- หน้าแรก
- ผู้คุมซ่อนคม ข้ามีระบบแก้ไขวรยุทธ์
- บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล
บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล
บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล
บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล
เคอต้าลี่รีบเดินเข้าไปกระซิบข้างหูเฉินเฉิง
"ศิษย์น้องเฉิน ข้ายังไม่ได้อธิบายรายละเอียดให้เจ้าฟังเลย การทดสอบศิษย์สายตรงของสำนักน่ะ เพื่อความยุติธรรม มันจะมีข้อห้ามเยอะแยะเต็มไปหมด"
"อย่างเช่น ห้ามใช้อาวุธตั้งแต่ระดับกึ่งจิตวิญญาณขึ้นไป ห้ามใช้วิชายุทธ์อื่นที่นอกเหนือจากสายวิชาของแต่ละยอดเขา เป็นต้น"
"แล้วการทดสอบศิษย์สายตรงของยอดเขาสี่ลักษณ์เรา จะเน้นไปที่ความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นหลัก ดังนั้นถึงกับห้ามใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้นเลยล่ะ"
"แถมเจตจำนงสายมังกรแท้กับเจตจำนงสายเสวียนอู่ของยอดเขาสี่ลักษณ์เรา อานุภาพมันก็แทบจะไม่ต่างกันเลยด้วย"
"และที่สำคัญ พลังเลือดลมยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่ อานุภาพของเจตจำนงที่แสดงออกมาก็จะยิ่งรุนแรงเท่านั้น"
"จางซือหู่ไอ้เวรนี่ มันเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ผิวกายทองแดงกระดูกเหล็กไหล ตอนที่มันฝึกกายาในขอบเขตต่างๆ ร่างกายของมันก็แกร่งกว่าพวกรุ่นเดียวกันตั้งเยอะ"
"มีแค่ข้าที่มีพละกำลังมหาศาลติดตัวมาตั้งแต่เกิดนี่แหละ ที่พอจะข่มมันลงได้นิดหน่อย"
"ตอนที่มันลงแข่งแย่งตำแหน่งศิษย์สายตรงยอดเขาสี่ลักษณ์คราวก่อน ถึงมันจะแพ้ข้าไป แต่ความอึดของร่างกายมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเลยนะ"
"หลายปีมานี้มันถูกส่งไปฝึกฝนอยู่ในกองทัพชายแดน ฝีมือมันก็พัฒนาก้าวหน้าไปมาก ยิ่งพอมันได้เป็นลูกเขยของหลี่ตงหยาง ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนตอนนี้มันฝึกทะลวงไปถึงขอบเขตขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์แล้ว"
"ความแข็งแกร่งของร่างกายมันในตอนนี้ ถึงจะสู้ข้าไม่ได้ แต่มันก็ทิ้งห่างยอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ทั่วไปแบบไม่เห็นฝุ่น แถมมันยังฝึกเจตจำนงเสวียนอู่จนถึงขั้นที่สองแล้วด้วย"
"เจตจำนงสายมังกรแท้กับเจตจำนงสายเสวียนอู่ มันดึงพลังปราณแห่งฟ้าดินจากแหล่งเดียวกัน นั่นก็คือพลังเจตจำนงสี่ลักษณ์"
"ถ้าเจ้าต้องไปซัดกับมัน มันก็ต้องวัดกันว่าพลังเลือดลมของใครจะทรงพลังกว่ากัน ใครดึงพลังเจตจำนงสี่ลักษณ์มาใช้ได้มากกว่า คนนั้นก็จะมีอานุภาพแข็งแกร่งกว่า"
"ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตขัดเกลาอวัยวะภายในเลย พลังเลือดลมของเจ้าย่อมไม่มีทางสู้มันได้ อานุภาพเจตจำนงของเจ้าก็จะต้องด้อยกว่ามันเยอะ เจ้าไม่มีโอกาสชนะมันเลยนะ"
"วันนี้เจ้าไม่ต้องไปสนใจมันหรอก พอเราไปถึงสำนักดาเต้า ข้าจะไปขอให้ท่านอาจารย์ช่วยจัดการ ตัดสิทธิ์การเข้าสอบศิษย์สายตรงของมันทิ้งซะ"
"ไปตัดสิทธิ์มันแบบนั้น มันจะไม่เป็นการทำผิดกฎงั้นหรือ?" เฉินเฉิงถามด้วยความสงสัย
เคอต้าลี่ตอบ "ตามกฎของสำนัก ศิษย์สายนอกที่อายุไม่เกินสามสิบห้าปี ทุกคนมีสิทธิ์ลงแข่งแย่งตำแหน่งศิษย์สายตรงกันทั้งนั้น"
"แต่ขั้นตอนการคัดเลือกมันยุ่งยากวุ่นวาย แต่ละยอดเขาก็ไม่ได้เปิดคัดเลือกกันทุกปีหรอกนะ เพราะงั้นเจ้าของยอดเขาสามารถใช้ดุลยพินิจจัดการได้ตามความเหมาะสม"
"ปกติพวกศิษย์สายนอกที่อายุแตะสามสิบสี่แล้ว ก็มักจะรู้หน้าที่มีมารยาท ถอนตัวจากการแข่งขันไปเอง เพื่อไม่ให้เจ้าของยอดเขาต้องมานั่งลำบากใจ"
"ก็มีแต่ไอ้หน้าด้านจางซือหู่นี่แหละ ที่ยังกล้าบากหน้ามาขอแข่งแย่งตำแหน่งอยู่อีก"
"ถ้ามันจะดื้อด้านนัก ข้าก็จะให้ท่านอาจารย์เลื่อนการคัดเลือกศิษย์สายตรงออกไปอีกปีนึงซะเลย ถึงตอนนั้นจางซือหู่มันก็หมดสิทธิ์เถียงแล้ว"
เฉินเฉิงเข้าใจความหมายของเคอต้าลี่ดี ในพื้นที่จำกัด พลังเจตจำนงสี่ลักษณ์มันมีให้ดึงมาใช้ได้จำกัด แน่นอนว่าใครที่มีพลังเลือดลมมหาศาลกว่า ก็จะดึงพลังเจตจำนงมาใช้ได้เยอะกว่า ซึ่งมันเป็นการเอาเปรียบเห็นๆ
จางซือหู่เกิดมาพร้อมผิวกายทองแดงกระดูกเหล็กไหล ความแข็งแกร่งของร่างกายมันเหนือกว่ายอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ทั่วไปมาก ต่อให้มันจะเอาชนะไม่ได้ แต่มันก็แทบจะปิดประตูแพ้ไปแล้ว!
หลี่ตงหยางคงจะเล็งเห็นข้อได้เปรียบตรงนี้ ถึงได้ส่งจางซือหู่มาหักหน้าเฉินเฉิง หวังจะดับความหยิ่งผยองของเขา และใช้เป็นบันไดเหยียบเพื่อสร้างความน่าเกรงขามให้ตระกูลหลี่ไปในตัว
หลังจากได้คุยกับซือถูมู่ เฉินเฉิงก็รู้สึกเบื่อหน่ายขี้เกียจไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกลูกไม้สกปรกของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงที่เอาแต่จ้องจะแย่งชิงอำนาจกัน แต่ถ้าเขาไม่ตอกหน้ากลับไปให้แรงๆ เดี๋ยวปัญหามันจะตามมาไม่จบไม่สิ้น
เดี๋ยวก็มีพวกหมาแมวที่ไหนไม่รู้มาเห่าหอนท้าทายอยู่หน้าบ้านอีก
มีแต่วิธีเดียวคือต้องซัดให้หมอบราบคาบแก้ว โชว์ความโหดให้ประจักษ์ พวกสวะสังคมมันจะได้ไม่กล้ามากำเริบเสิบสานอีก
คิดได้ดังนั้น เฉินเฉิงก็ยังคงตีหน้าขรึม ตอบกลับไปเสียงเรียบ "ในเมื่อจางซือหู่มันไม่รู้จักกฎกติกา ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์สั่งสอนให้มันรู้สำนึกแทนศิษย์พี่เคอเอง"
"โอ้?" ดวงตาของเคอต้าลี่เบิกกว้างเป็นประกาย!
