เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 330 - เจอหนิงเฮ่าอีกครั้ง

บทที่ 330 - เจอหนิงเฮ่าอีกครั้ง

บทที่ 330 - เจอหนิงเฮ่าอีกครั้ง


บทที่ 330 - เจอหนิงเฮ่าอีกครั้ง

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

จีหลิงเซียวที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินยักษ์บริเวณรอบนอกป่าหินตำหนักเกิน จู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมา ทอดสายตามองลึกเข้าไปในใจกลางป่าหิน

นางกำลังรอให้ผู้อาวุโสที่เรียกตัวเองว่าซิ่วเฉินคนนั้นออกมาดวลกัน

ตอนนี้พลังปราณแห่งฟ้าดินรอบๆ แกนกลางตำหนักเกินถูกสูบไปจนเกือบเกลี้ยงแล้ว พลังของค่ายกลตำหนักเกินก็อ่อนแรงลงอย่างมาก

การที่ผู้อาวุโสท่านนั้นไม่ยอมออกจากแกนกลางเพื่อมุ่งหน้าไปที่ตำหนักกลาง ก็แสดงว่าเขาเลือกที่จะมาตัดสินแพ้ชนะกับนางก่อน

หลังจากที่ได้หยั่งเชิงพลังของผู้อาวุโสท่านนี้แล้ว จีหลิงเซียวก็ให้ความสำคัญกับการประลองครั้งนี้มากๆ นางคอยจับตาดูกระทั่งความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเขาตลอดเวลา

ตั้งแต่เมื่อวาน ผู้อาวุโสท่านนี้ก็หมกตัวอยู่แต่ในแกนกลางตำหนักเกิน แถมยังไม่ยอมใช้พลังค่ายกลตำหนักเกินเพื่อค้นหาตำแหน่งของนางเลยด้วยซ้ำ

นี่มันชัดเจนเลยว่าเขากำลังเก็บเนื้อเก็บตัว ฟื้นฟูพลังให้เต็มร้อย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกในวันนี้

"ถ้าข้าไม่มีกระบี่หลิงเซียว ข้าก็อาจจะสู้ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ได้เหมือนกัน! เขาแข็งแกร่งมากจริงๆ!"

......

หนึ่งชั่วยามผ่านไป จากการสัมผัสผ่านหยกธงค่ายกล หยกธงค่ายกลของตำหนักข่านและตำหนักเกินก็ยังคงอยู่ที่แกนกลางตำหนักเกิน ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย

ใบหน้างดงามไร้ที่ติของจีหลิงเซียวเริ่มมีแววสงสัย ก่อนที่นางจะหลุดขำออกมา "ดูเหมือนผู้อาวุโสท่านนี้จะรอให้ข้าเป็นฝ่ายเข้าไปหาเพื่อเปิดศึกแฮะ

เขาคงอยากจะสู้ในภูมิประเทศแบบป่าหินของตำหนักเกินมากกว่าล่ะมั้ง!"

พูดจบนางก็พุ่งทะยานร่าง กลายเป็นเงาพุ่งตรงเข้าไปยังใจกลางป่าหินอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก เมื่อมาถึงหน้าถ้ำ จีหลิงเซียวก็หยุดยืนบนโขดหินยักษ์ แล้วตะโกนเสียงดังฟังชัด

"ผู้อาวุโส โปรดออกมาสู้กันเถอะเจ้าค่ะ!"

ไม่มีเสียงตอบรับ

รอบด้านเงียบกริบเหมือนป่าช้า

จีหลิงเซียวยิ่งรู้สึกแปลกใจ นางตั้งสมาธิสัมผัสดูอย่างละเอียด ก็พบว่าหยกธงค่ายกลทั้งสองอันยังคงอยู่ที่แกนกลาง และไม่มีกลิ่นอายอะไรผิดปกติอยู่แถวนี้เลย

"หรือว่าเขาแอบวางกับดักไว้ตรงแกนกลาง แล้วรอให้ข้าเข้าไปติดกับ เพื่อจะได้ลอบโจมตีงั้นรึ?"

เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ จีหลิงเซียวก็ขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากัน นางตะโกนเรียกอีกครั้ง "ผู้อาวุโส โปรดออกมาสู้กันเถอะเจ้าค่ะ!"

