- หน้าแรก
- ผมก็แค่ทำจริงจัง ทำไมคู่แข่งต้องกลัวจนโทรเรียกตำรวจด้วย
- บทที่ 19: การขอร้องให้อีกฝ่ายให้อภัยคือทางรอดเดียวของพวกคุณ
บทที่ 19: การขอร้องให้อีกฝ่ายให้อภัยคือทางรอดเดียวของพวกคุณ
บทที่ 19: การขอร้องให้อีกฝ่ายให้อภัยคือทางรอดเดียวของพวกคุณ
บทที่ 19: การขอร้องให้อีกฝ่ายให้อภัยคือทางรอดเดียวของพวกคุณ
หลังจากเห็นใบเสร็จเหล่านี้... เขาก็พอจะนึกภาพออกเลยว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเด็กๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาล้วนเป็นหลี่เว่ยกั๋วที่คอยรับผิดชอบ
หลี่เว่ยกั๋วเป็นคนจ่ายค่ากินอยู่
หลี่เว่ยกั๋วเป็นคนจ่ายค่าเทอม
หลี่เว่ยกั๋วเป็นคนซื้อเสื้อผ้าให้
หลี่เว่ยกั๋วเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย
หลี่เว่ยกั๋วเป็นคนจ่ายค่าเรียนพิเศษ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าเรียนเสริมทักษะต่างๆ
เรียกได้ว่า... หลี่เว่ยกั๋วเพียงลำพัง ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อส่งเสียเด็กทั้งสามคนนี้ให้ได้เรียนหนังสืออย่างแท้จริง
หากเด็กทั้งสามคนนี้ไม่ใช่ลูกนอกสมรสของหลี่เว่ยกั๋ว... ผู้บริจาคที่แสนดีอย่างเขาก็ถือเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง อย่างน้อยตัวเขาเองก็ไม่เคยพบเจอคนแบบนี้มาก่อน
เมื่อหยางหมิงฮุยได้ยินสิ่งที่จางเหว่ยพูด สีหน้าของเธอก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
เธอเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ "ทนายจาง คุณหมายความว่ายังไงคะ? พวกเราไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ เมื่อ 9 ปีก่อน จู่ๆ เขาก็ได้ข่าวว่าบ้านเรายากจน เลยเสนอตัวมาส่งเสียให้ลูกๆ เราเรียนหนังสือเองต่างหาก"
อีกสองคนก็พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
พวกเขาพากันบ่นกระปอดกระแปด "ใช่ๆ ตอนแรกพวกเราก็ไม่ได้อยากส่งเด็กๆ ไปโรงเรียนด้วยซ้ำ เสียเวลาทำมาหากินไปตั้งหลายปี แถมยังไม่มีใครคอยช่วยงานไร่งานนาที่บ้านอีก"
"นั่นสิ! ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจะโดนฟ้องแบบนี้ พวกเราไม่มีทางเชื่อคำพูดตาแก่หลี่เว่ยกั๋วแล้วส่งลูกไปเรียนหนังสือหรอก!"
"ตอนนั้นเรายังสงสัยอยู่เลยว่าบนโลกนี้จะมีคนดีขนาดนี้ได้ยังไง พอมาคิดดูตอนนี้ แกคงวางแผนระยะยาว กะจะรอฟ้องเรียกค่าเสียหายจากพวกเราน่ะสิ!"
ทั้งสามคนแย่งกันพูด ระบายอารมณ์ออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
คำพูดคำจาของพวกเขามีแต่คำว่า "ตาแก่นั่น" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่หลงเหลือความเคารพเลยแม้แต่น้อย
เมื่อจางเหว่ยเห็นเช่นนั้น เขาก็หมดความอดทน สีหน้าของเขาค่อยๆ เย็นชาลง
ไม่ว่าหลี่เว่ยกั๋วจะทำอะไรลงไปถึงทำให้พวกเขาพ่นคำพูดร้ายกาจออกมาแบบนี้ได้
แต่เมื่อมองในมุมที่หลี่เว่ยกั๋วคอยส่งเสียเลี้ยงดูลูกๆ ของพวกเขามาถึง 9 ปี... พวกเขาก็ไม่สมควรเรียกอีกฝ่ายว่า "ตาแก่นั่น" อย่างเต็มปากเต็มคำเช่นนี้
"พวกคุณอาจจะยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก
มองไปที่ทั้งสามคนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "อีกฝ่ายยื่นฟ้องพวกคุณแล้ว โดยเรียกร้องค่าปรับผิดสัญญาสูงถึง 10 เท่า พ่วงด้วยข้อหาฉ้อโกงที่พวกคุณได้กระทำลงไป"
"หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ตัวการหลักจากทั้งสามครอบครัวของพวกคุณ ต่อให้ไม่ถึง 10 ปี แต่ก็ต้องรับโทษจำคุกอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป!"
