- หน้าแรก
- วิถีจอมมารผู้ผดุงธรรม
- บทที่ 26 ทัณฑ์สวรรค์มาเยือน เก้าวิถีบรรลุเซียน
บทที่ 26 ทัณฑ์สวรรค์มาเยือน เก้าวิถีบรรลุเซียน
บทที่ 26 ทัณฑ์สวรรค์มาเยือน เก้าวิถีบรรลุเซียน
บทที่ 26 ทัณฑ์สวรรค์มาเยือน เก้าวิถีบรรลุเซียน
ท่ามกลางความเลือนราง ลั่วโจวสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังควบแน่นและปรากฏขึ้นภายในร่างกายของเขา!
แก่นแท้ ปราณ จิต!
เมื่อแก่นแท้เข้าสู่ร่างกาย ร่างกายของลั่วโจวก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เลือดเนื้อ กระดูก ประสาทสัมผัสทั้งห้า เส้นลมปราณ แขนขา อวัยวะภายใน จิตวิญญาณ ล้วนได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นทีละน้อยตามปริมาณแก่นแท้ที่หลั่งไหลเข้ามา
พลังปราณเข้าสู่จุดตันเถียน ได้รับพลังปราณแท้มาหลายสาย
เป็นคุณสมบัติพลังปราณแท้ถึงสองชนิด ชนิดแรกคือปราณกัดกร่อนฟ้า ชนิดที่สองคือปราณชอนไชดิน!
นกแก้วโลหิต หนึ่งฟ้าหนึ่งดิน!
พลังปราณแท้แต่ละชนิดมีสิบห้าสาย ลั่วโจวได้รับพลังปราณแท้มาทั้งหมดสามสิบสาย
ภายในจุดตันเถียนของลั่วโจว มีพลังปราณแท้ดังนี้
ปราณกัดกร่อนฟ้าสิบห้าสาย ปราณชอนไชดินสิบห้าสาย ปราณวารีหนักสิบสองสาย ปราณวารีสวรรค์สี่สิบห้าสาย และปราณคลื่นสมุทรอีกสิบสองสาย!
ปราณกัดกร่อนฟ้าและปราณชอนไชดิน มีอานุภาพที่แข็งแกร่งมาก ไม่ด้อยไปกว่าปราณวารีหนัก ปราณวารีสวรรค์ หรือปราณคลื่นสมุทรเลยแม้แต่น้อย!
พลังปราณแท้ทั้งหมดนี้ รวมกันแล้วมีถึงเก้าสิบเก้าสาย!
ระดับการบำเพ็ญเพียรของลั่วโจวอยู่เพียงแค่ขอบเขตหล่อหลอมกายา จุดตันเถียนของเขาสามารถรองรับพลังปราณแท้ได้สูงสุดไม่เกินหนึ่งร้อยสายเท่านั้น
มิฉะนั้น เขาคงได้รับปราณกัดกร่อนฟ้าและปราณชอนไชดินมามากกว่านี้อย่างแน่นอน
ลั่วโจวตบขาตัวเองฉาดใหญ่ เสียดายชะมัด รู้งี้หลอมหอกทะลวงมังกรเตรียมไว้เยอะๆ เพื่อเคลียร์พื้นที่ซะก็ดีหรอก!
ส่วนจิตนั้น คือประสบการณ์ชีวิต เคล็ดลับการบำเพ็ญเพียร และความสามารถพิเศษต่างๆ ของนกแก้วโลหิตและฟางหนิงซวง
เพียงแต่มันสับสนวุ่นวายไปหมด เป็นความทรงจำที่เลวร้ายจนไม่อยากจะนึกถึง
มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่สมบูรณ์ชัดเจน นั่นก็คือเรื่องของนิกายเต๋าฟ้าดิน ยอดเขาตระหง่านฟ้า ไข่มุกส่องแสง เทพธิดาหนานชุน!
นิกายเต๋าฟ้าดิน มีอีกชื่อหนึ่งว่าสำนักเต๋าฟ้าดิน!
ประกอบด้วยห้าสายหลัก ได้แก่ สวรรค์ ปฐพี เทวะ ภูตผี และมนุษย์ และมีสาขาย่อยอีกสิบสองสาขา
ในจำนวนนั้นมีสาขาไข่มุกส่องแสง และสาขากระบี่จมดิ่ง...
