เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2240 - ศึกสี่คน ความรู้สึกของบิดาเฒ่าที่มองดูบุตรชาย

บทที่ 2240 - ศึกสี่คน ความรู้สึกของบิดาเฒ่าที่มองดูบุตรชาย

บทที่ 2240 - ศึกสี่คน ความรู้สึกของบิดาเฒ่าที่มองดูบุตรชาย


บทที่ 2240 - ศึกสี่คน ความรู้สึกของบิดาเฒ่าที่มองดูบุตรชาย

บนแท่นสูงอันกว้างใหญ่แท่นบูชาสำริดตั้งตระหง่าน

จวินเซียวเหยียน หลีเซียนเหยา พร้อมด้วยฉู่เซียวและตงฟางฮ่าวแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่ง

"พวกเจ้าสองคนกลับมารวมหัวกันได้ ผิดจากที่คาดไว้เสียเมื่อไหร่" จวินเซียวเหยียนกล่าวเสียงเรียบ

ต้นหอมยังมีอีกหนึ่งลักษณะเด่นนั่นคือชอบจับกลุ่มกันเพื่อให้ถูกเก็บเกี่ยว

หรือว่าฉู่เซียวจะลืมความร่วมมือระหว่างเขากับฉู่เฟยฟานไปแล้ว?

ทว่าจวินเซียวเหยียนรู้สึกว่าการร่วมมือของฉู่เซียวและตงฟางฮ่าวน่าจะเป็นเพียงแผนการชั่วคราว ภายในใจต่างฝ่ายต่างก็ซ่อนเจตนาแอบแฝงเอาไว้

"ฉู่เซียว เจ้าตระหนักหรือไม่ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ คนผู้นั้นคือกายาสิทธิ์กลืนเต๋าเชียวนะ" หลีเซียนเหยาขมวดคิ้วเรียวกล่าว

"แล้วจะเป็นไรไป แม้เขาจะเป็นกายาสิทธิ์กลืนเต๋าแต่ก็ครอบครองสมบัติเซียนวิญญาณ ถือเป็นผู้สืบทอดจักรพรรดิปฐพี"

"ส่วนเจ้าหลีเซียนเหยา ในฐานะซ่าวซือมิ่งแห่งหอจักรพรรดิสวรรค์ เจ้าไม่ควรยืนหยัดอยู่เคียงข้างขุมกำลังสามจักรพรรดิของข้าหรอกหรือ?" ฉู่เซียวกล่าวตอบโต้

แววตาของหลีเซียนเหยาแฝงความเย็นชาบางเบา

นางมีเพียงความมุ่งร้ายต่อตงฟางฮ่าวเท่านั้น

"เสียแรงที่เจ้าเป็นถึงบุตรีของหลีเซิ่ง กลับแยกแยะเรื่องราวไม่ออกถึงเพียงนี้" ฉู่เซียวกล่าวอย่างเย็นชา

เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการหยิบยกชื่อเสียงของหลีเซิ่งมากดดันหลีเซียนเหยา

มือเรียวงามของหลีเซียนเหยากำแน่นขึ้นเล็กน้อย

ทว่าในยามนั้นเองฝ่ามือหนึ่งก็เอื้อมมาตบลงบนบอบ่าของนางเบาๆ

หลีเซียนเหยาหันไปมองจวินเซียวเหยียน

"ไม่เป็นไรแม่นางเซียนเหยา เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาสอดแทรก"

"ต่อให้พวกเขาสองคนร่วมมือกัน อืม จะว่าอย่างไรดีล่ะ คงเก่งกว่าขยะขึ้นมานิดหน่อยกระมัง" จวินเซียวเหยียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

"สามหาว!"

เมื่อได้ยินคำกล่าวของจวินเซียวเหยียน ฉู่เซียวก็ถึงกับสติแตกไปชั่วขณะ

กลิ่นอายบนร่างปะทุพลุ่งพล่าน

ขณะที่แววตาของตงฟางฮ่าวก็เย็นเยียบยิ่งนัก

หลีเซียนเหยากัดริมฝีปาก

อันที่จริงเมื่อจวินเซียวเหยียนกล่าวเช่นนี้ นางก็สามารถหาทางลงและปลีกตัวออกไปยืนชมงิ้วฉากนี้ได้อย่างสบายใจ

แต่ว่า...

"ไม่คุณชายจวิน ข้าก็จะลงมือด้วยเช่นกัน อีกทั้งข้ายังมีบัญชีที่ต้องสะสางกับเขา"

หลีเซียนเหยาจ้องมองตงฟางฮ่าวด้วยแววตาเย็นชา

ก่อนหน้านี้หากไม่ใช่เพราะตงฟางฮ่าวเรียกเจดีย์คุกเซียนออกมาอย่างกะทันหัน

นางก็คงไม่ถูกโจมตีจนตั้งตัวไม่ติดเช่นนั้น

"เอาเถิด ตามใจเจ้า" จวินเซียวเหยียนกล่าว

และในจังหวะนั้นเอง

ความเปลี่ยนแปลงก็บังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

บนร่างของฉู่เซียว ตงฟางฮ่าว จวินเซียวเหยียน และหลีเซียนเหยา

มังกรแห่งโชคชะตาทั้งสี่ตัวต่างพุ่งทะยานออกมาพร้อมกัน

ลากจูงเอามังกรทองตัวน้อยบนร่างของซ่งเมี่ยวอวี่ที่อยู่วงนอกให้พุ่งเข้ามารวมกันด้วย

จากนั้นท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน

มังกรแห่งโชคชะตาทั้งสี่ตัวก็พุ่งเข้าไปรวมตัวกันภายในแท่นบูชาสำริดโดยตรง

ส่วนบนพื้นผิวของแท่นบูชาสำริด อักขระลึกลับซับซ้อนมากมายต่างทยอยเปล่งประกายสว่างไสว

รางเลือนคล้ายมีขุมพลังอันยิ่งใหญ่เร้นลับค่อยๆ แผ่กระจายออกมาจากภายใน

ทว่าเห็นได้ชัดว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าแท่นบูชาสำริดจะเปิดออกอย่างสมบูรณ์

ทุกคนในที่นั้นต่างทราบดี

วาสนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดของแดนแก่นพิภพแห่งนี้เกรงว่าคงซุกซ่อนอยู่ภายในแท่นบูชาสำริดนั่นเอง

"ดูเหมือนคงหนีไม่พ้นการต่อสู้ แต่ก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเสียวันเช่นนี้ก็ต้องมาถึงอยู่ดี"

ฉู่เซียวกล่าวพลางมีพลังเวทสีทองเริ่มไหลเวียนบนร่าง

ส่งผลให้กลิ่นอายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเหนือล้ำสุดจะเปรียบประเมิน

หลังจากผ่านการหล่อหลอมในดินแดนลับราชันมนุษย์ แม้ฉู่เซียวจะยังไม่บรรลุถึงระดับกึ่งจักรพรรดิ

แต่ทว่าด้วยความช่วยเหลือจากโลกเฉียนคุนภายในน้ำเต้าเฉียนคุน

นั่นเท่ากับว่าเขาได้ฝึกฝนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายร้อยปี

ด้วยเหตุนี้ความเร็วในการพัฒนาของเขาจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้

"เจ้าแน่ใจแล้วจริงๆ หรือว่าจะลงมือ ข้ารู้สึกว่าคนเราน่ะ บางครั้งมีชีวิตอยู่กับความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ดีกว่านะ" จวินเซียวเหยียนเตือนด้วยความหวังดี

เขาหวังดีจริงๆ มิใช่การประชดประชัน

แม้ฉู่เซียวจะผ่านการถูกเล่นงานมาอย่างหนักหน่วงจนสภาพจิตใจแข็งแกร่งขึ้นมากแล้วก็ตาม

ทว่าความเป็นจริงอันเย็นชาย่อมมอบการโจมตีอันหนักหน่วงให้แก่ฉู่เซียวอีกคราอย่างแน่นอน

และจวินเซียวเหยียนก็ยังไม่เตรียมจะเก็บเกี่ยวฉู่เซียวในตอนนี้

คัมภีร์กาลเวลาของเขายังรวบรวมได้ไม่ครบถ้วนเลย

อีกทั้งกระบี่ราชันมนุษย์ก็ยังต้องการการหล่อเลี้ยงจากฉู่เซียวด้วย

"พูดไปก็ไร้ประโยชน์ มาพิสูจน์ฝีมือกันดีกว่า!"

