- หน้าแรก
- หนึ่งดาบสยบฟ้า เจตจำนงดาบไร้ขีดกำจัด
- ตอนที่ 60 เจ้าหนู เจ้าจบสิ้นแน่
ตอนที่ 60 เจ้าหนู เจ้าจบสิ้นแน่
ตอนที่ 60 เจ้าหนู เจ้าจบสิ้นแน่
ตอนที่ 60 เจ้าหนู เจ้าจบสิ้นแน่
"ฆ่าปรมาจารย์ด้วยดาบเล่มเดียว!"
เหล่าชาวยุทธที่อยู่ด้านล่างก็มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
ปรมาจารย์ นั่นคือปรมาจารย์!
การปะทะกันของปรมาจารย์สามารถสร้างปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ได้ และแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ถึง 30 จั้งได้
เมื่อปรมาจารย์ต่อสู้กันสภาพแวดล้อมโดยรอบจะถูกเปลื่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
ตอนนี้ปรมาจารย์ตายแล้ว
แล้วซูหยางแข็งแกร่งแค่ไหนกัน?
ยอดปรมาจารย์?
จอมยุทธ์?
ไม่สิ ยิ่งพวกเขาคิดถึงมันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น
ทุกคนส่ายหัวอย่างเงียบๆ รู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย
“นายท่าน ข้าเก็บของมีค่าทั้งหมดบนร่างของอีกฝ่ายมาแล้ว” กู่ซิ่วช่วยซูหยางค้นศพอย่างชาญฉลาด
ดาบ ถุงมิติ และทุกอย่างที่มีค่า
ถุงมิติเหลานี้ยังมีค่าค่อนข้างมากในต้าเซี่ย
มันค่อนข้างง่ายสำหรับปรมาจารย์ที่จะได้รับมัน แต่สำหรับคนที่อ่อนแอกว่านั้นขึ้นอยู่กับโชค
“ดี” ซูหยางพยักหน้า และรับมันไป
แล้วเขาเตรียมมุ่งหน้าสู่เป้าหมายถัดไป
ยังมีสนามรบอีกสี่แห่งที่กระจัดกระจายไปตามแนวภูเขา ต้องจัดการกับพวกมันทั้งหมดก่อน
การฆ่าผู้ฝึกฝนปีศาจเหล่านี้จะมอบเจตจำนงแห่งสรรพชีวิต ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเขา
ไม่ว่าเขาจะเก็บไว้เป็นถุงประสบการณ์หรือรอที่จะใช้สร้างวิชาดาบในภายหลัง เขาจำเป็นมีเก็บไว้สำรองก่อน
หลังจากรวบรวมสินสงครามแล้ว ซูหยางก็เหยียบบนดาบบินอีกครั้ง และมุ่งหน้าต่อไป
ภายในไม่กี่อึดใจ เขาก็มาถึงจุดหมายถัดไป นั้นคือสนามรบที่กองเจิ้นหวู่อยู่
ปรมาจารย์จากกองเจิ้นหวู่ดูเหมือนจะกำลังถูกทุบตี...
เมื่อก้าวไปข้างหน้า
ในสนามรบ การต่อสู้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งคือการต่อสู้ของผู้ฝึกฝนที่ต่ำว่าปรมาจารย์ และอีกส่วนคือ ที่ๆ ปรมาจารย์ต่อสู้กัน
ในภูเขา และป่าไม้ เสียงตะโกนของการเข่นฆ่าสั่นสะเทือนไปทั่วท้องฟ้า และผู้ฝึกฝนปีศาจก็ต่อสู้กับทหารของกองเจิ้นหวู่ และชาวยุทธคนอื่นๆ
บรรยากาศนั้นตึงเครียดเป็นอย่างมาก
กลิ่นเลือดอบอวลไปทั่วป่าบนภูเขาแห่งนี้
พื้นที่ๆ หลายลี้ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ ต้นไม้ถูกโค่น และฝุ่นฟุ้งกระจาย ทำให้ป่ากลายเป็นซากปรักหักพัง
การต่อสู้ของผู้ฝึกฝนที่ต่ำว่าปรมาจารย์นั้นดุเดือด และสับสนวุ่นวาย
ในทางตรงกันข้าม บนท้องฟ้า การต่อสู้ระหว่างปรมาจารย์ทั้งสองไม่ได้ดุเดือดมากนัก
หลู่จวินลอยตัวอยู่กลางอากาศ อาการของเขาไม่ดีนัก มีบาดแผลเล็กๆ มากมายทั่วร่างกาย
บาดแผลไม่ได้ลึก แต่มีจำนวนมาก และมีเลือดไหลออกมามากมายทำให้ชุดคลุมของเขาเปียกโชก
ตรงข้ามกับเขาคือ ผู้ฝึกฝนปีศาจที่ได้ฝึกฝนทักษะขัดเกลาร่างกายจนมาถึงระดับปรมาจารย์
ด้วยทักษะการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด และคาดเดาไม่ได้ อีกฝ่ายสร้างบาดแผลให้แก่เขาได้หลายครั้งในระหว่างที่ปะทะกัน
แต่เขาแตะต้องตัวของอีกฝ่ายไม่ได้เลย
“ฮ่าๆๆ” ฉู่หลิงมองไปที่หลู่จวินด้วยรอยยิ้มกลางอากาศ “เจ้าสนุกกับการต่อสู้ไหม?”
“แต่ดูเหมือนเจ้าจะตามข้าไม่ทัน”
หลังจากที่เขาพูดจบ ร่างของฉู่หลิงก็หายไป
ดวงตาของหลู่จวินเบิกกว้าง และเขาก็ปกป้องตัวเองในทันที แต่ยังมีบาดแผลปรากฏบนร่างกาย
“หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เจ้าจะต้องตายอย่างแน่นอน”
ฉู่หลิงปรากฏตัวที่อีกด้านหนึ่ง ขณะถือกริชไว้ในมือ
กริชยังคงมีเลือดของหลู่จวินอยู่บนนั้น
ฉู่หลิงอดไม่ได้ที่จะเอามันเข้าปากแล้วเลีย รอยยิ้มบิดเบี้ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
แปลกปลาด และโหดร้าย เขาดูเหมือนคนโรคจิตตั้งแต่แรกเห็น
“เลือดของเจ้าอร่อยมาก”
ท่าทางเช่นนี้ทำให้หลู่จวินหน้ามืดคล้ำมากขึ้น
ความรู้สึกนี้แย่กว่าการได้รับบาดเจ็บ
มันน่าขยะแขยง
แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรกับอีกฝ่ายได้
หากเป็นอย่างงี้ต่อไป เขาอาจจะต้องตายจริงๆ
ในเมื่อไม่สามารถหาวิธีจัดการกับศัตรูได้ เขาทำได้แค่ล่าถอยเท่านั้น
หลู่จวินขมวดคิ้ว และครุ่นคิด พยายามค้นหาจุดอ่อนของอีกฝ่าย
ถ้าพูดถึงจุดอ่อน จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของฉู่หลิงอาจจะเป็นการโจมตีที่ไม่ทรงพลังนัก นั้นเพราะอาการบาดเจ็บบนร่างของเขานั้นเป็นเพียงอาการบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
การเคลื่อนไหวของฉู่หลิงดูเหมือนจะเป็นทักษะที่เน้นความเร็ว
แต่ทิศทางของมันนั้นเป็นเส้นตรงเสมอ ดังนั้นทุกครั้งที่เขาจึงสามารถหลบเลี่ยงได้เล็กน้อย ฉู่หลิงจึงไม่มีทางทำให้เขาบาดเจ็บหนักได้ หรือเหลือเพียงบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
นี่เป็นข่าวดีเพียงอย่างเดียว
นอกจากจุดอ่อนนี้ เขาก็ยังไม่พบจุดอ่อนใดๆ อีก
ส่วนหนึ่งของค่ายกลสังเวยเลือดที่นี่ถูกทำลายลงโดยเขา
เดิมที เขาต้องการใช้สิ่งนี้เพื่อคุกคามฉู่หลิง และบีบให้อีกฝ่ายต้องเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง แต่ท้ายที่สุดแล้วฉู่หลิงก็ไม่ได้หลงกล
ไม่ว่าเขาจะทำลายส่วนหนึ่งของค่ายกลสังเวยเลือดหรือฆ่าผู้ฝึกฝนปีศาจที่อ่อนแอเหล่านั้นก็ตาม
ฉู่หลิงก็ไม่สนใจเลย
ในทางกลับกัน เขาต่างหากที่ถูกเหนี่ยวรั้งเอาไว้
เพราะเขาไม่สามารถหยุดฉู่หลิงจากการฆ่าทหารของกองเจิ้นหวู่ และชาวยุทธคนอื่นๆ ได้
สิ่งที่ลำบากที่สุดคือ แม้ว่าเขาต้องการถอนตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้ แต่เขาอาจไม่สามารถทำได้
ฉู่หลิงมุ่งความสนใจมาที่เขาอย่างเต็มที่ หากเขาจากไป ทหารของกองเจิ้นหวู่ และชาวยุทธที่เหลือจะต้องทนทุกข์ทรมาน
คราวนี้มันยุ่งยากจริงๆ
ใบหน้าของหลู่จวินเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ และน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ
ในทางกลับกัน ฉู่หลิงเริ่มตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรอยยิ้มที่บ้าคลั่ง และบิดเบี้ยว
เขาสนุกกับความรู้สึกนี้ เพลิดเพลินกับกับการเล่นกับเหยื่อจนตายอย่างช้าๆ
เมื่อมองดูเหยื่อต่อต้าน และต่อสู้ดิ้นรน และความสิ้นหวังที่ปรากฏอยู่ในดวงตา
ความรู้สึกนี้ทำให้เขาหลงใหล