ก็ยังคงเงียบกริบเหมือนเดิม!

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้น้อยก็จะไม่เกรงใจแล้วนะเจ้าคะ!"

น้ำเสียงของจีหลิงเซียวเย็นชาลง นางตวัดกระบี่ในมือ ปล่อยแสงห้าสีออกมา แล้วพุ่งทะยานเข้าไปในถ้ำพร้อมกับแสงกระบี่...

จนกระทั่งเข้าไปถึงถ้ำหินปูนของตำหนักเกิน แล้วเห็นหยกธงค่ายกลทั้งสองอันวางแหม่ะอยู่บนแท่นหิน จีหลิงเซียวถึงได้ถึงบางอ้อ

ที่แท้ผู้อาวุโสซิ่วเฉินก็ชิ่งหนีไปดื้อๆ แบบไม่ลาเลยนี่หว่า!

การที่เขาทิ้งหยกธงค่ายกลทั้งสองอันไว้ ก็เป็นการแสดงออกชัดเจนว่าเขาขอถอนตัวจากการแย่งชิงแกนกลางตำหนักกลางแล้ว

พอนึกถึงใบหน้าที่หล่อเหลางดงามเหนือคำบรรยาย และท่วงท่าที่ดูชิลสุดๆ สง่างามดั่งขุนเขาของซิ่วเฉิน จีหลิงเซียวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือเขาขึ้นมาในใจ!

มีวรยุทธ์ที่แข็งแกร่ง รู้จักประเมินสถานการณ์และรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง สมแล้วที่เป็นยอดฝีมือที่สามารถทะลวงขอบเขตเปิดจุดชีพจรและบรรลุระดับก่อนกำเนิดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

ช่างสง่างามหาใครเปรียบไม่ได้จริงๆ!

"เอ๊ะ?" จู่ๆ จีหลิงเซียวก็ร้องอุทานออกมาเบาๆ ใบหน้างดงามของนางเผยแววสงสัยอีกครั้ง

นางเหลือบไปเห็นอ่างหินใบใหญ่ในถ้ำหินปูน น้ำในนั้นถูกเททิ้งไปแล้ว แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของยาชำระล้างไขกระดูกระดับต่ำหลงเหลืออยู่บางๆ

"ผู้อาวุโสท่านนี้ถึงกับเอายาชำระล้างไขกระดูกระดับต่ำมาผสมน้ำอาบเลยรึ...

หรือว่ายาชำระล้างไขกระดูกระดับต่ำมันมีสรรพคุณช่วยรักษาความอ่อนเยาว์ด้วย? วันหลังข้าต้องลองดูบ้างแล้วสิ"

ต่อให้จีหลิงเซียวคิดจนหัวแตก นางก็คงไม่มีทางเดาออกหรอกว่า ผู้อาวุโสท่านนี้จะเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตชำระล้างไขกระดูก!

ก็แหม... พลังต่อสู้ของเขาเก่งกาจหลุดโลกขนาดนั้น จะเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตชำระล้างไขกระดูกไปได้ยังไงล่ะ?

......

เฉินเฉิงเองก็คงนึกไม่ถึงเหมือนกันว่า การที่เขาทิ้งหยกธงค่ายกลสองอันนั้นไว้ จะทำให้จีหลิงเซียวตกใจจนคิดมโนไปเองเป็นตุเป็นตะขนาดนี้!

หยกธงค่ายกลเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดแกนกลางตำหนักกลาง มันจึงมีความสำคัญมากๆ

แต่หยกธงค่ายกลพวกนี้มันมีสัมผัสที่เชื่อมโยงถึงกันได้ เฉินเฉิงไม่อยากให้ความลับเรื่องที่เขาปลอมตัวเป็นซิ่วเฉินแตก เขาก็เลยต้องจำใจทิ้งมันไป

"ในที่สุดก็ตามหากลุ่มหลักเจอสักที!"

เมื่อเดินมาถึงหุบเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ เฉินเฉิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจากป้ายหยกประจำตัวของคนในสำนักดาเต้า ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยลี้

เขายิ้มมุมปากเบาๆ แล้วพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปหาพวกเขาทันที

ตอนนี้เขาอยู่ในชุดสีชิง มีหมอกสีดำจางๆ ปกคลุมรอบตัว ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาก็ถูกแต่งแต้มให้ดูคล้ำขึ้นมานิดหน่อย ที่เอวพกดาบยาว และแบกห่อผ้าใบใหญ่ไว้บนบ่า

ต่อให้ใครจะเอาสมองส่วนไหนมาคิด ก็คงไม่มีใครเอาเขาไปเชื่อมโยงกับคุณชายซิ่วเฉินผู้ลึกลับคนนั้นแน่ๆ!

ในห่อผ้าของเขามีสมุนไพรมีค่าอยู่ไม่น้อย แถมยังมีเนื้อและชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับห้าด้วย!

แต่ถ้าเอาไปเทียบกับพวกสมุนไพรระดับท็อปสำหรับขัดเกลาอวัยวะภายใน หรือของวิเศษแห่งฟ้าดินที่เขาแอบซ่อนไว้ในแหวนมิติแล้วล่ะก็ ของในห่อผ้านี่ถือว่ากากไปเลย

นี่แหละ ยิ่งทำให้เขาดูไม่เหมือนคุณชายซิ่วเฉินเข้าไปใหญ่!

แต่มันกลับเข้ากับบทบาทของเฉินเฉิงแบบสุดๆ! เป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในถ้ำลี้ลับ ต้องทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัว ซ่อนตัวให้มิดชิด แล้วค่อยๆ แอบเดินสำรวจหาของไปเรื่อยๆ

มั่นคงสุดๆ ไปเลย!

พอออกจากหุบเขา เฉินเฉิงก็เดินต่อไปอีกหลายสิบลี้ หมอกรอบตัวก็ยิ่งหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ แค่มองออกไปสิบกว่าจั้งก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรแล้ว

เฉินเฉิงกระโดดขึ้นไปบนยอดไม้ใหญ่ มองไปไกลๆ ก็เห็นยอดเขาขนาดยักษ์ที่มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ห่างออกไปร้อยกว่าลี้

เพราะค่ายกลเปลี่ยนจากแบบเก้าปราสาทมากระจุกตัวอยู่ที่ตำหนักกลาง พลังปราณแห่งฟ้าดินจากทั่วทุกสารทิศในถ้ำก็เลยถูกดูดมารวมกัน ทำให้พลังปราณในเขตนี้หนาแน่นสุดๆ

ก่อนที่แกนกลางตำหนักข่านจะถูกพัง พลังปราณบนเกาะกลางทะเลสาบ ยังเข้มข้นได้แค่ครึ่งเดียวของที่นี่เอง

เฉินเฉิงเดินหน้าต่อไป ระหว่างทางก็เจอสมุนไพรมีค่าบ้างประปราย แน่นอนว่าเขาเก็บกวาดเรียบไม่เหลือหลอ

"หญ้านีฉางอายุห้าร้อยปีนี่หว่า!"

พอเดินมาถึงหุบเหวแห่งหนึ่ง เขาก็เห็นสมุนไพรสีเขียวมรกตต้นหนึ่ง โผล่วับๆ แวมๆ อยู่ในม่านหมอกบนหน้าผาสูงประมาณยี่สิบสามสิบจั้ง กลิ่นหอมของสมุนไพรโชยมาเตะจมูก เฉินเฉิงดีใจสุดๆ

หญ้านีฉางก็เป็นสมุนไพรระดับท็อปสำหรับขัดเกลาอวัยวะภายในเหมือนกัน แถมยังเป็นส่วนผสมหลักในการปรุงยาขัดเกลาอวัยวะภายในระดับต่ำด้วย

เพราะกลิ่นของมันหอมยั่วน้ำลายมาก ปกติพอโตได้สักร้อยปี พวกสัตว์อสูรก็มักจะแย่งกันกินจนหมด

หญ้านีฉางอายุร้อยปี มีมูลค่าเทียบเท่ากับหยกผลึกต้นกำเนิดหนึ่งเม็ดเลยนะ

ต้นที่รอดมาจนอายุเกินห้าร้อยปีนี่ถือว่าหายากโคตรๆ มูลค่าของมันน่าจะไม่ต่ำกว่าหยกผลึกต้นกำเนิดห้าเม็ดแน่ๆ

