เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล

บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล

บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล


บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล

เคอต้าลี่รีบเดินเข้าไปกระซิบข้างหูเฉินเฉิง

"ศิษย์น้องเฉิน ข้ายังไม่ได้อธิบายรายละเอียดให้เจ้าฟังเลย การทดสอบศิษย์สายตรงของสำนักน่ะ เพื่อความยุติธรรม มันจะมีข้อห้ามเยอะแยะเต็มไปหมด"

"อย่างเช่น ห้ามใช้อาวุธตั้งแต่ระดับกึ่งจิตวิญญาณขึ้นไป ห้ามใช้วิชายุทธ์อื่นที่นอกเหนือจากสายวิชาของแต่ละยอดเขา เป็นต้น"

"แล้วการทดสอบศิษย์สายตรงของยอดเขาสี่ลักษณ์เรา จะเน้นไปที่ความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นหลัก ดังนั้นถึงกับห้ามใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้นเลยล่ะ"

"แถมเจตจำนงสายมังกรแท้กับเจตจำนงสายเสวียนอู่ของยอดเขาสี่ลักษณ์เรา อานุภาพมันก็แทบจะไม่ต่างกันเลยด้วย"

"และที่สำคัญ พลังเลือดลมยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่ อานุภาพของเจตจำนงที่แสดงออกมาก็จะยิ่งรุนแรงเท่านั้น"

"จางซือหู่ไอ้เวรนี่ มันเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ผิวกายทองแดงกระดูกเหล็กไหล ตอนที่มันฝึกกายาในขอบเขตต่างๆ ร่างกายของมันก็แกร่งกว่าพวกรุ่นเดียวกันตั้งเยอะ"

"มีแค่ข้าที่มีพละกำลังมหาศาลติดตัวมาตั้งแต่เกิดนี่แหละ ที่พอจะข่มมันลงได้นิดหน่อย"

"ตอนที่มันลงแข่งแย่งตำแหน่งศิษย์สายตรงยอดเขาสี่ลักษณ์คราวก่อน ถึงมันจะแพ้ข้าไป แต่ความอึดของร่างกายมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเลยนะ"

"หลายปีมานี้มันถูกส่งไปฝึกฝนอยู่ในกองทัพชายแดน ฝีมือมันก็พัฒนาก้าวหน้าไปมาก ยิ่งพอมันได้เป็นลูกเขยของหลี่ตงหยาง ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนตอนนี้มันฝึกทะลวงไปถึงขอบเขตขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์แล้ว"

"ความแข็งแกร่งของร่างกายมันในตอนนี้ ถึงจะสู้ข้าไม่ได้ แต่มันก็ทิ้งห่างยอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ทั่วไปแบบไม่เห็นฝุ่น แถมมันยังฝึกเจตจำนงเสวียนอู่จนถึงขั้นที่สองแล้วด้วย"

"เจตจำนงสายมังกรแท้กับเจตจำนงสายเสวียนอู่ มันดึงพลังปราณแห่งฟ้าดินจากแหล่งเดียวกัน นั่นก็คือพลังเจตจำนงสี่ลักษณ์"

"ถ้าเจ้าต้องไปซัดกับมัน มันก็ต้องวัดกันว่าพลังเลือดลมของใครจะทรงพลังกว่ากัน ใครดึงพลังเจตจำนงสี่ลักษณ์มาใช้ได้มากกว่า คนนั้นก็จะมีอานุภาพแข็งแกร่งกว่า"

"ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตขัดเกลาอวัยวะภายในเลย พลังเลือดลมของเจ้าย่อมไม่มีทางสู้มันได้ อานุภาพเจตจำนงของเจ้าก็จะต้องด้อยกว่ามันเยอะ เจ้าไม่มีโอกาสชนะมันเลยนะ"

"วันนี้เจ้าไม่ต้องไปสนใจมันหรอก พอเราไปถึงสำนักดาเต้า ข้าจะไปขอให้ท่านอาจารย์ช่วยจัดการ ตัดสิทธิ์การเข้าสอบศิษย์สายตรงของมันทิ้งซะ"

