- หน้าแรก
- เมื่อคุณหนูนายทุนได้สติ ขอหอบสมบัติทั้งตระกูลหนีไปค่ายทหาร
- บทที่ 5 สมบัติของตระกูลลู่
บทที่ 5 สมบัติของตระกูลลู่
บทที่ 5 สมบัติของตระกูลลู่
บทที่ 5 สมบัติของตระกูลลู่
เฉียวซูซินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หล่อนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด
ก่อนหน้านี้ลู่เหราก็เคยร้องไห้แบบเดียวกัน แต่กลับไม่มีใครตั้งคำถามกับเธอเลย ทำไมพอเป็นหล่อนทำบ้าง ถึงถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอไปได้? หล่อนเคยได้ยินมานานแล้วว่าลู่เหรามักจะทำตัวแบบนี้เสมอ แล้วทำไมถึงไม่มีใครตั้งคำถามบ้างเลยว่าเธอเหมาะสมที่จะเป็นทายาทของตระกูลลู่หรือไม่?
ลู่เหรารับรู้ได้ถึงสายตาของเฉียวซูซินที่จ้องเขม็งมาราวกับใบมีด เมื่อเห็นใบหน้าของหล่อนเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีดสลับกันไปมา เธอก็รู้สึกขบขัน
"นี่คิดจะเลียนแบบฉันงั้นเหรอ? เป็นการเลียนแบบที่น่าเกลียดชะมัด! ไม่ดูเงาหัวตัวเองเลยว่าคุณหนูอย่างฉันถูกเลี้ยงดูฟูมฟักมาด้วยรากฐานของตระกูลวันแล้ววันเล่า หมาแมวที่ไหนก็ไม่รู้ดันคิดจะมาเทียบรัศมี!"
ลู่เหรามักจะเจ้าน้ำตาจริงๆ นั่นแหละ แต่มีใครในตระกูลลู่บ้างที่ไม่เคยเห็นเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นไปพลาง อาละวาดแว้งกัดทุกคนที่ขวางหน้าไปพลาง?
ถึงแม้ทุกคนจะคิดว่าลู่เหราถูกตามใจจนเสียคน แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับว่าเธอมีความเหี้ยมโหดที่ได้รับการหล่อหลอมมาจากตระกูลลู่ จึงแทบจะไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งกับเธอ
ไม่เช่นนั้น ด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนที่แสนจะใสซื่อบริสุทธิ์อย่างลู่เหราคงถูกรังแกจนตายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ?
ใบหน้าของเฉียวซูซินแดงก่ำด้วยความอับอายจากการถูกด่าทอ ส่วนกู้หยูเฉิงก็แทบจะคุมสติตัวเองไม่อยู่จนอยากจะตบหน้าหล่อนสักสองฉาดตรงนั้นเลย
สำหรับบรรดาญาติผู้ใหญ่ เมื่อได้เห็นการแสดงออกของเฉียวซูซินเมื่อครู่นี้ พวกเขาก็ประเมินหล่อนไว้ในใจแล้ว และไม่ได้ให้ความสำคัญกับหล่อนอีกต่อไป สมบัติในหีบทั้งสี่ใบนี้ ต่อให้เป็นแค่ขนเป็ดสักเส้นก็อย่าหวังว่าจะเหลือตกถึงมือหล่อนเลย
ทว่าในจังหวะที่ลู่สงกำลังจะสั่งให้คนยกหีบออกไป จู่ๆ ผู้อาวุโสในตระกูลคนหนึ่งที่มักจะไม่ลงรอยกับเขาก็กระโดดออกมา ชี้หน้าด่าลู่สง พร้อมกับบอกให้เขาคืนสินสอดเหล่านั้นให้กับเฉียวซูซิน ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล
สถานการณ์พลิกผันอย่างไม่คาดคิด
แม้แต่ตัวเฉียวซูซินเองก็ยังตกตะลึง
ส่วนกู้หยูเฉิงนั้นแทบจะดีใจจนน้ำตาไหล
"เจ้านายเห็นไหม นี่แหละคือลูกรักของสวรรค์ ออร่าของเฉียวซูซินทรงพลังเกินไปแล้ว" ระบบกระซิบในหัวของลู่เหรา
ลู่เหราเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะของพวกนั้นยังไม่ถูกนำออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลลู่ การปล่อยให้อยู่กับเฉียวซูซินจะทำให้เธอไปเอาคืนมาได้ง่ายกว่าในตอนกลางคืน ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องแอบลอบเข้าไปในบ้านของลู่สงทางตอนใต้ของเมืองในยามวิกาล ค่ำคืนในเมืองตอนนี้ยิ่งไม่ค่อยสงบสุขอยู่ด้วย
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์โดยรวมที่นี่คลี่คลายแล้ว ลู่เหราก็หันหลังเดินจากไป
อีกแค่ชั่วโมงกว่าๆ ท้องฟ้าก็จะมืดมิด
เธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนค่ำ
จากนั้นเธอจะไปช่วยลู่เฟิงถัง พ่อของเธอ
เมื่อนึกถึงตอนที่พ่อของเธอถูกกู้หยูเฉิงทรมานในห้องใต้ดินตามที่เธออ่านในนิยาย เธอก็แทบอยากจะบินไปที่นั่นเสียเดี๋ยวนี้
แต่เธอจะวู่วามไม่ได้
ห้องใต้ดินนั้นมีคนของกู้หยูเฉิงเฝ้าอยู่ และคนของลู่สงก็คอยจับตาดูอยู่อย่างลับๆ เช่นกัน
ลู่เหราไม่ได้หวาดกลัวกู้หยูเฉิง
แต่ในตอนนี้เธอยังต้องระวังลู่สงเอาไว้ก่อน
นอกจากนี้ คฤหาสน์ตระกูลลู่ในตอนนี้ยังถูกจับตาดูแทบจะทุกซอกทุกมุม ไม่ใช่แค่จากคนในตระกูลลู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพวกที่จ้องเล่นงานตระกูลลู่อย่างลับๆ เพื่อรอวันกวาดล้างพวกเขา แทบจะไม่มีที่ไหนปลอดภัยเลยทั้งข้างในและข้างนอก
เธอจึงลงมือได้แค่ตอนฟ้ามืดเท่านั้น
ลู่เหราเดินทอดน่องไปตามลานบ้าน ทอดสายตามองสถานที่ที่เธอเติบโตมา พลางนึกทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในหัว
ฝีเท้าของเธอหยุดชะงัก
เธอจำคำพูดที่พ่อเคยบอกตอนพาไปเล่นซ่อนหาในห้องใต้ดินสมัยเธอยังเด็กได้
"เหราเหรา จำไว้นะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวแบบไหน ห้องใต้ดินมักจะถูกขุดไว้เพื่อซ่อนของเสมอ"
"เหราเหรา ลองหาดูสิว่าในห้องใต้ดินนี้มีทางเดินกี่เส้นทาง"
ลู่เหราหยิบป้ายพยัคฆ์ออกมาจากมิติและกำไว้ในมือ สัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่เย็นเยียบ
สายตาของเธอทอดมองไปยังต้นสาลี่เก่าแก่ที่เหลือแต่กิ่งก้านโกร๋นในลานบ้าน
ตอนนี้เป็นเดือนพฤศจิกายนแล้ว ใบของต้นสาลี่เก่าแก่ต้นนี้ร่วงหล่นไปจนหมดสิ้น
ดังนั้น กิ่งก้านขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายออกไปอย่างน่าเกรงขามจึงดูสะดุดตาเป็นพิเศษ โดยมีกิ่งแขนงหนึ่งยื่นยาวออกไปนอกกำแพง
ตระกูลลู่มีกฎมาตลอดว่าห้ามตัดแต่งกิ่งต้นสาลี่ในลานบ้านเด็ดขาด
ตั้งแต่ลู่เหราจำความได้ กิ่งของต้นสาลี่ต้นนี้ก็ยื่นออกไปนอกลานบ้านมาโดยตลอด
"แล้วถ้าสมบัติของตระกูลลู่ไม่ได้อยู่ในบ้านตระกูลลู่เลยล่ะ?"
ลู่เหราครุ่นคิดในใจเงียบๆ
เธอจ้องมองกิ่งต้นสาลี่ที่ยื่นออกไปนอกกำแพงอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะหมุนตัววิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเอง... คฤหาสน์ตระกูลลู่เป็นคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกเพียงหลังเดียวที่ตระกูลลู่เหลืออยู่ในเซี่ยงไฮ้ ส่วนหลังอื่นๆ ถูกบริจาคไปหมดแล้วเมื่อหลายปีก่อน
ภายนอกเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายเกี่ยวกับการที่ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่โตเช่นนี้ โดยกล่าวหาว่าพวกเขากำลังเสวยสุขแบบนายทุน และนี่ก็กลายเป็นหนึ่งในข้อหาที่ใช้เล่นงานคนในตระกูลลู่ในภายหลัง
เมื่อคนในตระกูลลู่ถูกส่งตัวไปใช้แรงงาน คฤหาสน์หลังนี้ก็จะถูกยึด
นี่คือทรัพย์สินของบรรพบุรุษ ลู่เหราทนเห็นหยาดเหงื่อแรงกายของคุณปู่ต้องสูญเปล่าไม่ได้ ระหว่างที่วิ่งขึ้นบันได เธอก็ขบคิดหาวิธีจัดการกับคฤหาสน์หลังนี้ในอนาคตไปด้วย
เมื่อเดินผ่านห้องครัว เธอเห็นแม่นมหวังจึงร้องเรียก
"แม่นมหวังคะ คืนนี้ช่วยเตรียมกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์ให้ฉันเยอะหน่อยนะคะ"
เธอต้องกินให้อิ่มท้อง เพราะคืนนี้มีงานใหญ่รออยู่
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสริมว่า "แล้วก็ช่วยเตรียมข้าวต้มเปล่าๆ กับชงชาโสมให้ชามหนึ่งด้วยนะคะ เอาโสมร้อยปีที่เก็บไว้ในห้องเก็บของมาใช้นะคะ"
อาการของพ่อในตอนนี้ต้องไม่สู้ดีแน่ๆ
ของพวกนี้เตรียมไว้สำหรับพ่อของเธอ
"ได้ค่ะคุณหนูใหญ่ ทราบแล้วค่ะ" แม่นมหวังเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วหันหลังกลับไป
จังหวะนั้นเอง เฉียวซูซินก็เดินนำหน้าคนที่หามหีบไม้จันทน์ทั้งสี่ใบเข้ามาพอดี เมื่อเห็นดังนั้น หล่อนก็ขมวดคิ้ว ปรายตามองลู่เหราสลับกับแม่นมหวัง
"ตอนนี้ฉันคือคุณหนูใหญ่ของตระกูลลู่ เธอไม่ต้องไปฟังคำสั่งของมันแล้ว"
แม่นมหวังกลอกตาบนใส่ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าครัว "ทำไมฉันต้องฟังเธอด้วย? เธอเป็นคนจ่ายเงินเดือนฉันรึไง?"
เงินเดือนของนางลู่เหราเป็นคนจ่ายมาโดยตลอด
"แก!" เฉียวซูซินกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัด จากนั้นก็หันไปถลึงตาใส่ลู่เหรา "ตอนนี้ฉันคือคุณหนูใหญ่ของตระกูลลู่ ของทุกอย่างในตระกูลลู่เป็นของฉัน ถ้าแกยังรู้จักเจียมตัว ก็จงรู้ไว้ซะว่าอย่าหยิบฉวยอะไรของตระกูลลู่ไปอีก"
หล่อนช่างหลงตัวเองเสียจริงๆ
ลู่เหรากวาดสายตามองหล่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วแค่นหัวเราะ
"ตัวอัปลักษณ์ที่ไหนโผล่มาเนี่ย? แค่ได้ยินเรื่องโสมร้อยปีก็อิจฉาตาร้อนขนาดนี้เชียว งั้นฉันจะบอกอะไรให้นะ ทะเบียนบ้านของฉันยังอยู่ในตระกูลลู่ และสถานะทายาทตระกูลลู่ของเธอก็ยังไม่ได้รับการยืนยัน ตระกูลลู่ทั้งหมดยังคงเป็นของฉัน แบบนี้ไม่ทำให้เธอแทบคลั่งตายเลยเหรอ? คนที่แม้แต่กุญแจสักดอกของตระกูลลู่ยังหามาครอบครองไม่ได้ด้วยซ้ำ"
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินขึ้นบันไดจากไป
เธอมีธุระยุ่งมากและไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับหล่อนในตอนนี้
"นังเด็กบ้าเอ๊ย!" เฉียวซูซินกัดฟันกรอด จ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของลู่เหรา
ในชาติก่อน ลู่เหราถูกส่งตัวไปทันทีที่หล่อนกลับมา ทั้งสองจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกัน หล่อนไม่รู้มาก่อนเลยจริงๆ ว่านังตัวปลอมนี่จะมีนิสัยร้ายกาจขนาดนี้
มันไม่ได้เป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลลู่แล้วแท้ๆ แต่ยังหยิ่งยโสโอหังอยู่อีก มันเอาความมั่นใจมาจากไหนนักหนา?
แววตาของเฉียวซูซินเย็นชาลงเรื่อยๆ
"ลู่เหรา ฉันต่างหากคือคุณหนูใหญ่ของตระกูลลู่! แกขโมยชีวิตที่สุขสบายซึ่งควรจะเป็นของฉันไป ฉันจะทำให้แกต้องชดใช้คืนเป็นร้อยเท่าพันเท่า! ตอนที่แกไปอยู่ชนบท ฉันจะทำให้แกได้ลิ้มรสความยากลำบากทั้งหมดที่ฉันเคยเจอ!"
หล่อนนึกถึงความยากลำบากที่ต้องเผชิญในชนบทตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา และความทุกข์ทรมานที่ได้รับในต่างประเทศเมื่อชาติก่อน ร่างกายก็สั่นสะท้านด้วยความเคียดแค้น
"ตระกูลลู่ และใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพวกแก ฉันจะไม่ปล่อยไปแม้แต่คนเดียว!"
"เจ้านาย หล่อนกำลังถลึงตาใส่เจ้านายล่ะ ฮือๆ สายตาหล่อนน่ากลัวมากเลย"
ลู่เหราเพิ่งเดินขึ้นมาถึงชั้นสองก็ได้ยินเสียงของระบบ
เธอหันขวับกลับไป และได้สบตากับความเคียดแค้นบิดเบี้ยวของเฉียวซูซินที่หล่อนยังไม่ทันได้เก็บซ่อนไว้พอดี