- หน้าแรก
- เรื่องล้างแค้นขอให้บอก แต่ค่าจ้างต้องจ่ายนะ
- บทที่ 7 - ชี้ทางให้
บทที่ 7 - ชี้ทางให้
บทที่ 7 - ชี้ทางให้
รู้ทั้งรู้ว่าคืนนี้ต้องมีเรื่องต้องมีคนตาย
จวี้เซ่าซางอยากดูว่าฟางสวี่จะจัดการอย่างไร เขาอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะสร้างความประหลาดใจให้เขาได้อีกมากแค่ไหน
ให้ชาวโลกเห็นข้าประดุจเห็นท้องฟ้าสีคราม คือความคาดหวังที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อกรมกงล้อทัณฑ์
สีของท้องฟ้ามิใช่สีครามหากแต่เป็นสีเลือดของคนหนุ่ม นี่คือคำพูดของท่านผู้บัญชาการ
ดังนั้นหน่อเนื้อชั้นดีอย่างฟางสวี่ จวี้เซ่าซางจึงต้องรั้งตัวไว้ในกรมกงล้อทัณฑ์ให้จงได้
ฟางสวี่คิดจะไปแก้แค้นหลังจากแก้ปัญหาให้พี่ใหญ่หลี่จือหรูเสร็จสิ้น จวี้เซ่าซางไม่อาจขัดขวางได้
แต่การไปแก้แค้นก็เท่ากับไปรนหาที่ตาย จวี้เซ่าซางย่อมไม่ยอมเด็ดขาด
การทดสอบความสามารถของฟางสวี่ ไม่เพียงแต่เป็นการคัดเลือกคนเข้ากรมกงล้อทัณฑ์เท่านั้น จวี้เซ่าซางยังอยากเห็นด้วยว่าเด็กหนุ่มที่คิดจะไปแก้แค้นผู้นี้มีความสามารถพอที่จะล้างแค้นได้หรือไม่
"หากพวกมันซ่อนตัวไม่ได้แล้ว ทางเลือกสุดท้ายคืออะไร"
จวี้เซ่าซางเอ่ยถามฟางสวี่
ฟางสวี่หันไปมองเขา "พวกมันจะมีทางเลือกอะไรได้"
จวี้เซ่าซางอึ้งไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่าความโอหังของเจ้านี่มันช่างน่า ... หมั่นเขี้ยวเสียจริง
แต่สถานการณ์ตรงหน้าสลับซับซ้อน จะเอาแต่โอหังอย่างเดียวคงไม่ได้
เขาจึงเตือนฟางสวี่ "สุนัขจนตรอกย่อมแว้งกัด แมวขู่ย่อมพองขน กระต่ายตื่นตูมย่อม ... "
ฟางสวี่สวนกลับ "ไม่อนุญาต"
จวี้เซ่าซางอึ้งไปอีกรอบ "ศัตรูของเจ้ากำลังจะโต้กลับ ถ้าพวกมันไม่สู้ก็ต้องตาย เจ้าจะเอาแต่พูดว่าไม่อนุญาตรงั้นรึ"
ฟางสวี่มีความคิดเป็นของตัวเอง "ข้าถามท่านว่ากรมกงล้อทัณฑ์คืออะไร ท่านบอกว่าต้องทำให้ชาวโลกเห็นข้าประดุจเห็นท้องฟ้าสีคราม นั่นมันคือปณิธานไม่ใช่การกระทำ ปณิธานน่ะป่าวประกาศให้คนทั้งใต้หล้าฟังก็เป็นได้แค่คำขวัญสวยหรูเท่านั้นแหละ"
นอกจากคนที่ตะโกนคำขวัญแล้ว ใต้หล้านี้มีสักกี่คนกันที่จะตื่นเต้นไปกับคำขวัญ สิ่งที่จะทำให้คนทั้งใต้หล้าตื่นตะลึงได้มีการกระทำเท่านั้น
ฟางสวี่บอกกับจวี้เซ่าซางว่า คนในหมู่บ้านของพวกเรามีวิธีจัดการในแบบของตัวเอง
เพื่อนบ้านรุกล้ำที่ดินข้าวันนี้พรุ่งนี้ก็ยังจะมาอีก ข้าต้องไปยืนตะโกนคำขวัญใส่เขางั้นรึ
เพื่อนบ้านสาดน้ำคลำหน้าบ้านข้าทุกวัน ข้าต้องไปยืนตะโกนคำขวัญใส่เขางั้นรึ