"ไปตัดสิทธิ์มันแบบนั้น มันจะไม่เป็นการทำผิดกฎงั้นหรือ?" เฉินเฉิงถามด้วยความสงสัย

เคอต้าลี่ตอบ "ตามกฎของสำนัก ศิษย์สายนอกที่อายุไม่เกินสามสิบห้าปี ทุกคนมีสิทธิ์ลงแข่งแย่งตำแหน่งศิษย์สายตรงกันทั้งนั้น"

"แต่ขั้นตอนการคัดเลือกมันยุ่งยากวุ่นวาย แต่ละยอดเขาก็ไม่ได้เปิดคัดเลือกกันทุกปีหรอกนะ เพราะงั้นเจ้าของยอดเขาสามารถใช้ดุลยพินิจจัดการได้ตามความเหมาะสม"

"ปกติพวกศิษย์สายนอกที่อายุแตะสามสิบสี่แล้ว ก็มักจะรู้หน้าที่มีมารยาท ถอนตัวจากการแข่งขันไปเอง เพื่อไม่ให้เจ้าของยอดเขาต้องมานั่งลำบากใจ"

"ก็มีแต่ไอ้หน้าด้านจางซือหู่นี่แหละ ที่ยังกล้าบากหน้ามาขอแข่งแย่งตำแหน่งอยู่อีก"

"ถ้ามันจะดื้อด้านนัก ข้าก็จะให้ท่านอาจารย์เลื่อนการคัดเลือกศิษย์สายตรงออกไปอีกปีนึงซะเลย ถึงตอนนั้นจางซือหู่มันก็หมดสิทธิ์เถียงแล้ว"

เฉินเฉิงเข้าใจความหมายของเคอต้าลี่ดี ในพื้นที่จำกัด พลังเจตจำนงสี่ลักษณ์มันมีให้ดึงมาใช้ได้จำกัด แน่นอนว่าใครที่มีพลังเลือดลมมหาศาลกว่า ก็จะดึงพลังเจตจำนงมาใช้ได้เยอะกว่า ซึ่งมันเป็นการเอาเปรียบเห็นๆ

จางซือหู่เกิดมาพร้อมผิวกายทองแดงกระดูกเหล็กไหล ความแข็งแกร่งของร่างกายมันเหนือกว่ายอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ทั่วไปมาก ต่อให้มันจะเอาชนะไม่ได้ แต่มันก็แทบจะปิดประตูแพ้ไปแล้ว!

หลี่ตงหยางคงจะเล็งเห็นข้อได้เปรียบตรงนี้ ถึงได้ส่งจางซือหู่มาหักหน้าเฉินเฉิง หวังจะดับความหยิ่งผยองของเขา และใช้เป็นบันไดเหยียบเพื่อสร้างความน่าเกรงขามให้ตระกูลหลี่ไปในตัว

หลังจากได้คุยกับซือถูมู่ เฉินเฉิงก็รู้สึกเบื่อหน่ายขี้เกียจไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกลูกไม้สกปรกของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงที่เอาแต่จ้องจะแย่งชิงอำนาจกัน แต่ถ้าเขาไม่ตอกหน้ากลับไปให้แรงๆ เดี๋ยวปัญหามันจะตามมาไม่จบไม่สิ้น

เดี๋ยวก็มีพวกหมาแมวที่ไหนไม่รู้มาเห่าหอนท้าทายอยู่หน้าบ้านอีก

มีแต่วิธีเดียวคือต้องซัดให้หมอบราบคาบแก้ว โชว์ความโหดให้ประจักษ์ พวกสวะสังคมมันจะได้ไม่กล้ามากำเริบเสิบสานอีก

คิดได้ดังนั้น เฉินเฉิงก็ยังคงตีหน้าขรึม ตอบกลับไปเสียงเรียบ "ในเมื่อจางซือหู่มันไม่รู้จักกฎกติกา ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์สั่งสอนให้มันรู้สำนึกแทนศิษย์พี่เคอเอง"

"โอ้?" ดวงตาของเคอต้าลี่เบิกกว้างเป็นประกาย!

