้นจึงบอกได้คำเดียวว่า โชคชะตาก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง!

"พวกมันชอบอาศัยอยู่ริมน้ำ จะออกมาเพ่นพ่านก็ต่อเมื่อมีพายุฝนฟ้าคะนองเท่านั้น ดูจากขนาดตัวของเจ้าตัวนี้ คาดว่าน่าจะมีอายุราวแปดร้อยปีแล้ว"

ลูกหาบคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า "เส้นทางสายนี้พวกเราเดินตามลูกพี่เติ้งมาสามสี่รอบแล้ว ปลอดภัยมาตลอด ไม่เคยเจอปีศาจแบบนี้เลย!"

"กบพองลมสามารถจำศีลได้ โผล่มาให้เห็นสักครั้งในรอบหลายสิบปี เจ้าตัวนี้บางทีอาจจะซุ่มจำศีลอยู่ในแม่น้ำสายใดสายหนึ่งแถวนี้ พอได้ยินเสียงฟ้าร้องถึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา" นิสัยชอบจำศีลนี่คล้ายกับกบจริงๆ เพียงแต่เจ้านี่ตัวใหญ่เกินไปหน่อย

"ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว" อาจารย์เหยียนถอนหายใจ ไม่ยอมพูดอะไรอีก

อาจจะเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากกลิ่นอายปีศาจของกบพองลม ค่ำคืนนี้รอบๆ เต็นท์จึงสงบสุขมาก นอกจากเสียงฝนแล้วก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก เพียงแต่เพิ่งผ่านพ้นโศกนาฏกรรมมาหมาดๆ ทุกคนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่นานกว่าจะฝืนข่มตาหลับลงได้

หนิงเสี่ยวเสียนอาศัยจังหวะลุกไปเข้าห้องน้ำ แอบบ่นฉางเทียนอย่างลับๆ "ทำไมคุณไม่ยอมบอกแต่แรกล่ะคะ"

เขาตอบอย่างไม่ยี่หระ "ยังไงมันก็วิ่งช้า ตามมาไม่ทันอยู่แล้ว ดูงิ้วสนุกๆ ไม่ดีหรือ"

"ถ้าคุณเตือนแต่แรก คนของขบวนพ่อค้าหมาป่าคะนองก็คงไม่ต้องตายยกขบวนแบบนี้หรอก!" ยังไงเสียเธอก็เป็นมนุษย์ที่มาจากสังคมยุคปัจจุบัน ย่อมละเอียดอ่อนต่อการสูญเสียชีวิตทุกชีวิต ยิ่งไม่มีทางทำเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อความตายของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้

"เหตุใดข้าต้องเตือนด้วย"

"คุณ!" แม้จะรู้ว่าค่านิยมของเขาแตกต่างจากมนุษย์ แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะโมโห

ฉางเทียนกลับหัวเราะเยาะ "เจ้าคิดว่าข้าใจดำงั้นหรือ แล้วทำไมอาจารย์เหยียนผู้แสนดีของเจ้าถึงไม่เตือนพวกเขาล่ะ เติ้งเฮ่าคนดีในสายตาเจ้า ทำไมถึงไม่เตือนขบวนพ่อค้าหมาป่าคะนองล่ะ"

เธอถึงกับพูดไม่ออก สองคนนี้ คนหนึ่งมีความรู้กว้างขวาง อีกคนก็เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ไม่มีทางที่จะดูไม่ออกเลยว่ามีความผิดปกติ

"คนแซ่หลัวนั่นหากรอดกลับไปถึงสำนักการค้าหมาป่าคะนอง ก็ต้องไปรายงานเรื่องฆ่าหมีและการประลองเดิมพันแน่นอน หากสำนักการค้านั่นไร้เหตุผลตามที่ร่ำลือกันจริงๆ วันข้างหน้าขบวนพ่อค้าพยัคฆ์เมฆาคงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแน่" ฉางเทียนพูดเหมือนกำลังจิบน้ำชา "ยืมมือปีศาจฆ่าพวกมันทิ้ง ไม่เปลืองแรง แถมไม่ต้องมารู้สึกผิดบาปอะไรด้วย หึหึ หัวหน้าขบวนผู้นี้ฉลาดแต่ไม่ยึดติดธรรมเนียมเดิมๆ ข้าชักจะถูกใจเขาขึ้นมาหน่อยแล้วสิ"