ของล้ำค่าขนาดนี้ แต่กลับยังไม่โดนใครสอยไป แสดงว่าต้องมีสัตว์อสูรเฝ้าอยู่ชัวร์ๆ

เฉินเฉิงรีบกลั้นกลิ่นอายของตัวเอง แล้วตั้งสมาธิสัมผัสดู ก็พบว่าในม่านหมอกไม่ไกลออกไป มีกลิ่นอายของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งแฝงตัวอยู่จริงๆ

และในอีกทิศทางหนึ่งห่างออกไปสิบกว่าจั้ง ก็เหมือนจะมีคลื่นพลังอะไรบางอย่างสั่นไหวอยู่ด้วย แต่ไม่ใช่กลิ่นอายของสัตว์อสูรนะ มันคือกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ต่างหาก

และดูเหมือนว่าสัตว์อสูรตัวนั้นกำลังจ้องผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นอยู่เขม็งเลย

เหมือนมันจะรู้ตัวว่าเฉินเฉิงมา กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นก็ถอยกรูดออกไปไกลหน่อย แล้วก็หายวับไปเลย

เฉินเฉิงใช้จมูกดมๆ ดูก็รู้แล้วว่า ไอ้หมอนั่นไม่ได้หนีไปไหนหรอก แค่หาที่ซ่อนตัวใหม่เท่านั้นแหละ

มันคงกะจะรอให้เฉินเฉิงเปิดศึกกับสัตว์อสูรตัวนี้ก่อน แล้วมันก็จะได้ทำตัวเป็นตาอินตานา แอบมาฉกหญ้านีฉางไปกินสบายแฮ

เวลามาล่าสมบัติแล้วเจอคู่แข่ง นี่คือสูตรสำเร็จที่เจอบ่อยที่สุด แถมยังเป็นแผนที่รับมือยากสุดๆ ด้วย!

ก็อย่างที่รู้กันว่า นกปากซ่อมกับหอยกาบสู้กัน ชาวประมงได้ผลประโยชน์ สำนวนนี้มันใช้ได้ผลตลอดกาลแหละ!

ถ้าเฉินเฉิงอยากจะแก้เกมนี้ มีทางเดียวคือต้อง "รอ" เพราะถ้าผลีผลามลงมือไป ก็เท่ากับทำงานฟรีปูทางให้คนอื่นน่ะสิ!

แต่ขืนรอต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเหมือนกัน เพราะไอ้หมอนั่นมันมาถึงก่อนตั้งนานแล้ว แต่ดันไม่ยอมลงมือ แสดงว่ามันต้องมีไม้ตายอะไรซ่อนอยู่แน่ ดีไม่ดีอาจจะกำลังรอเพื่อนมาช่วยก็ได้

จริงๆ เฉินเฉิงจะรอก็ได้นะ เพราะจากที่สัมผัสได้จากป้ายหยกประจำตัว พวกเคอต้าลี่ก็กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้เหมือนกัน น่าจะอยู่ห่างออกไปแค่ยี่สิบสามสิบลี้เอง

แต่เฉินเฉิงรอไม่ได้หรอก เพราะไม่รู้ว่าพรรคพวกของเคอต้าลี่จะมาถึงก่อน หรือพวกของไอ้หมอนั่นจะมาถึงก่อน

แล้วถ้าพวกเคอต้าลี่มาถึง พอช่วยกันเก็บหญ้านีฉางได้แล้ว ก็ต้องมานั่งเถียงกันเรื่องแบ่งของอีก

มีความสุขคนเดียว สู้มีความสุขร่วมกับผู้อื่นไม่ได้... ซะที่ไหนล่ะ! ได้ฮุบไว้กินคนเดียวมันสะใจกว่าเยอะ!

ดังนั้น กฎเหล็กของการล่าสมบัติก็คือ ต้องหาทางฮุบของวิเศษไว้คนเดียวให้ได้!

การรับมือกับสัตว์อสูรแค่ตัวเดียวในถ้ำนี้ เฉินเฉิงไม่จำเป็นต้องเรียกใครมาช่วยหรอก ต่อให้ไม่ต้องใช้เพลงค้อนอสนีบาตสะเทือนเก้าชั้นฟ้าก็เถอะ!