เขารู้ดีว่าเฉินเฉิงนั้นแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่เคยได้ลองหยั่งเชิงดูด้วยตัวเองสักครั้ง เลยประเมินไม่ออกว่าเฉินเฉิงนั้นเก่งกาจถึงขั้นไหนกันแน่

ไม่อย่างนั้นเพื่อความปลอดภัย เขาคงไม่อุตส่าห์ยอมเปลืองน้ำลายห้ามปรามขนาดนี้หรอก

ในเมื่อเฉินเฉิงรับรู้ความโหดของจางซือหู่แล้ว แต่ก็ยังทำตัวชิลๆ อยู่ได้ แสดงว่าต้องมั่นใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน!

"ถ้าอย่างนั้น ศิษย์น้องเฉินก็จัดหนักจัดเต็ม สั่งสอนมันให้หลาบจำไปเลย!" เคอต้าลี่หัวเราะร่า ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเฉินเฉิงจะงัดของดีอะไรออกมาโชว์

"เหอะ!" จางซือหู่แค่นเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์เสีย "ศิษย์พี่เคอ ท่านจะรีบดีใจเร็วไปหน่อยมั้ง!"

"ในฐานะที่เป็นศิษย์ยอดเขาสี่ลักษณ์เหมือนกัน ข้าก็ไม่อยากจะให้เสียบรรยากาศหรอกนะ"

"ตอนแรกข้าก็กะจะออมมือให้สักหน่อย พอหอมปากหอมคอก็เลิกรากันไป แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าต้องเอาจริงให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย!"

พูดจบ กลิ่นอายพลังรอบตัวมันก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที มันดึงพลังต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินมาควบแน่นเป็นเงาร่างเต่ายักษ์เสวียนอู่ขนาดมหึมา!

เงาร่างนั้นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แผ่กลิ่นอายอันดุดันบ้าคลั่งออกมา ราวกับเป็นอสูรร้ายหลุดจากนรกก็ไม่ปาน

ดูทรงแล้ว แค่มันแกว่งหมัดหรือกระทืบเท้าเบาๆ ก็คงบดขยี้ภูเขาทั้งลูกให้แหลกเป็นผุยผงได้สบายๆ!

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ริมถนนเห็นท่าไม่ดีก็พากันถอยกรูดยกใหญ่!

พวกลูกคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงที่ยืนดูอยู่ต่างก็ลอบตกใจจนเหงื่อตก แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็ยังอดไม่ได้ที่จะจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างเมามัน!

"จางซือหู่ไอ้หมอนี่มันจะโหดเกินไปแล้วมั้ง ฝีมือระดับนี้น่าจะสูสีกับยอดฝีมืออันดับท็อปยี่สิบของทำเนียบดินแดนเหนือเลยนะ"

"มันแกร่งขนาดนี้ แถมอายุก็ยังไม่ถึงสามสิบห้า ทำไมถึงไม่มีชื่อติดอยู่ในทำเนียบดินกันล่ะ?"

"เรื่องนี้มันแปลกตรงไหน? จางซือหู่มันคลุกคลีอยู่แต่ในกองทัพชายแดน แทบไม่ได้โผล่หน้ามาในยุทธภพเลย ถ้าวันนี้มันไม่ออกมาโชว์ของ ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันเก่งขนาดนี้?"

"ก็จริงของเจ้า แต่ละสำนักต่างก็มียอดฝีมือซ่อนคมกันทั้งนั้น ต่อให้เป็นหอเทียนจีก็ใช่ว่าจะรู้ข้อมูลทุกอย่างไปซะหมดหรอก"

"เฉินเฉิงนี่ก็อยู่อันดับที่สามสิบเอ็ดของทำเนียบดินแดนเหนือเลยนะ โหดไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะเอาชนะจางซือหู่ได้หรือเปล่า?"

"ข้าบอกได้คำเดียวว่า ยาก!"

"เฉินเฉิงยังหวังจะชนะอีกเรอะ? ข้าว่าดีไม่ดีอาจจะทนมือทนตีนจางซือหู่ได้ไม่ถึงสามกระบวนท่าด้วยซ้ำ!"

