- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเบื้องหลัง ย้อนวัยมาเป็นซุปตาร์เบอร์หนึ่ง
- บทที่ 620 - อู๋จิงกับคำสารภาพ : หากไม่มีบอสเว่ยก็ไม่มีวูล์ฟ วอริเออร์ 2
บทที่ 620 - อู๋จิงกับคำสารภาพ : หากไม่มีบอสเว่ยก็ไม่มีวูล์ฟ วอริเออร์ 2
บทที่ 620 - อู๋จิงกับคำสารภาพ : หากไม่มีบอสเว่ยก็ไม่มีวูล์ฟ วอริเออร์ 2
บทที่ 620 - อู๋จิงกับคำสารภาพ : หากไม่มีบอสเว่ยก็ไม่มีวูล์ฟ วอริเออร์ 2
"ใช่แล้ว เรื่อง ดาบหาญกล้าฝ่าหิมะ นั่นแหละ"
เว่ยหยางใช้ไม้เหล็กสองอันเสียบปีกไก่เข้าด้วยกันแล้วพยักหน้า
แม้เทนเซ็นต์จะเป็นเจ้าของเย่ว์เหวินและถือครองไอพีระดับพรีเมียมส่วนใหญ่ในแนวผู้ชายไว้ในมือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเว่ยหยางจะถ่ายทำได้เพียงแต่แนวผู้หญิงเท่านั้น
อย่าว่าแต่ตัวเขาเองได้กว้านซื้อลิขสิทธิ์มาส่วนหนึ่งแล้ว และในตลาดก็ยังมีลิขสิทธิ์เรื่องอื่นๆ หมุนเวียนอยู่ ต่อให้เทนเซ็นต์จะผูกขาดเย่ว์เหวินไป ก็ยังมีเว็บไซต์นิยายออนไลน์เจ้าอื่นอยู่อีก
ดาบหาญกล้าฝ่าหิมะ เป็นไอพีที่ไม่ได้ตีพิมพ์ในเย่ว์เหวิน แต่อิทธิพลของมันกลับมากกว่านิยายออนไลน์ที่โด่งดังในเย่ว์เหวินหลายต่อหลายเรื่องเสียอีก
และไอพีชิ้นนี้ก็ถูกบอสเว่ยผู้มี "นิมิตจากอนาคต" กว้านซื้อมาไว้ในมือตั้งแต่ตอนที่นิยายยังเขียนไม่จบด้วยซ้ำ
เมื่อปีที่แล้ว นิยายออนไลน์เรื่องนี้จบสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ อิทธิพลของมันยังคงแผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่ถึงจุดสูงสุด แต่ก็ถือว่าพร้อมสำหรับการพัฒนาเป็นผลงานแล้ว
เพราะนิยายที่มีความยาวขนาดนี้ ไม่สามารถถ่ายทำจบได้ในภาคเดียว การใช้ละครโทรทัศน์มาช่วยขับเคลื่อนนิยาย และให้นิยายส่งกระแสกลับมาหาละคร จึงจะเป็นการทำงานร่วมกันที่สมบูรณ์แบบ
เรื่องนี้ตอนที่ทำ หาญท้าชะตาฟ้า ความจริงทำได้ไม่ดีนัก
ด้านหนึ่งเป็นเพราะตอนที่ละครดังมากยุคของวิดีโอสั้นยังไม่มาถึง ทำให้ขาดช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุด อีกด้านหนึ่งก็คือตัวนิยาย หาญท้าชะตาฟ้า เองนั้นมี "ฉากที่จดจำ" น้อยเกินไป เนื้อหาหนักไปทางเรื่องเล่าซึ่งไม่ค่อยเหมาะกับการโฆษณาแบบตัดเป็นคลิปสั้นๆ
หูเกอไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้มาก่อน และดูเหมือนจะไม่เคยได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ เขาจึงหันไปมองหลี่เจียหาง "หนังสือเป็นยังไงบ้าง?"
"ดังมากเลยนะ แล้วก็สนุกมากด้วย"
หลี่เจียหางเล่าโครงเรื่องคร่าวๆ ของ ดาบหาญกล้าฝ่าหิมะ ให้ฟัง ทว่าสุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปทางบอสเว่ยแล้วเอ่ยขัดขึ้นมา
"ที่จริงเรื่องนี้มีการคัดเลือกนักแสดงบนอินเทอร์เน็ตด้วยนะ บทพระเอกอย่างเซวียเฟิ่งเหนียน คนที่เรียกร้องกันมากที่สุดก็คือเฒ่าเว่ยเนี่ยแหละ"
ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา นั่นก็คือบทเวินหัว ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเซวียเฟิ่งเหนียน คนที่แฟนนิยายเรียกร้องกันมากที่สุดก็คือหลี่เจียหาง
ถึงขนาดที่มีแฟนคลับบางส่วนนำทั้งสองคนมาเปรียบเทียบกับตัวละครในหนังสือ แล้วพบว่ามีความคล้ายคลึงกันหลายจุด จนสงสัยว่าตอนที่ผู้เขียนเขียนตัวละครทั้งสองนี้ได้ใช้เว่ยหยางและหลี่เจียหางเป็นต้นแบบหรือเปล่า
หลี่เจียหางถือเป็นแฟนนิยายครึ่งตัวของเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงเคยจินตนาการถึงตอนที่มันถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ว่า หากเว่ยหยางเล่นเป็นเซวียเฟิ่งเหนียนและเขาเล่นเป็นเวินหัว มันคงจะเป็นคู่ที่ลงตัวที่สุด
แต่ตอนนี้เว่ยหยางกลับมีเจตนาจะให้หูเกอมารับบทนี้ ในใจเขาจึงรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยอยู่บ้าง
หูเกอได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเว่ยหยาง "ทุกคนเลือกนาย แล้วทำไมนายไม่เล่นเองล่ะ?"
