- หน้าแรก
- เกมแห่งสวรรค์ทั้งปวง ข้าคือผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุด
- บทที่ 16 ราชาแห่งการคัดออกถูกชัตดาวน์!
บทที่ 16 ราชาแห่งการคัดออกถูกชัตดาวน์!
บทที่ 16 ราชาแห่งการคัดออกถูกชัตดาวน์!
บทที่ 16 ราชาแห่งการคัดออกถูกชัตดาวน์!
"ทำตามนั้น รินสุราพิษให้มันชิมซะ!"
แม้ดูเหมือนจะเป็นการจงใจ 'แจกคิล' แต่เกมจูเทียนไม่ใช่ 'ค่ายเพนกวิน' ในชาติก่อน ระบบตรวจสอบการโกงของที่นี่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์และไม่มีทางตัดสินผิดพลาด
ดังนั้นฉู่ซิวจึงสั่งการให้สายลับช่างฝีมือคนนั้นลงมือทันที
สายลับรินสุราพิษเจิ้นใส่ชามจนเต็มปริ่ม ก่อนจะส่งไปตรงหน้าของ 'ราชาแห่งการคัดออก' ผู้นั้น
"สุรารสเลิศของกิลด์ซื่อไห่ ฮ่าๆ ลาภปากข้าแล้ว!"
ราชาแห่งการคัดออกรับไปโดยไร้ความระแวงสงสัย หลังจากวาดลวดลายกวาดทหารเลวที่บุกขึ้นหอคอยจนถอยร่นไปได้อย่างเท่ๆ เขาก็รับชามเหล้าจากมือสายลับแล้วกระดกจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
พอดื่มเสร็จ เขาก็ทุ่มชามลงพื้นอย่างห้าวหาญ
ตะโกนลั่นว่า "วันนี้ข้าอารมณ์ดี มาสู้กันต่ออีกสามร้อยเพลง!"
ฉากนี้ แม้แต่ลิโป้ที่กำลังล้อมปราบเหล่าขุนศึกอยู่ เมื่อมองเห็นจากระยะไกลยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม หันไปกล่าวกับเตียวเลี้ยวว่า "ประเดี๋ยวพอตีค่ายขุนศึกแตกแล้ว ข้าจะไปสังหารมันด้วยตัวเอง!"
ราชาแห่งการคัดออกผู้นั้นไม่ใช่เทพสวรรค์ฝั่งด่านหูเหลา
และไม่ใช่ฝั่งพันธมิตรขุนศึก
แต่เป็นพวกที่แฝงตัวอยู่ในค่ายขุนศึก รอจังหวะลงมืออย่างฉับพลัน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงชิงความได้เปรียบไปก่อน
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท่าทางไล่ฆ่าสังหารไปทั่วทิศของเขาทำให้ลิโป้รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก หากไม่ใช่เพราะรับปากหลานสาวไว้ว่าจะกวาดล้างเหล่าเทพสวรรค์ให้สิ้นซาก เขาคงอยากจะรับคนผู้นั้นไว้เป็นขุนพลใต้บังคับบัญชา
ส่วนทางด้านผู้เล่นคนอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวตนระดับเลเวล 3 ที่มีถึง 3 สกิล ต่างก็ปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กัน
เกมจูเทียนไม่มีกลไกสมดุลเกมใดๆ ไม่มีการจำกัดผู้เล่นที่พัฒนาเร็วในช่วงต้นเกม ในทางตรงกันข้าม กลไกต่างๆ ของเกมกลับเอื้อประโยชน์ให้ผู้เล่นที่แข็งแกร่ง
มันง่ายมากที่จะเกิดกรณี 'ก้าวแรกนำ ก้าวต่อไปยิ่งนำห่าง' จนปั้น 'ตัวแบก' ขึ้นมาได้สักคน
ทำให้เกมเปลี่ยนจากแนว 'แบทเทิลรอยัล' กลายเป็น 'เล่นซ่อนแอบ' ตั้งแต่ช่วงกลางเกม
"จะปล่อยให้มันเก็บคิลไปมากกว่านี้ไม่ได้!"