สิ้นเสียงของทนายความ
เสียงบ่นโวยวายของหยางหมิงฮุยและอีกสองคนก็หยุดชะงักลงกะทันหัน
ความเหลือเชื่อปรากฏชัดบนใบหน้าของทุกคน
เจือปนไปด้วยความตื่นตระหนก
"ค่าปรับ 10 เท่า? 1.3 ล้านหยวนเนี่ยนะ? ต่อให้พวกเราขายบ้านทิ้งก็ยังได้เงินไม่ถึงขนาดนั้นเลย แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปชดใช้ให้เขาล่ะ?"
"ติดคุกงั้นเหรอ? พวกเราไปฉ้อโกงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
"พวกเราก็แค่ครอบครัวคนจนธรรมดาๆ ที่รับเงินบริจาคจากหลี่เว่ยกั๋ว พวกเราไปทำผิดข้อหาฉ้อโกงตอนไหน?"
"ทนายจาง พวกเราเล่าทุกอย่างให้คุณฟังหมดแล้วนะ คุณต้องช่วยพวกเราด้วย..."
ทั้งสามคนเข้ามารุมล้อมจางเหว่ยด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
ทว่าจางเหว่ยกลับแค่นเสียงเย็น
แม้ว่าเขาจะรู้สึกรังเกียจท่าทีของคนกลุ่มนี้ แต่ในฐานะทนายความของพวกเขา... เขายังคงวิเคราะห์อย่างจริงจังตามหลักวิชาชีพ "การที่อีกฝ่ายฟ้องร้องพวกคุณในข้อหาฉ้อโกง น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่พวกคุณยังคงไปรีดไถเงินจากเขา ทั้งที่ลูกๆ ของพวกคุณลาออกจากโรงเรียนไปแล้ว..."
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ
หยางหมิงฮุยก็โพล่งแทรกขึ้นมาเสียงดัง "ทีหลังพวกเราก็ไม่ได้ขอเงินอะไรมากมายเลย แล้วทำไมพวกเราต้องจ่ายตั้ง 1.3 ล้านด้วย? แถมยังต้องติดคุกตั้ง 3 ปีอีก?"
"ทำไมกัน?!"
จางเหว่ยเห็นว่าเธอยังคงยโสโอหังและหน้าด้านไม่เลิก
จึงแค่นเสียงหยัน "พวกคุณคงไม่รู้ด้วยซ้ำสินะว่าข้อหาฉ้อโกงคืออะไร"
พูดจบ
เขาก็เริ่มอธิบายข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงให้ทั้งสามคนฟังอย่างละเอียด
"องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงมีอยู่ 3 ประการ: ประการแรก องค์ประกอบภายใน ต้องมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน การที่พวกคุณพยายามขู่เข็ญเอาเงินจากหลี่เว่ยกั๋วซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือว่าเข้าข่ายเจตนาดังกล่าวแล้ว"
"ประการที่สอง องค์ประกอบภายนอก คือการกระทำด้วยการหลอกลวง ปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายยอมส่งมอบทรัพย์สินให้ การที่พวกคุณปิดบังเรื่องที่เด็กๆ ลาออกจากโรงเรียนไปแล้ว ก็เข้าเงื่อนไขข้อนี้เช่นกัน"
"ประการที่สาม จำนวนเงินที่ได้จากการหลอกลวงต้องมีมูลค่าตั้งแต่ 3,000 หยวนขึ้นไปจึงจะถือว่าเป็นความผิดอาญา ซึ่งยอดเงินของพวกคุณก็ทะลุเกณฑ์นี้ไปไกลโขแล้ว"
ยิ่งเขาอธิบาย
ใบหน้าของหยางหมิงฮุยและอีกสองคนก็ยิ่งหมองคล้ำลงเรื่อยๆ
พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย... ว่าแค่การรับเงินบริจาค จะทำให้พวกตนเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดครบทั้ง 3 ประการได้จริงๆ
บางคนถึงกับแข้งขาพานสั่นเทา เรี่ยวแรงหดหายไปดื้อๆ
หากการฟ้องร้องเป็นผลสำเร็จ... พวกเขาอาจจะต้องไปนอนซิวข้าวแดงในคุกจริงๆ!
