- หน้าแรก
- ผมก็แค่ทำจริงจัง ทำไมคู่แข่งต้องกลัวจนโทรเรียกตำรวจด้วย
- บทที่ 17 ทนายจางเหว่ย: อีกฝ่ายฟ้องพวกคุณในข้อหาฉ้อโกงงั้นเหรอ?
บทที่ 17 ทนายจางเหว่ย: อีกฝ่ายฟ้องพวกคุณในข้อหาฉ้อโกงงั้นเหรอ?
บทที่ 17 ทนายจางเหว่ย: อีกฝ่ายฟ้องพวกคุณในข้อหาฉ้อโกงงั้นเหรอ?
บทที่ 17 ทนายจางเหว่ย: อีกฝ่ายฟ้องพวกคุณในข้อหาฉ้อโกงงั้นเหรอ?
"เสี่ยวฉินพูดถูก เรื่องให้อภัยพวกเธอเป็นหน้าที่ของตำรวจ"
"ฉันจะไม่ถอนฟ้อง พวกเธอรีบกลับไปหาทนายเถอะ"
ครั้งนี้หลี่เว่ยกั๋วไม่ได้ยอมถอยให้ เขามองตรงไปยังหญิงทั้งสามคนที่เขาส่งเสียเลี้ยงดูมานานหลายปี
ในวินาทีนี้
หัวใจของเขาเย็นเยียบไปหมด
ตั้งแต่ตอนก่อนหน้านี้ที่พวกเธอหลอกเอาเงินเขาสองแสนหยวนอย่างหน้าด้านๆ จนถึงตอนนี้ที่บุกเข้ามาในบ้านพักคนชราแล้วชี้หน้าด่าเขาฉอดๆ... ในที่สุดเขาก็ได้เห็นธาตุแท้ของครอบครัวที่เขาเคยช่วยเหลือมาตลอด
เขาช่วยเหลือพวกเธอมาตั้งมากมาย... แต่พวกเธอกลับนิ่งเฉยและเลือกที่จะเมินต่อบุญคุณนั้น
และพอเขาต้องการปกป้องสิทธิ์ของตัวเองตามปกติ... อีกฝ่ายก็กระโดดออกมาเต้นแร้งเต้นกาด้วยความโกรธเกรี้ยวทันที
ทำราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายติดหนี้และเป็นคนฉ้อโกงเสียเอง
"เฒ่าหลี่ คุณจะไม่ใจจืดใจดำไปหน่อยเหรอ?"
"ครอบครัวเรามีทั้งคนแก่ที่ต้องดูแล มีทั้งเด็กที่ต้องเลี้ยงดู คุณถึงกับต้องฟ้องร้องกันเลยหรือไง?"
"ทำแบบนี้แล้วคุณจะได้อะไรขึ้นมา? ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางเถอะ คุณจะไม่เหลือทางรอดให้พวกเราเลยจริงๆ เหรอ?"
"สรุปก็คือ วันนี้คุณต้องถอนฟ้อง ไม่อย่างนั้นพวกเราก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น!"