เหล่าผู้เล่นต่างถอยห่างอย่างรู้กัน เพื่อป้องกันไม่ให้ราชาแห่งการคัดออกผู้นั้นมาไล่ล่าตนเอง แม้แต่ในด่านหูเหลา ผู้เล่นจำนวนมากที่เดิมทีตั้งใจจะลงมือสังหารผู้เล่นฝั่งขุนศึกต่างก็หยุดการเคลื่อนไหว
ทุกคนเริ่มระมัดระวังตัวกันเป็นพิเศษ
แต่ในขณะนั้นเอง เสาแสงมหึมาของราชาแห่งการคัดออก จู่ๆ ก็หายวับไป
ตามมาด้วยเสียงแจ้งเตือนจากระบบ: ราชาแห่งการคัดออกถูกชัตดาวน์แล้ว!
เหล่าผู้เล่น "???"
ทุกคนต่างงุนงงเป็นไก่ตาแตก
รวมถึงกัวเลี่ยงที่เพิ่งถูกช่วยให้ฟื้นในด่านหูเหลา และหลี่เซิ่งหนานที่คิดว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ พวกเขาฝันไม่ถึงเลยว่าราชาแห่งการคัดออกจะ 'แจกคิล' เร็วขนาดนี้
"นี่มันบ้าอะไรกัน หล่อได้แค่ไม่กี่วินาทีเนี่ยนะ?"
"มีขาใหญ่แน่ๆ ต้องมีขาใหญ่ซ่อนตัวอยู่ชัวร์!"
ส่วนในสนามรบ ราชาแห่งการคัดออกที่ถูกพิษเล่นงาน ก่อนตายเขาก็คิดได้ในที่สุด: ที่พวกผู้เล่นกิลด์ซื่อไห่ขนไหเหล้ามา ไม่ใช่เพื่อดื่มฉลอง แต่เพื่ออาบยาพิษ
แต่เขากลับโง่เง่า ให้คนรินเหล้าให้ดื่มจนหมดแก้ว
"เดี๋ยวสิ ไม่ถูกต้อง ถ้าถูก NPC ฆ่าตายจะเป็นแค่การคัดออก ไม่ใช่การถูกชัตดาวน์ (หยุดสถิติ)!"
ก่อนสติจะดับวูบ ในที่สุดเขาก็เอะใจขึ้นมาได้ว่าช่างฝีมือคนนั้นมีปัญหา แต่มันก็สายไปเสียแล้ว หลังจากถูกคัดออก เกมตานี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาอีกต่อไป
สติของเขาจะถูกแช่แข็ง
จนกว่าเกมจะจบลงและเริ่มสรุปผลรางวัล สติถึงจะกลับคืนมา
ในสนามรบ หลังจากพิษกำเริบ เหล่าทหารเลวก็กรูเข้ามา รุมฟันแทงไม่ยั้ง เพียงครู่เดียวก็สับร่างนั้นจนกลายเป็นเศษเนื้อ
ถึงตรงนี้ แม้ใครๆ จะรู้ว่าแต้มสังหารของเขาตกไปอยู่ในมือผู้เล่น แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าตกไปอยู่ในมือใคร
แม้กระทั่งช่างฝีมือคนนั้นก็ยังไม่ถูกเปิดโปง
เพราะคนที่ลงมือมีมากเกินไป ใครก็ได้อาจจะเป็นทหารเลวที่ได้รับบัฟจาก 'สกิลติดตัวจอมปราชญ์อู่โหว' ของผู้เล่นสักคน
"รวยเละ งานนี้รวยเละในคราวเดียวจริงๆ!"