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนกันเอง เว่ยหยางก็มีอะไรก็พูดตรงๆ "ความจริงฉันไม่ค่อยอินกับตัวละครเซวียเฟิ่งเหนียนเท่าไหร่น่ะ"
การที่เว่ยหยางจะรับเล่นละครเรื่องไหน ต่อให้เป็นช่วงแรกๆ ที่ไม่มีทางเลือกมากนัก เขาก็จะพยายามเลือกบทที่เขารู้สึกถูกชะตาด้วยเสมอ
มาถึงตอนนี้ การถ่ายละครสำหรับเขานั้น ความคิดในเชิงผลประโยชน์เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ
บทและละครที่เขาจะเลือกเล่นนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่เขาชอบหรือยอมรับจริงๆ อะไรที่เขารู้สึกเฉยๆ หรือไม่ชอบ เขาย่อมไม่เอาตัวเองไปทรมานแน่นอน
เขาไม่ได้เกลียดหนังสือเรื่อง ดาบหาญกล้าฝ่าหิมะ เลยแม้แต่น้อย แถมเขายังชอบฉากในตำนานหลายฉากในเรื่องด้วยซ้ำ
แต่สำหรับบางช่วงในนิยายและการตัดสินใจของตัวเอก เขากลับไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่
จะพูดยังไงดีล่ะ มันมีความรู้สึกอัดอั้นที่ดูเหมือนจะพยายามทำให้มันดูเท่แบบแปลกๆ!
เว่ยหยางไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับตอนจบแบบเศร้า ในเรื่อง ทุ่งหญ้าเช่อเล่อ ตอนจบของเกาฮวนก็เป็นช่วงวัยชราของวีรบุรุษที่ต้องมาจบชีวิตลงที่เมืองเล็กๆ ดูเหมือนจะน่าอัดอั้นยิ่งกว่าเสียอีก
แต่นั่นคือประวัติศาสตร์จริง ต่อให้เว่ยหยางไม่ยอมรับก็ทำอะไรไม่ได้ ทว่าเรื่องนี้มันคือนิยาย
ความรู้สึกที่ได้รับนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรื่องแรกคือความโหดร้ายและไม่ยินยอมต่อประวัติศาสตร์ แต่เรื่องหลังกลับทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการบีบบังคับให้ตัวละครต้องตายเพื่อดำเนินเรื่องไปตามบท
แน่นอน เว่ยหยางรู้ดีว่านี่คือการจัดวางของผู้เขียน ซึ่งเป็นความคิดสร้างสรรค์ของเขา แต่มันก็ไม่ได้ขวางการที่เขาในฐานะผู้อ่านและนักแสดงจะไม่ชอบพล็อตและตัวละครประเภทนี้
นอกจากความไม่ชอบจะเป็นสาเหตุหนึ่งแล้ว ปริมาณเนื้อหาก็เป็นอีกสาเหตุใหญ่
ดาบหาญกล้าฝ่าหิมะ มีความยาวถึง 4.5 ล้านตัวอักษร เนื้อหานั้นยาวเกินไป แม้จะทำเป็นไตรภาคก็อาจจะถ่ายทำไม่จบ เว่ยหยางมีโปรเจกต์ซีรีส์ แก๊งม่วนป่วนเยาวราช อยู่แล้ว เขาจึงไม่อยากจะผูกมัดตัวเองไว้กับโปรเจกต์ระยะยาวอีกเรื่อง
นอกจากนี้ ละครเรื่องนี้ยังมีฉากต่อสู้ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่บอสเว่ยที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องนี้รู้สึกต่อต้านด้วยเช่นกัน
สำหรับบอสเว่ย เหตุผลเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่เขาจะปฏิเสธการรับเล่นเรื่องนี้
ส่วนเรื่องที่แฟนนิยายเรียกร้องน่ะเหรอ?
ไม่ใช่ว่าบอสเว่ยจะโอ้อวดตัวเอง แต่หลังจากละครเรื่อง จากดวงดาวถึงคุณ, ซันซันมาแล้ว, ตงกง, หาญท้าชะตาฟ้า และ หลางหยาป่าง ผ่านพ้นไป เว่ยหยางก็ได้รับฉายาว่า "พระเอกนิยายออนไลน์ที่เดินได้"
ไม่ว่าจะเป็นแนวผู้ชายหรือผู้หญิง โรแมนติกคนเมือง หรือประวัติศาสตร์แฟนตาซี การจะบอกว่าบอสเว่ยเหมาะกับทุกบทอาจจะเกินไปหน่อย แต่หากเป็นการคัดเลือกนักแสดงสำหรับนิยายออนไลน์มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลือกอันดับหนึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเขา หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นหนึ่งในตัวเต็งอันดับต้นๆ เสมอ
ถ้าเว่ยหยางรับเล่นทุกเรื่อง ต่อให้กลับชาติมาเกิดใหม่อีกสองชาติก็คงถ่ายไม่หมด ...