"ไม่ ไม่ ไม่ใช่นะ เงินที่เราได้มาคือเงินบริจาค ไม่ใช่เงินฉ้อโกง ทนายจาง คุณต้องช่วยพวกเรานะ..."
ทั้งสามคนทรุดตัวลงกับพื้น เงยหน้ามองจางเหว่ยอย่างน่าเวทนา
แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยการเว้าวอน
ทว่า... จางเหว่ยกลับส่ายหน้า "พฤติกรรมของพวกคุณเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดครบถ้วน ผมเองก็จนปัญญา อีกฝ่ายฟ้องร้องให้จำคุกพวกคุณ 10 ปีและเรียกค่าปรับ 10 เท่า อย่างมากที่สุดผมก็ทำได้แค่..."
เขาชะงักไปชั่วครู่
กวาดสายตามองทั้งสามคนอีกครั้ง
แล้วกล่าวต่อ "อย่างมากที่สุดผมก็ขอให้ศาลลดโทษจำคุกเหลือคนละ 3 ปี พร้อมกับจ่ายค่าปรับผิดสัญญาและค่าปรับทางอาญา 5 เท่า"
พอทั้งสามคนได้ยินเช่นนั้น
ใบหน้าก็ยิ่งซีดเผือดลงด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าแค่การเอาเรื่องเรียนของลูกๆ มาบีบบังคับทางศีลธรรมกับหลี่เว่ยกั๋ว จะกลายเป็นเรื่องที่โยงไปถึงคดีฉ้อโกงได้
ยิ่งไปกว่านั้น
ผลลัพธ์ที่ตามมากลับรุนแรงถึงเพียงนี้
"ตอนนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องพยายามปรับความเข้าใจกับคู่กรณี ขอร้องให้อีกฝ่ายให้อภัย และยอมถอนฟ้องแต่โดยดี ไมอย่างนั้นพวกคุณไม่มีทางชนะคดีนี้หรอก"
จางเหว่ยสูดลมหายใจเข้าลึก และชี้แนะหนทางรอดสุดท้ายให้อย่างจริงจัง
จากคำบอกเล่าของหยางหมิงฮุยและอีกสองคน เขาประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดจนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
คดีฟ้องร้องนี้... ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้ลงมาว่าความให้ พวกเขาก็ไม่มีทางชนะ
พวกเขากระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงทั้ง 3 ประการ
แถมยังเป็นการเอาเปรียบจากเงินบริจาคด้วยความหวังดีของคนดีคนหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากจุดนี้ ศาลอาจจะพิจารณาลงโทษให้หนักขึ้นด้วยซ้ำ
หากไม่อยากติดคุก หนทางเดียว... คือต้องทำให้อีกฝ่ายยอมถอนฟ้องให้ได้
ถึงอย่างไรเสีย แม้เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง แต่มันก็ยังถือเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว
มันเป็นคดีประเภทที่ 'หากไม่มีผู้เสียหายร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่ก็จะไม่ดำเนินการสอบสวน'
ตราบใดที่คู่กรณีตัดสินใจไม่เอาความ หน่วยงานอัยการก็จะไม่ฝืนดำเนินการยื่นฟ้องต่อไปให้เสียเวลาเปล่า
ส่วนหยางหมิงฮุยกับอีกสองคนที่กำลังทรุดกองอยู่กับพื้น หลังจากได้ยินทางรอดเพียงหนึ่งเดียวนี้... ใบหน้าก็พลันบิดเบี้ยวด้วยความโศกเศร้า
พวกเขาจมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์แบบ