เธอเถียงไม่ออกเลยจริงๆ

"ความเมตตาหรือความโง่เขลา มันก็ต้องดูด้วยว่าใช้กับใคร" เขารู้ว่าเธอรู้สึกแย่ จึงตั้งใจจะปลอบใจสักสองสามประโยค ถึงขั้นอยากจะยื่นมือไปขยี้หัวเล็กๆ ของเธอด้วยซ้ำ แต่พอพูดออกปากกลับกลายเป็น "กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้กลางคืนยังต้องเรียนวิชาวรยุทธ์อีก เวลาของเจ้าเหลือน้อยแล้ว"

เช้าวันรุ่งขึ้นฝนหยุดตก ทุกคนจึงออกเดินทางต่อ เธอแอบเข้าไปในคุกเทพมาร ตั้งใจฝึกเคล็ดวิชาเต้าอิ่นอยู่หลายรอบ พอได้เห็นมหาปีศาจปรากฏตัวอย่างกะทันหัน เธอถึงเพิ่งตระหนักว่าชีวิตนั้นเปราะบางเพียงใด การฝึกฝนจึงทวีความตั้งใจมากขึ้นเป็นพิเศษ

ช่วงบ่ายวันนั้น เธอฝึกเคล็ดวิชาท่าที่เก้าสำเร็จ เคล็ดวิชาเต้าอิ่นจึงถือว่าสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง สิ่งที่เธอสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดก็คือร่างกายมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อย่าว่าแต่ท่าแอ่นหลังหรือการฉีกขาตรงเลย แม้แต่ท่ายากๆ ของนักยิมนาสติกหรือนักบัลเลต์ ตอนนี้สำหรับเธอก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ในโลกเดิมที่เธอจากมา ผู้คนต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนับสิบปีถึงจะก้าวไปถึงระดับนั้นได้ แต่ที่นี่ ด้วยความช่วยเหลือจากข้าวเซียนและเคล็ดวิชา เธอใช้เวลาเพียงยี่สิบกว่าวัน ทั้งที่ยังเป็นแค่เศษสวะในด้านการฝึกบำเพ็ญเพียรแท้ๆ ทำได้เพียงบอกว่า โลกใบนี้มันบ้าคลั่งเกินไปแล้ว

นอกจากนี้ พละกำลังของข้อมือและข้อเท้าก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือกระทะเหล็กหล่อที่เธอใช้ผัดกับข้าว ตอนแรกต้องใช้สองมือถึงจะยกไหว แต่ตอนนี้สามารถใช้มือเดียวพลิกกระทะได้อย่างสบายๆ...

ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การรับรส และการสัมผัส ล้วนเฉียบคมขึ้นกว่าเดิมมาก หากใช้สภาพร่างกายระดับนี้ไปรับการฝึกจากเส้าจื่อ เธอก็ค่อนข้างมั่นใจในตัวเองอยู่บ้าง น่าเสียดายที่ฉางเทียนไม่มีความรู้เรื่องวิชาวรยุทธ์ของมนุษย์ธรรมดามากนัก จึงไม่อาจชี้แนะเธอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงได้ให้เธอไปเรียนกับเส้าจื่อ แน่นอนว่าเขาก็มองออกว่าเส้าจื่ออายุค่อนข้างมากแถมหน้าตาก็ธรรมดา ไม่มีทางคิดมิดีมิร้ายกับเธอแน่ มิฉะนั้น หากเปลี่ยนให้เฉวียนสือฟางมาสอนวิชาให้เธอละก็ ฉางเทียนคงต้องคัดค้านหัวชนฝาเป็นล้านครั้งแน่นอน

เนื่องจากเธอตั้งใจฝึกฝนมาก ช่วงบ่ายวันนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการปรุงยาได้ก่อนเวลา ฉางเทียนมองเธอด้วยความประหลาดใจ ยัยหนูคนนี้ทำตัวราวกับมีแส้คอยเฆี่ยนตีอยู่ข้างหลัง วันนี้ทำอะไรก็ดูตั้งอกตั้งใจไปเสียหมด

เธอเริ่มจากการปรุงยาลูกกลอนเพาะหยั่งรากขั้นต้นหลายเตา นี่คือยาลูกกลอนที่ผู้อาวุโสในสำนักเซียนมักจะมอบให้ศิษย์ใหม่เพื่อใช้ปรับพื้นฐานร่างกาย ช่วยขจัดสิ่งตกค้างในร่างกาย ทะลวงเส้นประสาทและชีพจร เพื่อปูรากฐานที่ดีเยี่ยมให้แก่การบำเพ็ญเพียรของศิษย์ เนื่องจากฤทธิ์ยาค่อนข้างอ่อนโยน มนุษย์ธรรมดาก็สามารถรับประทานได้ ชนชั้นสูงที่เป็นมนุษย์ธรรมดาหลายคนจึงนิยมกินยาชนิดนี้ โดยอ้างว่ามีสรรพคุณช่วยยืดอายุขัย ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ

ทฤษฎีนี้กลับถูกฉางเทียนหัวเราะเยาะ "ช่างเพ้อเจ้อสิ้นดี! ตั้งแต่การเวียนว่ายตายเกิดทั้งหกภพภูมิถูกสร้างขึ้น อายุขัยของสรรพสิ่งล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ยายืดอายุขัยใดๆ ล้วนไร้ผล หากอยากยืดอายุขัย มีเพียงต้องหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือไม่ก็บำเพ็ญเพียรจนบรรลุมรรคาเป็นเซียนเท่านั้น" ดูจากท่าทางหยิ่งยโสตอนที่พูดประโยคนี้แล้ว หนิงเสี่ยวเสียนก็เดาว่าเขาคงเป็นหนึ่งในพวกที่ "หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด" กระมัง ท้ายที่สุดแล้วก่อนที่โฮ่วถู่จะจำแลงกายเป็นวัฏสงสารทั้งหก สัตว์เทวะผู้นี้ก็ท่องไปทั่วฟ้าดินมานานแล้ว ดูท่าคงไม่อยู่ใต้กฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

แต่ไม่ว่าอย่างไร ยาลูกกลอนเพาะหยั่งรากขั้นต้นก็ถือเป็นของหายากทั้งในโลกมนุษย์และโลกผู้บำเพ็ญเพียร นี่คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ วัตถุดิบที่ใช้ปรุงยาชนิดนี้มีปริมาณไม่มากและราคาไม่แพง แถมหลังจากที่ฉางเทียนนำมาปรับปรุงสูตรใหม่แล้ว ข้อจำกัดในการปรุงยาก็ลดลงไปมาก เธอสามารถใช้ไฟธรรมดาปรุงได้เลย

เธอเทยาลูกกลอนเพาะหยั่งรากขั้นต้นออกมา แล้วรีบลงมือปรุงยาสมานแผลกับยาผงฉวีหวงต่อทันที ควันไฟคลุ้งไปทั่วจนหน้าดำหน้าแดงไปหมดก็ไม่ยอมหยุดพัก ที่น่าพูดถึงก็คือ จากเหตุการณ์ที่เหอเสี่ยวจิ่วโดนพิษ เธอได้รบเร้าให้ฉางเทียนช่วยปรับปรุงสูตรยาใหม่ ยาของมนุษย์ธรรมดานั้นกลืนยากเกินไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยที่หมดสติ เธอจึงขอให้ปรับสูตรยาช่วยชีวิตแบบกินให้ละลายในปากได้ทันทีเหมือนยาของพวกเซียน ฉางเทียนทั้งบ่นว่าเธอจู้จี้จุกจิก แต่ก็ยอมปรับสูตรยาให้อย่างตั้งใจ

เขาได้ยินเธอพึมพำแต่คำว่า "ไม่ทันแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว" อะไรทำนองนี้อยู่ตลอดเวลา จนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถาม "วันนี้เจ้ากินยาผิดขวดมาหรือไง ถึงได้ขยันขันแข็งผิดปกติขนาดนี้"

หนิงเสี่ยวเสียนกลอกตาใส่เขา "คุณย่าอย่างฉันตั้งใจทำงานมาตลอดอยู่แล้วไม่ใช่หรือคะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 80 - เรื่องผิดปกติย่อมมีปีศาจซ่อนอยู่

คัดลอกลิงก์แล้ว