เขารู้ดีว่าเฉินเฉิงนั้นแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่เคยได้ลองหยั่งเชิงดูด้วยตัวเองสักครั้ง เลยประเมินไม่ออกว่าเฉินเฉิงนั้นเก่งกาจถึงขั้นไหนกันแน่
ไม่อย่างนั้นเพื่อความปลอดภัย เขาคงไม่อุตส่าห์ยอมเปลืองน้ำลายห้ามปรามขนาดนี้หรอก
ในเมื่อเฉินเฉิงรับรู้ความโหดของจางซือหู่แล้ว แต่ก็ยังทำตัวชิลๆ อยู่ได้ แสดงว่าต้องมั่นใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน!
"ถ้าอย่างนั้น ศิษย์น้องเฉินก็จัดหนักจัดเต็ม สั่งสอนมันให้หลาบจำไปเลย!" เคอต้าลี่หัวเราะร่า ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเฉินเฉิงจะงัดของดีอะไรออกมาโชว์
"เหอะ!" จางซือหู่แค่นเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์เสีย "ศิษย์พี่เคอ ท่านจะรีบดีใจเร็วไปหน่อยมั้ง!"
"ในฐานะที่เป็นศิษย์ยอดเขาสี่ลักษณ์เหมือนกัน ข้าก็ไม่อยากจะให้เสียบรรยากาศหรอกนะ"
"ตอนแรกข้าก็กะจะออมมือให้สักหน่อย พอหอมปากหอมคอก็เลิกรากันไป แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าต้องเอาจริงให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย!"
พูดจบ กลิ่นอายพลังรอบตัวมันก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที มันดึงพลังต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินมาควบแน่นเป็นเงาร่างเต่ายักษ์เสวียนอู่ขนาดมหึมา!
เงาร่างนั้นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แผ่กลิ่นอายอันดุดันบ้าคลั่งออกมา ราวกับเป็นอสูรร้ายหลุดจากนรกก็ไม่ปาน
ดูทรงแล้ว แค่มันแกว่งหมัดหรือกระทืบเท้าเบาๆ ก็คงบดขยี้ภูเขาทั้งลูกให้แหลกเป็นผุยผงได้สบายๆ!
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ริมถนนเห็นท่าไม่ดีก็พากันถอยกรูดยกใหญ่!
พวกลูกคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงที่ยืนดูอยู่ต่างก็ลอบตกใจจนเหงื่อตก แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็ยังอดไม่ได้ที่จะจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างเมามัน!
"จางซือหู่ไอ้หมอนี่มันจะโหดเกินไปแล้วมั้ง ฝีมือระดับนี้น่าจะสูสีกับยอดฝีมืออันดับท็อปยี่สิบของทำเนียบดินแดนเหนือเลยนะ"
"มันแกร่งขนาดนี้ แถมอายุก็ยังไม่ถึงสามสิบห้า ทำไมถึงไม่มีชื่อติดอยู่ในทำเนียบดินกันล่ะ?"
"เรื่องนี้มันแปลกตรงไหน? จางซือหู่มันคลุกคลีอยู่แต่ในกองทัพชายแดน แทบไม่ได้โผล่หน้ามาในยุทธภพเลย ถ้าวันนี้มันไม่ออกมาโชว์ของ ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันเก่งขนาดนี้?"
"ก็จริงของเจ้า แต่ละสำนักต่างก็มียอดฝีมือซ่อนคมกันทั้งนั้น ต่อให้เป็นหอเทียนจีก็ใช่ว่าจะรู้ข้อมูลทุกอย่างไปซะหมดหรอก"
"เฉินเฉิงนี่ก็อยู่อันดับที่สามสิบเอ็ดของทำเนียบดินแดนเหนือเลยนะ โหดไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะเอาชนะจางซือหู่ได้หรือเปล่า?"
"ข้าบอกได้คำเดียวว่า ยาก!"