ยอดเขาตระหง่านฟ้าเป็นหนึ่งในยอดเขาของสาขาไข่มุกส่องแสง ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเทพธิดาหนานชุน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชามุกมายา
ทุกครั้งที่เทพธิดาหนานชุนร่ายรำวิชาอาคม ภายในอาณาเขตวิญญาณทองคำรัศมีสามสิบสองลี้ พลังวิเศษของนางจะก่อให้เกิดสิ่งของประหลาดนับไม่ถ้วน
อาจจะเป็นของวิเศษ อาวุธวิเศษ ปีศาจร้าย ภูตผี หรือแม้แต่สัตว์วิเศษ...
เมื่อการร่ายรำสิ้นสุดลง สิ่งใดที่ไม่สลายหายไป สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นของจริงบนโลกใบนี้!
สิ่งของเหล่านี้ล้วนเกิดจากความว่างเปล่า จำเป็นต้องมีร่างเนื้อบนโลกความเป็นจริงเพื่อรองรับการคงอยู่ของพวกมัน
แต่ละสิ่งก็มีวิธีรับมือที่แตกต่างกันไป ในจำนวนนั้น หากเป็นสัตว์วิเศษ จำเป็นต้องให้ศิษย์สายนอกหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับมัน เพื่อรักษาสภาพของมันให้อยู่ในรูปของสัตว์เลี้ยงวิเศษต่อไป
แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ ต้องเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ห้ามบังคับขืนใจเด็ดขาด
ในครั้งนั้น มีนกแก้วโลหิตถือกำเนิดขึ้นมา และต้องสงสัยว่าจะเป็นนกแก้วโลหิตเก้าฟ้าสิบดิน สัตว์เลี้ยงของจอมมาร
ตามขั้นตอนปกติ จะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่ามันคือนกแก้วโลหิตชนิดใดกันแน่ จากนั้นจึงค่อยหาศิษย์ที่สมัครใจมาหลอมรวมจิตวิญญาณ
แต่ในระหว่างการตรวจสอบ นกแก้วโลหิตอาจสูญเสียการรองรับจากร่างเนื้อและสลายไปเองได้
เทพธิดาหนานชุนเกิดความโลภขึ้นมา เพราะถ้าหากมันคือนกแก้วโลหิตเก้าฟ้าสิบดินจริงๆ ล่ะก็
นางจึงบังคับให้ฟางหนิงซวงหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับมัน
ผลปรากฏว่าในวันต่อมา พวกเขาก็พบว่ามันไม่ใช่
นางจึงไล่ฟางหนิงซวงออกจากยอดเขาตระหง่านฟ้า ปล่อยให้นางเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม
บิดาของฟางหนิงซวงทนเห็นลูกสาวตกระกำลำบากไม่ไหว จึงรับนางกลับมาอยู่บ้าน
เมื่อสามปีก่อน นกแก้วโลหิตเริ่มประกอบพิธีกรรมบวงสรวงมารเดนคนและออกล่ากินคนในคืนวันเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อหนึ่งปีก่อน เจ้าเมืองฟางเต้าฉีค้นพบตัวมารจันทร์เพ็ญ เขาพยายามสังหารนกแก้วโลหิตหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล
ต่อให้เผามันจนเป็นเถ้าถ่าน มันก็สามารถคืนชีพกลับมาได้
ฟางหนิงซวงและนกแก้วโลหิต ราวกับเป็นอมตะฆ่าไม่ตาย
ทำได้เพียงขังมันไว้ในสวนหลังจวน เมื่อถึงคืนวันเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำ ก็จัดเตรียมนักโทษประหารไปไว้ที่ทางแยกเพื่อเป็นเครื่องสังเวย
หากไม่ทำเช่นนั้น นกแก้วโลหิตก็จะคลุ้มคลั่งและออกเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น
ที่ลั่วโจวสามารถสังหารนกแก้วโลหิตได้ในครั้งนี้ ก็เป็นเพราะฟางหนิงซวงตัดสินใจเด็ดขาด ยอมสละชีวิตเพื่อสะกดพลังของนกแก้วโลหิตเอาไว้ มันจึงตกตายตามกันไป มิฉะนั้น ด้วยพลังหนึ่งฟ้าหนึ่งดินของมัน มันก็คือสัตว์ประหลาดที่เป็นอมตะฆ่าไม่ตาย
ลั่วโจวสัมผัสความทรงจำเหล่านี้อย่างเงียบๆ ยิ่งทำให้เขาแน่วแน่ที่จะสังหารเทพธิดาหนานชุนให้จงได้!