"ก็นะ หมอนั่นเพิ่งจะอายุยี่สิบสองเอง ยังไงก็ไม่มีทางสู้ได้หรอก!"

...

เคอต้าลี่ถอยออกไปไกลหลายจั้ง เพื่อเปิดลานประลองให้ทั้งคู่ได้ซัดกันเต็มที่!

ถึงเขาจะมั่นใจว่าเฉินเฉิงต้องชนะ แต่ในใจมันก็อดตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่ได้อยู่ดี

ส่วนซือถูมู่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับมีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า ดูชิลสุดๆ ท่าทางไม่ได้เป็นห่วงเลยว่าเฉินเฉิงจะเพลี่ยงพล้ำ!

กลับเป็นหลี่ตงหยางซะอีก ที่ทำหน้าเคร่งขรึม สายตาจ้องเขม็งไปที่เฉินเฉิงอย่างใช้ความคิด

ในฐานะที่เขาเป็นยอดฝีมือที่ก้าวเข้าสู่ระดับเปิดจุดชีพจร ประสาทสัมผัสของเขาย่อมเฉียบคมสุดๆ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังเลือดลมของเฉินเฉิงมันไม่ได้ดูมหาศาลอะไรเลย เผลอๆ จะน้อยกว่ายอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ทั่วไปซะด้วยซ้ำ

นี่มันผิดปกติเอามากๆ!

เฉินเฉิงเคยมีประวัติฟันยอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์หัวหลุดไปตั้งสองคน แถมยังเคยจัดการกับมารซากศพอาฆาตที่กำลังจะเลื่อนขั้นสำเร็จไปแล้วด้วยซ้ำ

แค่มีพลังระดับชำระล้างไขกระดูกแต่ดันพุ่งพรวดไปติดอันดับที่สามสิบเอ็ดของทำเนียบดินแดนเหนือได้ พลังรบที่แท้จริงมันต้องเถื่อนดิบและดุดันสุดๆ แน่นอน!

มันไม่มีทางจะดูกระจอกงอกง่อยแบบนี้แน่ๆ!

ด้วยเหตุนี้ หลี่ตงหยางจึงฟันธงได้เลยว่า เฉินเฉิงต้องแอบฝึกวิชาปกปิดกลิ่นอายอะไรสักอย่าง และกำลังพรางพลังที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้อยู่

แน่นอนว่าเขาก็มั่นใจในตัวลูกเขยอย่างจางซือหู่เหมือนกัน ถ้าเทียบกันในบรรดารุ่นใหม่ของสำนักดาเต้า ฝีมือของจางซือหู่ก็เป็นรองแค่พวกรุ่นเดอะอย่างหลี่เสวียนฉีหรือเคอต้าลี่เท่านั้นแหละ มันไม่มีทางจะมาพ่ายแพ้ให้เฉินเฉิงได้หรอก

หลี่ตงหยางแค่อยากจะลองแหย่ดูว่า ถ้าบีบให้เฉินเฉิงต้องงัดพลังทั้งหมดออกมาสู้ มันจะโหดเถื่อนได้สักแค่ไหน จะเก่งพอฟัดพอเหวี่ยงกับศิษย์สายตรงทั่วไปของสำนักดาเต้าได้หรือเปล่า

ที่มุมถนน ขอทานเฒ่าหรี่ตาลงเล็กน้อย คอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของเฉินเฉิงไม่วางตา

"โฮก!" เงาร่างเต่ายักษ์เสวียนอู่แผดเสียงคำรามลั่นสะเทือนเลื่อนลั่น จางซือหู่พุ่งตัวตะบึงเข้าใส่เฉินเฉิงอย่างดุดัน

วิชาของยอดเขาสี่ลักษณ์เน้นเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาศิษย์ในสำนักสู้กันเองก็จะไม่ใช้อาวุธ กระบวนท่าก็เน้นซัดกันตรงๆ อาศัยการวัดใจและปะทะกำลังกันเพียวๆ!