คำขวัญน่ะมีได้แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก ทุกอย่างต้องมีลำดับก่อนหลัง
ต้องลงมือทำก่อนแล้วค่อยตะโกนคำขวัญ
คำขวัญของผู้แพ้ต่อให้ตะโกนจนสุดเสียงก็ไม่มีใครสนใจ แต่คำขวัญของผู้ชนะต่อให้กระซิบแผ่วเบาก็ดังกึกก้องไปถึงกระดูก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมทั้งปวง ใช้แค่คำสามคำก็พอแล้ว
ไม่อนุญาต
จวี้เซ่าซางแย้งว่านั่นมันเรื่องเล็กน้อย ตอนนี้พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย
ฟางสวี่หัวเราะร่วน "ขอยืมคำสบถติดปากของท่านมาใช้หน่อยนะ"
จวี้เซ่าซาง "หา"
ฟางสวี่ "เรื่องเล็กน้อยข้ายังแม่งไม่อนุญาตเลย แล้วเรื่องความเป็นความตายข้าจะยอมรึ"
เขาก้าวเดินไปข้างหน้า "หากข้าได้เป็นหัวหน้ากรมกงล้อทัณฑ์ของพวกท่าน ข้าจะสลักคำว่าไม่อนุญาตตัวเบ้อเริ่มไว้บนกำแพงบังตาหน้าประตูเลย ใครเดินเข้ามาจะได้เห็นเป็นสิ่งแรก"
คนชั่วคิดจะทำชั่วรึ ไม่อนุญาต
คนชั่วคิดจะเอาชีวิตรอดรึ ไม่อนุญาต
หากต้องการทำลายความอยุติธรรมในใต้หล้า จงใช้คำว่าไม่อนุญาต
"เดี๋ยวข้าจะให้ท่านดูวิธีจัดการแบบคนในหมู่บ้านข้า"
เด็กหนุ่มเดินตรงดิ่งเข้าไปหาพวกของจางวั่งซงทันที
จางวั่งซงผู้เฒ่าเจ้าเล่ห์พอเห็นฟางสวี่เดินเข้ามา ใบหน้าก็ยังคงปั้นรอยยิ้มต่ำต้อยประจบประแจงไว้เช่นเดิม
นี่คือไม้ตายของเขา ชาวเมืองจัวจวิ้นมองว่าเขาเป็นขุนนางที่ดีก็เพราะรอยยิ้มการค้านี้แหละ
"ใต้เท้าผู้แทนพระองค์มีสิ่งใดสั่งการหรือขอรับ"
จางวั่งซงเอ่ยถามอย่างสุภาพนอบน้อมสุดขีด
เมื่อครู่นี้ฟางสวี่เพิ่งรีดไถเงินไปจากมือเขา พอเขาอ้างชื่อท่านอาจารย์ผู้เป็นรองเสนาบดีกรมมหาดไทย ฟางสวี่ก็ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านเลยสักนิด
เรื่องนี้ทำให้เขาเกิดความหวาดระแวง เด็กหนุ่มที่ดูสุขุมเยือกเย็นถึงเพียงนี้คงไม่ใช่พวกไร้หัวนอนปลายเท้าแน่
"ข้าจะมาปรับความเข้าใจกับเจ้าเสียหน่อย"
ฟางสวี่ลากเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าจางวั่งซง แล้วกวักมือเรียก "พวกเจ้าก็นั่งยองๆ คุยกันสิ"
เขานั่งเก้าอี้แต่สั่งให้พวกขุนนางนั่งยองๆ คุยกับเขา
จางวั่งซงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ยอมฉีกยิ้มนั่งยองๆ ลงไปจริงๆ
ฟางสวี่กล่าว "ลองคิดดูนะ ข้าอยากจะเล่นงานเจ้าให้ตาย เจ้าเองก็อยากจะเล่นงานข้าให้ตายเหมือนกัน ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าข้าลองมองในมุมของเจ้า หากต้องการพลิกสถานการณ์ก็มีแค่สองวิธีเท่านั้นที่ทำได้"