นี่แหละคือความมั่นใจที่ได้มาจากความเก่งกาจของตัวเอง!

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เฉินเฉิงก็เร่งวิชาลับซ่อนเร้นจนถึงขีดสุด แล้วแอบย่องเข้าไปที่หุบเหวนั้น!

"โฮก!"

เพิ่งจะเข้าใกล้หุบเหวได้ไม่กี่จั้ง จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามดังกึกก้องออกมา!

สายฟ้าแลบแปลบปลาบบนท้องฟ้า กระแสลมที่เกิดจากเสียงคำรามพัดเอาหมอกรอบๆ หุบเหวแตกกระจาย ต้นไม้หักโค่นล้มระเนระนาด

แค่อานุภาพของเสียงคำราม ก็สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าดินแทบถล่มทลายแล้ว!

จากนั้นสัตว์อสูรมีเขาเดี่ยวตัวหนึ่ง ยาวกว่าสามจั้ง สูงกว่าหนึ่งจั้ง หนังหนาเตอะราวกับใส่เกราะ ก็พุ่งพรวดออกมาจากม่านหมอก กระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนโขดหินยักษ์ริมหุบเหว ดวงตาโตเท่ากะละมังจ้องเขม็งกวาดมองไปรอบๆ!

มันยังหาตัวเฉินเฉิงไม่เจอหรอก แต่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติแน่ๆ

แรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้า!

นี่มันสัตว์อสูรระดับหกเทียมชัดๆ!

พลังป้องกันของมันเรียกได้ว่าโคตรถึก พลังโจมตีก็ดุดันและบ้าคลั่งสุดๆ แค่กระแสลมจากเสียงคำรามของมันก็สามารถฉีกกระชากห้วงมิติ ทลายภูเขาและบดขยี้ก้อนหินได้แล้ว!

ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวมกระดูกขั้นสมบูรณ์ทั่วไป อย่าว่าแต่จะเข้าใกล้มันในระยะไม่กี่จั้งเลย แค่โดนกระแสลมจากเสียงคำรามของมันพัดใส่ ก็คงโดนบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผงไปแล้ว!

"แรงลมจากเสียงคำรามเมื่อกี้ น่าจะมีอานุภาพเจตจำนงประมาณห้าพันหน่วยได้มั้ง ถ้าให้บวกกันระยะประชิด ไอ้สัตว์อสูรตัวนี้มันต้องเก่งกว่านี้อีกเยอะแน่!

พลังต่อสู้ของมัน ต่อให้ไม่เท่าตะพาบยักษ์เสวียนหยวนที่ตำหนักเกิน แต่มันก็เหนือกว่าเจ้างูยักษ์สามหัวที่ตำหนักข่านแน่นอน!

มิน่าล่ะไอ้หมอนั่นถึงไม่กล้าลงมือ!"

หลังจากแอบประเมินพลังของมัน เฉินเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะตกใจนิดหน่อย!

"ถ้าข้าไม่ใช้เพลงค้อนอสนีบาตสะเทือนเก้าชั้นฟ้า การจะฆ่าแรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าตัวนี้คงยากเอาการ!

แต่ถ้าข้าใช้เจตจำนงมังกรทะยานผสมกับเจตจำนงแท้จริงแห่งฟ้าดิน ก็น่าจะซัดมันกระเด็น แล้วฉกหญ้านีฉางหนีมาได้สบายๆ!

แต่ถ้าทำแบบนั้น ข้าก็ต้องเผยฝีมือที่แท้จริงออกมา ซึ่งมันดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ เพราะยังมีไอ้หมอนั่นแอบซุ่มดูอยู่อีก!

ช่างเถอะ ขี้เกียจคิดแล้ว!

หญ้านีฉางอายุห้าร้อยปี มีค่าเท่ากับยาชำระล้างไขกระดูกระดับต่ำตั้งครึ่งเม็ดเชียวนะ มันสำคัญกับข้ามาก

แค่เหตุผลนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอให้ข้าฆ่าไอ้หมอนั่นปิดปากแล้ว!"

เมื่อถึงเวลาต้องเด็ดขาด เฉินเฉิงก็ไม่เคยมัวโอ้เอ้ให้เสียเวลา!