ขอแค่เฉินเฉิงเกิดปอดแหกขึ้นมาแล้วถอยหนี จางซือหู่ก็จะชิงความได้เปรียบไปครองทันที แล้วมันก็จะใช้พละกำลังที่เหนือกว่าบดขยี้เฉินเฉิงจนแหลกคามือ!

แต่มีหรือที่เฉินเฉิงจะยอมให้มันสมหวัง?

เขาสัมผัสได้ว่าจางซือหู่กำลังงัดเจตจำนงเสวียนอู่ขั้นที่สองออกมาใช้เต็มพิกัด ซึ่งอานุภาพของมันน่าจะอยู่ที่ราวๆ สามพันหน่วย

เฉินเฉิงไม่รอช้า รีบรวบรวมกลิ่นอายเจตจำนงมังกรทะยานขึ้นมาทันที เงาร่างมังกรขนาดมหึมาปรากฏขึ้นครอบคลุมร่างของเขาไว้!

เสียงมังกรคำรามดังกระหึ่มขึ้นกะทันหัน!

เงาร่างมังกรชัดเจนขึ้นในพริบตา ร่างของเฉินเฉิงพุ่งทะยานออกไปราวกับมังกรคลั่งแหวกว่ายสมุทร มือขวากำหมัดแน่นพุ่งตรงเข้ากระแทกกลางอกของจางซือหู่อย่างจัง!

ความเร็วของเขาทิ้งห่างจางซือหู่ไปไกลลิบ กลิ่นอายอันดุดันบ้าคลั่งราวกับสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์ก็ไม่อาจมีสิ่งใดต้านทานได้!

เจตจำนงเสวียนอู่ของจางซือหู่หมองลงไปถนัดตาทันที!

ตูม!

พลังหมัดทะลวงผ่าน ทำลายกลิ่นอายเจตจำนงเสวียนอู่จนแตกกระจาย ก่อนจะกระแทกเข้ากลางอกของจางซือหู่เต็มรัก ซัดร่างมันปลิวละลิ่วกระเด็นไปไกลหลายจั้ง!

พรวด!

จางซือหู่กระอักเลือดคำโต ใบหน้าดำคล้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวม่วงในพริบตา ก่อนจะล้มตึงหัวฟาดพื้นสลบเหมือดไปเลย!

แค่หมัดเดียว ยอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ที่มีพรสวรรค์ผิวกายทองแดงกระดูกเหล็กไหลมาแต่กำเนิดอย่างจางซือหู่ กลับต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ!

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งถนนในฉับพลัน!

ทุกคนต่างช็อกตาตั้งจนแทบหยุดหายใจ ได้แต่ยืนอ้าปากค้างมองเฉินเฉิงด้วยความตกตะลึง

เคอต้าลี่ถึงกับหน้าดำหน้าแดง นัยน์ตากลมเล็กเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!

ต้องรู้ไว้เลยนะว่า ต่อให้เป็นเขาลงมือเอง ก็ไม่มีทางจะซัดจางซือหู่ให้ร่วงง่ายๆ แบบนี้ได้หรอก!

แต่เฉินเฉิงกลับไม่ต้องออกแรงอะไรให้เหนื่อยเปล่า แค่ต่อยหมัดธรรมดาๆ หมัดเดียว ก็เล่นเอาจางซือหู่เจ็บหนักปางตายไปแล้ว!

นี่มันเถื่อนเกินไปแล้ว โหดเหี้ยมดุดันจนเกินจะรับไหว!

และที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ เฉินเฉิงเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบสอง ระดับพลังก็อยู่แค่ชำระล้างไขกระดูก แถมยังไม่ได้ฝึกพลังกังจินออกมาเลยด้วยซ้ำ!

นี่มันอัจฉริยะปีศาจระดับไหนกันเนี่ย?