เมื่อหญิงทั้งสามเห็นท่าทีเด็ดขาดของหลี่เว่ยกั๋ว ก็เริ่มตีโพยตีพายโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง
บางคนถึงกับลงไปนั่งบนเตียงที่หลี่เว่ยกั๋วใช้พักผ่อนหน้าตาเฉย แถมยังถือวิสาสะหยิบแก้วน้ำของเขามาดื่มอีกต่างหาก
พวกเธอทำตัวตามสบายราวกับไม่ใช่คนนอกเลยสักนิด
เมื่อเห็นภาพนี้ หลี่เว่ยกั๋วก็โกรธจนตัวสั่นขึ้นมาอีกครั้ง
"ฉันจะให้โอกาสพวกเธออีกครั้ง ตอนนี้จะไสหัวออกไปจากบ้านพักคนชรายังไม่สาย ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจเรียก รปภ. มาลากตัวไปก็แล้วกัน"
ฉินมู่ที่เห็นทั้งสามคนเริ่มเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทนดูต่อไปไม่ไหวเช่นกัน
เขาจึงเอ่ยเตือนออกไปก่อน
ทว่า... หญิงทั้งสามกลับไม่สนใจไยดีและไม่มีทีท่าว่าจะยอมล่าถอยไปเลยแม้แต่น้อย
เมื่อหมดหนทาง
ฉินมู่จึงทำได้เพียงวิทยุเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาเชิญตัวหญิงทั้งสามคนออกไปอย่างกึ่งบังคับ
เรื่องราววุ่นวายนี้ถึงได้ยุติลง
หลังจากที่ทั้งสามคนจากไป
หลี่เว่ยกั๋วก็ถอนหายใจยาว เขามองไปที่ฉินมู่แล้วเอ่ยขึ้น "เสี่ยวฉิน เธอพูดถูก คนพวกนี้... ไม่คู่ควรให้ให้อภัยเลยจริงๆ"
มาถึงตอนนี้
เขาได้เห็นธาตุแท้ของครอบครัวที่เขาเคยบริจาคเงินช่วยเหลืออย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
ในเวลาแบบนี้ พวกเธอยังมีหน้ามาหาเรื่องถึงบ้านพักคนชราอีก
เอาแต่พร่ำบอกว่าเขาต้อนพวกเธอให้จนมุม
ราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายผิดเสียเอง
เรื่องศีลธรรมจรรยาหรือความละอายแก่ใจ... ไม่หลงเหลืออยู่ในตัวคนพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
"ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ พวกเราเตรียมหลักฐานไว้พร้อมหมดแล้ว พวกเขาต้องชดใช้เงินแถมยังต้องติดคุกด้วย จะไม่มีใครหนีรอดไปได้สักคนเดียว!"
ฉินมู่กล่าวพร้อมรอยยิ้มเพื่อปลอบโยนอีกฝ่าย
พวกเธอคงจะ... ยังคิดว่านี่เป็นแค่คดีฟ้องร้องเรียกเงินคืนธรรมดาๆ และยังไม่เข้าใจถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้
ดูเหมือนว่าพวกเธอจะยังไม่ได้หาทนายความด้วยซ้ำ
และทันทีที่คดีถูกประทับรับฟ้อง
สิ่งที่รอพวกเธออยู่... ก็คือการบังคับคดีให้ชดใช้เงินคืนและกระบวนการพิจารณาคดีในข้อหาฉ้อโกง!
...อีกด้านหนึ่ง
ภายนอกบ้านพักคนชรา
หยางหมิงฮุยและผู้หญิงอีกสองคนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไล่ตะเพิดออกมา
หลังจากที่รอบข้างไม่มีใครแล้ว... ความยโสโอหังบนใบหน้าของพวกเธอก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
กลับกลายเป็นความกลัดกลุ้มใจเข้ามาแทนที่
"พี่หยาง พี่ว่าพวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะ? ตอนแรกก็ตกลงกันว่าจะแค่หลอกเอาเงินบริจาคนิดหน่อย ใครจะไปคิดว่าตาแก่นี่จะพลิกลิ้นหันมาฟ้องพวกเราแบบนี้?"
"ใช่ๆ ก่อนหน้านี้ตาแก่นี่หลอกง่ายจะตาย ทำไมจู่ๆ ถึงได้แข็งข้อขึ้นมาล่ะเนี่ย?"
"นี่พวกเราต้องคืนเงินจริงๆ เหรอ? เงินที่ฉันได้มาช่วงหลายปีนี้ก็เอาไปสร้างบ้านที่บ้านเกิดหมดแล้ว ฉันควักออกมาไม่ได้แม้แต่แดงเดียวเลยนะ..."