"เฉินเฉิงยังหวังจะชนะอีกเรอะ? ข้าว่าดีไม่ดีอาจจะทนมือทนตีนจางซือหู่ได้ไม่ถึงสามกระบวนท่าด้วยซ้ำ!"
"ก็นะ หมอนั่นเพิ่งจะอายุยี่สิบสองเอง ยังไงก็ไม่มีทางสู้ได้หรอก!"
...
เคอต้าลี่ถอยออกไปไกลหลายจั้ง เพื่อเปิดลานประลองให้ทั้งคู่ได้ซัดกันเต็มที่!
ถึงเขาจะมั่นใจว่าเฉินเฉิงต้องชนะ แต่ในใจมันก็อดตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่ได้อยู่ดี
ส่วนซือถูมู่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับมีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า ดูชิลสุดๆ ท่าทางไม่ได้เป็นห่วงเลยว่าเฉินเฉิงจะเพลี่ยงพล้ำ!
กลับเป็นหลี่ตงหยางซะอีก ที่ทำหน้าเคร่งขรึม สายตาจ้องเขม็งไปที่เฉินเฉิงอย่างใช้ความคิด
ในฐานะที่เขาเป็นยอดฝีมือที่ก้าวเข้าสู่ระดับเปิดจุดชีพจร ประสาทสัมผัสของเขาย่อมเฉียบคมสุดๆ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังเลือดลมของเฉินเฉิงมันไม่ได้ดูมหาศาลอะไรเลย เผลอๆ จะน้อยกว่ายอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ทั่วไปซะด้วยซ้ำ
นี่มันผิดปกติเอามากๆ!
เฉินเฉิงเคยมีประวัติฟันยอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์หัวหลุดไปตั้งสองคน แถมยังเคยจัดการกับมารซากศพอาฆาตที่กำลังจะเลื่อนขั้นสำเร็จไปแล้วด้วยซ้ำ
แค่มีพลังระดับชำระล้างไขกระดูกแต่ดันพุ่งพรวดไปติดอันดับที่สามสิบเอ็ดของทำเนียบดินแดนเหนือได้ พลังรบที่แท้จริงมันต้องเถื่อนดิบและดุดันสุดๆ แน่นอน!
มันไม่มีทางจะดูกระจอกงอกง่อยแบบนี้แน่ๆ!
ด้วยเหตุนี้ หลี่ตงหยางจึงฟันธงได้เลยว่า เฉินเฉิงต้องแอบฝึกวิชาปกปิดกลิ่นอายอะไรสักอย่าง และกำลังพรางพลังที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้อยู่
แน่นอนว่าเขาก็มั่นใจในตัวลูกเขยอย่างจางซือหู่เหมือนกัน ถ้าเทียบกันในบรรดารุ่นใหม่ของสำนักดาเต้า ฝีมือของจางซือหู่ก็เป็นรองแค่พวกรุ่นเดอะอย่างหลี่เสวียนฉีหรือเคอต้าลี่เท่านั้นแหละ มันไม่มีทางจะมาพ่ายแพ้ให้เฉินเฉิงได้หรอก
หลี่ตงหยางแค่อยากจะลองแหย่ดูว่า ถ้าบีบให้เฉินเฉิงต้องงัดพลังทั้งหมดออกมาสู้ มันจะโหดเถื่อนได้สักแค่ไหน จะเก่งพอฟัดพอเหวี่ยงกับศิษย์สายตรงทั่วไปของสำนักดาเต้าได้หรือเปล่า
ที่มุมถนน ขอทานเฒ่าหรี่ตาลงเล็กน้อย คอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของเฉินเฉิงไม่วางตา
"โฮก!" เงาร่างเต่ายักษ์เสวียนอู่แผดเสียงคำรามลั่นสะเทือนเลื่อนลั่น จางซือหู่พุ่งตัวตะบึงเข้าใส่เฉินเฉิงอย่างดุดัน
วิชาของยอดเขาสี่ลักษณ์เน้นเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาศิษย์ในสำนักสู้กันเองก็จะไม่ใช้อาวุธ กระบวนท่าก็เน้นซัดกันตรงๆ อาศัยการวัดใจและปะทะกำลังกันเพียวๆ!
