- หน้าแรก
- หนึ่งดาบสยบฟ้า เจตจำนงดาบไร้ขีดกำจัด
- ตอนที่ 51 นิกายอมตะ (ฟรี)
ตอนที่ 51 นิกายอมตะ (ฟรี)
ตอนที่ 51 นิกายอมตะ (ฟรี)
ตอนที่ 51 นิกายอมตะ
“ดังนั้น สำนักกลั่นโลหิตกำลังทำจะทำเรื่องใหญ่?” ซูหยางเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ
หากมีคนของสำนักกลั่นโลหิตเพียงกลุ่มเล็กๆ เมื่อเรื่องดังกล่าวจะถูกเปิดเผย พวกเขาสามารถถอนตัวออกไปได้
แต่เมื่อมีการปรากฏของค่ายกลสังเวยเลือด ต้องมีเรื่องใหญ่โตเกินขึ้นอย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่าผู้ฝึกฝนปีศาจเหล่านี้ยังคงซ่อนตัวอยู่ และไม่ได้เคลื่อนไหว
แต่ยิ่งนานมากเท่าไรก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น
ถ้ารู้ว่าสำนักกลั่นโลหิตกำลังวางแผนจะทำอะไร อย่างน้อย พวกเขาก็หาวิธีจัดการกับมันได้ แต่ตอนนี้ เพียงแค่การเปิดเผยของค่ายกลสังเวยเลือด มันก็ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกแล้ว แต่ผู้ฝึกฝนปีศาจ และตัวสำนักกลั่นโลหิตยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ มากนัก
นี่แสดงให้เห็นว่าค่ายกลสังเวยเลือดที่ถูกพบไม่ได้สำคัญมากนัก
สำนักกลั่นโลหิตต้องมีแผนที่น่ากลัวกว่านี้ หรืออาจมีเป้าหมายอื่น
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดในตอนนี้คือ การจับกุมคนของสำนักกลั่นโลหิตทั้งหมด
"ใช่" ฮั่นชิวพูดอย่างเปนกังวล "แม้ว่าสำนักกลั่นโลหิตจะเปิดเผยตัวเองในครั้งนี้ เราก็อาจไม่สามารถกวาดล้างพวกเขาได้"
“ทำไม?” ซูหยางรู้สึกงุนงง หากสำนักกลั่นโลหิตเปิดเผยตัว ราชสำนักควรจะส่งผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งมาปราบปราม
“เจ้าหนู เจ้าคงไม่ใส่ใจกับสถานการณ์ในโลกนี้มากนักใช่ไหม?” คำพูดของฮั่นชิวเผยให้เห็นถึงความแปลกใจ
ซู่หยางพยักหน้า จนถึงตอนนี้ เขามุ่งเน้นไปที่การแกว่งดาบ และพัฒนาความแข็งแกร่งของตน ในพื้นที่ๆ เขาดูแลยังมีปัญหา จะพูดถึงโลกไปทำไม?
แม้ว่าเขาจะรู้ว่าโลกเป็นเช่นไร แต่ถ้าเขาไม่พลังพอที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
“ตอนนี้ต้าเซี่ยได้ตกอยูในความสับสนวุ่นวาย มณฑลเฮยหลินที่อยู่ติดกับเราก็จมอยู่ในความวุ่นวายจากวิญญาณมาร”
“อีกสามมณฑล ซาง เหลียว และชิงก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน”
“ยกเว้นกองทัพตามแนวชายแดน กองกำลังส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปเพื่อจัดการกับวิญญาณมารแล้ว”
“แม้ว่าอีกห้ามณฑลจะไม่ได้ประสบปัญหาใหญ่ในขณะนี้ แต่ก็ยังมีผู้ฝึกฝนปีศาจมากมายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เช่นเดียวกับเราในจังหวัดเทียนเฟิง”
“เมื่อกองกำลังส่วนใหญ่ของราชสำนักถูกส่งไปปราบปรามวิญญาณมาร และมารอมตะ พวกเขาก็ไม่อาจส่งคนมาช่วยเราได้มากนัก เราต้องพึ่งพาตัวเองในการจัดการเรื่องต่างๆ ในเขตอำนาจของตน”
“เรามียอดปรมาจารย์ 9 คนในมณฑลหลิงซาน ห้าคนถูกย้ายไปยังมณฑลเฮยหลิน สองคนกำลังปราบปรามถ้ำปีศาจ และสุดท้ายก็เหลือเพียงสองคนเท่านั้นที่เคลื่อนไหวได้”
“แต่ต้องมียอดปรมาจารย์คอยปกป้องเมือง เช่นนั้นก็สามารถเคลื่อนไหวได้เพียงคนเดียวเท่านั้น”
“เมื่อเป็นแบบนี้ สำนักกลั่นโลหิตจะถูกทำลายได้อย่างไรในเมื่อมียอดปรมาจารย์เพียงคนเดียว?”
“เมื่อเปรียบเทียบกับวิญญาณมาร และมารอมตะแล้ว สำนักกลั่นโลหิตเป็นเพียงปัญหาเล็กๆ เท่านั้น”
“สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เซียนยุทธ์ของต้าเซี่ยนั้นแก่แล้ว และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มากนัก แต่ไม่มีเซียนยุทธ์คนใหม่ปรากฏขึ้น อาณาจักรเราก็จะเสื่อมถอยลง”
ในตอนท้าย ฮั่นชิวก็เต็มไปด้วยความโกรธเช่นกัน
ซูหยางเงียบไป เขาคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์ของต้าเซี่ยจะเลวร้ายขนาดนี้
ไม่ว่าในเมืองผิงซานหรือจังหวัดเทียนเฟิง เขาไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความหายนะ
ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีคนกำลังแบกท้องฟ้าเอาไว้เพื่อทำให้เขารู้สึกว่าต้าเซี่ยมั่นคง
“สำนักเหล่านั้นล่ะ แล้วนิกายอมตะ?”
เท่าที่เขารู้ มีหลายสำนักในโลกนี้ และยังมีนิกายอมตะที่ทรงพลังซึ่งยืนหยัดเหนือใครอยู่
ฮั่นชิวยิ้มอย่างขมขื่น "สำนัก? เจ้าควรสามารถเห็นได้จากการดูทัศนคติของสำนักต่างๆ รอบๆ จังหวัดเทียนเฟิง ถ้าต้องการให้สำนักเหล่านี้เคลื่อนไหวต้องมีผลประโยชน์”
พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขาต่างจุดยืนกัน แม้จะไม่ใช่ศัตรูก็ไม่ใช่มิตร
“สำหรับนิกายอมตะ พวกเขาอยู่บนสวรรค์ชั้นเก้า พวกเขาจะเหลือบตามองโลกมนุษย์ได้อย่างไร?”
“ตราบเท่าที่ไม่ใช่หายนะของโลกทั้งใบ พวกเขาไม่สนว่าอาณาจักรใดจะล่มสลาย หรือเกิดการเปลื่ยนแปลงๆ ใด”
“พวกเขาเป็นนิกายอมตะ แต่ไม่ใช่นิกายอมตะแห่งต้าเซี่ย”
ใช่ คำพูดนี้ไม่ผิดเลย
ถ้าต้องการให้นิกายอมตะเคลื่อนไหวก็ต้องมีสิ่งที่พวกเขาต้องการ
แต่นิกายอมตะนั้นเชื่อมโยงกับโลกเบื้องบน และหยุดมุ่งความสนใจมาที่โลกมนุษย์มานานแล้ว ต้าเซี่ยจะทำอะไรให้พวกเขาสนใจได้?
ขณะที่พวกเขาเดินไปตามถนน ทั้งคู่ก็ตกอยู่ในความเงียบ
“ไปกันเถอะ คุกอยู่ที่นี่”
หลังจากนั้นไม่นาน ฮั่นชิวก็พูดอย่างใจเย็น
“ใต้เท้า ท่านไม่ต้องกังวล เรื่องของสำนักกลั่นโลหิตจะได้รับการแก้ไขในอีกไม่นาน”
ซูหยางพูดอะไรบางอย่างแล้วก้าวเข้าไปในคุก
ฮันชิวรู้สึกว่าซูหยางกำลังปลอบเขา และยิ้มโดยไม่พูดอะไรมาก
เขาอายุเท่าไหร่แล้วยังต้องการๆ ปลอบจากเด็กๆ งั้นเหรอ?