หญิงทั้งสองหันไปมองหยางหมิงฮุย ซึ่งก็คือผู้หญิงที่เป็นคนโทรไปหาหลี่เว่ยกั๋วเพื่อขอเงินสองแสนหยวนก่อนหน้านี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
พวกเธอให้ลูกๆ ลาออกจากโรงเรียนไปทำงาน และยักยอกเงินบริจาคทั้งหมดของหลี่เว่ยกั๋วเข้ากระเป๋าตัวเอง
พูดง่ายๆ ก็คือ... ผลาญไปจนเกลี้ยงแล้วนั่นแหละ
เมื่อเคยได้ลิ้มรสความหอมหวาน... มาคราวนี้ พวกเธอจึงอาศัยจังหวะช่วงใกล้เปิดเทอม หวังจะใช้ลูกไม้เดิมเพื่อรีดไถเงินอีกสองแสนหยวน
โชคร้ายที่หลี่เว่ยกั๋วดันกินยาผิดซองหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ถึงได้แอบไปสืบเรื่องลูกๆ ของพวกเธออย่างลับๆ
"ไม่ต้องห่วง คดีนี้พวกเราอาจจะไม่แพ้ก็ได้!"
แววตาของหยางหมิงฮุยเป็นประกายวูบวาบ เธอแค่นเสียงเย็นชา "ตาแก่นี่อยากได้เงินคืนเหรอ? ฝันไปเถอะ!"
"ฉันติดต่องานกับทนายจางเหว่ยเอาไว้แล้ว เขาเป็นทนายที่มีชื่อเสียงพอตัวในเมืองจินเฉิงเลยนะ เดี๋ยวพวกเราจะไปปรึกษาเขากัน"
"นี่มันเงินบริจาคนะ เขาเต็มใจให้เอง ให้ด้วยความสมัครใจ แล้วมีสิทธิ์อะไรมาทวงคืนล่ะ?"
พูดจบ
ทั้งสามคนก็งกแม้กระทั่งค่าแท็กซี่
พวกเธอพากันโหนรถเมล์ไปที่สำนักงานทนายความ...
สองชั่วโมงต่อมา
ณ สำนักงานทนายความ
"สรุปว่า พวกคุณคือคนที่ถูกฟ้องใช่ไหมครับ?"
ทนายจางเหว่ยรินน้ำชาให้พวกเธอทั้งสามคน และเริ่มสอบถามพูดคุยตามขั้นตอนปกติ
ทันทีที่เห็นหน้าทนายความ
หยางหมิงฮุยและผู้หญิงอีกสองคนก็พยักหน้ารัวๆ ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จและระบายความคับแค้นใจออกมาเป็นฉากๆ
"ทนายจาง คุณไม่รู้อะไรซะแล้ว ตาแก่หลี่เว่ยกั๋วคนนั้นน่ะ... ภายนอกดูเหมือนเป็นชายชราใจดี แต่จริงๆ แล้วร้ายลึกจะตายไป"
"ใช่แล้วค่ะ เขาไม่เห็นแก่ความมีน้ำใจต่อกันเลยสักนิด หลายปีมานี้พวกเราส่งของกำนัลไปให้เขาตั้งเท่าไหร่? ทั้งป้ายประกาศเกียรติคุณ ทั้งผลไม้ พวกเราส่งไปตั้งเยอะตั้งแยะ"
"พวกเราไม่เคยนึกฝันเลยว่าเขาจะไปฟ้องศาลแล้วเรียกร้องเอาเงินคืนแบบนี้..."
"ทนายจางคะ คุณต้องช่วยพวกเรานะคะ เงินก้อนนี้เขาบริจาคให้ครอบครัวยากจนอย่างพวกเรา มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะมาทวงคืน!"
ทั้งสามคนผลัดกันพูดฉอดๆ
พวกเธอพรรณนาให้ตัวเองดูเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากทนฟังจนจบ จางเหว่ยก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย "พวกคุณไม่ต้องกังวลมากไปหรอกครับ โดยปกติแล้ว เงินที่บริจาคไปแล้วไม่สามารถทวงคืนได้หรอกครับ"
ขณะที่พูด
เขาก็หยิบหมายเรียกของศาลที่ทั้งสามคนนำมาด้วยขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด
แต่พออ่านไปอ่านมา... เขากลับพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เพราะในหมายเรียกนั้นมีคำฟ้องแนบมาด้วย และข้อหาที่อีกฝ่ายใช้ฟ้องร้องหยางหมิงฮุยกับพวกเป็นหลัก... กลับถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า "ข้อหาฉ้อโกง"