ฉู่เซียวลงมือโดยตรง ร่างกายปะทุประกายแสงสีทองเจิดจรัส

นั่นคือพลังแห่งสายเลือดเซวียนหยวนที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา

มังกรขนาดยักษ์ตัวหนึ่งสั่นสะเทือนพุ่งออกมาพร้อมกับหมัดของฉู่เซียว พกพาพลังอันยิ่งใหญ่และบารมีอันน่าเกรงขามดั่งมวลมนุษย์ประดุจมังกร!

นี่คือยอดวิชาแห่งตำหนักราชันมนุษย์ เพลงหมัดมนุษย์มังกรนั่นเอง!

ฉู่เซียวชกออกไปหนึ่งหมัดราวกับสรรพสัตว์ในฟ้าดินต่างชกออกไปพร้อมกับเขา

พลังหมัดฉีกกระชากความว่างเปล่าในพริบตา พุ่งตรงเข้าหาจวินเซียวเหยียน

ทว่า

ขณะที่พลังหมัดของฉู่เซียวเคลื่อนเข้าใกล้จวินเซียวเหยียน

ฉับพลันนั้นเอง

วงแหวนเทพล้อมรอบทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ ก็ปรากฏขึ้น

นี่คือวงแหวนเทพภูมิคุ้มกันเวท!

หมัดของฉู่เซียวปะทะเข้ากับวงแหวนนั้น พลันรู้สึกราวกับจมลงในบึงโคลน

พลังอันแข็งกร้าวนั้นถูกบั่นทอนและกัดกร่อนทีละชั้นจนแทบมลายหายไปสิ้น

"มีแค่นี้หรือ?"

น้ำเสียงของจวินเซียวเหยียนแฝงแววหยอกล้อ

ราวกับมิได้กำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งอันใด แต่กำลังทอดทอนมองตัวตลกแสดงปาหี่อยู่บนเวที

"อย่าได้กำเริบเสิบสานนัก!"

ฉู่เซียวเร่งเร้าพลังอันมหาศาลภายในร่าง พลังเวทอันกว้างใหญ่ราวกับไร้ขีดจำกัดปะทุทะลักออกมาจากภายในร่างกายของเขา

นี่คือความแข็งแกร่งของสายเลือดเซวียนหยวนที่มีพลังเวทมหาศาลยิ่งนัก

ทว่า

จวินเซียวเหยียนนั้นคือผู้ครอบครองกายาครรภ์มารดาเต๋าสิทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ พลังเวทของเขาก็เรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัดเช่นเดียวกัน

และในยามนั้นเอง

อีกด้านหนึ่งตงฟางฮ่าวก็ลงมืออย่างกะทันหัน หมายจะสะกดข่มจวินเซียวเหยียน

"บัญชีระหว่างเรายังสะสางไม่จบ!"

หลีเซียนเหยาเห็นดังนั้นจึงลงมือเช่นกัน

มือเรียวงามกุมกระบี่ยาวสีทองอมเขียว ปลายกระบี่พ่นปราณกระบี่สีเขียวมรกตเจิดจรัสกรีดร้องฉีกกระชากความว่างเปล่า

นั่นคือกระบี่โบราณยู่ฮว่าชิงจินที่จวินเซียวเหยียนมอบให้นางนั่นเอง

แม้จะปราศจากมังกรแห่งโชคชะตา

แต่กระบี่โบราณยู่ฮว่าชิงจินเล่มนี้ก็ถูกตีขึ้นรูปจากทองคำเซียนโดยเนื้อแท้อยู่แล้ว ถือเป็นยอดศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากยิ่ง

แววตาของตงฟางฮ่าวดำมืดลง

หากหลีเซียนเหยาไม่เข้าแทรกแซง

เขากับฉู่เซียวสองคนงัดเอาไพ่ตายทั้งหมดออกมา บางทีอาจสะกดข่มจวินเซียวเหยียนลงได้จริงๆ

แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่เขาคิดไปเองเท่านั้น

ทว่ายามนี้มีหลีเซียนเหยาเข้ามาสอดแทรก

ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ตงฟางฮ่าวคงหมดสิทธิ์ปลีกตัวไปจัดการกับจวินเซียวเหยียนแล้ว

ส่วนการพึ่งพาฉู่เซียวเพียงคนเดียว...

ตูม!

อีกด้านหนึ่งศึกระหว่างฉู่เซียวและจวินเซียวเหยียนก็เปิดฉากขึ้น

เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูคู่แค้น ดวงตาของฉู่เซียวก็แดงฉานเป็นพิเศษ

ทว่าจวินเซียวเหยียนกลับมิได้เป็นเช่นนั้น

เขาไม่มีความอาฆาตมาดร้ายหรือความโกรธแค้นใดๆ ต่อฉู่เซียวแม้แต่น้อย

ลองถามดูเถิดว่ามีชาวนาคนใดบ้างที่จะเกลียดชังต้นหอมที่ตนเองฟูมฟักมากับมือ?

กระทั่งยามนี้จวินเซียวเหยียนมองดูฉู่เซียวก็ยังมีความรู้สึกราวกับบิดาเฒ่ากำลังมองดูบุตรชายเสียด้วยซ้ำ

อยากจะทดสอบดูเสียหน่อยว่าบุตรชายผู้นี้เติบโตขึ้นไปถึงขั้นใดแล้ว

เมื่อเห็นสีหน้าอันเรียบเฉยดุจเมฆาลอยลมพัดของจวินเซียวเหยียน

แววตาของฉู่เซียวก็มืดครึ้มลง

เขาคิดเพียงว่าจวินเซียวเหยียนกำลังดูถูกและเหยียดหยามเขา

หากฉู่เซียวล่วงรู้ความคิดของจวินเซียวเหยียน เขาคงต้องหงุดหงิดจนแทบกระอักเลือดออกมาอย่างแน่นอน

เขากระทั่งไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นศัตรูของจวินเซียวเหยียนด้วยซ้ำ!

"ข้าไม่เชื่อหรอก!"

แววตาของฉู่เซียวแข็งกร้าว

เขาไม่เชื่อว่าตนเองจะไม่อาจเจาะทะลวงพลังป้องกันของจวินเซียวเหยียนได้

ตูม!

วินาทีต่อมาปราณกระบี่สีทองสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากร่างของฉู่เซียว พกพาความคมกริบที่สามารถตัดฟ้าผ่าปฐพีออกมา

นั่นคือปราณกระบี่ราชันมนุษย์!

ด้วยความแข็งแกร่งของฉู่เซียวในยามนี้ เขายังคงไม่สามารถควบคุมพลังของกระบี่ราชันมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์

ดังนั้นจึงทำได้เพียงลดระดับลงมา ควบแน่นปราณกระบี่ภายในกระบี่ราชันมนุษย์ออกมาเพื่อใช้เป็นกระบวนท่าไม้ตายของตนเอง

"มีปัญญาแค่นี้เองหรือ?" จวินเซียวเหยียนกล่าว

ทว่าสิ้นคำกล่าวของเขา

ในเวลาเดียวกันนั้นฉู่เซียวก็เรียกน้ำเต้าเฉียนคุนออกมาโดยตรง

จากนั้นแสงสีทองสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากภายใน

พกพาพลังแห่งกาลเวลาอันเลือนราง

และเมื่อแสงสีทองสายนี้ตกกระทบลงบนร่างของจวินเซียวเหยียน

ก็ทำให้รอบกายของเขาถูกพันธนาการด้วยกฎเกณฑ์บางอย่าง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 2240 - ศึกสี่คน ความรู้สึกของบิดาเฒ่าที่มองดูบุตรชาย

คัดลอกลิงก์แล้ว