ขอแค่เฉินเฉิงเกิดปอดแหกขึ้นมาแล้วถอยหนี จางซือหู่ก็จะชิงความได้เปรียบไปครองทันที แล้วมันก็จะใช้พละกำลังที่เหนือกว่าบดขยี้เฉินเฉิงจนแหลกคามือ!
แต่มีหรือที่เฉินเฉิงจะยอมให้มันสมหวัง?
เขาสัมผัสได้ว่าจางซือหู่กำลังงัดเจตจำนงเสวียนอู่ขั้นที่สองออกมาใช้เต็มพิกัด ซึ่งอานุภาพของมันน่าจะอยู่ที่ราวๆ สามพันหน่วย
เฉินเฉิงไม่รอช้า รีบรวบรวมกลิ่นอายเจตจำนงมังกรทะยานขึ้นมาทันที เงาร่างมังกรขนาดมหึมาปรากฏขึ้นครอบคลุมร่างของเขาไว้!
เสียงมังกรคำรามดังกระหึ่มขึ้นกะทันหัน!
เงาร่างมังกรชัดเจนขึ้นในพริบตา ร่างของเฉินเฉิงพุ่งทะยานออกไปราวกับมังกรคลั่งแหวกว่ายสมุทร มือขวากำหมัดแน่นพุ่งตรงเข้ากระแทกกลางอกของจางซือหู่อย่างจัง!
ความเร็วของเขาทิ้งห่างจางซือหู่ไปไกลลิบ กลิ่นอายอันดุดันบ้าคลั่งราวกับสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์ก็ไม่อาจมีสิ่งใดต้านทานได้!
เจตจำนงเสวียนอู่ของจางซือหู่หมองลงไปถนัดตาทันที!
ตูม!
พลังหมัดทะลวงผ่าน ทำลายกลิ่นอายเจตจำนงเสวียนอู่จนแตกกระจาย ก่อนจะกระแทกเข้ากลางอกของจางซือหู่เต็มรัก ซัดร่างมันปลิวละลิ่วกระเด็นไปไกลหลายจั้ง!
พรวด!
จางซือหู่กระอักเลือดคำโต ใบหน้าดำคล้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวม่วงในพริบตา ก่อนจะล้มตึงหัวฟาดพื้นสลบเหมือดไปเลย!
แค่หมัดเดียว ยอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ที่มีพรสวรรค์ผิวกายทองแดงกระดูกเหล็กไหลมาแต่กำเนิดอย่างจางซือหู่ กลับต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งถนนในฉับพลัน!
ทุกคนต่างช็อกตาตั้งจนแทบหยุดหายใจ ได้แต่ยืนอ้าปากค้างมองเฉินเฉิงด้วยความตกตะลึง
เคอต้าลี่ถึงกับหน้าดำหน้าแดง นัยน์ตากลมเล็กเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!
ต้องรู้ไว้เลยนะว่า ต่อให้เป็นเขาลงมือเอง ก็ไม่มีทางจะซัดจางซือหู่ให้ร่วงง่ายๆ แบบนี้ได้หรอก!
แต่เฉินเฉิงกลับไม่ต้องออกแรงอะไรให้เหนื่อยเปล่า แค่ต่อยหมัดธรรมดาๆ หมัดเดียว ก็เล่นเอาจางซือหู่เจ็บหนักปางตายไปแล้ว!
นี่มันเถื่อนเกินไปแล้ว โหดเหี้ยมดุดันจนเกินจะรับไหว!
และที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ เฉินเฉิงเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบสอง ระดับพลังก็อยู่แค่ชำระล้างไขกระดูก แถมยังไม่ได้ฝึกพลังกังจินออกมาเลยด้วยซ้ำ!
นี่มันอัจฉริยะปีศาจระดับไหนกันเนี่ย?
"ศิษย์น้องเฉิน... เอ็งยังเป็นคนอยู่รึเปล่าวะ?" เคอต้าลี่ที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้ เผลอแหกปากตะโกนลั่น
แต่เฉินเฉิงกลับทำเพียงหันไปโค้งคารวะซือถูมู่ครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่แยแส
"เฮ้ย! ศิษย์น้องเฉิน รอข้าด้วย ข้าก็อยากจะลองประลองฝีมือกับเจ้าดูสักตั้งเหมือนกัน!" เคอต้าลี่รีบสับเท้าวิ่งตามไปติดๆ
ฮือฮา!
ฝูงชนบนถนนพากันแตกตื่นส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่!
ซือถูมู่ปรายตามองขอทานเฒ่าแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
หลี่ตงหยางได้แต่ยืนเหม่อมองตามแผ่นหลังของเฉินเฉิงที่ค่อยๆ ลับสายตาไป!
"ไอ้หนูเฉินเฉิงนี่ พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ของมันคงไม่ด้อยไปกว่าหลี่เสวียนฉีแน่ๆ!"
"ตาเฒ่าเจิ้งหุนมันไปสรรหาลูกศิษย์ปีศาจแบบนี้มาจากไหนวะเนี่ย น่าเจ็บใจชะมัด!"
"แต่ก็ยังดี ที่ไอ้เด็กนี่มันโดนกรงขังความนึกคิดแห่งมารเล่นงานเข้าให้ ต่อให้มันจะมีพรสวรรค์ฝืนลิขิตสวรรค์แค่ไหน มันก็ไม่มีวันทะลวงผ่านระดับเปิดจุดชีพจรไปได้หรอก"
"สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่มดปลวก ไม่มีทางจะเอาไปเทียบชั้นกับหลี่เสวียนฉีได้เลยแม้แต่น้อย!"
"อนาคตของสำนักดาเต้า ยังไงก็ต้องตกอยู่ในกำมือของตระกูลหลี่อยู่ดี!"
......
หลายวันต่อมา
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองทิศเหนือ มุ่งหน้าไปตามถนนหลวงสู่เมืองซู่โจว
เฉินเฉิงกับเคอต้าลี่เดินนำอยู่หน้าสุดของขบวน ทั้งสองคนดูเหมือนจะกำลังเดินเล่นทอดน่องชิลๆ แต่ก้าวเท้าฉับไวรวดเร็วดั่งสายลม ความเร็วในการเดินยังเร็วกว่ารถม้าหลายขุม
เคอต้าลี่ถอนหายใจด้วยความทึ่ง "ศิษย์น้องเฉิน ข้าชักจะนับถือในความใจเด็ดของเจ้ามากขึ้นทุกวันแล้วนะ!"
"ขนาดตัวเจ้าเองยังไม่เคยไปเหยียบเมืองซู่โจวเลย แต่เจ้ากลับกล้าพาครอบครัวอพยพย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่นั่น ข้าเพิ่งเคยเจอคนใจกล้าบ้าบิ่นแบบเจ้านี่แหละ!"
เฉินเฉิงยิ้มรับ "ครอบครัวข้ามีกันอยู่ไม่กี่คน ข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่ได้เยอะแยะอะไร การย้ายบ้านมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก"
ด้วยความเร็วระดับเฉินเฉิงในตอนนี้ การเดินทางไปกลับระหว่างเมืองซู่โจวกับเมืองหลินจี้ก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
ตอนแรกเขาก็กะว่าจะไปจัดการหาที่อยู่ให้เรียบร้อยที่สำนักดาเต้าก่อน แล้วค่อยกลับมาวางแผนย้ายครอบครัวทีหลัง
แต่พอสำนักดาเต้ามีแผนจะดันให้เมืองหลินจี้กลายเป็นฐานที่มั่นด้านหลัง พวกตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงก็พากันแห่เข้ามา ทำให้คนร้อยพ่อพันแม่มารวมตัวกันที่นี่ สถานการณ์ในเมืองหลินจี้ตอนนี้มันเลยดูจะวุ่นวายซับซ้อนยิ่งกว่าเมืองซู่โจวซะอีก
ถึงแม้ตระกูลเสิ่นจะยังพอรักษาทรัพย์สินและอำนาจไว้ได้บ้าง แต่มันก็ร่วงหล่นลงมาเป็นแค่ตระกูลเล็กๆ ไม่ได้มั่นคงปลอดภัยเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ถ้าอย่างนั้น สู้ให้ตระกูลเฉินย้ายไปอยู่เมืองซู่โจวซะเลยจะดีกว่า
พอเขาได้เข้าไปอยู่ในสำนักดาเต้าและเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายตรง สถานะและอำนาจของเขาก็จะอยู่เหนือกว่าพวกผู้บริหารของสำนักซะอีก การจะหาที่ทางให้ครอบครัวอยู่ก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร
อีกอย่าง เสิ่นชิงเหยากับเสิ่นชิงซวงก็ใกล้จะฝึกทะลวงถึงขอบเขตหลอมรวมกระดูกขั้นสมบูรณ์แล้ว ก็ถือโอกาสนี้ฝากฝังให้พวกนางเข้าไปเป็นศิษย์สายนอกของสำนักดาเต้าไปเลย
ส่วนมู่เสี่ยวหว่าน นางขอแค่ได้ตามติดเฉินเฉิงไปทุกที่ ไม่ว่าเขาจะไปไหน นางก็จะตามไปด้วย
เรื่องในเมืองหลินจี้ เฉินเฉิงก็ได้จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว
ก่อนที่ฮูหยินใหญ่กงซุนโหรวจะพาครอบครัวย้ายไปเมืองอวิ๋นโจว นางได้มอบโฉนดที่ดินสำนักยุทธ์ตระกูลเจิ้งให้เฉินเฉิงไว้
สำนักยุทธ์ตระกูลเจิ้งจึงกลายมาเป็นทรัพย์สินของตระกูลเฉิน โดยเฉินเฉิงได้มอบหมายให้ครอบครัวของลุงเฉินอันเป็นคนคอยดูแลจัดการแทน
ด้วยฐานะศิษย์สายตรงแห่งสำนักดาเต้าของเขา บวกกับมีตระกูลเสิ่นคอยเป็นหูเป็นตาให้ แค่นี้เขาก็สามารถคุมสถานการณ์ได้สบายๆ อยู่แล้ว
"เฮ้อ..." เคอต้าลี่ถอนหายใจยาว จู่ๆ เขาก็เงียบไป สีหน้าดูอมทุกข์เหมือนมีเรื่องกวนใจ
เฉินเฉิงหันไปถาม "ศิษย์พี่เคอ ท่านมีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือ?"
เคอต้าลี่ปรายตามองเฉินเฉิง แฝงความนัยไว้ในคำพูด "ข้ากำลังนึกถึงท่านผู้บริหารเจิ้งน่ะสิ พอเขาไปติดอยู่ในถ้ำซานหยวน ตระกูลเจิ้งก็ต้องเจอกับมรสุมรุมเร้ามากมาย"
"สถานการณ์ของข้าก็ไม่ได้ต่างจากท่านผู้บริหารเจิ้งเท่าไหร่หรอก ถ้าข้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวตระกูลเคอก็คงจะลำบากน่าดู"
ในยุคกลียุคแบบนี้ มันไม่ใช่ปัญหาที่ท่านอาจารย์เจิ้งหรือเคอต้าลี่ต้องเผชิญแค่สองคนหรอก แต่มันเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเจอเหมือนกันหมด
พวกตระกูลใหญ่ในเมืองซู่โจวที่ดูภายนอกเหมือนจะยิ่งใหญ่คับฟ้า ก็ยังหนีไม่พ้นปัญหานี้
อย่าว่าแต่ตระกูลใหญ่ในเมืองซู่โจวเลย ต่อให้เป็นพวกเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของแคว้นต้าอวี๋ ก็ไม่มีใครหนีพ้นชะตากรรมนี้ได้
เฉินเฉิงที่เกิดมาในชนชั้นต่ำต้อย ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจากตรอกต้นหวายในย่านหรูอี้ จนก้าวมายืนอยู่จุดนี้ได้ ย่อมซาบซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี
ชีวิตคนก็เหมือนวัชพืช ผู้คนก็ไร้ค่าดั่งมดปลวก มีเพียงการดิ้นรนพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ถึงจะสามารถกุมชะตาชีวิตของตัวเองเอาไว้ในมือได้
"ศิษย์พี่เคอ ตอนนั้นท่านกล้าบุกไปตะลุยทุ่งหญ้าอุดรคนเดียว ท่านไม่กลัวตายหรือไง?" เฉินเฉิงถามกลับ
"โอ้โห! ศิษย์น้องเฉิน ยังไงก็ต้องเป็นเจ้านี่แหละ คำพูดเดียวปลุกคนในฝันให้ตื่นเลยทีเดียว!"
เคอต้าลี่หน้าตาเบิกบานขึ้นมาทันที เขารำพึงเบาๆ
"คนเป็นนักสู้เกิดมาเพื่อฝึกวรยุทธ์ มันก็ต้องมุ่งหน้าฝ่าฟันอุปสรรคอย่างไม่ย่อท้อสิวะ ถ้ามัวแต่มาพะวักพะวนหน้าหลัง แล้วเมื่อไหร่จะได้เป็นยอดฝีมือล่ะ?"
"พวกตระกูลใหญ่ในเมืองซู่โจวเอาแต่คิดหาทางหนีทีไล่ พากันหดหัวหนีมาหลบซ่อนในเมืองชายขอบอย่างเมืองหลินจี้กันหมด"
"แต่เจ้ากลับทำในสิ่งที่สวนทางกับพวกมัน กล้าพาครอบครัวย้ายเข้าไปบุกตะลุยเมืองซู่โจว นี่สิถึงจะเรียกว่าใจกล้าบ้าบิ่น สมศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตัวจริง!"
......
ตลอดการเดินทาง พวกเขามักจะสวนทางกับขบวนสินค้าที่เดินทางไปมาระหว่างเมืองซู่โจวกับเมืองหลินจี้อยู่บ่อยครั้ง
เฉินเฉิงไม่ได้เร่งรีบอะไร เขาใช้เวลาเดินทางไปพร้อมๆ กับฝึกเคล็ดวิชาเกราะเหล็กสยบมารไปด้วย
ครึ่งเดือนต่อมา พวกเขาก็เดินทางออกจากเขตเมืองหลินจี้ และเข้าสู่เขตเมืองเทียนสุ่ยที่อยู่ติดกัน
เย็นวันนั้น ฝนตกหนักจนถนนหนทางเละเทะไปหมด ทำให้ขบวนรถม้าไปไม่ถึงจุดพักม้าที่วางแผนไว้ พวกเขาจึงต้องจำใจสร้างกระท่อมฟางชั่วคราวขึ้นมาพักค้างแรมที่ริมหน้าผาข้างถนนหลวง เพื่อใช้หลบพายุฝน
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ ทุกคนก็รีบเข้านอนกันตั้งแต่หัวค่ำ
ส่วนเฉินเฉิงแอบไปซุ่มอยู่ใต้โขดหินยักษ์ริมหน้าผา คอยฝึกเคล็ดวิชาเกราะเหล็กสยบมารสลับกับการระวังภัยไปด้วย
ใกล้จะเที่ยงคืน ฝนก็เริ่มตกลงมาปรอยๆ อีกครั้ง
ทันใดนั้น ดวงตาของเฉินเฉิงก็หรี่ลง เขาเร่งเร้าเคล็ดวิชาลับซ่อนเร้นจนถึงขีดสุด!
เขาสัมผัสได้ว่าห่างออกไปหลายสิบจั้ง มีเงาร่างสายหนึ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณก่อนกำเนิดอันแข็งแกร่ง กำลังแผ่รังสีอำมหิตพุ่งตรงดิ่งมาทางหน้าผานี้ด้วยความเร็วสูง!
เคอต้าลี่เองก็สัมผัสได้ถึงรังสีสังหารที่ไม่คิดจะปิดบังนั้นเช่นกัน เขาจึงรีบพุ่งตัวมายืนขนาบข้างเฉินเฉิงทันที
"ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิด!"
[จบแล้ว]