"ศิษย์น้องเฉิน... เอ็งยังเป็นคนอยู่รึเปล่าวะ?" เคอต้าลี่ที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้ เผลอแหกปากตะโกนลั่น

แต่เฉินเฉิงกลับทำเพียงหันไปโค้งคารวะซือถูมู่ครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่แยแส

"เฮ้ย! ศิษย์น้องเฉิน รอข้าด้วย ข้าก็อยากจะลองประลองฝีมือกับเจ้าดูสักตั้งเหมือนกัน!" เคอต้าลี่รีบสับเท้าวิ่งตามไปติดๆ

ฮือฮา!

ฝูงชนบนถนนพากันแตกตื่นส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่!

ซือถูมู่ปรายตามองขอทานเฒ่าแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

หลี่ตงหยางได้แต่ยืนเหม่อมองตามแผ่นหลังของเฉินเฉิงที่ค่อยๆ ลับสายตาไป!

"ไอ้หนูเฉินเฉิงนี่ พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ของมันคงไม่ด้อยไปกว่าหลี่เสวียนฉีแน่ๆ!"

"ตาเฒ่าเจิ้งหุนมันไปสรรหาลูกศิษย์ปีศาจแบบนี้มาจากไหนวะเนี่ย น่าเจ็บใจชะมัด!"

"แต่ก็ยังดี ที่ไอ้เด็กนี่มันโดนกรงขังความนึกคิดแห่งมารเล่นงานเข้าให้ ต่อให้มันจะมีพรสวรรค์ฝืนลิขิตสวรรค์แค่ไหน มันก็ไม่มีวันทะลวงผ่านระดับเปิดจุดชีพจรไปได้หรอก"

"สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่มดปลวก ไม่มีทางจะเอาไปเทียบชั้นกับหลี่เสวียนฉีได้เลยแม้แต่น้อย!"

"อนาคตของสำนักดาเต้า ยังไงก็ต้องตกอยู่ในกำมือของตระกูลหลี่อยู่ดี!"

......

หลายวันต่อมา

ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองทิศเหนือ มุ่งหน้าไปตามถนนหลวงสู่เมืองซู่โจว

เฉินเฉิงกับเคอต้าลี่เดินนำอยู่หน้าสุดของขบวน ทั้งสองคนดูเหมือนจะกำลังเดินเล่นทอดน่องชิลๆ แต่ก้าวเท้าฉับไวรวดเร็วดั่งสายลม ความเร็วในการเดินยังเร็วกว่ารถม้าหลายขุม

เคอต้าลี่ถอนหายใจด้วยความทึ่ง "ศิษย์น้องเฉิน ข้าชักจะนับถือในความใจเด็ดของเจ้ามากขึ้นทุกวันแล้วนะ!"

"ขนาดตัวเจ้าเองยังไม่เคยไปเหยียบเมืองซู่โจวเลย แต่เจ้ากลับกล้าพาครอบครัวอพยพย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่นั่น ข้าเพิ่งเคยเจอคนใจกล้าบ้าบิ่นแบบเจ้านี่แหละ!"

เฉินเฉิงยิ้มรับ "ครอบครัวข้ามีกันอยู่ไม่กี่คน ข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่ได้เยอะแยะอะไร การย้ายบ้านมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก"

ด้วยความเร็วระดับเฉินเฉิงในตอนนี้ การเดินทางไปกลับระหว่างเมืองซู่โจวกับเมืองหลินจี้ก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น

ตอนแรกเขาก็กะว่าจะไปจัดการหาที่อยู่ให้เรียบร้อยที่สำนักดาเต้าก่อน แล้วค่อยกลับมาวางแผนย้ายครอบครัวทีหลัง

แต่พอสำนักดาเต้ามีแผนจะดันให้เมืองหลินจี้กลายเป็นฐานที่มั่นด้านหลัง พวกตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงก็พากันแห่เข้ามา ทำให้คนร้อยพ่อพันแม่มารวมตัวกันที่นี่ สถานการณ์ในเมืองหลินจี้ตอนนี้มันเลยดูจะวุ่นวายซับซ้อนยิ่งกว่าเมืองซู่โจวซะอีก