นับตั้งแต่ที่เขาได้เริ่มฝึกฝน ความรู้สึกนี้คือ สิ่งที่เขาชื่นชอบมากที่สุด
ดังนั้น เขาจึงพยายามอย่างหนักเพื่อฝึกฝนทักษะขัดเกลาร่างกาย เพื่อทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้น
ด้วยความพากเพียรที่ผิดปกตินี้เองที่ทำให้เขาสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นปรมาจารย์ในท้ายที่สุด
เมื่อมาถึงจุดนี้ แม้แต่ยอดปรมาจารย์ก็อาจไม่สามารถทำอะไรกับเขาได้
ไม่ต้องพูดถึงปรมาจารย์
เมื่อศัตรูไม่สามารถแตะชายเสื้อของเขาได้ งานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้น
“เจ้ารู้ไหม เจ้าเป็นปรมาจารย์คนแรกที่ข้าได้ต่อสู้ด้วย” ฉู่หลิงมีรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้า
“เจ้าทำให้ข้าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เจ้าน่าสนใจมากกว่าคนธรรมดาเหล่านั้นมาก”
“คนธรรมดาเหล่านั้นเปราะบางเหลือเกิน แม้ข้าจะสัมผัสเบาๆ พวกเขาก็จะตายในเวลาไม่นาน”
“ผู้ฝึกฝนคนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่ข้าจะสนุกไปกับมันได้นานนัก”
"แต่วันนี้เจ้าทำให้ข้ามีความสุขจริงๆ ฮ่าๆๆ ข้ามีความสุขมากจริงๆ"
"เช่นนั้น อย่าเพิ่งรีบตายเสียล่ะ"
มุมปากของหลู่จวินกระตุก มันน่าอับอายจริงๆ เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งเขาจะถูกเย้ยหยันแบบนี้
‘ใจเย็นๆ ข้าต้องรอโอกาส อีกฝ่ายเร็วมากก็จริง’
‘แต่ร่างกายของเขาคงเปราะบางมาก ขอแค่ข้าโจมตีโดน แม้จะเพียงครั้งเดียวก็ตาม’
เมื่อนั้น เขาควรจะสามารถพลิกกลับมาได้เปรียบ
เมื่อกำลังจะเริ่มปะทะกัน มีบางคนกำลังมุ่งหน้ามาจากท้องฟ้าในระยะไกล
หลู่จวิน และฉู่หลิงต่างสังเกตเห็นพร้อมกัน
ฉู่หลิงขมวดคิ้ว เขารู้ว่าคนที่มาจะไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับเขาอย่างแน่นอน
นี่เป็นเรื่องยากเล็กน้อยที่จะจัดการ
แต่ไม่สำคัญหรอก ความเร็วของเขาทำให้เขาอยู่ยงคงกระพัน
หลังจากที่หลู่จวินเห็นตัวตนคนที่มาอย่างชัดเจน เขาก็รู้สึกตื่นเต้นทันที
หนึ่งในนั้นคือ ซูหยาง ซึ่งเขาจำได้ดี
บินอยู่ในอากาศ นั่นไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายก็เป็นปรมาจารย์งั้นเหรอ?
เมื่อไม่กี่วันก่อน ซูหยางเคยบอกว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในการทำความเข้าใจเจตจำนงดาบ
นั้นเพื่อทะลวงผ่านเป็นปรมาจารย์?
ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ดีจริงๆ
ถ้าเขาจำไม่ผิด ซูหยางอายุแค่ 19 ปีเท่านั้น?
ไม่ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ ถ้าซูหยางมา เขาจะได้รับการช่วยเหลือ
แม้จะไม่สามารถเอาชนะฉู่หลิงได้ แต่ก็คงสามารถถอยกลับได้อย่างปลอดภัย
และมีอีกคนอยู่ข้างๆ ซูหยาง
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็นปรมาจารย์ด้วย นี่เป็นอาจารย์ของซูหยางงั้นรึ?
หลู่จวินมองดูรูปร่างหน้าตาของกู่ซิ่ว และคาดเดาบางอย่าง
สามปรมาจารย์
พวกเขาจะได้เปรียบอย่างแน่นอน
สีหน้าที่มืดมนของหลู่จวินหายไป และมองไปที่ฉู่หลิงด้วยรอยยิ้ม
เจ้าหนู รอก่อนเถอะ เมื่อกำลังเสริมของข้ามาถึง เจ้าจบสิ้นแน่