เขากระโดดพุ่งตัวขึ้นไปบนยอดไม้ที่ซ่อนตัวอยู่ แล้วทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าราวกับมังกรทะยานฟ้า!

เสียงมังกรคำรามดังกึกก้อง! เกิดพายุและสายฟ้าปั่นป่วน!

ความเร็วของเฉินเฉิงไวปานสายฟ้าแลบ ทำเอาแรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าถึงกับอึ้งไปเลย!

บวกกับสัญชาตญาณของสัตว์อสูรที่มักจะหวาดกลัวกลิ่นอายของสัตว์เทพทั้งสี่อยู่แล้ว ปฏิกิริยาของมันก็เลยช้าไปจังหวะนึง!

แต่พอมันรู้ตัวว่าไอ้สิ่งที่ทำเสียงพายุและสายฟ้านั่นไม่ใช่มังกรของจริง แต่เป็นแค่สัตว์สองขาตัวจ้อย มันก็โกรธจัดจนควันออกหู!

มันแหงนหน้าขึ้น อ้าปากกว้าง แล้วคำรามลั่น!

กระแสลมที่บ้าคลั่งและรุนแรงพุ่งเข้าใส่เฉินเฉิง!

เสียงมังกรคำรามดังขึ้นอีกครั้ง ร่างของเฉินเฉิงกระพริบวูบหลบกระแสลมนั้นไปได้อย่างฉิวเฉียด พร้อมกับไปโผล่อยู่เหนือหุบเหว เขากวาดมือวูบเดียวก็ถอนรากถอนโคนหญ้านีฉางมาได้สำเร็จ

แรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าโกรธจัด มันกระทืบโขดหินยักษ์ใต้เท้าจนแตกกระจาย แล้วพุ่งตัวเข้าชนหุบเหวอย่างบ้าคลั่ง!

เฉินเฉิงกระพริบวูบอีกครั้ง ร่างของเขาก็ลอยไปอยู่ไกลออกไปหลายจั้ง!

ตู้ม!

แรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าพุ่งชนหินที่หุบเหวแตกกระจาย มันม้วนตัวกลับมา แล้วก็พุ่งตามเฉินเฉิงไปติดๆ!

แต่เฉินเฉิงไม่สนใจมันเลย เขาพุ่งเป้าไปที่จุดที่ไอ้หมอนั่นซ่อนตัวอยู่ต่างหาก

พร้อมกันนั้น เขาก็แอบรวบรวมพลังเจตจำนงแท้จริงแห่งฟ้าดินเอาไว้ด้วย กะว่าถ้าไอ้หมอนั่นโผล่หัวออกมาเมื่อไหร่ ก็จะซัดมันให้ตายในหมัดเดียวเลย!

แต่ไอ้หมอนั่นกลับซ่อนตัวเงียบกริบไม่ยอมขยับเลย เฉินเฉิงสัมผัสหาตำแหน่งที่แน่นอนของมันไม่ได้ ก็เลยต้องเปลี่ยนแผน พุ่งตัวหนีเข้าไปในป่าที่อยู่ไกลออกไปแทน

"โฮก!"

พอเห็นว่าตามเฉินเฉิงไม่ทัน ร่างอันมหึมาของแรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าก็พองขึ้น มันอ้าปากกว้างแล้วส่งเสียงคำรามไปทางที่เฉินเฉิงบินหนีไปอีกครั้ง!

คราวนี้มันโกรธจัดแบบสุดๆ เสียงคำรามนี้มันดึงเอาพลังเลือดลมทั้งหมดในตัวออกมาใช้ด้วย แรงลมที่ออกมาก็เลยบ้าคลั่งและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม พัดกระหน่ำเหมือนน้ำป่าไหลหลาก

ห้วงมิติถูกฉีกขาด ต้นไม้และก้อนหินแตกกระจายพังพินาศ อานุภาพของมันน่าจะทะลุเจ็ดพันหรือแปดพันหน่วยเจตจำนงไปแล้ว น่าสะพรึงกลัวสุดๆ!

ถ้าโดนลมนี้พัดใส่ เฉินเฉิงคงโดนบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผงแน่ๆ!