ผู้ฝึกฝนปีศาจ 13 คนจากสำนักกลั่นโลหิตถูกขังอยู่ในคุก
เมื่อเข้ามา ซูหยางเพียงแค่ต้องมอบแต้มผลงานให้กับกองเจิ้นหวู่เท่านั้น
เมื่อเห็นซูหยางเข้ามา ผู้ฝึกฝนปีศาจเหล่านี้ก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป
บางคนนิ่งเงียบ บางคนดูถูก และบางคนร้องขอความเมตตา พยายามขอให้ซูหยางปล่อยพวกเขาไป
ซูหยางยังคงเงียบ และมาที่ห้องขังแรก
คนที่อยู่ข้างในพูดด้วยรอยยิ้มที่ดุร้าย "เจ้าหนู เจ้าไม่กลัวความตายเหรอ? เด็กน้อยอย่างเจ้าคงเป็นยาบำรุงที่ดีจริงๆ ข้าอยากจะดูดเจ้าให้แห้งเหลือเดิน"
ก่อนที่ชายคนนั้นจะพูดจบ หัวของเขาก็หลุดออกจากบ่าแล้ว
มันกระแทกพื้น ส่งเสียงดังกึกก้อง
สิ่งนี้ทำให้ห้องขังอื่นๆ ที่มีเสียงดังแต่เดิมเงียบลงในทันที
ดวงตามากกว่าสิบคู่มองดูสิ่งนี้พร้อมๆ กัน
ซูหยางหันหลังกลับอย่างสงบ และเดินออกจากห้องขังแรก และมาที่ห้องขังที่สอง
“เฮ้ เจ้าจะทำอะไร” ผู้ฝึกฝนปีศาจซึ่งแต่เดิมเยาะเย้ยซูหยางเริ่มตื่นตระหนก
เข้ามาสังหารใครซักคนโดยไม่พูดอะไรสักคำ เจ้าเป็นใครกันแน่?
ถ้าจะทำเช่นนี้จะจับเป็นพวกเรากลับมาทำไม?
แต่ขณะนี้ ซูหยางไม่มีความสนใจที่จะพูดคุยกับคนเหล่านี้
คนบาปเหล่านี้มือเปื้อนเลือดคนบริสุทธิ์ไปมากมาย
พวกเขาไม่สามารถเป็นคนดีได้หากมีบาปมากมายอยู่เหนือหัว
เขาเดินเข้าไปฆ่าด้วยดาบเดียว
เมื่อคนที่สองเสียชีวิต คนอื่นๆ ในห้องขังก็ตื่นตระหนกทันที
พวกเขาเริ่มตะโกน
แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนได้
พวกเขาถูกซูหยางสังหารทีละคน ทีละคน
ก้าวที่แผว่เบาของซูหยางทำให้หัวใจของผู้ฝึกฝนปีศาจเต้นเร็วขึ้น
โดยเฉพาะยิ่งอยู่ใกล้ หัวใจก็ยิ่งเต้นแรง
ความรู้สึกสิ้นหวังนี้ค่อนข้างคุ้นเคยสำหรับพวกเขา
มันเป็นรูปลักษณ์เดียวกันของผู้คนที่ถูกพวกเขากลั่นเป็นยาไม่ใช่หรือ?
อย่างไรก็ตาม คราวนี้ก็ถึงคราวของพวกเขาแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ซูหยางก็เดินออกจากคุก และไม่มีใครรอดชีวิตอยู่เบื้องหลัง
[ เจตจำนงแห่งสรรพชีวิต +73 ]
ระดับบาปของผู้ฝึกฝนปีศาจธรรมดานั้นต่ำ ท้ายที่สุดแล้ว มีเพียงผู้อ่อนแอเท่านั้นที่จะถูกจับทั้งเป็นได้อย่างง่ายดาย
โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคนคือ ระดับ 6
ผู้ฝึกฝนปีศาจ 13 คนใช้แต้มผลงานของซูหยางไป 23,000 แต้ม เขาจึงเหลือเพียง 7,000 แต้มเท่านั้น
[ ดาบเทียนฉิน ]
[ เจตจำนงดาบ : ระดับ 24 ( 23123 / 24000 ) ]
[ วิชาดาบ : เพลิงดารา ( ระดับ 24 ) ดาบบิน (ระดับ 24) ]
[ เจตจำนงแห่งสรรพชีวิต : 136 ]
[ พื้นที่ครอบคลุม : เมืองผิงซาน เมืองหวงซาน เมืองหลินเจียง เมืองไคหยาง ]
เมื่อมองไปที่แผงคุณสมบัติ ซูหยางวางแผนที่จะแกว่งดาบด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดต่อไป
อย่างน้อยก็ต้องไปถึงระดับ 30 ใช่ไหม?
ยอดปรมาจารย์ควรจะแข็งแกร่งกว่านี้มาก
ซูหยางแอบตั้งเป้าหมายไว้ในใจ
เมื่อเราเดินออกจากคุกก็เป็นเวลาพลบค่ำ และเหลือเพียงดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดินราวกับเลือดที่เปรอะเปื้อนบนท้องฟ้า
เมื่อมองดูดวงอาทิตย์ตก แต่ละคนจะรู้สึกแตกต่างออกไป
ถ้าเจ้าอารมณ์ดี เมื่อมองมันจะภาพที่สวยงาม
เมื่อเดินกลับมาที่ถนน ซูหยางก็รีบเดินไปทางที่ตั้งของกองตรวจการ
เมื่อชาวยุทธจำนวนมากกลับมาพร้อมชัยชนะ เมืองเทียนเฟิงก็กลับมามีเสียงดังอีกครั้ง
ในขณะนี้ มีการเผชิญหน้าระหว่างคนสองกลุ่มที่ทางเข้าโรงเตี้ยมซึ่งซูหยาง เย่เจียง และซุนเทียนเผิงมักจะรวมตัวกัน
เมื่อฟังสิ่งที่คนที่อยู่รอบๆ พูดคุยกัน
ด้านหนึ่งเป็นศิษย์สำนักหั่วเจี้ยน และอีกด้านหนึ่งเป็นศิษย์สำนักจินเตา
ทั้งสองใช้ดายเหมือนกัน หลังจากการต่อสู้ที่ภูเขาชิงเฟิง จางเลี่ยจากสำนักหั่วเจี้ยน และเฉาข่ายจากสำนักจินเตาถูกเปรียบเทียบอย่างเปิดเผย
บางคนบอกว่าจางเลี่ยแข็งแกร่งกว่า เพราะเขาเข้าใจเจตจำนงดาบมานานแล้ว และได้ปราบปรามผู้ฝึกฝนปีศาจระดับ 3 สองคนตั้งแต่ต้น
แต่บางคนยังกล่าวว่าเฉาข่ายแข็งแกร่งกว่า เพราะแม้ว่าเขาจะเข้าใจเจตจำนงดาบในวันนี้ แต่เขาก็เป็นคนแรกที่สังหารผู้ฝึกฝนปีศาจระดับ 3 ได้
เมื่อมีการเปรียบเทียบที่เห็นความต่างได้ไม่ชัดเจน ทั้งสองฝ่ายก็ต่างเชื่อว่าตนแข็งแกร่งกว่า
แต่จะรู้ได้อย่างชัดเจนก็ต้องเมื่อได้ลองสู้กัน
บังเอิญว่าทั้งสองฝ่ายมารวมตัวกันในที่แห่งนี้พอดี ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการตัดสินให้แน่ชัด
พลังปราณของทั้งสองปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากัน มันส่งผลต่อบริเวณโดยรอบ
“เมื่อสองปีที่แล้ว ข้าแพ้ให้กับเจ้า วันนี้ ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้” เฉาข่ายพูดอย่างสงบ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากออร่าของอีกฝ่าย
“ผลลัพธ์ในวันนี้จะเหมือนกับเมื่อสองปีที่แล้ว” จางเลี่ยยิ้มเยาะ
“ถ้าเจ้ากล้าก็มาสู้กับข้านอกเมือง!”
“เฮอะ ทำไมข้าจะไม่กล้า!”
ชายทั้งสองเปล่งพลังราวกับสายรุ้ง และพวกเขาในระดับสูงสุดในหมู่คนรุ่นใหม่ในจังหวัดเทียนเฟิง
จิตวิญญาณการต่อสู้ทำให้ฝูงชนโดยรอบตกใจ และทำให้เลือดของพวกเขาเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น
นี่ถึงจะสมกับเป็นชาวยุทธ
คลื่นพลังปราณของทั้งสองสั่นไหว ปะทะกันเป็นช่วงๆ ผู้ฝึกฝนที่อยู่รอบ ๆ ถอยออกไปทีละคนไม่กล้าที่จะอยู่ใกล้เกินไป
ภายใต้คลื่นพลัง แผงลอยที่อยู่รอบๆ พังทลายลง
รวมถึงแผงลอยของชายชราที่ซูหยางที่มักจะซื้อผลไม้ป่าด้วย
แผงลอยของเขาก็ถูกทำลายเสียหายเช่นกัน และเขากำลังเก็บผลไม้บนพื้นด้วยสีหน้าขมขื่น
เขาไม่สนใจการต่อสู้ของชาวยุทธ
มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย
เขาสนใจแค่ว่าผลไม้ป่าที่ตกพื้นเหล่านี้ยังสามารถขายได้หรือไม่?
และมีจำนวนเท่าใดที่ถูกทำลายจากผลพวงการต่อสู้นี้