อีกด้านหนึ่ง บนเขาโสงยี่ ฉู่ซิวได้อัปเกรดเลเวลของตนเองขึ้นเป็นเลเวล 4 เรียบร้อยแล้ว
ค่าสถานะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ค่าจิตวิญญาณพุ่งแตะ 101 แต้ม รัศมีสกิลติดตัวขยายกว้างขึ้นด้วยผลจากค่าสถานะหลัก ครอบคลุมพื้นที่รัศมีสองร้อยกิโลเมตร เพียงพอที่จะครอบคลุมทั่วทั้งเขตซือโจว
แต่นั่นเป็นเพียงกำไรขี้ปะติ๋ว
การยกระดับที่แท้จริงอยู่ที่ 'ค่าหัว' ของราชาแห่งการคัดออก นั่นคือแต้มสกิลถึง 6 แต้ม!
เดิมทีเพื่อรับมือกับกัวเลี่ยง เขาเก็บ 'แต้มสังหาร' ไว้หนึ่งแต้มโดยไม่ใช้ จะเอาไปอัปสกิลก็เสียดาย จะเอาไปอัปเลเวลก็ไม่ได้
แต่ตอนนี้ เขาไม่ต้องลังเลอีกแล้ว
แต้มสังหารสองแต้มถูกใช้ไปกับเลเวลทั้งหมด ส่วนแต้มสกิล 6 แต้ม ถูกทุ่มใส่สกิล 'รถม้าลวงตา' จนหมดหน้าตัก!
ใช่แล้ว ใส่จนหมด!
เทียบกับการกระจายแต้มไปอัปสกิลโจมตีไร้ประโยชน์สองสกิลนั้น การทุ่มเทไปที่สกิลเดียวเพื่อทะลวงขีดจำกัดเลเวลสกิล จะสร้างผลตอบแทนได้สูงสุด
และผลลัพธ์ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง
[สกิล: รถม้าลวงตา (Lv.6)]
[คุณสมบัติเลเวล 3 (เลเวลตัน): สามารถควบคุมพาหนะประจำกาย 'รถสี่ล้อ' ซ่อนเร้นอยู่ในค่ายกลกองทัพ ตราบใดที่ค่ายกลไม่ถูกทำลาย ศัตรูจะไม่สามารถตรวจจับตำแหน่งได้ไม่ว่าจะมาจากทิศทางใด!]
[คุณสมบัติทะลวงขีดจำกัด Lv.4: แม้ค่ายกลถูกทำลาย ตราบใดที่กองทัพผู้ตั้งค่ายกลยังไม่แตกพ่าย ก็จะไม่ถูกตรวจพบ!]
[คุณสมบัติทะลวงขีดจำกัด Lv.5: แม้กองทัพแตกพ่าย ตราบใดที่ในพื้นที่ค่ายกลยังมีทหารรอดชีวิต ก็จะไม่ถูกตรวจพบ!]
[คุณสมบัติทะลวงขีดจำกัด Lv.6: แม้ในบริเวณใกล้เคียงไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือ ตราบใดที่ยังอยู่ในพื้นที่ตั้งค่ายกล ก็จะไม่ถูกตรวจพบ!]
[หมายเหตุ: สกิลนี้เป็นเพียงการซ่อนเร้น ไม่ใช่การหายตัว หากเจอกับการโจมตีปูพรมถล่มวงกว้าง เช่น ไฟคลอก หรือ น้ำท่วม ก็ยังคงได้รับความเสียหาย!]