แต่อย่างไรก็ตาม ดาบหาญกล้าฝ่าหิมะ ถือเป็นไอพีที่ดี เรื่องที่ควรจะถ่ายทำก็ยังต้องถ่ายทำต่อไป
หากตัดเว่ยหยางออกไป คนที่เรียกร้องให้มารับบทเซวียเฟิ่งเหนียนมากที่สุดก็คือหูเกอและเฉินคุน
เฉินคุนมีเสียงเรียกหามากกว่า แต่เว่ยหยางไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรกับเขา และที่สำคัญคือเขาอายุค่อนข้างมากแล้ว ไม่เหมาะจะมารับบทนี้อีกต่อไป
ความจริงหูเกอเองก็อายุเริ่มจะมากแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังพอไหว หากจะพูดให้ฟังดูใจร้าย การจะหานักแสดงที่อายุเท่ากับเซวียเฟิ่งเหนียนในหนังสือนั้นยากเกินไป
ทั้งบุคลิก ฝีมือการแสดง และประสบการณ์ของนักแสดงชายล้วนต้องใช้เวลาขัดเกลา นักแสดงชายรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มักจะแบกรับบทนี้ไม่ไหว
ในชาติก่อนตอนที่จางรั่วหยุนรับบทนี้ เขาก็อายุ 30 กว่าแล้ว หูเกอในตอนนี้อายุ 35 ปี ก็ยังถือว่าไม่แก่จนเกินไป
เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป เซวียเฟิ่งเหนียนก็จะมีความเป็นผู้ใหญ่และดูผ่านโลกมามากขึ้น ซึ่งก็ถือว่ามีเหตุผลรองรับได้
ส่วนจางรั่วหยุนน่ะเหรอ เว่ยหยางมองว่าในชาติก่อนเขาแสดงบทนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ สู้ตอนเล่นเป็นฟ่านเสียนไม่ได้เลย ถ้าจะเลือกเขา สู้เลือกเฉินเหยาดีกว่า
แต่เฉินเหยาเป็นคนของ "ยัยตัวแสบ" บอสเว่ยย่อมไม่มีทางส่งเสบียงให้ศัตรูเด็ดขาด
ผิดกับหูเกอที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาตลอด อีกทั้งหลิวซือซือก็ถือหุ้นในบริษัทถังเหรินอยู่ด้วย จึงถือว่าเป็นคนกันเองมาโดยตลอด
อีกทั้งเว่ยหยางยังเคยแย่งผลงานสร้างชื่อที่โด่งดังที่สุดของหูเกออย่าง หลางหยาป่าง มาแล้ว คราวนี้เขาก็ควรจะคืนทรัพยากรดีๆ กลับไปให้บ้าง
"ฉันจะขอกลับไปอ่านหนังสือก่อนแล้วค่อยตัดสินใจนะ"
หูเกอไม่ได้ตอบตกลงในทันที ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจบอสเว่ย แต่เขาต้องการความมั่นใจว่าบทนี้เหมาะกับตัวเองหรือไม่ การตอบตกลงอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะเป็นการทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่นได้
เมื่อเสียบไม้ปิ้งย่างเสร็จแล้ว อู๋จิงและหูเกอก็เดินไปดูปลาที่จับได้ที่ริมตลิ่ง หลี่เจียหางที่เงียบไปเมื่อครู่ก็อดรนทนไม่ไหว
"ฉันว่าหูเกอไม่เหมาะกับเซวียเฟิ่งเหนียนนะ"
เว่ยหยางถามกลับ "แล้วใครที่เหมาะ?"
"นายนั่นแหละ"
"ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เล่น!"
เว่ยหยางย้ำอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า "ถ้างั้นนายช่วยหาตัวเลือกอื่นที่ทั้งชื่อเสียง ฝีมือการแสดง บุคลิก และอายุเหมาะสม รวมถึงเป็นนักแสดงที่ฉันสามารถเรียกใช้ได้มาสักคนสิ"
หลี่เจียหางเงียบกริบ เว่ยหยางจัดวางไม้ปิ้งย่างแยกตามประเภทอย่างเป็นระเบียบ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฉันไม่ใช่แฟนนิยาย ฉันคือนักธุรกิจ แฟนนิยายจะดูว่าตัวละครเหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะยอมที่จะไม่ถ่ายทำ แต่ฉันไม่ได้ใสซื่อขนาดนั้น จุดประสงค์ของฉันคือการทำเงิน"
เว่ยหยางดัดแปลงนิยายออนไลน์มาแล้วหลายเรื่อง ไม่เคยมีเรื่องไหนเลยที่การคัดเลือกนักแสดงจะทำให้ทุกคนพอใจได้
อย่าว่าแต่เขาเลย ต่อให้ตัวผู้เขียนมาเองก็ช่วยไม่ได้
ยกตัวอย่างเรื่อง หาญท้าชะตาฟ้า เมานี่เขียนบทหลินหว่านเอ๋อร์โดยมีหลินอีเฉินเป็นต้นแบบ ส่วนภาพลักษณ์ของไห่ถังตั่วตั่วก็ค่อนข้างจะไปทางสาวชาวบ้าน
แต่ก็ไม่มีใครสนับสนุนให้หลินอีเฉินมารับบทนางเอกเลย โดยเฉพาะหลังจากที่เวอร์ชันของหลิวซือซือปรากฏออกมา หากเว่ยหยางไปหาสาวชาวบ้านจริงๆ มาแทนที่ถังเยียนในบทไห่ถังตั่วตั่วล่ะก็ ไม่รู้ว่าจะมีผู้ชมออกมาด่าทอมากขนาดไหน
ในทำนองเดียวกัน ต่อให้คุณดึงตัวผู้เขียนอย่าง "ฟงหั่วซี่จูโหว" มาช่วยคัดเลือกนักแสดงในเรื่อง ดาบหาญกล้าฝ่าหิมะ ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่ยอมรับอยู่ดี
ถึงขั้นที่มีข่าวลือว่าในชาติก่อนจางรั่วหยุนคือคนที่ฟงหั่วเจาะจงเลือกเอง แม้จะไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเป็นเพียงคำพูดตามมารยาท แต่นั่นก็แสดงให้เห็นถึงการยอมรับจากผู้เขียนแล้ว ทว่าเหล่าแฟนนิยายก็ยังคงต่อต้านอยู่ดี
ดังนั้นบอสเว่ยจึงไม่คิดจะทรมานตัวเอง เขาเลือกสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เขารู้ดีว่าหูเกอไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเซวียเฟิ่งเหนียน แต่ประเด็นคือเขาก็ไม่สามารถเสกนายน้อยแห่งเป่ยเหลียงที่มีชีวิตชีวาออกมาให้ได้เหมือนกัน
ในเมื่อเขาเสียเงินซื้อลิขสิทธิ์มาแล้ว โปรเจกต์ก็เริ่มเตรียมการแล้ว แผนผังการดำเนินงานในอนาคตก็วางไว้หมดแล้ว จะให้เขาทิ้งมันไปกลางคันได้ยังไง
หลี่เจียหางนิ่งเงียบไป แม้หูเกอจะไม่เป็นไปตามจินตนาการของเขา แต่อย่างน้อยนี่ก็คือผลงานจากค่ายบลูเวล คุณภาพย่อมได้รับการการันตี อย่างน้อยก็ดีกว่าไอพีเรื่องอื่นๆ ที่โดนค่ายอื่นเอาไปยำจนเละเทะมากนัก
นิยายเรื่อง มหาศึกเซียนพิฆาตภพ ของเมานี่เพิ่งจะเริ่มฉายไปได้ไม่นาน นำแสดงโดยหยางหยางและเจิ้งส่วง
แม้ในชาตินี้จะไม่ได้แย่จนดูไม่ออกว่าใครคือนางเอก แต่การถ่ายทำก็ยังถือว่าห่วยแตกอยู่ดี
ตัวเลขสถิติอาจจะพอไปวัดไปวาได้ แต่ชื่อเสียงกลับโดนด่าจนกู้ไม่กลับ คะแนนในโต้วป้านอยู่ที่ 4.5 คะแนน แฟนนิยายถึงกับไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย และมันได้กลายเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของการดัดแปลงไอพีแนวผู้ชาย
นั่นถือเป็นการเตือนสติทุกคนว่า ความสำเร็จของ หาญท้าชะตาฟ้า ไม่ใช่เพราะตัวผู้เขียนอย่างเมานี่ แต่เป็นเพราะฝีมือของบอสเว่ยต่างหาก
การดัดแปลงนิยายออนไลน์นั้นเป็นงานที่ต้องใช้เทคนิคสูง ไม่ใช่บริษัทไหนก็จะทำออกมาได้ดี โดยเฉพาะแนวผู้ชาย ซึ่งในปัจจุบันนอกจากบลูเวลแล้ว ยังไม่มีบริษัทอื่นไหนที่ทำสำเร็จเลย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลี่เจียหางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เมื่อเว่ยหยางรู้ความคิดของเขา เขาก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นทันที
เขาลืมพวกเพื่อนร่วมอาชีพ "ผู้ใจดี" เหล่านี้ไปเสียสนิท
ดาบหาญกล้าฝ่าหิมะ ต่อให้มีข้อบกพร่องอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่รักษามาตรฐานให้อยู่ในระดับที่ดี แล้วรอให้บรรดาเพื่อนร่วมอาชีพทั้งหลายโชว์เหนือด้วยการดัดแปลงบทจนเพี้ยน หรือทำเทคนิคพิเศษแบบลวกๆ เข้าหน่อย ผลงานของเขาก็จะถูกเชิดชูให้เป็นระดับตำนานขึ้นมาทันที จนคนเขียนแทบจะอยากมาก้มกราบเขาเลยทีเดียว ...
...
ขณะที่กำลังปิ้งย่างอยู่นั้น เว่ยหยางก็ยิ้มพลางมองดูเด็กน้อยที่กำลังวิ่งหนีการไล่จับของเซี่ยหนานอยู่ไม่ไกล
นั่นคือลูกชายของอู๋จิงและเซี่ยหนาน ตอนนี้อายุยังไม่ถึง 3 ขวบดี มีชื่อเล่นว่า "อู๋สั่วเว่ย"
เว่ยหยางเองก็กำลังจะเป็นพ่อคนในอีกไม่ช้า เมื่อเห็นเด็กเขาก็รู้สึกมีความสุข เมื่อปิ้งไม้แรกเสร็จเขาก็รีบเรียกเด็กน้อยให้มากินทันที
"เรียกฉันว่าอะไร?"
เว่ยหยางถือไม้ปิ้งย่างพลางเย้าแหย่เด็กน้อย เด็กน้อยเงยหน้ามองพ่อของเขา แล้วร้องเรียกด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ ตามที่พ่อบอก
"คุณ ... คุณอาเว่ย"
"เด็กดี กินเถอะ"
เขารูดเนื้อออกจากไม้แล้วเป่าจนคลายร้อนก่อนจะส่งให้เด็กน้อย เด็กน้อยเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินหมดไปสองไม้ เขาก็เดินตามหลังเว่ยหยางต้อยๆ เพื่อขออันใหม่
ทางด้านเซี่ยหนานที่มองดูบอสเว่ยกำลังเล่นกับลูกชายอย่างมีความสุข ก็หันมายิ้มให้หลิวซือซือแล้วพูดว่า
"ฉันว่าคนบ้านเธอนี่ดูจะชอบเด็กมากเลยนะ"
หลิวซือซือลูบหน้าท้องของเธอแล้วแบ่งปันเรื่องราวกับเพื่อนสนิท "เขาน่ะหลงเด็กจะตาย วันดีคืนดีก็ชอบมาหมอบอยู่ข้างท้องเพื่อฟังเสียงข้างใน พอมีอะไรเคลื่อนไหวนิดหน่อยก็หัวเราะดีใจเหมือนคนบ้าเลยล่ะ"
หลิวยานที่แอบฟังอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองบอสเว่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เธอจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเศรษฐีระดับมหาอำนาจและผู้ทรงอิทธิพลในวงการบันเทิงคนนี้ ตอนที่หัวเราะเหมือนคนบ้านั้นจะมีสภาพเป็นอย่างไร?
เซี่ยหนานมองไปรอบๆ แล้วลดเสียงลง "ตรวจดูหรือยังว่าเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง?"
หลิวซือซือลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็พยักหน้า และเพื่อป้องกันไม่ให้เพื่อนสนิทคิดมาก เธอจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า
"ทีแรกก็กะว่าจะไม่ตรวจหรอก แต่พ่อกับแม่ของฉันน่ะตื่นเต้นกันมาก ฉันกับเขาก็เริ่มจะทนไม่ไหวเหมือนกัน สุดท้ายเลยตรวจดูจนได้"
โรงพยาบาลตามกฎระเบียบแล้วไม่สามารถตรวจเพศทารกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกและแจ้งให้ญาติทราบได้ แต่ถ้าคุณอยากจะรู้จริงๆ ย่อมมีวิธีมากมาย ไม่ต้องพูดถึงเศรษฐีระดับบอสเว่ยเลย
เซี่ยหนานถามต่อ "แล้วว่ายังไงล่ะ?"
หลิวซือซือทำสัญลักษณ์มือออกมา เซี่ยหนานเห็นดังนั้นก็มีสีหน้ายินดีทันที "เด็กผู้ชายดีแล้ว เด็กผู้ชายดีจริงๆ จะช่วยลดปัญหาให้เธอได้เยอะเลย"
ยังคงเป็นคำเดิมที่ว่ากันว่าเกิดเป็นหญิงหรือชายก็เหมือนกัน คู่รักหนุ่มสาวอาจจะคิดแบบนั้นได้ แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับทัศนคติของคนรุ่นเก่า รวมถึงสถานการณ์พิเศษของเว่ยหยางแล้ว การเกิดเป็นลูกชายย่อมมั่นคงกว่าแน่นอน
หลิวซือซือเองก็คิดเช่นนั้น เมื่อมีลูกชายคนนี้ เธอก็ถือว่ามีที่ยืนที่มั่นคงอย่างสมบูรณ์แล้ว
ถ้าอยากได้ลูกสาว วันหน้าค่อยเกิดใหม่ก็ได้นี่นา!
เซี่ยหนานมองดูหน้าท้องของหลิวซือซือแล้วรู้สึกว่ามันดูใหญ่กว่าตอนที่เธอตั้งท้องอยู่นิดหน่อย คาดว่าคงจะเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรงมาก ถึงตอนนั้นหลิวซือซือในฐานะแม่คงจะต้องลำบากไม่น้อยเลย
"กำหนดคลอดเมื่อไหร่เหรอ?"
"เดือนมิถุนายนจ้ะ น่าจะเป็นช่วงกลางเดือนหรือไม่ก็ปลายเดือน"
เซี่ยหนานนับนิ้วคำนวณดู ก็เหลือเวลาอีกประมาณสองเดือนครึ่ง ไม่นานเลย
"เร็วจังเลยนะ ไม่ทันไร เธอก็ใกล้จะคลอดแล้ว"
หลี่เซิ่งรู้สึกใจหายอยู่บ้าง เธอถือเป็นกลุ่มแรกๆ ที่รู้เรื่องหลิวซือซือตั้งครรภ์ ตอนนั้นเธยังรู้สึกกังวลแทนเพื่อนว่าจะปกปิดเรื่องนี้อย่างไร ทว่าเวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา กำหนดคลอดก็ใกล้จะถึงแล้ว
หลิวยานถามขึ้นมาบ้าง "หลังจากคลอดแล้ว เธอจะกลับมาทำงานเมื่อไหร่ล่ะ?"
คนอื่นอาจจะไม่สนใจงานของหลิวซือซือ แต่เธอคือตัวประกอบหญิงอันดับสองในเรื่อง แม่มด ในใจจึงต้องรู้กำหนดไว้บ้าง
"ไม่รู้สิ อย่างเร็วที่สุดก็คงต้องรอให้ผ่านช่วงอยู่ไฟไปก่อน แต่ทางบ้านอยากให้ปีนี้ไม่ต้องถ่ายละครแล้ว อย่างมากก็แค่ออกงานกิจกรรมบ้างนิดหน่อย"
แม้ว่าเด็กจะเกิดออกมาแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาพักฟื้นร่างกาย แถมเด็กยังเล็กมาก การจะเข้ากองถ่ายละครดูจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว
"ถ้าเป็นแบบนี้ พี่ซือซือคงจะปิดความลับไว้ไม่อยู่แล้วล่ะ"
กัวเสี่ยวถิงซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในกลุ่มเปรียบเสมือนน้องสาว แม้เธอจะพูดไม่บ่อยแต่ก็พูดได้ตรงประเด็นที่สุด
"มันปิดไม่อยู่ตั้งนานแล้วล่ะ"
หลิวยานเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกลับมาทำงานของหลิวซือซือ เธอจึงให้ความสนใจกับข่าวสารค่อนข้างมาก การหายหน้าไปเกือบครึ่งปีทำให้การคาดเดาต่างๆ ปลิวว่อนไปทั่ว และเรื่องตั้งครรภ์ก็เป็นหนึ่งในข้อสันนิษฐานหลัก
ถึงขนาดที่มีคนออกมาแฉว่าเคยเห็นหลิวซือซือในโรงพยาบาล และบางคนยังบอกว่าตอนนี้เธออยู่ที่สิงคโปร์เพื่อรอคลอด
หลิวซือซือได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเจื่อนๆ ออกมา ความจริงสถานการณ์มัน "เลวร้าย" กว่าที่คนภายนอกคิดเสียอีก แฟนคลับจำนวนมากรับรู้เรื่องนี้กันอย่างชัดแจ้งแล้ว
เนื่องจากแฟนคลับระดับหัวกะทิและแฟนคลับตัวยงหลายคนมีการติดต่อสื่อสารกับบริษัทอยู่ตลอด การที่หลิวซือซือไม่ยอมออกมาเสียที แถมก่อนหน้านี้ยังมีเรื่องเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บอีก แฟนคลับจะไม่ออกมาสืบหาความจริงได้อย่างไร
เรื่องนี้จะโกหกปกปิดไว้ก็ทำได้ยาก ช่วงแรกยังพออ้างเรื่องบาดเจ็บได้ แต่ช่วงหลังทำได้เพียงแต่นิ่งเงียบเท่านั้น
แฟนคลับย่อมเข้าใจได้เองโดยธรรมชาติว่าเกิดอะไรขึ้น!
จากการสืบหาของเหล่าไช่ แม้ว่าจะมีแฟนคลับบางส่วนที่โกรธจนเลิกติดตามไป แต่แฟนคลับส่วนใหญ่ความจริงมีการเตรียมใจไว้บ้างแล้ว เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาไม่พอใจคือการท้องก่อนแต่ง
ความแค้นเคืองเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่กระสุนส่วนใหญ่ถูกบอสเว่ยรับไปหมดแล้ว
ตอนนี้ในเว็บบอร์ดและกลุ่มแฟนคลับของหลิวซือซือ เว่ยหยางมีค่าเท่ากับคำด่าทุกประการ
เว่ยหยางเองก็รู้เรื่องนี้ดี แต่เขาก็ยอมรับมันอย่างหน้าชื่นตาบาน ในเมื่อเขาทำให้นางเอกหรือเทพธิดาของพวกเขามีลูกได้แล้ว จะโดนด่าสักสองสามคำจะเป็นไรไป?
ตอนนี้หลิวซือซือเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่หวังว่าก่อนที่เธอจะคลอดอย่าให้เรื่องมันบานปลายใหญ่โตนัก
รอให้เธอคลอดลูกแล้วสามารถปรากฏตัวต่อสาธารณชนได้ เมื่อนั้นก็จะสามารถสยบข่าวลือต่างๆ ได้มากมาย บวกกับการจัดการกระแสสังคมของบอสเว่ย อิทธิพลของเรื่องนี้ก็จะลดน้อยลงเอง
การปิกนิกเริ่มต้นขึ้น ทุกคนมารวมตัวกันพูดคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างสนุกสนาน
เมื่อกินบาร์บีคิวเสร็จแล้ว หลิวซือซือที่กำลังตั้งท้องมักจะรู้สึกเพลียและง่วงนอนง่าย เว่ยหยางจึงพาเธอไปพักผ่อนที่รถบ้าน
รถคันนี้เขาเจาะจงให้คนขับมาเพื่อป้องกันการที่หลิวซือซือจะเหนื่อยล้า ความจริงพวกเขามีทั้งเสื่อ เตียงพับ และเต็นท์เตรียมมาด้วย ที่บ่อปลาก็มีห้องหับสำหรับพักผ่อน แต่เมื่อคำนึงถึงความบอบบางของร่างกายและเรื่องสุขอนามัยแล้ว บอสเว่ยจึงตัดสินใจใช้รถบ้านจะดีกว่า
ขณะที่หลิวซือซือหลับอยู่ ผู้หญิงคนอื่นๆ และเด็กๆ ก็มีบางส่วนที่งีบหลับตอนกลางวันเช่นกัน พวกผู้ชายอย่างเว่ยหยางจึงเริ่มผ่อนคลาย พวกเขาตกปลาไปพลางและล้อมวงเล่นไพ่กันที่ริมตลิ่ง
มีการเดิมพันกันเล็กน้อย ใครแพ้ต้องวิ่งจากริมตลิ่งไปยังที่จอดรถ ระยะทางไปกลับประมาณสี่ถึงห้าร้อยเมตร
เดิมทีมีการตั้งกฎว่าต้องแบกภรรยาวิ่งด้วย แต่ตอนนี้สาวๆ ส่วนใหญ่นอนหลับอยู่ หลิวยานที่ยังไม่หลับแม้อยากจะเล่นด้วย แต่อู๋จิงและหลี่เจียหางนั้นมีใจแต่ไม่มีความกล้า
แน่นอนว่าบอสเว่ยมีความกล้า แต่หลิวยานกลับไม่กล้าเอง เหลือเพียงหูเกอคนเดียวที่ไม่ต้องกังวลอะไร เขาอยากจะแบกแต่หลิวยานก็ไม่ยอมอยู่ดี
วันนี้บอสเว่ยดวงดีมาก เสียน้อยได้มาก หลี่เจียหางเองก็เช่นกัน จนถูกหูเกอและอู๋จิงสงสัยว่าทั้งสองคนแอบร่วมมือกันเงียบๆ หรือเปล่า
แต่เมื่อกล้าพนันก็ต้องกล้ายอมรับผลการตัดสิน ใครแพ้ก็ต้องวิ่ง อู๋จิงเป็นพวกฝึกศิลปะการต่อสู้อยู่แล้ว ปริมาณการเคลื่อนไหวแค่นี้ไม่ได้ทำให้เขาลำบากเลย แต่หูเกอนี่สิที่น่าสงสาร หลังจากวิ่งเสร็จเขาแทบจะหายใจไม่ทัน
โชคดีที่ไม่ได้แบกหลิวยาน ไม่อย่างนั้นคงจะหมดแรงฟุบลงไปกลางทางแน่ๆ ถนนลูกรังที่บ่อปลานี้ ถ้าเกิดพลาดล้มจนหน้าแหกขึ้นมาคงจะดูไม่จืด ...
นอกจากเรื่องเล่นไพ่แล้ว เว่ยหยางยังพูดคุยเรื่องงานกับอู๋จิงด้วย หัวข้อหลักคือการเตรียมการฉายเรื่อง วูล์ฟ วอริเออร์ 2 ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี้
วูล์ฟ วอริเออร์ ภาคแรกทำเงินได้จริง แต่มันก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก
เพราะมันมีรายได้รวมเพียง 500 กว่าล้านหยวน เมื่อหักส่วนแบ่งแล้วก็ยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก หลังจากหักต้นทุน ค่าใช้จ่าย และภาษีต่างๆ นานา กำไรที่เหลืออยู่อาจทำให้อู๋จิงรู้สึกประหลาดใจและดีใจมาก แต่สำหรับบอสเว่ยแล้วมันไม่คุ้มค่าที่จะเอ่ยถึงเลย
ตอนที่เริ่มโปรเจกต์ วูล์ฟ วอริเออร์ 2 อู๋จิงเคยกลัวว่าบอสเว่ยจะไม่สนใจ
เพราะผลกำไรมันน้อยเกินไป ไม่น่าจะดึงดูดใจได้มากพอ ย่อมจะไม่ได้รับการสนับสนุนที่เต็มที่แน่นอน
แต่คาดไม่ถึงว่าในตอนนั้นบอสเว่ยจะตอบรับอย่างรวดเร็ว แถมยังเปิดไฟเขียวให้ทุกอย่าง พลังการสนับสนุนไม่เพียงแต่จะมากกว่าภาคแรกเท่านั้น แต่มันยังเกินกว่าที่อู๋จิงจะจินตนาการได้เสียอีก
ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น แค่เรื่องที่อู๋จิงต้องการดึงดูดกระแสทราฟฟิกด้วยการหาตัวประกอบชายที่เป็นลูกเศรษฐีสักคน เว่ยหยางก็ส่ง "ลู่หาน" ไอดอลหนุ่มที่โด่งดังที่สุดในค่ายบลูเวลไปให้เขาถึงที่
ต้องไปอุดอู้อยู่ที่แอฟริกาตั้งเกือบสองเดือน พอกลับถึงประเทศหน้าตานี่ดำกร้านไปหมด แถมค่าตัวยังเป็นราคาพิเศษสำหรับคนกันเองอีกด้วย
เนื่องจากการถ่ายทำต่างประเทศและมีฉากยิงกันค่อนข้างมาก งบประมาณของ วูล์ฟ วอริเออร์ 2 จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ตั้งไว้ 80 ล้าน พุ่งไปเป็น 120 ล้าน และสุดท้ายก็จบที่ 200 ล้าน โดยที่ยังไม่รวมค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ด้วยซ้ำ
ทว่าไม่ว่างบประมาณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เกือบทุกครั้งที่เขาร้องขอ เว่ยหยางก็จะอนุมัติให้ตามนั้นเสมอ เมื่อนักลงทุนรายอื่นไม่ยินยอม บอสเว่ยก็จะควักกระเป๋าลงทุนเอง
นอกจากนี้ เนื่องจากการไปถ่ายทำต่างประเทศ ขั้นตอนการดำเนินการและขอบเขตงานต่างๆ มากมายล้วนต้องพึ่งพาอิทธิพลของเว่ยหยางทั้งสิ้น
รวมถึงเนื้อเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับการทูต การทหาร และการกู้ภัยระหว่างประเทศซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ทำให้การตรวจสอบค่อนข้างเข้มงวด แต่ก็ยังเป็นบอสเว่ยที่ออกหน้าเจรจาให้จนทุกอย่างราบรื่น
ตัวอู๋จิงเองตอนที่กลับถึงประเทศและต้องเผชิญกับการสัมภาษณ์ของนักข่าว เขาก็ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า หากไม่มีเว่ยหยางก็คงไม่มี วูล์ฟ วอริเออร์ 2 ในใจของเขานั้นรู้สึกซาบซึ้งใจกับการช่วยเหลือของบอสเว่ยเป็นอย่างยิ่ง
แต่บอสเว่ยกลับไม่ได้แสดงความโอ้อวดอะไร เขาเข้าใจดีว่าสาเหตุที่เขาให้ความช่วยเหลือ วูล์ฟ วอริเออร์ 2 มากมายขนาดนี้คืออะไร
ล้อเล่นน่า ถ้าหนังเรื่องนี้ยังสามารถทำคะแนนได้เหมือนในชาติก่อนล่ะก็ เขาจะได้รับเงินเข้ากระเป๋าอย่างน้อยๆ ก็สิบกว่าล้านล้านหยวนเลยนะ
อย่าว่าแต่การช่วยเรื่องพวกนี้เลย ต่อให้ต้องไปตบโต๊ะที่กองพิจารณาภาพยนตร์เขาก็กล้าทำ ตอนนี้เขามองอู๋จิงไม่ต่างอะไรจาก "ตู้เซฟเคลื่อนที่" เลยสักนิด
ถึงขนาดที่ในวันนี้ที่เขาชวนครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกมาปาร์ตี้กัน ก็แฝงไปด้วยความนัยเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์และแสดงให้เห็นว่าทุกคนคือคนกันเองที่มีความใกล้ชิดกัน
การปาร์ตี้ในครั้งนี้ ระหว่างช่วงก่อนที่ วูล์ฟ วอริเออร์ 2 จะเข้าฉาย กับหลังจากที่มันประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายแล้ว ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เพราะหลังจากนี้สถานะของอู๋จิงจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คาดว่าคงจะมีคนจำนวนมากจ้องจะมาดึงตัวเขาไป บอสเว่ยจึงต้องเริ่มใส่ใจไว้ตั้งแต่ตอนนี้
เรื่องของชื่อเสียงและผลประโยชน์ เว่ยหยางไม่เคยเอาเปรียบอีกฝ่าย และในอนาคตก็จะยังคงเป็นเช่นนั้น สิ่งที่คนอื่นให้ได้เขาก็ให้ได้ และเขายังจะเพิ่มความผูกพันทางความรู้สึกเข้าไปเป็นสายใยอีกชั้นด้วย หากอู๋จิงไม่เกรงใจเขา อย่างน้อยๆ ด่านของเซี่ยหนานผู้เป็นภรรยาก็คงจะผ่านไปไม่ได้ง่ายๆ แน่
"ฉันนี่ช่างเป็นคนเจ้าเล่ห์จริงๆ เลยนะ"
เว่ยหยางรำพึงอยู่ในใจ ก่อนจะอุ้มอู๋สั่วเว่ยที่เพิ่งจะตื่นนอนขึ้นมา พลางคำนวณในใจว่าจะทำประกันเพิ่มอีกชั้นด้วยการให้หลิวซือซือรับเขาเป็นลูกบุญธรรมดีไหมนะ ...
[จบแล้ว]