แต่เฉินเฉิงเตรียมตัวมาดี เขากระโดดพุ่งตัวขึ้นไปบนฟ้าสูงกว่าสิบจั้งพร้อมกับเสียงมังกรคำราม หลบการโจมตีนี้ไปได้อย่างสบายๆ

แรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้ายังไม่ยอมแพ้ มันกระทืบเท้าทั้งสี่ลงพื้น เตรียมจะพุ่งตัวตามเฉินเฉิงไปในจังหวะนี้แหละ

ทันใดนั้นเอง ก็มีร่างในชุดขาวพุ่งพรวดออกมาจากมุมอับ กระบี่ยาวในมือเปล่งประกายแสงเจิดจ้า ฟันฉับลงมาด้วยความแหลมคมไร้เทียมทาน!

ฉัวะ...

เลือดสาดกระจาย!

แรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าโดนฟันเข้าที่คอใกล้ๆ กับหน้าท้อง เป็นแผลลึกยาว!

แสงกระบี่สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง แสงสีแดงกับสีขาวสลับกัน ฟันเข้าใส่อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง!

ตู้ม!

ร่างอันมหึมาของแรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าชะงักกึก แล้วก็ล้มตึงลงไปกองกับพื้น!

หนิงเฮ่าในชุดขาวสะอาดตาราวกับหิมะปรากฏตัวขึ้น เขาเอื้อมมือล้วงเข้าไปในแผลตรงหน้าท้องของแรดอสูร แล้วคว้าเอาแก่นใจอสูรสีแดงคล้ำขนาดเท่ากำปั้นออกมา

เขาเก็บกระบี่แสงกระจกสุริยันจันทราเข้าฝัก หันไปยิ้มบางๆ ให้เฉินเฉิงที่ร่อนลงมายืนอยู่ไม่ไกล แล้วพูดด้วยน้ำเสียงชิลๆ ว่า

"ขนาดแรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ยังทำอะไรพี่เฉินไม่ได้เลย!

เจตจำนงสายมังกรแท้ของยอดเขาสี่ลักษณ์ สำนักดาเต้า นี่มันสุดยอดจริงๆ!"

เฉินเฉิงนึกไม่ถึงเลยว่าคนที่แอบซุ่มอยู่จะเป็นไอ้หนิงเฮ่านี่เอง

ใจจริงอยากจะควักค้อนวิถีศึกสังหารออกมาทุบหัวมันให้แบะไปเลย แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว!

เพราะป้ายหยกประจำตัวของเขาเตือนว่าพวกเคอต้าลี่มาถึงแถวนี้แล้วน่ะสิ

"บุตรเทวะหนิงถึงกับฟันเกราะของแรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าขาดได้ เฉินเฉิงขอคารวะเลย!"

เฉินเฉิงประสานมือคารวะ สายตาจ้องมองกระบี่แสงกระจกสุริยันจันทราในมือของหนิงเฮ่าด้วยความอิจฉาสุดๆ!

ถ้าเขามีอาวุธจิตวิญญาณระดับเหลืองแบบนี้อยู่ในมือบ้างล่ะก็ การจะกระทืบจีหลิงเซียวก็คงเป็นเรื่องกล้วยๆ เลย!

เฉินเฉิงอิจฉาหนิงเฮ่าที่มีกระบี่แสงกระจกสุริยันจันทราจริงๆ นะ แต่ดูเหมือนหนิงเฮ่าจะเข้าใจผิด คิดว่าเฉินเฉิงนับถือในความเก่งกาจของเขาจริงๆ

ก็เมื่อกี้เฉินเฉิงมัวแต่ออมมือไว้ เพราะกะจะเก็บพลังเจตจำนงแท้จริงแห่งฟ้าดินไว้รอจัดการคนที่แอบซุ่มอยู่นี่นา

ในสายตาของหนิงเฮ่า เจตจำนงสายมังกรแท้ของเฉินเฉิงก็ถือว่าแข็งแกร่งแหละ แต่ถ้าเอามาเทียบกับเขาที่เป็นถึงบุตรเทวะแห่งวังเทพคุนหลุน มันก็งั้นๆ แหละ ไม่เห็นจะน่าประทับใจตรงไหน

ขอแค่เขาอยากจะทำ เขาจะตวัดกระบี่ฟันเฉินเฉิงให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้!