เดิมที 'รถม้าลวงตา' เลเวล 3 ก็ถือเป็นสกิลเทพช่วยชีวิตอยู่แล้ว
ขอแค่ค่ายกลไม่แตก ไม่ว่าศัตรูในค่ายหรือคนที่สังเกตการณ์อยู่นอกค่าย ก็ไม่มีทางหาตำแหน่งของ 'รถสี่ล้อ' เจอ
สุมาอี้เฝ้าคะนึงหามาทั้งชีวิต ก็ทำได้แค่ไปเก็บรถกลับมาหลังจากขงเบ้งตายแล้วเท่านั้น
ตอนขงเบ้งยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีทางที่เขาจะบุกไปถึงตัวได้
แต่ข้อจำกัดที่ว่า 'ค่ายแตกแล้วซ่อนไม่ได้' เป็นเพียงขีดจำกัดของขงเบ้ง หรือขีดจำกัดของแม่แบบอาชีพ 'จอมปราชญ์อู่โหว' เท่านั้น ทว่าเมื่อฉู่ซิวอัปเกรดสกิลเป็นเลเวล 4 คุณสมบัติของสกิลก็ยกระดับเชิงคุณภาพไปอีกขั้น
กลายเป็นว่า 'ขอแค่ทัพไม่แตก ก็หาไม่เจอ'
ดูเหมือนต่างกันไม่มาก แต่ความจริงแล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว โดยเฉพาะหลังจากผู้เล่นจุติลงมา: สกิล 'เจ็ดเข้าเจ็ดออก' ของแม่ทัพไร้พ่ายนั้น มีผลในการทำลายค่ายกลแฝงอยู่ด้วย!
นั่นหมายความว่า จูล่งแพ้ทางขงเบ้ง แต่แม่ทัพไร้พ่ายสามารถสังหารจอมปราชญ์อู่โหวกลางค่ายกลได้!
แต่ด้วยผลของเลเวล 4 โอกาสนั้นก็หมดไป
ต่อให้ค่ายกลถูกทำลาย ตราบใดที่กองทัพยังไม่แตกพ่าย ก็ยังหาตัวไม่เจออยู่ดี!
แน่นอนว่า ลำพังแค่ 'รถม้าลวงตา' เลเวล 4 หากถูกกองทัพล้อมกรอบแล้วทำลายค่ายกลจนทัพแตกพ่าย ก็ยังมีโอกาสถูกฆ่าได้
แต่พอถึงเลเวล 5 ต่อให้ทัพแตกพ่าย ขอแค่ยังมีคนรอดชีวิต ก็ยังซ่อนตัวได้
นี่มันโกงชัดๆ
โปรดสังเกต เงื่อนไขคือ 'มีชีวิตรอด' แม้แต่เชลยที่ยอมจำนนก็นับรวมด้วย!
เว้นแต่ฝ่ายตรงข้ามจะบ้าคลั่งฆ่าล้างบางเชลยไม่เหลือแม้แต่คนเดียว หรือรู้ถึงผลของสกิลแล้วจงใจย้ายเชลยออกไป ไม่อย่างนั้นต่อให้ตีกองทัพจนแตกพ่าย ก็หาฉู่ซิวไม่เจอ
ทว่า เมื่อเทียบกับสกิลเลเวล 6 แล้ว เลเวล 5 ก็กลายเป็นเด็กๆ ไปเลย
สกิลเลเวล 6 ไม่ต้องการพันธมิตรอีกต่อไป ขอแค่ยังอยู่ในพื้นที่ตั้งค่ายกล ตัวเขาก็จะล่องหน แม้ว่าพื้นที่นี้จะไม่ได้หมายถึงแนวป้องกัน แต่หมายถึง 'จุดที่ตั้งค่ายกล' ซึ่งถูกจำกัดด้วยรัศมีของค่ายกลและไม่ได้กว้างใหญ่นัก ยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกปูพรมถล่มด้วยอำนาจการยิง
แต่ใครมันจะสมองกลับ ถึงขนาดระดมยิงปูพรมใส่พื้นที่ว่างเปล่าหลังจากข้าศึกแตกพ่ายไปแล้วกันล่ะ?
ส่วนก่อนที่ทัพจะแตกพ่าย ก็มีกองทัพคอยต้านทานอยู่ อำนาจการยิงในยุคสมัยนี้ไม่มีทางปูพรมเข้ามาถึงตัวได้
(จบบทที่ 16)