ถึงแม้ตระกูลเสิ่นจะยังพอรักษาทรัพย์สินและอำนาจไว้ได้บ้าง แต่มันก็ร่วงหล่นลงมาเป็นแค่ตระกูลเล็กๆ ไม่ได้มั่นคงปลอดภัยเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ถ้าอย่างนั้น สู้ให้ตระกูลเฉินย้ายไปอยู่เมืองซู่โจวซะเลยจะดีกว่า

พอเขาได้เข้าไปอยู่ในสำนักดาเต้าและเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายตรง สถานะและอำนาจของเขาก็จะอยู่เหนือกว่าพวกผู้บริหารของสำนักซะอีก การจะหาที่ทางให้ครอบครัวอยู่ก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร

อีกอย่าง เสิ่นชิงเหยากับเสิ่นชิงซวงก็ใกล้จะฝึกทะลวงถึงขอบเขตหลอมรวมกระดูกขั้นสมบูรณ์แล้ว ก็ถือโอกาสนี้ฝากฝังให้พวกนางเข้าไปเป็นศิษย์สายนอกของสำนักดาเต้าไปเลย

ส่วนมู่เสี่ยวหว่าน นางขอแค่ได้ตามติดเฉินเฉิงไปทุกที่ ไม่ว่าเขาจะไปไหน นางก็จะตามไปด้วย

เรื่องในเมืองหลินจี้ เฉินเฉิงก็ได้จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว

ก่อนที่ฮูหยินใหญ่กงซุนโหรวจะพาครอบครัวย้ายไปเมืองอวิ๋นโจว นางได้มอบโฉนดที่ดินสำนักยุทธ์ตระกูลเจิ้งให้เฉินเฉิงไว้

สำนักยุทธ์ตระกูลเจิ้งจึงกลายมาเป็นทรัพย์สินของตระกูลเฉิน โดยเฉินเฉิงได้มอบหมายให้ครอบครัวของลุงเฉินอันเป็นคนคอยดูแลจัดการแทน

ด้วยฐานะศิษย์สายตรงแห่งสำนักดาเต้าของเขา บวกกับมีตระกูลเสิ่นคอยเป็นหูเป็นตาให้ แค่นี้เขาก็สามารถคุมสถานการณ์ได้สบายๆ อยู่แล้ว

"เฮ้อ..." เคอต้าลี่ถอนหายใจยาว จู่ๆ เขาก็เงียบไป สีหน้าดูอมทุกข์เหมือนมีเรื่องกวนใจ

เฉินเฉิงหันไปถาม "ศิษย์พี่เคอ ท่านมีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือ?"

เคอต้าลี่ปรายตามองเฉินเฉิง แฝงความนัยไว้ในคำพูด "ข้ากำลังนึกถึงท่านผู้บริหารเจิ้งน่ะสิ พอเขาไปติดอยู่ในถ้ำซานหยวน ตระกูลเจิ้งก็ต้องเจอกับมรสุมรุมเร้ามากมาย"

"สถานการณ์ของข้าก็ไม่ได้ต่างจากท่านผู้บริหารเจิ้งเท่าไหร่หรอก ถ้าข้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวตระกูลเคอก็คงจะลำบากน่าดู"

ในยุคกลียุคแบบนี้ มันไม่ใช่ปัญหาที่ท่านอาจารย์เจิ้งหรือเคอต้าลี่ต้องเผชิญแค่สองคนหรอก แต่มันเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเจอเหมือนกันหมด

พวกตระกูลใหญ่ในเมืองซู่โจวที่ดูภายนอกเหมือนจะยิ่งใหญ่คับฟ้า ก็ยังหนีไม่พ้นปัญหานี้

อย่าว่าแต่ตระกูลใหญ่ในเมืองซู่โจวเลย ต่อให้เป็นพวกเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของแคว้นต้าอวี๋ ก็ไม่มีใครหนีพ้นชะตากรรมนี้ได้

เฉินเฉิงที่เกิดมาในชนชั้นต่ำต้อย ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจากตรอกต้นหวายในย่านหรูอี้ จนก้าวมายืนอยู่จุดนี้ได้ ย่อมซาบซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี

ชีวิตคนก็เหมือนวัชพืช ผู้คนก็ไร้ค่าดั่งมดปลวก มีเพียงการดิ้นรนพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ถึงจะสามารถกุมชะตาชีวิตของตัวเองเอาไว้ในมือได้

"ศิษย์พี่เคอ ตอนนั้นท่านกล้าบุกไปตะลุยทุ่งหญ้าอุดรคนเดียว ท่านไม่กลัวตายหรือไง?" เฉินเฉิงถามกลับ

"โอ้โห! ศิษย์น้องเฉิน ยังไงก็ต้องเป็นเจ้านี่แหละ คำพูดเดียวปลุกคนในฝันให้ตื่นเลยทีเดียว!"