"ก็แค่สัตว์อสูรระดับหกเทียมตัวนึง ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเลย!" หนิงเฮ่าหัวเราะอย่างเป็นกันเอง!

ช่วงที่ผ่านมานี้ เขาไปได้สวยกับพวกพันธมิตรต้าลี่เลยล่ะ นอกจากเคอต้าลี่แล้ว ทุกคนก็ต่างพากันนับถือในความเก่งกาจของเขากันทั้งนั้น!

แม้แต่เซียวอิงลั่วที่เคยหยิ่งยโส ก็ยังเลิกทำตัวเย็นชาใส่เขา แล้วเปลี่ยนมาพูดจาสุภาพด้วยเลย

การที่ได้รับความเคารพจากศิษย์สายตรงของสำนักอื่นๆ มันก็ทำให้หนิงเฮ่าอารมณ์ดีสุดๆ ตอนนี้เขามองเฉินเฉิงก็เลยรู้สึกถูกชะตาไปด้วย!

ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่เขาลงมือโชว์สเต็ปนิดหน่อย เฉินเฉิงก็แสดงท่าทีนับถือเขาขนาดนี้แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่ฟินสุดๆ ไปเลย!

แต่เฉินเฉิงไม่ได้สนใจความคิดที่ชอบขี้โอ่ของหนิงเฮ่าหรอก สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่แก่นใจอสูรในมือของหนิงเฮ่าด้วยความอยากได้

พอออกจากถ้ำลี้ลับไปแล้ว ถ้าอยากจะได้แก่นใจอสูร ก็ต้องไปล่าสัตว์อสูรระดับหกเอาเอง ซึ่งมันก็ยากมาก แก่นใจอสูรมันถึงได้ล้ำค่าสุดๆ ไงล่ะ!

การล่าแรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าตัวนี้ เขาก็มีส่วนช่วยออกแรงด้วยเหมือนกัน ยังไงก็ต้องแบ่งกันคนละครึ่งสิ

"พี่เฉินอยากได้แก่นใจอสูรเหรอ?" หนิงเฮ่ามองเฉินเฉิงแล้วถาม

เฉินเฉิงพยักหน้าเบาๆ ตอบอย่างจริงจัง "อยากได้สิ แล้วบุตรเทวะหนิงไม่อยากได้เหรอ?"

"ก่อนหน้านี้ข้าฆ่าสัตว์อสูรระดับหกเทียมไปสองตัว ได้แก่นใจอสูรมาสองเม็ดแล้ว สำหรับข้ามันไม่ได้สำคัญอะไรมากหรอก ถ้าพี่เฉินอยากได้ ก็เอาไปเถอะ!"

หนิงเฮ่าพูดอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็โยนแก่นใจอสูรให้เฉินเฉิง

เฉินเฉิงรับแก่นใจอสูรมาด้วยความประหลาดใจสุดๆ สายตาที่มองหนิงเฮ่าก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นไปอีก เขาพูดเสียงจริงจังว่า "บุตรเทวะหนิงนี่ใจป้ำจริงๆ!"

"ฮ่าๆ! ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็กน้อย!"

หนิงเฮ่าหัวเราะร่า โบกมืออย่างใจกว้าง "แรดอสูรเขาเดี่ยวทลายฟ้าตัวนี้เกราะมันหนามาก

ถ้าไม่ใช่เพราะพี่เฉินช่วยดึงดูดความสนใจของมันไว้ จนมันต้องทุ่มสุดตัวใช้ท่าคำรามทลายฟ้า ข้าก็คงเจาะเกราะมันไม่เข้าหรอก

แก่นใจอสูรเม็ดนี้พี่เฉินสมควรได้ไป ส่วนข้าขอแค่เขาของมันก็พอ!

ชิ้นส่วนอื่นๆ ก็ให้พวกพันธมิตรต้าลี่เอาไปแบ่งกันเถอะ!"

หนิงเฮ่าคงไม่รู้ตัวเลยว่า สายตาอันร้อนแรงของเฉินเฉิงน่ะ จริงๆ แล้วกำลังคิดแผนการในหัวอยู่ต่างหาก ว่าจะปล้นบุตรเทวะที่รวยล้นฟ้าคนนี้ยังไงดีน้า

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 330 - เจอหนิงเฮ่าอีกครั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว