- หน้าแรก
- สุดยอดระบบจับรางวัลพลิกชะตา
- บทที่ 1 ระบบนี้มันช่างขี้เก๊กเหลือเกิน
บทที่ 1 ระบบนี้มันช่างขี้เก๊กเหลือเกิน
บทที่ 1 ระบบนี้มันช่างขี้เก๊กเหลือเกิน
บทที่ 1 ระบบนี้มันช่างขี้เก๊กเหลือเกิน
ณ ห้างสรรพสินค้าอี้ทงพลาซ่า
ฮว่าเสี่ยวเฉินถอนหายใจยาว เขายังไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าสำหรับใส่ไปสัมภาษณ์งานในวันพรุ่งนี้เลย แค่เสื้อผ้าแบรนด์เนมระดับล่างๆ ราคาก็แพงหูฉี่จนน่าตกใจแล้ว
“หนูจะหาหม่าม้า~~ แง~~” เสียงเด็กร้องไห้จ้าดังแว่วมากระทบโสตประสาทของฮว่าเสี่ยวเฉิน
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก็พบเห็นเด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีชมพูกำลังถูกชายหน้าเหี้ยมที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้ากึ่งลากกึ่งจูงตรงไปยังประตูทางออก
ประจวบเหมาะกับที่เสียงประกาศของห้างสรรพสินค้าดังขึ้นพอดี “เรียน ท่านลูกค้าผู้มีอุปการคุณทุกท่าน หากท่านใดพบเห็นเด็กหญิงอายุราวสามถึงสี่ขวบ สวมชุดกระโปรงเจ้าหญิงสีชมพู กรุณาพาน้องมาส่งที่ห้องประชาสัมพันธ์ด้วยค่ะ ขณะนี้คุณแม่ของน้องกำลังร้อนใจเป็นอย่างมาก ขอประกาศซ้ำอีกครั้ง หากท่านใดพบเห็นเด็กหญิงอายุราวสามถึงสี่ขวบ สวมชุดกระโปรงเจ้าหญิงสีชมพู กรุณาพาน้องมาส่งที่ห้องประชาสัมพันธ์ด้วยค่ะ ขณะนี้คุณแม่ของน้องกำลังร้อนใจเป็นอย่างมาก”
ฮว่าเสี่ยวเฉินนึกค่อนขอดในใจ นี่มันกะจะลักพาตัวเด็กกันกลางวันแสกๆ เลยงั้นหรือ?
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ฮว่าเสี่ยวเฉินรีบวิ่งตามไปติดๆ “พี่ชาย ขอเสียมารยาทถามหน่อยเถอะ คุณเป็นอะไรกับเด็กคนนี้?”
“หนูไม่รู้จักเขาค่ะ คุณอา ช่วยหนูด้วย!” เห็นได้ชัดว่าการปรากฏตัวของฮว่าเสี่ยวเฉินทำให้เด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก
“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!” ชายหน้าบากเห็นว่าเริ่มมีผู้คนให้ความสนใจและเดินเข้ามามุงดู จึงรีบสะบัดมือเด็กหญิงทิ้งแล้วจ้ำอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว
“อย่าเพิ่งหนีสิ ไปอธิบายเรื่องนี้ที่ห้องประชาสัมพันธ์ด้วยกันก่อน” ฮว่าเสี่ยวเฉินไม่ได้กะจะไล่ต้อนให้จนตรอก แต่การข่มขู่เอาไว้บ้างก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ
ชายหนุ่มย่อตัวลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา ยัยหนูคนนี้หน้าตาน่ารักน่าชังเสียจริง ฉายแววสวยตั้งแต่ยังเด็ก พวงแก้มยุ้ยอมชมพูกับดวงตากลมโตบ้องแบ๊ว โตขึ้นไปต้องเป็นสาวสวยสะท้านเมืองแน่นอน!
“มาเถอะ เดี๋ยวคุณอาจะพาไปหาหม่าม้านะ ไปกันเลย ไปหาหม่าม้า~ ไปหาหม่าม้า~” ฮว่าเสี่ยวเฉินฮัมเพลงเด็กที่แต่งขึ้นเองมั่วๆ พลางอุ้มแม่หนูโลลิตัวน้อยเดินตรงไปยังห้องประชาสัมพันธ์
“คุณน้าขา~~” ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องประชาสัมพันธ์ แม่หนูน้อยก็รีบดิ้นลงจากอ้อมแขนของฮว่าเสี่ยวเฉิน แล้ววิ่งถลาเข้าไปหาสาวสวยหุ่นเซ็กซี่คนหนึ่ง
“หนานหนาน! แอบวิ่งไปซนที่ไหนมาลูก? น้าตกใจแทบแย่! มานี่มะ ให้น้าดูหน่อยซิว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” หญิงสาวคนสวยดูอายุอานามราวๆ ยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี ส่วนสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร เครื่องหน้าสวยหวานหยดย้อยราวกับภาพวาด ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อดั่งผลเชอร์รี เรือนผมยาวสลวยถูกเกล้าเก็บไว้ด้านหลังอย่างประณีต ชุดเดรสสีดำยาวประเข่าชวนให้เรียวขาขาวเนียนของเธอดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งขึ้น
หลานสาวสวยได้คุณน้ามานี่เอง! ฮว่าเสี่ยวเฉินแอบคิดในใจ
สาวน้อยพุ่งเข้าสู่อ้อมอกของคุณน้าคนสวย ทั้งสองสวมกอดกันแน่น ฮว่าเสี่ยวเฉินลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก... ยัยหนูกอดเขาก่อน แล้วค่อยไปกอดสาวสวย ถ้านับตามหลักตรรกะศาสตร์แล้ว นี่มันก็เท่ากับว่าเขาได้กอดกับสาวสวยทางอ้อมน่ะสิ!
ขณะที่ฮว่าเสี่ยวเฉินกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับจินตนาการอันล้ำลึก ชายในชุดสูทที่ยืนอยู่ข้างกายหญิงสาวก็เดินตรงรี่เข้ามาหาเขา
“น้องชาย ขอบใจมากนะที่ช่วยพาเหมิงเหมิงกลับมา นี่เป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากฉัน หวังว่าคงจะไม่รังเกียจนะ”
ชายชุดสูทควักกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบธนบัตรสีแดงใบละร้อยหยวนออกมาปึกหนึ่ง กะด้วยสายตาน่าจะประมาณสิบกว่าใบได้
“คือว่า...” อันที่จริงฮว่าเสี่ยวเฉินก็อยากจะรับมันไว้อยู่หรอก แต่สายตาที่เหยียดหยามกับท่าทางการยื่นเงินส่งเดชของชายชุดสูทมันทำให้เขารู้สึกขัดหูขัดตายิ่งนัก
“การที่ผมได้พบกับแม่หนูคนนี้ก็ถือว่าเป็นวาสนาต่อกัน ผมดีใจที่น้องกลับมาหาครอบครัวได้อย่างปลอดภัย ส่วนเรื่องเงินทองน่ะ ไม่เห็นจะจำเป็นเลยจริงไหมครับ?”
ฮว่าเสี่ยวเฉินพูดออกไปแบบหล่อๆ แต่ในใจกลับน้ำตาตกใน การอวดหยิ่งศักดิ์ศรีครั้งนี้ทำให้เงินกว่าพันหยวนลอยหลุดมือไปต่อหน้าต่อตา คนสวยครับ อย่ามัวแต่กอดหลานสิ หันมาพูดจาปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำของผมบ้าง!
ราวกับได้ยินเสียงเรียกร้องในใจของเขา หญิงสาวคนสวยอุ้มเหมิงเหมิงเดินตรงเข้ามาหา “คุณคะ ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องขอขอบคุณจากใจจริงที่ช่วยพาเหมิงเหมิงกลับมา หากคุณมีอะไรอยากให้ฉันช่วยตอบแทนก็บอกมาได้เลยนะคะ”
น้ำเสียงหวานหูของเธอทำเอาฮว่าเสี่ยวเฉินแทบจะละลายลงไปกองกับพื้น
“ถูกต้องแล้ว ถ้าน้องชายคิดว่าเงินแค่นี้ยังไม่พอ จะเรียกเพิ่มอีกหน่อยก็ได้นะ” ชายชุดสูทพูดแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย
ไอ้หมอนี่มันจะขัดจังหวะหาพระแสงอะไรนักหนาเนี่ย! ดูโหงวเฮ้งก็รู้แล้วว่าเด็กน่ารักขนาดนี้ไม่มีทางเป็นลูกของแกหรอกน่า ฮว่าเสี่ยวเฉินสบถด่าในใจ
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องลำบากหรอก พอดีผมมีธุระสำคัญต้องไปจัดการต่อ ในเมื่อเหมิงเหมิงกลับมาสู่อ้อมอกคุณน้าอย่างปลอดภัยแล้ว ผมก็ขอตัวก่อนนะครับ”
ฮว่าเสี่ยวเฉินกล่าวจบก็หันหลังเตรียมตัวจะเดินจากไป
หญิงสาวจ้องมองใบหน้าของฮว่าเสี่ยวเฉินนิ่ง ราวกับกำลังประเมินว่าเขาไม่ต้องการสิ่งตอบแทนจริงๆ หรือแค่แกล้งเล่นตัวกันแน่ ชายหนุ่มตรงหน้าสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบเจ็ดเซนติเมตร ตัดผมทรงสกินเฮด หน้าตาจัดว่าดูดีกว่ามาตรฐานชายทั่วไปเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่ยากจะคาดเดาที่สุดก็คือ กลิ่นอายความหนุ่มแน่นที่แฝงไปด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายโลกที่แผ่ออกมาจากตัวเขานี่แหละ
“เอาเป็นว่า... ให้ฉันเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อเพื่อเป็นการขอบคุณดีไหมคะ?” หญิงสาวเอ่ยชวนอีกครั้ง
สีหน้าของชายชุดสูทบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจทันที เขาอุตส่าห์ตามจีบเธอมาตั้งนานนม แต่เธอกลับไม่เคยยอมไปกินข้าวด้วยเลยสักครั้ง ทว่าตอนนี้กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนไอ้หนุ่มกระจอกนี่ไปกินข้าวซะงั้น ชายชุดสูทปรายตามองฮว่าเสี่ยวเฉินด้วยแววตาเหยียดหยาม พลางคิดในใจว่า น้ำหน้าอย่างแกคงไม่เคยลิ้มรสอาหารหรูๆ ล่ะสิ รับรองว่าต้องรีบตะครุบโอกาสนี้แน่
“เรื่องเลี้ยงข้าวก็ไม่รบกวนดีกว่าครับ พอดีผมมีธุรกิจระดับร้อยล้านพันล้านที่สำคัญมากต้องไปจัดการ” ถึงแม้ว่าใจจริงฮว่าเสี่ยวเฉินอยากจะตอบตกลงไปกินข้าวกับสาวคนสวยใจแทบขาด แต่สายตาจิกกัดของชายชุดสูทมันทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างแรง
ชายชุดสูทแค่นเสียงเหอะในลำคอ สายตากวาดมองเสื้อผ้าราคาถูกหลุดลุ่ยบนตัวของฮว่าเสี่ยวเฉินอย่างเหยียดหยัน ธุรกิจระดับร้อยล้านพันล้านงั้นรึ? ห้าสิบหยวนหรือร้อยหยวนล่ะสิไม่ว่า!
“คุณคะ ฉันชื่อมู่ฟ่านซิง ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามต่อ
มู่ฟ่านซิง... ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะเพราะพริ้ง เหมาะสมกับเจ้าตัวเสียเหลือเกิน “ผมฮว่าเสี่ยวเฉินครับ” ฮว่าเสี่ยวเฉินทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะผลักประตูเดินจากไป
เมื่อเดินคล้อยหลังออกมาพ้นระยะ ฮว่าเสี่ยวเฉินก็จัดการตบหน้าผากตัวเองดังฉาดใหญ่ แกจะมัวห่วงหล่อไปทำไมวะฮะ! เงินตั้งพันกว่าหยวนปลิวหายวับไปกับตา แถมเสื้อผ้าดีๆ สำหรับใส่ไปสัมภาษณ์งานพรุ่งนี้ก็ชวดไปด้วย แกมันไอ้งั่งเอ๊ย!
“ฉันล่ะถูกใจนิสัยขี้เก๊กของนายเสียจริงๆ” จู่ๆ เสียงกลไกอันแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์ก็ดังสะท้อนขึ้นมาในหัวของฮว่าเสี่ยวเฉิน
“นั่นใครน่ะ?!” ฮว่าเสี่ยวเฉินสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
“ฉันคือ อัลฟ่า ซูเปอร์ระบบสุ่มรางวัลจากโลกอนาคต และฉันได้เลือกนายแล้ว” เสียงกลไกตอบกลับ
“สุ่มรางวัลอะไรวะ? แล้วทำไมถึงต้องเลือกฉันด้วย? ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนกันแน่?” ฮว่าเสี่ยวเฉินถามรัวด้วยความสับสนมึนงง
“อธิบายง่ายๆ ก็คือ ตอนนี้ฉันอาศัยอยู่ในจิตสำนึกของนาย ในสถานการณ์ปกติ นายจะไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของฉันได้ แต่นายสามารถปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมาได้ด้วยการกระทำบางอย่าง และทุกครั้งที่ฉันปรากฏตัว นายจะได้รับสิทธิ์ในการสุ่มรางวัลหนึ่งครั้ง”
“เชดเข้ นี่มันเรื่องจริงหรือหลอกอำกันเล่นเนี่ย?” ฮว่าเสี่ยวเฉินแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “แล้วของรางวัลที่ว่ามันมีอะไรบ้างล่ะ? ถ้าเป็นพวกสบู่ก้อนหรือผ้าขนหนูอะไรเทือกนั้นฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ”
“นายจะลองดูเลยก็ได้นะ ไม่แน่ว่าอาจจะได้สบู่หรือผ้าขนหนูก็ได้ใครจะรู้” ดูเหมือนเจ้าระบบตัวนี้จะมีนิสัยยียวนกวนประสาทอยู่ไม่น้อย
“แล้วจะให้ลองยังไงล่ะ?”
ทันใดนั้น ปุ่ม ‘เริ่มต้น’ ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศภายในห้วงความคิดของฮว่าเสี่ยวเฉิน ชายหนุ่มนึกในใจ แค่กดไอ้นี่ก็สุ่มได้แล้วงั้นสิ? เอาวะ กดก็กด!
สิ้นสุดความคิด ปุ่มเริ่มต้นก็อันตรธานหายไป แทนที่ด้วยรูปภาพจำนวนมหาศาลที่สับเปลี่ยนหมุนวนไปมาในหัวอย่างรวดเร็ว ฮว่าเสี่ยวเฉินมองตามภาพเหล่านั้นไม่ทันเลยแม้แต่น้อย พริบตาเดียวเขาก็รู้สึกหน้ามืดตาลายขึ้นมาทันที
หยุดเดี๋ยวนี้ หยุด!
การหมุนวนของภาพในห้วงความคิดค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ในที่สุดก็หยุดนิ่ง ปรากฏเป็นชุดตัวเลขแถวหนึ่ง: 2,000,000
“2,000,000? นี่มันหมายความว่าไงเนี่ย?” ฮว่าเสี่ยวเฉินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“หมายความว่า ขอแสดงความยินดีด้วย นายถูกรางวัล 2,000,000”
“เงินงั้นเหรอ?!”
เจ้าระบบเงียบกริบ ไม่มีการตอบกลับใดๆ อีก
“เฮ้ยๆ นายยังอยู่หรือเปล่า? อธิบายมาให้เคลียร์ก่อนสิวะ จะเงียบไปดื้อๆ แบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!” ฮว่าเสี่ยวเฉินชักจะร้อนใจขึ้นมาแล้ว
ถ้าเป็นเงินจริงๆ แล้วเขาจะไปรับเงินได้จากที่ไหนกันล่ะ? จู่ๆ ก็มุดหัวหนีหายไปโดยไม่อธิบายอะไรให้กระจ่างสักคำ เจ้าระบบนี่มันช่างไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี!
ในขณะที่เขากำลังสบถด่าเจ้าระบบตัวแสบอยู่ในใจ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็แผดเสียงเตือนดังขึ้น พร้อมกับมีข้อความส่งเข้ามา
‘บัญชีบัตรลงท้ายด้วย **** ของท่าน มียอดเงินโอนเข้าจำนวน 2,000,000 หยวน ในวันที่ 12 มิถุนายน ยอดเงินคงเหลือปัจจุบัน: 2,000,003.26 หยวน [ธนาคารหัวเซี่ย]’
“ฮ่าๆๆๆๆ~~~” ฮว่าเสี่ยวเฉินระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ในที่สุดตูข้าก็กลายเป็นเศรษฐีแล้วโว้ย!
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาในห้างสรรพสินค้าต่างหันขวับมามองเป็นตาเดียว พลางซุบซิบนินทาว่าไอ้บ้าที่ไหนมายืนหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ตรงนี้ ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร บางคนถึงขั้นควักโทรศัพท์มือถือเตรียมจะโทรแจ้งตำรวจให้มาจับตัวไปเลยทีเดียว
โชคยังดีที่ฮว่าเสี่ยวเฉินได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังยืนอยู่กลางห้างสรรพสินค้า เขาก็รีบใส่เกียร์หมาโกยอ้าวเผ่นแน่บไปทันที
“อัลฟ่า อัลฟ่าเอ๋ย~” ฮว่าเสี่ยวเฉินตั้งใจจะเอ่ยปากขอบคุณเจ้าระบบอีกสักรอบ แต่ไม่ว่าจะร้องเรียกอีท่าไหน ก็ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา
นี่มันแกล้งเข้าโหมดสแตนด์บายไปแล้วเหรอวะ? ฮว่าเสี่ยวเฉินยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ โยนเงินก้อนโตทิ้งไว้ให้แล้วก็ชิ่งหนีไปดื้อๆ โดยไม่อธิบายอะไรให้เคลียร์เลยสักนิด เจ้าระบบตัวนี้มันช่างขี้เก๊กได้โล่จริงๆ!