เคอต้าลี่หน้าตาเบิกบานขึ้นมาทันที เขารำพึงเบาๆ

"คนเป็นนักสู้เกิดมาเพื่อฝึกวรยุทธ์ มันก็ต้องมุ่งหน้าฝ่าฟันอุปสรรคอย่างไม่ย่อท้อสิวะ ถ้ามัวแต่มาพะวักพะวนหน้าหลัง แล้วเมื่อไหร่จะได้เป็นยอดฝีมือล่ะ?"

"พวกตระกูลใหญ่ในเมืองซู่โจวเอาแต่คิดหาทางหนีทีไล่ พากันหดหัวหนีมาหลบซ่อนในเมืองชายขอบอย่างเมืองหลินจี้กันหมด"

"แต่เจ้ากลับทำในสิ่งที่สวนทางกับพวกมัน กล้าพาครอบครัวย้ายเข้าไปบุกตะลุยเมืองซู่โจว นี่สิถึงจะเรียกว่าใจกล้าบ้าบิ่น สมศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตัวจริง!"

......

ตลอดการเดินทาง พวกเขามักจะสวนทางกับขบวนสินค้าที่เดินทางไปมาระหว่างเมืองซู่โจวกับเมืองหลินจี้อยู่บ่อยครั้ง

เฉินเฉิงไม่ได้เร่งรีบอะไร เขาใช้เวลาเดินทางไปพร้อมๆ กับฝึกเคล็ดวิชาเกราะเหล็กสยบมารไปด้วย

ครึ่งเดือนต่อมา พวกเขาก็เดินทางออกจากเขตเมืองหลินจี้ และเข้าสู่เขตเมืองเทียนสุ่ยที่อยู่ติดกัน

เย็นวันนั้น ฝนตกหนักจนถนนหนทางเละเทะไปหมด ทำให้ขบวนรถม้าไปไม่ถึงจุดพักม้าที่วางแผนไว้ พวกเขาจึงต้องจำใจสร้างกระท่อมฟางชั่วคราวขึ้นมาพักค้างแรมที่ริมหน้าผาข้างถนนหลวง เพื่อใช้หลบพายุฝน

หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ ทุกคนก็รีบเข้านอนกันตั้งแต่หัวค่ำ

ส่วนเฉินเฉิงแอบไปซุ่มอยู่ใต้โขดหินยักษ์ริมหน้าผา คอยฝึกเคล็ดวิชาเกราะเหล็กสยบมารสลับกับการระวังภัยไปด้วย

ใกล้จะเที่ยงคืน ฝนก็เริ่มตกลงมาปรอยๆ อีกครั้ง

ทันใดนั้น ดวงตาของเฉินเฉิงก็หรี่ลง เขาเร่งเร้าเคล็ดวิชาลับซ่อนเร้นจนถึงขีดสุด!

เขาสัมผัสได้ว่าห่างออกไปหลายสิบจั้ง มีเงาร่างสายหนึ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณก่อนกำเนิดอันแข็งแกร่ง กำลังแผ่รังสีอำมหิตพุ่งตรงดิ่งมาทางหน้าผานี้ด้วยความเร็วสูง!

เคอต้าลี่เองก็สัมผัสได้ถึงรังสีสังหารที่ไม่คิดจะปิดบังนั้นเช่นกัน เขาจึงรีบพุ่งตัวมายืนขนาบข้างเฉินเฉิงทันที

"ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิด!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 340 - ยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดลอบสังหารยามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว