เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 590 - จารชนล่าขีดจำกัด นี่แหละคือโชคชะตา

บทที่ 590 - จารชนล่าขีดจำกัด นี่แหละคือโชคชะตา

บทที่ 590 - จารชนล่าขีดจำกัด นี่แหละคือโชคชะตา


บทที่ 590 - จารชนล่าขีดจำกัด นี่แหละคือโชคชะตา

" 'จารชนล่าขีดจำกัด' นี่แหละคือโชคชะตา!"

พร้อมไปกับเสียงตะโกนคำขวัญของเหล่าสมาชิกจารชนล่าขีดจำกัด ผู้กำกับเหยียนหมิ่นก็ได้เปิดตัวแขกรับเชิญพิเศษของวันนี้ออกมา

ทันทีที่ประธานเว่ยปรากฏตัว เหล่าสมาชิกในทีมต่างก็ส่งเสียงเชียร์ต้อนรับกันอย่างเกรียวกราว ส่วนเว่ยหยางก็ได้แต่ส่งยิ้มและทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง

ก่อนเริ่มการถ่ายทำ ทุกคนได้พบหน้าค่าตากันเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีการจัดฉากเซอร์ไพรส์อะไรให้วุ่นวาย ยิ่งไปกว่านั้นด้วยระดับความดังและฐานะของประธานเว่ย การเปิดตัวแบบนี้อาจจะดูเรียบง่ายจนเกินไปด้วยซ้ำ

แต่สไตล์ของรายการ "จารชนล่าขีดจำกัด" ก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอ คือชอบปล่อยให้แขกรับเชิญได้แสดงออกด้วยตัวเองอย่างอิสระ

ข้อดีคือความสมจริงที่สูงมาก มีความตื่นเต้นไม่คาดคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา หากแขกรับเชิญคนไหนมีหัวทางด้านวาไรตี้ ก็จะรู้สึกเหมือนปลาได้น้ำ

แต่ข้อเสียก็คือ หากแขกรับเชิญคนไหนปรับตัวเข้ากับสไตล์นี้ไม่ได้ ก็มักจะจบการถ่ายทำหนึ่งเทปไปโดยที่ไม่มีใครจดจำตัวตนได้เลย

เว่ยหยางไม่รู้ว่าแขกรับเชิญคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่ตัวเขาเองน่ะรู้สึกโอเคดี

เขาไม่ใช่พวกเซียนรายการวาไรตี้ และบางครั้งเขาก็ไม่ค่อยชอบวิธีการต้อนรับที่ดูเวอร์วังและเป็นทางการจนเกินไปนัก

ยกตัวอย่างเช่นรายการ "วิ่งสู้ฟัด" ที่ทุกครั้งที่เปิดตัวต้องทำเหมือนเทพเจ้าลงมาจุติ ซึ่งนั่นมักจะทำให้ประธานเว่ยรู้สึกเขินอายอยู่ลึก ๆ แต่กับรายการ "จารชนล่าขีดจำกัด" ที่เปิดตัวแบบเรียบง่ายนี้ เขากลับรู้สึกยอมรับได้ง่ายกว่า

ส่วนเรื่องผลลัพธ์ของรายการน่ะ หากเว่ยหยางยังต้องอาศัยรายการเหล่านี้เพื่อสร้างพื้นที่สื่อให้กับตัวเองล่ะก็ ช่วงเวลาสิบปีที่เขาเข้าวงการมาก็คงถือว่าเสียเปล่าไปแล้ว

เมื่อสมาชิกทั้งหกคนของทีมจารชนและเว่ยหยางมารวมตัวกันครบ เหยียนหมิ่นจึงประกาศภารกิจของวันนี้ออกมา

คือการใช้รูปแบบของเกมเพื่อสัมผัสกับความท้าทายที่ต้องเผชิญในการทำงานและการใช้ชีวิตจริง!

ภารกิจแรกคือการเลือก "เจ้านาย" ของตัวเองมาคนละหนึ่งคน จากนั้นจึงนำรูปถ่ายและสิ่งของใบ้ที่ได้รับไปหางานทำเพื่อทำงานเป็นเวลาหนึ่งวัน และต้องทำภารกิจที่เกี่ยวข้องให้สำเร็จเพื่อสะสมคะแนน

สมาชิกทั้งเจ็ดคนถูกแยกย้ายกันไป ประธานเว่ยถือรูปถ่ายและกล่องของตัวเองไว้ด้วยความรู้สึกมึนงงเล็กน้อย

ในชาติก่อนเขาเคยดูรายการ "จารชนล่าขีดจำกัด" มาบ้าง แต่ในชาตินี้ทีมงานผู้สร้างได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว แม้จะมีผู้กำกับคอยดูแลและสไตล์อาจจะคล้ายคลึงกัน แต่บทละครและแผนการหลายอย่างกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เว่ยหยางน่ะไม่อาจจะลอกเลียนแบบใครได้เลย ทำได้เพียงต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น

ในระหว่างที่รถของทีมงานกำลังเคลื่อนมุ่งหน้าไปยังสถานที่ทำงาน เว่ยหยางก็นำรูปถ่ายและสิ่งของออกมาวิเคราะห์

สิ่งของใบ้คือเครื่องคิดเลข ส่วนรูปถ่ายคือผู้หญิงอายุประมาณสามสิบปี ใบหน้าดูเฉลียวฉลาด แม้จะสวมชุดสูทดูภูมิฐานแต่ก็ปกปิดความเหนื่อยล้าและความดุดันไว้ไม่มิด

เว่ยหยางจ้องมองอยู่ครึ่งนาทีเขาก็พอจะเดาออกได้เกือบทั้งหมด เขายิ้มออกมาและวางรูปถ่ายลงอย่างใจเย็น ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

นั่นทำเอาหัวใจของผู้รับผิดชอบทีมถ่ายทำที่ติดตามมาด้วยแทบจะวาย คุณน่ะจะมายิ้มเฉย ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ต้องพูดอะไรกับกล้องบ้างสิ

"ประธาน... คุณเดาอะไรออกบ้างหรือยังครับ"

ไม่มีทางเลือกอื่น ผู้รับผิดชอบจึงต้องสั่งให้ตากล้องส่งสัญญาณเตือน เมื่อได้ยินประโยคนั้นเว่ยหยางจึงได้สติขึ้นมา

ต้องโทษที่เขาไม่ค่อยได้เข้าร่วมรายการเรียลลิตี้บ่อยนักจึงขาดประสบการณ์ การถ่ายทำตามปกติแขกรับเชิญต้องรู้จักพูดพึมพำกับกล้องด้วยตัวเองเพื่อแบ่งปันความคิดของตนออกไป

ความจริงสิ่งที่เว่ยหยางคิดแต่ไม่ได้พูดออกมานั้นมันคือเรื่องปกติในชีวิตจริง แต่ในรายการทีวีการทำแบบนั้นจะดูเหมือนคนเป็นโรคประสาทที่เอาแต่พึมพำคนเดียว

แต่ในรายการน่ะเรื่องที่ควรพูดก็ต้องพูด ไม่อย่างนั้นทีมงานจะหาวัตถุดิบไปตัดต่อไม่ได้

ความจริงประธานเว่ยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องนี้ เมื่อก่อนเขาก็เคยผ่านรายการ "วิ่งสู้ฟัด" หรือวาไรตี้อื่น ๆ มาบ้าง แต่ก่อนหน้านั้นมักจะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม แต่ครั้งนี้เริ่มต้นมาเขาก็ต้องบันทึกเทปคนเดียว จึงทำให้เขาปรับตัวไม่ทันไปชั่วขณะ

"ผมพอจะเดาออกคร่าว ๆ แล้วละครับว่าพี่สาวคนนี้เขาทำอาชีพอะไร"

ผู้รับผิดชอบเกรงว่าเว่ยหยางจะถามเองตอบเองจนดูจืดชืดเกินไป จึงสั่งให้ตากล้องช่วยชวนคุยต่อ

"เขาทำอาชีพอะไรเหรอครับ"

"เจ้าของธุรกิจส่วนตัวน่ะครับ อาจจะเปิดร้านเล็ก ๆ หรือแผงลอย และมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นเจ้าของร้านอาหารเล็ก ๆ"

"คุณดูออกได้ยังไงครับ?"

ตากล้องน่ะทำหน้าที่รับลูก และเขาก็รู้สึกสงสัยจริง ๆ เพราะเขารู้ดีว่าประธานเว่ยไม่มีสคริปต์ในมือ หรือว่าในรายการนี้จะมีเซียนผู้หยั่งรู้อีกคนโผล่มาแล้ว

"เพราะแม่และอาสาวของผมเมื่อก่อนก็เคยเปิดร้านมาก่อนน่ะครับ โดยเฉพาะอาสาวของผมที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร บุคลิกและท่าทางของเธอกับพี่สาวคนนี้มีความคล้ายคลึงกันมาก"

"ส่วนเครื่องคิดเลขนี่ หลายคนอาจจะคิดไปถึงเรื่องการเงินหรือบัญชี แต่คนที่เคยเปิดร้านเล็ก ๆ จะรู้ดีว่าสิ่งที่เจ้าของร้านใช้คลุกคลีอยู่ด้วยมากที่สุดก็คือเครื่องคิดเลข ส่วนพวกบัญชีน่ะเขาใช้คอมพิวเตอร์กันมากกว่า"

หวงซันสือที่เป็นเซียนผู้หยั่งรู้น่ะจะเป็นของจริงหรือว่าเป็นสิ่งที่รายการสร้างขึ้นมาเว่ยหยางไม่แน่ใจ แต่สำหรับตัวเขาเองที่ไม่ได้มีอาชีพเฉพาะเจาะจงนัก เขาอาจจะเดาไม่ออกในทันที

แต่อาชีพเจ้าของร้านอาหารรายย่อยแบบนี้ มันถือว่าเป็นอาชีพที่เขารู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี

ทั้งแม่ ทั้งอาสาว รวมถึงเพื่อนบ้านบนถนนทั้งเส้น เขาเห็นมาตั้งแต่เด็กจนโต เมื่อรวมกับเครื่องคิดเลขที่เป็นของใบ้แล้ว มันจึงเปรียบเสมือนการแบไต๋ไพ่ในมือเลยทีเดียว

และก็เป็นไปตามคาด รถยนต์มาหยุดลงอย่างช้า ๆ ที่หน้าร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เว่ยหยางมองดูสภาพแวดล้อมที่ดูแปลกตาแต่แฝงไปด้วยความคุ้นเคยแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

"นี่มันเหมือนได้กลับมาทำงานเก่านะเนี่ย"

ตั้งแต่เด็กจนโต เขาไปทำงานพิเศษที่ร้านของอาสาวมานับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่ตอนที่เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว ช่วงวันหยุดเขาก็ยังเคยไปช่วยเดินโต๊ะที่ร้านอาหารเลยด้วยซ้ำ มันคือสิ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะจริง ๆ

หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาใช้วิธีเป่ายิ้งฉุบเพื่อเลือกเจ้านาย และเขาก็เป็นคนเลือกกล่องใบนี้เอง เว่ยหยางคงคิดว่าทีมงานแอบเปิดประตูหลังให้เขาเสียแล้ว

"เจ้านาย" ที่ทีมงานเตรียมไว้ให้เดินออกมาต้อนรับ และประกาศลักษณะงานของประธานเว่ยออกมาทันที

พนักงานบริการ + แคชเชียร์ + พนักงานจิปาถะ + ผู้ช่วยพ่อครัว

ใช่แล้ว ร้านอาหารเล็ก ๆ แบบนี้ไม่มีการแบ่งงานที่ชัดเจนหรอก นอกจากตำแหน่งพ่อครัวที่หาคนมาแทนไม่ได้แล้ว คนที่เหลือต่างก็ต้องรับหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน มีงานอะไรก็ต้องทำอันนั้น

ในร้านมีคนทำงานรวมกันเพียงแค่สามคนเท่านั้น คือเจ้านายที่เป็นพ่อครัวด้วย งานที่เหลือทั้งหมดเจ้านายสาวและเว่ยหยางต้องแบ่งกันทำ

"พวกเราสองคนจะออกไปซื้อของสด คุณต้องทำความสะอาดร้านรอก่อนนะ"

เว่ยหยางได้รับภารกิจแรก เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร การเปิดร้านอาหารก็มีงานพวกนี้แหละ เมื่อไม่มีลูกค้ามาที่ร้าน ถ้าไม่เตรียมวัตถุดิบก็ต้องทำความสะอาดร้าน

ร้านนี้น่าจะเน้นขายช่วงมื้อเที่ยงและมื้อเย็น ตอนนี้ยังเป็นช่วงเช้า ของสดยังไม่ได้ซื้อมา หากไม่ทำความสะอาดร้านจะให้นั่งดื่มชาเฉย ๆ ก็คงดูไม่ดีนัก

ประธานเว่ยขอยืมชุดเก่าจากเจ้านายมาใส่ พร้อมกับสวมปลอกแขนและหน้ากากอนามัยแล้วเริ่มลงมือทำงานอย่างขะมักเขม้น

ทั้งกวาดพื้น ถูพื้น ขนขยะไปทิ้ง เช็ดโต๊ะ เช็ดผนังและประตูหน้าต่าง เช็ดคราบน้ำมัน จัดระเบียบสิ่งของ หลังจากจัดการพื้นที่ส่วนกลางเสร็จเขาก็เข้าไปจัดระเบียบในห้องครัวต่อ เมื่อเหนื่อยเขาก็พักสักครู่ พอหายเหนื่อยเขาก็ลุกขึ้นมาทำต่อทันที

เมื่อการทำความสะอาดห้องครัวเสร็จสิ้นลงคร่าว ๆ เว่ยหยางก็รู้สึกขัดหูขัดตากับฝุ่นที่เกาะบนป้ายหน้าร้าน เขาจึงไปขอยืมไม้ไผ่ยาวจากร้านข้าง ๆ มาผูกผ้าเช็ดหน้าแล้วเริ่มเช็ดป้ายหน้าร้านจนสะอาดเอี่ยม

ไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกมึนงงของทีมงานเลย แม้แต่เจ้านายและภรรยาที่เพิ่งกลับจากการซื้อของสดยังถึงกับยืนอึ้งไปเลยทีเดียว

แน่นอนว่าพวกเขารู้ว่าเว่ยหยางคือใคร หากไม่ใช่เพราะทีมงานจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเขาคงรีบเข้าไปขอถ่ายรูปและขอลายเซ็นตั้งนานแล้ว

ภารกิจทั้งหมดถูกทีมงานกำหนดไว้ สองสามีภรรยาเดิมทีคิดว่ามันเป็นเพียงการแกล้งให้ลำบากหรือเป็นเพียงแค่การแสดงฉากหนึ่งเท่านั้น พวกเขาถึงขั้นจงใจกลับจากการซื้อของสายกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงภาพลักษณ์ที่ประธานเว่ยอาจจะทำงานช้าจนดูไม่ดี

แต่ไม่คิดเลยว่าเว่ยหยางจะทำงานเสร็จจริง ๆ แถมยังทำได้ดีกว่าที่พวกเขาทำตามปกติเสียอีก

เจ้านายสาวถึงขั้นรู้สึกอับอายตัวเองเล็กน้อย ปกติเธอก็เป็นคนรักสะอาดอยู่แล้ว แต่เธอก็ยังจัดการร้านได้ไม่เรียบร้อยเท่ากับที่ประธานเว่ยทำเลย

"เจ้านายสาวครับ ดูซิว่าใช้ได้ไหม? ยังมีบางจุดที่ต้องใช้โซดาไฟหรือน้ำยาล้างจานสูตรเข้มข้นมาจัดการ คุณช่วยอนุมัติงบให้ผมหน่อยนะครับ ช่วงบ่ายผมจะออกไปจัดการให้"

"ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว"

เจ้านายสาวมองดูพื้นที่ยังไม่แห้งสนิทแต่สะอาดไร้ฝุ่นละอองแล้วก็แทบจะไม่กล้าเดินเหยียบเข้าไปในร้าน

เว่ยหยางที่มีไหวพริบว่องไวรีบเข้าไปรับถุงใส่ของสดใบโตสองถุงมาถือไว้ "ไม่เป็นไรครับ คุณเดินเข้ามาได้เลย เดี๋ยวผมค่อยถูใหม่อีกรอบก็ได้"

เจ้านายและเจ้านายสาวค่อย ๆ เขย่งเท้าเดินเข้าไปในร้านและห้องครัว พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ร้านของตัวเอง

ความจริงแล้วเว่ยหยางทำงานคนเดียวในช่วงเวลาสั้น ๆ แบบนี้ จะให้บอกว่ามันดูเหมือนร้านใหม่เอี่ยมก็คงเกินไปหน่อย แต่มันโดดเด่นที่ความละเอียดรอบคอบและการทุ่มเทแรงกายอย่างเต็มที่

ลองนึกดูสิ สองสามีภรรยาต้องเหน็ดเหนื่อยตั้งแต่เช้ามืดจนถึงค่ำคืน พวกเขาจะมีอารมณ์ที่ไหนมานั่งทำความสะอาดร้านอย่างจริงจังและละเอียดลออได้ขนาดนี้

เว่ยหยางมาที่นี่เพื่อสัมผัสชีวิตจริง เขาไม่กลัวความลำบากและไม่กลัวเหนื่อย แถมยังทำงานอย่างตั้งใจและมีประสบการณ์ในด้านนี้จริง ๆ ความแตกต่างจึงเห็นได้ชัดเจนทันที

"ไปซื้อของมาเหนื่อยใช่ไหมครับ ดื่มชาก่อนนะครับ"

ประธานเว่ยแสดงท่าทางของลูกจ้างที่ดีอย่างเต็มที่ เขาวางตะกร้าผักลงแล้วรีบไปรินชามาเสิร์ฟให้เจ้านายและเจ้านายสาวโดยไม่หยุดพัก

จากนั้นเขาก็เริ่มเอ่ยปากชมเรื่องความสดของผักที่พวกเขาซื้อมา และชมว่าทั้งคู่เป็นคนขยันขันแข็ง งานที่เขาทำได้ดีก็เป็นเพราะพื้นฐานการทำความสะอาดปกติที่พวกเขาวางไว้ดีอยู่แล้วบลา ๆ เพียงไม่กี่นาทีเขาก็สามารถทำให้เจ้านายสาวหัวเราะจนตาหยี และเริ่มเรียกเขาว่า "น้องชาย" ตามคำพูดของเว่ยหยาง

แม้แต่ภารกิจที่ทีมงานวางไว้ให้เธอก็ลืมไปจนหมดสิ้น ดีที่ฝ่ายสามียังพอมีสติอยู่บ้าง

"ต้องเริ่มเตรียมวัตถุดิบแล้วใช่ไหมเนี่ย"

เจ้านายสาวเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ "คุณก็ทำเองสิคะ ร้านสะอาดขนาดนี้ น้องชายเขาคงเหนื่อยจะแย่แล้ว ให้เขาพักบ้างเถอะ"

"ไม่เหนื่อยเลยครับ เดี๋ยวผมช่วยพี่เขยเตรียมของเองครับ หลายคนช่วยกันจะได้เสร็จเร็ว ๆ อีกอย่างถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จเดี๋ยวผมจะโดนหักคะแนนเอานะครับ"

"คุณวางใจได้เลย คะแนนเนี่ยฉันกับพี่เขยคุณจะเป็นคนให้เอง รับรองว่าไม่ต่ำแน่นอนค่ะ"

เจ้านายสาวตบปากรับคำอย่างหนักแน่น ทำเอาทีมงานถึงกับปวดขมับไปตาม ๆ กัน ดีที่เว่ยหยางไม่ได้ทำอะไรแผลง ๆ และยังคงตั้งใจทำงานต่อไปอย่างซื่อสัตย์

ทว่าในช่วงเวลานั้น เขาก็ชวนเจ้านายและภรรยาคุยเรื่องสัพเพเหระ จนเขารู้ลึกถึงปูมหลังของทั้งคู่เกือบหมด และทำให้ทั้งคู่ประทับใจในตัวเขามากขึ้นเรื่อย ๆ จนในตอนหลังพวกเขากลับกลายเป็นฝ่ายแย่งเว่ยหยางทำงาน เพราะกลัวว่าเขาจะเหนื่อยเกินไป

เมื่อเว่ยหยางเริ่มทำตัวกลมกลืนจนแทบจะเป็นเจ้านายร้านเสียเอง ในที่สุดช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้าร้านก็มาถึง ภารกิจใหม่ของเว่ยหยางคือการเป็นพนักงานต้อนรับ

ลูกค้ากลุ่มแรกคือคนงานก่อสร้างสองสามคน น่าจะเป็นลูกค้าประจำ พวกเขาเดินเข้ามาสั่งอาหารทันที และมองเว่ยหยางด้วยความสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ลังเลไม่กล้าเอ่ยปากถามออกมา

เว่ยหยางเสิร์ฟอาหารให้พวกเขาเสร็จ ก็มีคู่รักคู่หนึ่งเดินเข้ามา เว่ยหยางถือเมนูเดินเข้าไปต้อนรับ

"ทั้งสองท่านอยากจะรับประทานอะไรดีครับ?"

ทันทีที่ทั้งคู่เห็นหน้าเว่ยหยาง พวกเขาก็ถึงกับอึ้งไปเลย ฝ่ายหญิงยื่นมือที่สั่นเทาออกมาชี้หน้าเว่ยหยางด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

"เว่ย... เว่ย..."

"ผมไม่ได้ชื่อ 'เว่ย' (เฮ้) นะครับ ผมชื่อฉู่ยวี่สวินต่างหากล่ะ"

เว่ยหยางเล่นมุกตลกออกมา ฝ่ายชายจึงรวบรวมคำพูดออกมาได้ก่อน "คุณคือประธานเว่ยใช่ไหมครับ?"

"ก็มีคนทักว่าผมหน้าเหมือนเขาอยู่เหมือนกันนะครับ!"

เว่ยหยางยังคงล้อเล่นต่อไป แต่ฝ่ายหญิงเหลือบไปเห็นตากล้องเข้าพอดี เธอจึงเขย่าแขนแฟนหนุ่มด้วยความตื่นเต้น

"เว่ยหยางจริง ๆ ด้วย เว่ยหยางจริง ๆ ค่ะ เขากำลังถ่ายรายการอยู่ พวกเราโชคดีมากเลย"

"โชคดีก็ต้องกินข้าวนะครับ จะสั่งอะไรดี"

เว่ยหยางไม่ลืมหน้าที่หลักของตัวเองในตอนนี้ ความพึงพอใจและจำนวนลูกค้าย่อมส่งผลต่อคะแนนสะสมของเขา ฝ่ายหญิงหยิบโทรศัพท์ออกมาเริ่มบันทึกวิดีโอทันที

"ฉันชอบคุณมากเลยค่ะ คุณช่วยถ่ายรูปคู่กับฉันหน่อยได้ไหมคะ"

"ไม่มีปัญหาครับ สั่งอาหารแถมรูปคู่ เช็คบิลแถมลายเซ็นครับ"

เว่ยหยางถ่ายรูปคู่กับคู่รักคู่นั้นเสร็จ ก็นำเมนูไปส่งในห้องครัว คนงานก่อสร้างกลุ่มนั้นมีคนที่ดูมีอายุหน่อยคนหนึ่งลุกขึ้นทักทาย

"สวัสดีครับ หลานสาวผมชอบคุณมากเลย ผมขอลายเซ็นหน่อยได้ไหมครับ"

"ได้สิครับ เมื่อกี้ผมถามพี่ตู้ (เจ้านายสาว) มาแล้ว เห็นว่าพวกคุณเป็นลูกค้าประจำ ลายเซ็น รูปคู่ หรือจะให้อัดคลิปวิดีโอให้ด้วยก็ได้นะครับ"

เว่ยหยางให้ความร่วมมืออัดคลิปวิดีโออวยพรให้หลานสาวและลูกชายของคนงานก่อสร้างให้ตั้งใจเรียนและสุขสันต์วันเกิดอะไรเทือกนั้น คู่รักเมื่อกี้เห็นแล้วก็เริ่มรู้สึกอิจฉาบ้าง

"คุณช่วยอัดคลิปให้พวกเราบ้างได้ไหมคะ?"

"คือแบบนี้ครับ บริการของพวกเราน่ะมีเป็นขั้นเป็นตอน สั่งอาหารแถมรูปคู่ เช็คบิลแถมลายเซ็น ส่วนการอัดคลิปวิดีโอน่ะต้องเป็นลูกค้าประจำหรือมียอดค่าใช้จ่ายถึงระดับที่กำหนดไว้น่ะครับ"

"งั้นพวกเราสั่งอาหารเพิ่มอีกสองอย่างก็ได้ค่ะ"

ฝ่ายหญิงรีบพูดออกมา เว่ยหยางจึงส่งสัญญาณให้เธอใจเย็นลงก่อน "พวกคุณมากันแค่สองคน สั่งเยอะไปก็กินไม่หมดหรอกครับ อย่ากินทิ้งกินขว้างเลย เอาแบบนี้สิครับ ก่อนกลับพวกคุณสามารถสั่งอาหารเพิ่มอีกสองอย่างแบบห่อกลับบ้านเพื่อเอาไปกินเป็นมื้อเย็นก็ได้ แบบนั้นยอดค่าใช้จ่ายก็จะถึงเกณฑ์พอดี นอกจากจะได้อัดคลิปแล้ว ผมจะแถมเครื่องดื่มให้อีกสองขวดด้วยครับ"

"หรือถ้าไม่อยากห่อกลับบ้าน พวกคุณก็ช่วยโปรโมตร้านของพวกเราหน่อยก็ได้ครับ แค่กดไลก์ในไทม์ไลน์ให้ครบ 20 ไลก์ ผมก็อัดคลิปให้พร้อมแถมเครื่องดื่มด้วยเลยครับ"

ภารกิจของเว่ยหยางน่ะเกี่ยวข้องกับยอดรายได้ของร้านด้วย แน่นอนว่าเขาต้องหาวิธีเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุด

ทำเลของร้านนี้ค่อนข้างลับตาไปหน่อย แถมยังอยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่ยังไม่ได้ส่งมอบบ้าน ปกติยอดขายไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้เรียกว่าดีนัก ดังนั้นการทำโฆษณาจึงเป็นเรื่องจำเป็น

พวกคนงานก่อสร้างน่ะช่างเถอะ พวกเขาคงไม่มานั่งทำเรื่องพวกนี้ เว่ยหยางจึงไม่อยากไปกวนพวกเขา แต่กับคู่รักวัยรุ่นที่พร้อมจะให้ความร่วมมือและมีความสนใจ ประธานเว่ยจึงจัดบริการแบบขั้นบันไดมาให้

ในเมื่อมีข้อได้เปรียบอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง หากไม่ติดว่ามันจะดูเด่นเกินไป เขาแทบอยากจะเดินออกไปเรียกแขกหน้าร้านเสียด้วยซ้ำ

ความจริงแล้วเว่ยหยางน่ะกังวลมากเกินไป!

ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของประธานเว่ยอย่างเขา ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องพวกนี้เลย คนงานและคู่รักคู่นั้นมาถึงเร็วเกินไปจึงได้สิทธิพิเศษไปก่อน พอถึงเวลาพักเที่ยงจริง ๆ ผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาล

ลูกค้ากลุ่มแรกคือเพื่อนบ้านร้านข้าง ๆ ที่ได้ยินเสียงความวุ่นวายเมื่อครู่ จากนั้นก็เป็นกลุ่มคนที่โทรศัพท์เรียกเพื่อนฝูงให้ตามมาดู หลังจากนั้นข่าวก็แพร่กระจายไปแบบปากต่อปาก ผู้คนจึงแห่กันมามากขึ้นเรื่อย ๆ

โต๊ะอาหารในร้านมีไม่กี่ตัวจึงไม่พอรองรับ ต่อให้มานั่งร่วมโต๊ะกันก็ยังจุคนไม่หมดอยู่ดี

เว่ยหยางจึงจัดระบบคิวแบบเรียบง่ายขึ้นมาเป็นการชั่วคราว และแนะนำให้ลูกค้าที่ไม่มีโต๊ะนั่งเลือกสั่งแบบห่อกลับบ้านแทน โดยแจ้งว่าตราบใดที่มีการซื้อสินค้า บริการเสริมอย่างรูปคู่หรือลายเซ็นก็ยังได้รับเหมือนเดิม

จังหวะนี้เองที่แสดงให้เห็นถึงรัศมีอำนาจอันแข็งแกร่ง ความสามารถในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม รวมถึงวาทศิลป์และความฉลาดทางอารมณ์ที่เว่ยหยางฝึกฝนมาหลายปี

รัศมีอำนาจอันแข็งแกร่งช่วยสยบลูกค้าทุกคน ไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกันเรื่องการแซงคิวหรือเรื่องหยุมหยิมอื่น ๆ เขาเพียงคนเดียวก็สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยไว้ได้หมด

ความสามารถในการบริหารจัดการก็เช่นกัน ท่ามกลางความวุ่นวายเขายังคงจัดการเรื่องการเสิร์ฟอาหาร การเก็บโต๊ะ การถ่ายรูปและแจกลายเซ็นได้อย่างเป็นระเบียบไม่มีหลุด

วาทศิลป์และความฉลาดทางอารมณ์คือการไม่ปล่อยให้ลูกค้าเหล่านั้นรู้สึกโดดเดี่ยว การพูดคุยกับทุกคนอย่างทั่วถึงและเป็นกันเองทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนได้รับลมฤดูใบไม้ผลิ และแม้จะเจอการดูหมิ่นหรือการหาเรื่องจากคนส่วนน้อยเขาก็สามารถใช้ไหวพริบคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างชาญฉลาด

ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้อนรับลูกค้าจนกระทั่งวัตถุดิบในร้านขายหมดเกลี้ยงจนไม่อาจรับลูกค้าได้อีก เว่ยหยางจึงได้กล่าวขอบคุณและส่งลูกค้าเหล่านั้นกลับไป

เมื่อต้องเผชิญกับผู้คนร้อยพ่อพันแม่กว่าหลายร้อยคน เว่ยหยางกลับสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างอยู่หมัด อย่าว่าแต่แผนสำรองของทีมงานไม่ได้ใช้เลย แม้แต่เจ้านายสาวที่ปกติเป็นคนช่างพูดช่างคุยยังกลายเป็นเพียงลูกมือคอยเก็บจานไปเสียอย่างนั้น

"น้องชายจ๊ะ น้องชายนี่สมกับที่เป็นประธานบริษัทใหญ่จริง ๆ นะ เก่งมากเลยละจ๊ะ"

เจ้านายสาวรู้สึกเลื่อมใสจนแทบจะกราบกราน คนที่ต้องต้อนรับแขกเข้าออกร้านอยู่เป็นประจำอย่างเธอ ย่อมรู้ดีว่าสถานการณ์แบบนี้มันรับมือได้ยากขนาดไหน

อย่ามองว่าเว่ยหยางแสดงออกมาอย่างเรียบง่ายเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ คนธรรมดาถ้าเจอคนเยอะขนาดนั้นเข้าไปก็คงอึ้งจนพูดไม่ออกไปแล้ว หากเจอคนหาเรื่องเข้าสักสองสามคน ไม่สติแตกก็คงต้องปลีกตัวหนีไปเลย ต่อให้เป็นคนเจนโลกมาแค่ไหนก็ใช่ว่าจะรับมือได้ทั่วถึงแบบนี้

เว่ยหยางกลับดูสงบมาก ในช่วงแรกที่เขาสร้างตัวเขาก็อาศัยความฉลาดทางอารมณ์และความถนัดในการเข้าสังคมนี่แหละที่สร้างรากฐานขึ้นมา ในด้านนี้ถือเป็นจุดแข็งของเขาเลยทีเดียว

เพียงแต่ในช่วงหลายปีมานี้เมื่อเขามีบารมีมากขึ้น ฐานะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคนอื่นที่ต้องมาเอาใจเขา กลยุทธ์เหล่านี้ของประธานเว่ยจึงไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ และเขาก็ใช้น้อยลงเรื่อย ๆ

แต่การใช้น้อยลงไม่ได้หมายความว่าเขาจะใช้ไม่เป็น ยิ่งไปกว่านั้นด้วยออร่าของฐานะที่มีอยู่ ผลลัพธ์ของมันจึงยอดเยี่ยมกว่าเมื่อก่อนมากนัก

...

ตามขั้นตอนปกติของรายการ เว่ยหยางต้องทำงานไปจนถึงช่วงบ่ายจึงจะสิ้นสุดลง

แต่เป็นเพราะกิจการของร้านดีเกินไป วัตถุดิบสำหรับมื้อค่ำก็ขายหมดเกลี้ยงไปแล้ว วัตถุดิบสำหรับตัดต่อในรายการก็สะสมไว้ได้เพียงพอแล้ว อีกทั้งเริ่มมีผู้คนจำนวนมากที่ทราบข่าวแห่กันมาที่นี่ เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย ทีมงานจึงคิดว่าสามารถยุติการถ่ายทำในส่วนนี้ลงได้

เว่ยหยางถ่ายรูปคู่กับเจ้านายและเจ้านายสาว และยังถ่ายรูปหน้าร้านเก็บไว้ จดที่อยู่เอาไว้ด้วย และนัดหมายกันว่าเมื่อรายการออกอากาศไปแล้ว เขาจะโพสต์เวยป๋อช่วยทำโฆษณาให้หนึ่งรอบ

หลังจากนั้นเว่ยหยางจึงมุ่งหน้าไปยังจุดภารกิจถัดไปเพื่อรอรวมตัวกัน

เว่ยหยางทำภารกิจเสร็จเป็นคนแรก คนที่สองคือเสี่ยวจู งานของเขาคือการเป็นพนักงานทำความสะอาดบ้าน โดยหลัก ๆ คือการทำอาหารและจัดระเบียบข้าวของจิปาถะ

งานอย่างหลังยังพอว่า อย่างมากทีมงานก็แค่แกล้งอะไรนิดหน่อย แต่งานอย่างแรกนี่สิที่ทำเอาเขาไปไม่เป็น เพราะเขาทำอาหารไม่เป็นเลย ต้องรีบโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากหวงซันสือเป็นการด่วน

เวลาค่อย ๆ ผ่านไป สมาชิกคนอื่น ๆ ก็ทยอยทำภารกิจเสร็จและกลับมารวมตัวกัน

ซุนหงเล่ยรับหน้าที่เป็นครูโรงเรียนอนุบาล ถูกฝูงเด็ก ๆ ทรมานเสียจนแทบจะถอดใจ จางอี้ซิงเป็นผู้ช่วยพ่อครัว คล้ายกับเว่ยหยางนิดหน่อยแต่เป็นของโรงแรมขนาดใหญ่จึงค่อนข้างสบายกว่าเล็กน้อย

หวงซันสือรับหน้าที่เป็นพนักงานขับรถแท็กซี่ สำหรับเขามันเป็นเรื่องง่าย ๆ

คนที่น่าสงสารที่สุดคือ "กระรอก" หวังก้วนและหวงป๋อ คนแรกต้องไปเช็ดกระจกบนตึกสูง ทั้งเหนื่อยทั้งน่ากลัว ส่วนคนหลังรับหน้าที่เป็นพนักงานส่งพัสดุ ซึ่งมันทรมานร่างกายมาก และที่สำคัญเขายังต้องมาเจอกับลูกค้าประหลาดที่ไม่รู้จักเขาเสียด้วย ทำเอาเขาโมโหจนแทบคลั่ง

สุดท้ายเมื่อนับคะแนนออกมา เว่ยหยางและหวงซันสือได้คะแนนสูงสุด ตามมาด้วยหวังก้วนและจางอี้ซิง ส่วนหวงป๋อ เสี่ยวจู และซุนหงเล่ยรั้งท้าย

ภารกิจต่อไปคือการเผชิญหน้ากับปัญหาในชีวิตจริง โดยการเข้าไปในห้องห้องหนึ่งแล้วเริ่มจับเวลา ใครใช้เวลาน้อยที่สุดจะได้คะแนนสะสมสูงสุด

เว่ยหยางและหวงซันสือได้คะแนนในด่านแรกสูงสุด จึงมีสิทธิ์เลือกก่อน

ด่านนี้ไม่มีข้อมูลอะไรให้เลือกมากนัก ข้อมูลที่ได้รับก็น้อยเหลือเกิน ประธานเว่ยจึงหยิบกล่องมาหนึ่งใบโดยไม่คิดอะไรมาก ทีมงานมอบโทรศัพท์มือถือให้เครื่องหนึ่ง จากนั้นแต่ละคนจึงแยกย้ายกันไปยังห้องภารกิจของตนเอง

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องเข้าไป เว่ยหยางก็เห็นหญิงงามคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา เธอกำลังกอดกรอบรูปอันหนึ่งไว้ในอ้อมอกและจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ดุดัน

"นี่ยังรู้จักกลับมาอีกเหรอ!"

เว่ยหยางแทบจะเข้าใจสถานการณ์ได้ในพริบตา ทั้งท่าทางและบรรยากาศแบบนี้เขาคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าอะไรดี

เป็นอย่างที่คิด หญิงงามพลิกกรอบรูปกลับมา ที่แท้มันคือกรอบรูปงานแต่งงานของเขากับหญิงงามคนนี้

เสียงแจ้งภารกิจดังขึ้นตามมาทันที คือต้องช่วงชิงความเชื่อใจกลับคืนมาให้ได้!

"ก็ทำโอทีน่ะสิ ไอ้คนแซ่เหยียนนั่นน่ะไม่เห็นหัวคนเลย ผมเองก็ไม่มีทางเลือกนี่นา ในบ้านมีอะไรกินไหมครับ?"

ประธานเว่ยพยายามจะถ่วงเวลาออกไปเพื่อตั้งหลัก แต่ไม่คิดเลยว่านักแสดงสาวที่มารับบทภรรยาของเขานั้นจะฉลาดมาก เธอไม่ยอมรับมุกนั้นเลย แถมยังยื่นมือเล็ก ๆ ออกมา

"ส่งโทรศัพท์มานี่เลยค่ะ"

"ทำไมล่ะ ผมทำงานมาเหนื่อยทั้งวัน กลับมาถึงบ้านนอกจากไม่มีอะไรให้กินแล้ว ยังจะมาขอดูโทรศัพท์ผมอีกล่ะ นี่คุณหมายความว่ายังไง?"

เว่ยหยางมั่นใจได้เลยว่าในโทรศัพท์น่ะต้องมีระเบิดซ่อนอยู่แน่ ๆ เขาจึงไม่ยอมส่งให้อย่างเด็ดขาด ฝ่ายนักแสดงสาวจึงยื่นมือออกมาอย่างมุ่งมั่น

"เอาโทรศัพท์มาให้ฉันค่ะ"

"ผมไม่ให้ อยู่ ๆ จะมาขอตรวจโทรศัพท์ผมมันเรื่องอะไรกันล่ะ เมื่อไหร่ที่ผมเคยขอตรวจโทรศัพท์คุณบ้างไหมล่ะ"

นักแสดงสาวเริ่มหลงกลถูกดึงเข้าสู่บทสนทนา "งั้นฉันเอาโทรศัพท์ของฉันให้คุณ แล้วคุณเอาโทรศัพท์ของคุณให้ฉันค่ะ"

"ผมจะดูโทรศัพท์คุณไปทำไมล่ะ?"

"ก็คุณอยากได้โทรศัพท์ฉันไม่ใช่เหรอคะ ฉันให้คุณไง แล้วคุณเอาของคุณให้ฉันมา"

"ผมไม่อยากได้โทรศัพท์คุณหรอก แต่นี่มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องโทรศัพท์ แต่มันคือปัญหาเรื่องความเชื่อใจนะเมียจ๋า คุณจะมาไม่เชื่อใจผมไม่ได้นะ สามีภรรยากันถ้าไม่มีความเชื่อใจให้กันแล้ว จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันต่อไปได้ยังไง"

เว่ยหยางพูดจาเฉไฉไปมาเพื่อไม่ยอมส่งโทรศัพท์ให้ เขาเองก็มีประสบการณ์ในด้านนี้อย่างโชกโชน ตราบใดที่ไม่มีหลักฐาน ความผิดที่อีกฝ่ายหยิบยกขึ้นมาคุยก็จะดูไม่มีน้ำหนัก

และในเวลานี้ ท่าทีน่ะต้องแข็งกร้าวเข้าไว้ และต้องเป็นฝ่ายช่วงชิงอำนาจในการเจรจามาให้ได้

หากลมตะวันออกไม่กดข่มลมตะวันตกไว้ก่อน เมื่อลมตะวันตกพัดขึ้นมา ลมตะวันออกก็จะไม่มีวันเชิดหน้าขึ้นมาได้อีกเลย

นักแสดงสาวเริ่มรู้สึกปวดหัวอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่คิดเลยว่าเว่ยหยางจะไม่ให้ความร่วมมือขนาดนี้ เธอจึงทำได้เพียงกัดฟันพูดออกมา

"คุณกล้าปฏิเสธไหมคะว่าคุณกับจางเหม่ยลี่น่ะไม่มีอะไรกัน?"

"ผมไม่เคยรู้จักคนชื่อจางเหม่ยลี่อะไรนั่นเลย"

"ฉันเห็นมาหมดแล้ว ในโทรศัพท์คุณน่ะมีหลักฐานอยู่ กล้าเอาออกมาดูไหมล่ะคะ"

นักแสดงสาวพยายามดึงหัวข้อกลับมาที่เรื่องโทรศัพท์อีกครั้ง ทว่าเว่ยหยางกลับไม่ยอมรับมุกนั้นเลย แถมยังตลบหลังกลับไปอีก

"คุณแอบดูโทรศัพท์ผมเหรอ?!"

"คุณไม่เชื่อใจผม ผมไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้ เป็นสามีภรรยากันมาตั้งกี่ปี คุณแอบตรวจโทรศัพท์ผมงั้นเหรอ?"

ประธานเว่ยแสดงท่าทางโกรธจัด ถึงขั้นบีบน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาได้สองสามหยด คนที่มองดูอยู่ย่อมรู้สึกเศร้าโศกตามไปด้วย และคิดว่าผู้ชายคนนี้ต้องได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงแน่ ๆ

ทักษะการแสดงของลูกผู้ชายที่ระเบิดออกมาในตอนนี้เทียบได้กับระดับจักรพรรดิจอเงินเลยทีเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าประธานเว่ยเองน่ะเดิมทีก็คือจักรพรรดิจอเงินตัวจริงอยู่แล้ว

นักแสดงสาวเองก็ถูกข่มขวัญจนน้ำเสียงเริ่มอ่อนลง "ฉันไม่ได้ดูโทรศัพท์คุณค่ะ มีคนบอกฉันมา"

"ดีจริง ๆ ที่แท้ก็มีคนคอยเสี้ยมให้พวกเราเลิกกันนี่เอง!"

เว่ยหยางสรุปเรื่องราวให้เสร็จสรรพ จากนั้นก็จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาขุ่นเคือง น้ำเสียงเริ่มดูอึดอัด

"ผมไม่สนใจหรอกนะว่าใครจะมาพูดจาไร้สาระอะไรให้คุณฟัง ผมขอถามเพียงคำเดียว พวกเราแต่งงานกันมาตั้งหลายปี คุณจะเชื่อคนอื่นหรือจะเชื่อผม?"

เว่ยหยางใช้แผนเรียกคะแนนสงสาร + การกดดันข้ามขั้น!

หากคุณบอกว่าเชื่อผม ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจโทรศัพท์ และย่อมได้รับความเชื่อใจกลับคืนมา ถือว่าผ่านภารกิจ

แต่ถ้าคุณบอกว่าไม่เชื่อ...

เป็นไปตามคาด หญิงงามแสดงท่าทางโกรธแค้นออกมา "ฉันเชื่อคนอื่นค่ะ"

"ดี ๆ ๆ คุณเชื่อคนอื่น!"

เว่ยหยางโกรธจนลุกขึ้นยืน จากนั้นก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาขว้างลงบนพื้นจนพังยับเยิน ในเมื่อฉันทำลายหลักฐานทิ้งไปแล้ว ดูซิว่าคุณจะทำยังไงต่อไป

คราวนี้ นักแสดงสาวที่รับบทเป็นภรรยาเขาถึงกับอึ้งไปเลยจริง ๆ!

ในบทมันไม่ได้เขียนไว้แบบนี้นี่นา?!

ทางด้านเว่ยหยางกลับเริ่มได้ใจขึ้นมา "มาสิ คุณบอกว่าผมมีปัญหา แล้วไหนล่ะหลักฐาน? เอาหลักฐานมาให้ผมดูสิ!"

"หลักฐานก็อยู่ในโทรศัพท์คุณนั่นแหละ แต่คุณทำลายมันทิ้งไปแล้ว"

"งั้นคุณบอกมาสิ ว่าหลักฐานนั่นคืออะไร"

"ข้อความสั้น ๆ ไงคะ ไอ้จางเหม่ยลี่นั่นน่ะส่งมาหาคุณ นัดคุณออกไปเดตกัน"

"แค่ข้อความสั้น ๆ นี่มันเอามาเป็นเรื่องจริงได้เหรอ บางทีอาจจะมีคนกลั่นแกล้งใส่ร้ายผมก็ได้ ผมสงสัยว่าต้องเป็นซุนหงเล่ยแน่ ๆ ที่เป็นคนทำ เขาเป็นรักแรกของคุณนี่นา ผมแอบสงสัยมาตลอดว่าเขาคงยังไม่สิ้นหวังในตัวคุณ และยังมีหวงป๋ออีกคน หมอนั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาเคยแอบส่งจดหมายรักให้คุณใช่ไหมล่ะ"

เมื่อไม่มีหลักฐานแล้ว ประธานเว่ยก็ยิ่งละเลงบทบาทได้อย่างอิสระ ทั้งดึงดันปั่นหัว ทำน้ำขุ่นให้เป็นน้ำใส แถมยังเปิดพล็อตเรื่องใหม่ขึ้นมาอีกด้วย

นักแสดงสาวปรับตัวไม่ทันจนหลงกลเข้าให้ "ฉันกับพวกเขาสองคนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันนะคะ..."

"คุณบอกว่าไม่มีก็คือไม่มีงั้นเหรอ คุณมีหลักฐานไหมล่ะ?"

"ถ้าไม่เชื่อคุณก็ตรวจโทรศัพท์ฉันสิคะ"

"บันทึกในโทรศัพท์น่ะลบทิ้งไม่ได้เหรอ? ถ้าพวกคุณรวมหัวกันสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาล่ะจะทำยังไง?"

นักแสดงสาว "..."

เว่ยหยางไม่ได้บีบคั้นเธอต่อไปเรื่อย ๆ แต่เขากลับปรบมือทีหนึ่งแล้วดึงหัวข้อกลับมา "เข้าใจหรือยังครับ ข้อความสั้น ๆ นั่นน่ะมันไม่ได้แทนความหมายอะไรเลย มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือบางทีเขาอาจจะส่งผิดเบอร์ก็ได้ คุณจะมาเป็นคนขี้ระแวงเกินไปแบบนี้ไม่ได้นะ"

"พูดกันตามตรง ต่อให้เขาจะนัดผมไปเดตที่ไหนก็ตาม ผมได้ไปไหมล่ะ? สุดท้ายผมก็กลับมาหาคุณที่บ้านไม่ใช่เหรอ?"

"หัวใจของผมอยู่ที่คุณคนเดียว พวกเราสองสามีภรรยาคือคนครอบครัวเดียวกันนะ ต้องเชื่อใจกันสิ เรื่องจางเหม่ยลี่ ซุนหงเล่ย อะไรนั่นน่ะมันก็แค่เรื่องไร้สาระ คุณต่างหากคือคนที่สำคัญที่สุดในใจผม"

"แต่งงานกันมาตั้งหลายปี คุณกลับมาสงสัยผมเพียงเพราะข้อความสั้น ๆ แค่ประโยคเดียว ผมน่ะทั้งผิดหวังและดีใจในเวลาเดียวกัน ผิดหวังที่คุณไม่เชื่อใจผม แต่ดีใจที่คุณยังให้ความสำคัญกับผม"

"คุณต้องเชื่อใจผมนะ ผมน่ะบริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ๆ ถ้ามันยังไม่พอ ต่อไปผมจะกลับมาบ้านให้ตรงเวลาทุกวันเลยดีไหมครับ"

"..."

เมื่อทำลายหลักฐานไปแล้ว และได้ครองอำนาจในการพูดคุย ที่เหลือก็คือการใช้คำหวานออดอ้อนและยื่นข้อเสนอในการชดเชยที่ดูจริงใจ

กลยุทธ์พวกนี้ถ้าเอาไปใช้กับแฟนตัวจริงก็อาจจะไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะแฟนสาวเวลาที่สงสัยเธอน่ะไม่สนหรอกว่าจะมีหลักฐานหรือไม่

แต่นี่เป็นเพียงแค่การจำลองสถานการณ์ในรายการ เมื่อไม่มีต้นสายปลายเหตุให้นักแสดงสาวเล่นต่อ เธอก็ไม่รู้จะแสดงออกมายังไง

ประกอบกับถูกคำหวานของเว่ยหยางออดอ้อนเข้าไป แถมน้ำเสียงยังนุ่มนวลมีเสน่ห์ แววตาก็เป็นประกาย ประธานเว่ยขึ้นชื่อเรื่องดวงตาชวนฝันอยู่แล้ว ในวงการแอบแซวกันว่า ดวงตาคู่นั้นน่ะต่อให้มองสุนัขก็ยังดูเหมือนคนคลั่งรักเลยทีเดียว

นักแสดงสาวไม่อาจต้านทานได้ไหว ในตอนหลังเธอเริ่มจะดูเคลิบเคลิ้มไปบ้าง เธอจึงยอมปล่อยให้เว่ยหยางผ่านภารกิจไปได้แต่โดยดี

เมื่อเว่ยหยางผ่านด่านของตัวเองได้แล้ว เขาก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ เขากลับพาภรรยาของเขาเดินไปสำรวจที่อื่นต่อ

เสี่ยวจูออกมาเป็นคนแรก ดูเหมือนจะผ่านภารกิจเรื่องแผ่นป้ายทะเบียนรถไปได้แล้ว ซุนหงเล่ยกำลังเผชิญหน้ากับพ่อแม่ที่ล้มป่วยแต่กลัวจะเป็นภาระลูกหลานจึงไม่ยอมไปโรงพยาบาล ตอนนี้เขาก็เกลี้ยกล่อมจนเกือบจะสำเร็จแล้ว

จางอี้ซิงรับบทพ่อเลี้ยงเดี่ยวดูแลลูก หวงซันสือเผชิญหน้ากับลูกที่ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศแต่ที่บ้านไม่มีเงิน หวังก้วนกำลังดูบ้านเพื่อจำแนกนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ความคืบหน้าก็ถือว่าไม่เลว

คนที่ลำบากที่สุดคือหวงป๋อ เขาต้องมาเจอศึกระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้เพื่อชิงสิทธิ์ในการลงชื่อเป็นเจ้าของบ้าน และนักแสดงสาวสองคนนั้นมีการตอบโต้ที่ไวกว่าภรรยาของเว่ยหยางเสียอีก หวงป๋อพูดจนปากเปียกปากแฉะก็ยังไม่ได้ผลอะไรเลย

เมื่อเห็นเว่ยหยางเดินเข้ามา หวงป๋อที่กำลังปวดหัวแทบระเบิดจึงรีบเข้ามาขอความช่วยเหลือทันที "น้องชาย นายบอกทีสิว่าควรจะเขียนชื่อใครลงไปดี"

"ตัวเลือกนี้มันยากขนาดนั้นเลยเหรอครับ?"

เว่ยหยางส่ายหัวช้า ๆ จากนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์เพื่อราดน้ำมันลงบนกองไฟ "แต่ว่าเมื่อปีที่แล้วผมซื้อบ้านไว้สองหลัง หลังหนึ่งเขียนชื่อภรรยา อีกหลังหนึ่งเขียนชื่อแม่ของผม ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้บ้านผมเนี่ยดีมากเลยละครับ จริงไหมจ๊ะเมียจ๋า"

นักแสดงสาวก็ช่างให้ความร่วมมือดีเหลือเกิน เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย ทำเอาหวงป๋อโมโหจนแทบควันออกหู แต่เว่ยหยางก็ยังไม่ยอมหยุด

"พี่สะใภ้ครับ คุณให้เขาซื้อบ้านเพิ่มอีกหลังสิครับ เขามีน่ะมีเงินนะ เมื่อปีที่แล้วตอนหลิวเผียวเลี่ยงจะซื้อบ้าน พี่ป๋อก็ยังอุตส่าห์ให้เธอยืมเงินไปตั้งแสนกว่าหยวนเชียวนะครับ"

แม่ผัวและลูกสะใภ้ตอบสนองไวมาก "หลิวเผียวเลี่ยงนี่ใครกันคะ?!"

"ตายจริง ตายจริง นี่พวกคุณไม่รู้หรอกเหรอครับเนี่ย ผมนี่ปากสว่างจริง ๆ เลย อย่าโกรธกันนะครับ อย่าโกรธกันเด็ดขาดเลยนะ"

เว่ยหยางทำหน้าตารู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง แล้วรีบพาภรรยาชิ่งหนีออกมา พลางพึมพำกับเธอเป็นการส่งท้าย

"เห็นหรือยังครับ เรื่องจางเหม่ยลี่น่ะมันก็มาแบบนี้แหละ ทั้งหมดน่ะมันคือฝีมือของพวกคนชั่วที่ไม่อยากเห็นพวกเรามีความสุข ดังนั้นต้องเชื่อใจกันไว้ให้มาก ๆ นะครับ"

นักแสดงสาว "..."

เธออยากจะบอกเหลือเกินว่า ถ้าแฟนเก่าของเธอมีหน้าตาที่ดูซื่อตรงแถมยังหน้าหนาได้เพียงสักสามส่วนของประธานเว่ยล่ะก็ ครั้งที่แล้วเธออาจจะยอมให้โอกาสเขาอีกสักครั้งก็ได้...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 590 - จารชนล่าขีดจำกัด นี่แหละคือโชคชะตา

คัดลอกลิงก์แล้ว