นอกจากเรื่องนี้แล้ว วิชาบำเพ็ญเพียรและวิชาศักดิ์สิทธิ์ของนิกายเต๋าฟ้าดินที่ฟางหนิงซวงเคยฝึกฝน ล้วนสับสนวุ่นวายจนไม่อาจสัมผัสหรือทำความเข้าใจได้เลย
แต่ทว่า ลั่วโจวกลับได้รับสืบทอดอาชีพเสริมเซียน 'ผู้ใช้วิชาอาคม' ของฟางหนิงซวงมาครอบครอง
เพราะฟางหนิงซวงก็คือนกแก้วโลหิต นกแก้วโลหิตก็คือฟางหนิงซวง
ฟางหนิงซวงเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ของผู้ใช้วิชาอาคม ลั่วโจวจึงได้รับสืบทอดอาชีพเสริมเซียนนี้มาด้วย
แต่ลั่วโจวกลับไม่รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย!
ล่วงเลยเข้าสู่ยามจื่อ ลั่วโจวก็ยังคงนอนไม่หลับ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในเมื่อเพิ่งได้รับแก่นแท้ ปราณ และจิตของนกแก้วโลหิตมาหมาดๆ ก็บำเพ็ญเพียรต่อเลยแล้วกัน
ลั่วโจวเริ่มบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในห้อง เริ่มจากฝึกฝนเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายาเสวียนเขียว ตามด้วยเซียวม่วง ต่อด้วยเกล็ดน้ำตาล แล้วจึงเป็นหยางขาว ต่อด้วยหมิงดำ และกลับมาฝึกเสวียนเขียวใหม่อีกรอบ...
สามร้อยหกสิบกระบวนท่า โคจรพลังปราณครบรอบใหญ่ ฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
เมื่อบำเพ็ญเพียรจนถึงขีดสุด เขาก็มีความรู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งร่างกำลังหลอมรวม แตกดับ วิวัฒนาการ และก่อกำเนิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ร่างกายวิวัฒนาการ เลื่อนขั้นสู่ระดับใหม่!
ขอบเขตหล่อหลอมกายาขั้นที่เจ็ด โลหิตเดือดพล่าน!
ขอบเขตหล่อหลอมกายามีทั้งหมดสิบขั้น ได้แก่ ขั้นที่หนึ่งหล่อหลอมกายา ขั้นที่สองกระโหลกแกร่ง ขั้นที่สามผิวน้ำแข็ง ขั้นที่สี่หล่อหลอมกล้ามเนื้อ ขั้นที่ห้าหล่อหลอมเส้นเอ็น ขั้นที่หกหล่อหลอมกระดูก ขั้นที่เจ็ดโลหิตเดือดพล่าน ขั้นที่แปดหล่อหลอมอวัยวะภายใน ขั้นที่เก้าหล่อหลอมไขกระดูก และขั้นที่สิบหลอมรวมเป็นหนึ่ง!
เริ่มต้นจากหล่อหลอมกายา และสิ้นสุดที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง!
หลังจากปลุกพลังจิตวิญญาณตื่นขึ้น ก็จะสามารถดูดซับพลังปราณมาบำเพ็ญเพียรหล่อหลอมกายาได้ ถือเป็นขั้นที่หนึ่ง
เมื่อวิวัฒนาการครั้งแรก ก็จะเลื่อนขั้นเป็นขั้นที่สองกระโหลกแกร่ง เริ่มหล่อหลอมกะโหลกศีรษะให้แข็งแกร่ง
การเลื่อนขั้นในครั้งนี้ ประสาทสัมผัสทั้งห้าจะได้รับการยกระดับและแผ่ขยายออกไป ประสาทสัมผัสทางกายสัมผัสจะเฉียบคมยิ่งขึ้น หูตากว้างไกล
บำเพ็ญเพียรและวิวัฒนาการต่อไป เลื่อนขั้นเป็นขั้นที่สามผิวน้ำแข็ง
ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง เรียบเนียน ไร้ริ้วรอย ราวกับผิวน้ำแข็งกระดูกหยก
หลังจากผิวน้ำแข็ง เมื่อบำเพ็ญเพียรจนถึงขีดสุด ก็จะเกิดการวิวัฒนาการอีกครั้ง เปลี่ยนแปลงร่างกายของตนเอง กล้ามเนื้อทั่วร่างจะได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้น นี่คือขอบเขตขั้นที่สี่หล่อหลอมกล้ามเนื้อ
หล่อหลอมกล้ามเนื้อและเลือดเนื้อทั่วร่างทีละน้อย เมื่อถึงขีดสุด ก็จะทะลวงเข้าสู่ขั้นที่ห้าหล่อหลอมเส้นเอ็น
ขั้นที่ห้าหล่อหลอมเส้นเอ็น เส้นลมปราณและเส้นเอ็นจะได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น!
ขั้นที่หกหล่อหลอมกระดูก กระดูกทั่วร่างราวกับได้รับการชุบหล่อให้แข็งแกร่งและทนทานมากยิ่งขึ้น!
และตอนนี้ ลั่วโจวก็อยู่ขั้นที่เจ็ดโลหิตเดือดพล่าน!
ลั่วโจวรู้สึกราวกับว่าเลือดในกายกำลังเดือดพล่านและแผดเผาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
ภายใต้ผลกระทบนี้ ร่างกายราวกับมีพละกำลังมหาศาลพรั่งพรูออกมา แก่นแท้และจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม
ประสาทสัมผัสทั้งห้าแผ่ขยายออกไป มองเห็นได้ไกลขึ้น ได้ยินชัดเจนขึ้น ดมกลิ่นได้ละเอียดอ่อนขึ้น กินอาหารได้อร่อยขึ้น!
ผิวพรรณเปล่งประกาย กล้ามเนื้อหดเกร็งและขยายตัวสลับกันไปมา แข็งแกร่งดุจทองแดงผิวเหล็กกล้า เส้นลมปราณขยายใหญ่ขึ้น เหนียวแน่นและทรงพลังมากยิ่งขึ้น
กระดูกแข็งแกร่งและหนาแน่นขึ้น ถึงขั้นมีประกายเงางามราวกับหยกปรากฏขึ้นลางๆ
ค่อยๆ รู้สึกราวกับว่าเลือดในกายกำลังแผดเผากลายเป็นกระแสความร้อนสายหนึ่ง
กระแสความร้อนไหลเวียนไปทั่วแขนขาและเส้นลมปราณทั้งร้อย รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากรูขุมขนทั้งหนึ่งแสนแปดหมื่นรูทั่วร่าง
ตั้งแต่หัวจรดเท้า จากภายในสู่ภายนอก ทุกอณูของกระดูก ทุกตารางนิ้วของผิวหนัง ทุกรูขุมขน ล้วนเคลื่อนไหวตามใจปรารถนา สามารถควบคุมได้ดั่งใจนึก
วันที่ยี่สิบเก้าเดือนหก มีเมฆมาก!
แต่ก็ยังไม่มีฝนตกเลยสักเม็ด ลั่วโจวเริ่มจะประสาทแดกแล้ว
เช้าตรู่ ลั่วโจวเดินทางมายังสถานที่ที่ฟางหนิงซวงสลายร่างไป ด้านนอกสวนหลังจวนเจ้าเมือง
เขาจุดธูปสามดอกเพื่อเซ่นไหว้นาง
ก่อนจะล้มตัวลงนอนในจุดที่นางเคยนอน นิ่งเงียบไม่ไหวติง ทอดสายตามองดูก้อนเมฆสีขาวที่ปลายฟ้า
เขานอนอยู่เช่นนั้นตลอดทั้งวัน!
พลบค่ำ เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ พลางเอ่ย
"หนิงซวง ข้าไปก่อนนะ!"
"วันหลังข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่!"
"ข้าจะต้องสังหารเทพธิดาหนานชุนให้จงได้ หากไม่ฆ่านาง ข้าขอตกนรกอเวจี ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดตลอดกาล!"
หลังจากให้คำสัตย์สาบานเสร็จ ลั่วโจวก็เตรียมตัวเดินจากไป
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น!
"สหายตัวน้อย ช้าก่อน!"
ลั่วโจวชะงักไปครู่หนึ่ง หันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเจ้าเมืองทิวเขามรกต ฟางเต้าฉีนั่นเอง!
ฟางเต้าฉีจ้องมองลั่วโจว ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ว่า
"ความจริงแล้ว ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ข้าก็อยู่ที่นี่มาตลอด!
เพียงแต่ข้าไม่อาจส่งเสียงออกไปได้ ทำได้เพียงเฝ้ามองดูอยู่เงียบๆ เท่านั้น!
การที่หนิงซวงได้พบกับเจ้า ถือเป็นความโชคดีของนาง และมันก็ถึงเวลาที่นางควรจะจากไปอย่างสงบเสียที"
ลั่วโจวไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทำได้เพียงจ้องมองฟางเต้าฉีนิ่ง
"ข้าไม่กล้าพูดอะไรเลย ไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเจ้า หรือแม้แต่มอบหินวิญญาณให้เจ้าสักก้อน ข้าก็ยังไม่กล้า!
ข้ากลัว ข้ากลัวว่าเจ้าจะฆ่าเทพธิดาหนานชุนไม่สำเร็จ แล้วนางล่วงรู้ว่าข้าคอยช่วยเหลือเจ้า
หากนางตามมาแก้แค้น คนตระกูลฟางของข้าทั้งแปดพันสามร้อยห้าสิบเอ็ดชีวิต จะต้องตายกันหมด!"
"แม้แต่ความคิดที่จะแก้แค้น ข้าก็ยังไม่กล้าคิดเลย ข้ากลัวว่านางจะสัมผัสได้!"
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ ฟางเต้าฉีก็เงียบเสียงลง ในเวลานี้ เขาดูแก่ชราและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"แต่ทว่า คำสาบานสุดท้ายของเจ้า ที่ลั่นวาจาว่าจะต้องสังหารนางให้จงได้ มันกระตุ้นความรู้สึกของข้า!
ข้าเองก็เคียดแค้นนัก นั่นมันลูกสาวของข้า ลูกสาวที่ข้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างดี นางเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ของผู้ใช้วิชาอาคม ลูกของข้าแท้ๆ
นางคือลูกสาวที่เก่งกาจที่สุดของตระกูลฟาง กลับต้องมากลายเป็นแอ่งเลือดไปเช่นนี้ แม้แต่จะสร้างหลุมศพให้นาง ข้ายังไม่กล้าเลย..."
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ฟางเต้าฉีก็หยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมา ดูเหมือนจะเป็นแผ่นหนังสัตว์ที่มีลวดลายอักขระเซียนมากมายสลักอยู่ แต่กลับมองเห็นไม่ชัดเจน
"นี่คือของวิเศษที่กองคาราวานบังเอิญไปพบเจอในถ้ำที่ถล่มลงมาในเทือกเขามหาทมิฬเมื่อวานนี้
พวกเขาไม่มีใครรู้เลยว่ามันคืออะไร นี่คืออักขระเซียนโบราณ!
นี่คือหนึ่งในเก้าวิถีบรรลุเซียนแห่งโลกบำเพ็ญเพียร!
ไม่มีใครรู้ว่าข้าครอบครองสิ่งนี้อยู่ เจ้าบังเอิญเก็บมันได้เอง หากเจ้าทำไม่สำเร็จ ก็ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับข้าทั้งสิ้น"
สิ้นเสียง แผ่นหนังสัตว์ที่มีอักขระเซียนโบราณก็ลอยตรงมาหาลั่วโจว เสื้อท่อนบนของเขาหลุดลอยออกไป แผ่นหนังสัตว์แนบชิดติดกับแผ่นหลังของเขา
ทันใดนั้น เลือดของลั่วโจวก็สาดกระเซ็น ย้อมแผ่นหนังสัตว์จนแดงฉาน อักขระเซียนบนนั้นราวกับมีชีวิต มันชอนไชฝังลึกเข้าไปใต้ผิวหนังของลั่วโจว!
เมื่อมองดูอีกครั้ง แผ่นหลังของลั่วโจวก็เต็มไปด้วยรอยสักขนาดใหญ่!
รอยสักเต็มแผ่นหลัง! ดูยังไงก็เหมือนพวกนักเลงหัวไม้!
ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของข้าสูญสิ้นไปหมดแล้ว...
แถมรอยสักนี้ยังอัปลักษณ์สุดๆ มองไม่ออกด้วยซ้ำว่าสักเป็นรูปอะไร...
ลั่วโจวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "นี่มันคืออะไรกัน?"
"อักขระเซียนแห่งเก้าวิถีบรรลุเซียน!
ในเส้นทางการบำเพ็ญเพียร มีเก้าวิถีบรรลุเซียนซ่อนเร้นอยู่!
ปาฏิหาริย์เทวะผนึก, อักขระทองคำคัมภีร์เซียน, ชะตากรรมแห่งปัญญา, ดินแดนศักดิ์สิทธิ์, กระดานหมากรุกสวรรค์, วิญญาณบรรพชนเต๋ายุทธ์, สายเลือดกระดูกเซียน, อาวุธมารอวัยวะปีศาจ, เลือดมดหมอผีอักขระเซียน
แต่ละวิถีล้วนมีด้านบวกและด้านลบ ด้านในและด้านนอก เมื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งวิถี ผู้ที่ครอบครองเพียงครึ่งวิถีก็สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน มุ่งตรงสู่การเป็นสุดยอดเซียนทองคำแห่งต้าหลัวได้"