จางวั่งซงโต้กลับ "ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไร ข้าน้อยให้ความร่วมมือในการสืบสวนมาโดยตลอด ไม่เคยคิดต่อต้านเลยสักนิด ข้าน้อยย่อมไม่มีทาง ... "
ยังพูดไม่ทันจบฟางสวี่ก็ขัดจังหวะทันที
ขัดจังหวะแบบของจริงเสียด้วย เขาถอดรองเท้าออกแล้วเอาพื้นรองเท้าตบปากจางวั่งซงอย่างจัง
เด็กหนุ่มผู้ไร้เหตุผลทำตัวราวกับคนเถื่อนที่บุกรุกเข้ามาในสังคมศิวิไลซ์ที่มีการแบ่งชนชั้นอย่างเข้มงวด
เขาไม่สนเรื่องชนชั้น เขาแคร์แค่ว่าตัวเองจะสบายใจหรือไม่ก็เท่านั้น
การกระทำของฟางสวี่สร้างความโกรธแค้นให้ผู้คนไม่น้อย
แต่ฟางสวี่ก็หาได้ใส่ใจไม่
แม้แต่จางวั่งซงที่เก่งกาจเรื่องการปั้นหน้ายิ้ม ในวินาทีที่ถูกรองเท้าตบปาก แววตาของเขาก็ฉายแววอำมหิตออกมาให้เห็น
"พอนึกออกหรือยัง"
จู่ๆ ฟางสวี่ก็เอ่ยถามขึ้นมา
นึกออก นึกเรื่องอะไรออกล่ะ
จางวั่งซงกำลังจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการมณฑลขั้นสี่ปรกติอยู่แล้ว ใครหน้าไหนจะกล้าตบหน้าเขาบ้าง
"เมื่อสามปีก่อนตอนที่เจ้าเพิ่งมารับตำแหน่งผู้ว่าการเมืองจัวจวิ้นใหม่ๆ"
ฟางสวี่มีสีหน้าเรียบเฉย
"เจ้าเดินทางไปตรวจราชการที่อำเภอเหวยอัน บังคับให้ราษฎรทั้งเมืองมาฟังเจ้าโอ้อวด ตอนนั้นเจ้าบอกว่าอำเภอเหวยอันเคยเกิดคดีเลวร้ายสะเทือนขวัญ นายอำเภอเหวยอันก็ถือเป็นขุนนางที่มีความผิด ส่วนราษฎรก็คือพวกคนบาป"
"เจ้ายังบอกอีกว่า ชาวอำเภอเหวยอันสมควรต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก คนมีบาปก็ต้องชดใช้บาป ต้องยอมทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสเท่านั้นถึงจะชำระล้างความผิดได้"
เด็กหนุ่มโน้มตัวลงไปจ้องมองดวงตาของจางวั่งซง
"ปีนั้นข้าอายุสิบสี่ ข้าลุกขึ้นแย้งว่าใต้เท้าผู้ว่าการพูดไม่ถูก ชาวอำเภอเหวยอันไม่ได้ทำผิดอะไร คนที่ทำผิดคือชาวเมืองจัวจวิ้นต่างหาก"
"เจ้าสั่งให้คนตบปากข้า เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นถึงผู้ว่าการเมือง ส่วนข้าเป็นแค่ราษฎรตาดำๆ กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเหลวไหลต่อหน้าเจ้า พี่ใหญ่หลี่จือหรูรู้ดีว่าข้าเป็นคนอย่างไร เขาจึงรีบเข้ามาห้ามและตบหน้าข้าไปหนึ่งฉาด"
"เจ้าบอกว่าตบแค่ฉาดเดียวจะไปพออะไร พี่ใหญ่ของข้าจึงจำใจต้องตบข้าต่อไปเรื่อยๆ"
"ข้าไม่เคยโกรธแค้นพี่ใหญ่ที่ดูเหมือนจะขี้ขลาด เพราะข้ารู้ดีว่าหากเขาไม่ลงมือตบข้า คนของเจ้าก็จะเข้ามาตบข้าแทน ข้าย่อมต้องสู้ตายและเจ้าก็คงจะสั่งให้คนรุมตีข้าจนตายแน่"
ฟางสวี่เอ่ยถาม "ตอนนี้พอนึกออกหรือยัง"
จางวั่งซงหัวเราะเจื่อนๆ "ใต้เท้าพูดมาเช่นนี้ข้าน้อยก็พอนึกออกบ้างแล้วขอรับ ตอนนั้นข้าน้อยทำผิดไปจริงๆ ข้าน้อยไม่ทราบเรื่องราว ... "
ฟางสวี่ขัดจังหวะเขาอีกครั้ง
ฟางสวี่เอ่ยต่อ "ยังมีคำพูดของเจ้าอีกประโยคหนึ่งที่ข้าจำฝังใจ"
ตอนนั้นจางวั่งซงกล่าวไว้ว่า ... ข้าเป็นถึงผู้ว่าการเมืองระดับนี้ ปล่อยให้ราษฎรชั้นต่ำอย่างเจ้ามากำเริบเสิบสานต่อหน้าข้าได้ แล้วข้าจะเป็นขุนนางไปทำไม
พื้นรองเท้าของฟางสวี่ตบลงบนปากของจางวั่งซงซ้ำอีกครั้ง
จางวั่งซงรีบร้องขอความเมตตา "ใต้เท้าโปรดอย่าตีอีกเลยขอรับ ข้าน้อยรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ขอใต้เท้าโปรดระงับโทสะและอภัยให้ข้าน้อยด้วยเถิด"
ฟางสวี่พูดเสียงเรียบ "ตอนนั้นเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า พอข้าโดนตีเจ้าก็สั่งให้ข้าทนเอาไว้ มาตอนนี้ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า เจ้าก็ยังจะให้ข้าทนเอาไว้อีก ถ้างั้นข้าจะเก่งขึ้นไปทำไมวะ"
ไม่รู้ว่าโดนฟาดไปกี่ครั้ง ใบหน้าของจางวั่งซงก็บวมปูดจนเลือดซิบ
ยิ่งฟางสวี่ไม่แยแสต่อฐานะของจางวั่งซง ไม่แยแสต่อท่านอาจารย์ผู้เป็นถึงขุนนางขั้นสามของเขามากเท่าไหร่
ทุกคนก็ยิ่งปักใจเชื่อว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ฟางสวี่สวมรองเท้ากลับเข้าที่
"เหนื่อยแล้ว พักเดี๋ยวค่อยตีต่อ"
เขากลับมาทำหน้าจริงจัง "เมื่อครู่คือความแค้นส่วนตัว คราวนี้มาคุยเรื่องงานกันต่อ"
เด็กหนุ่มยังอุตส่าห์วิเคราะห์สถานการณ์ให้จางวั่งซงฟังอย่างมีเหตุผลต่อหน้าต่อตาเขาเลยด้วยซ้ำ
"ก่อนจะมาที่นี่ข้าแวะขึ้นไปบนเขาชิงซานมา เดิมทีตั้งใจจะไปสั่งสอนพวกโจรป่าเสียหน่อย จะสั่งสอนก็ต้องมีการสอบสวน พอสอบสวนไปสอบสวนมาเรื่องที่ได้ยินก็ทำเอาข้าตกใจแทบแย่"
"เจ้าเก่งมากเลยนะที่ทำให้พวกโจรป่าเชื่อสนิทใจว่าพวกมันกำลังทำงานให้พี่ใหญ่หลี่จือหรูของข้า เพราะคนที่ไปว่าจ้างพวกมันก็บอกพวกมันแบบนั้นนี่นา"
ฟางสวี่เล่าต่อ "ข้าเลยลงมือฆ่าพวกมันทั้งยี่สิบสามคน ฆ่าไปถามไปทีละคน พอถึงคนสุดท้ายมันก็ยังยืนยันว่าคนที่จ้างพวกมันให้ทำเรื่องเลวทรามคือพี่ใหญ่ของข้าอยู่ดี"
ฟางสวี่สรุปเรื่องราวทั้งหมด
เมื่อเดือนกว่าที่ผ่านมามีโจรป่ากลุ่มหนึ่งไปซ่องสุมกำลังบนเขาชิงซาน เวลาช่างประจวบเหมาะเสียนี่กระไร
ประจวบเหมาะกับตอนที่ทางมณฑลได้รับหนังสือแจ้งจากกรมมหาดไทยว่า จางวั่งซงกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการมณฑล และหลี่จือหรูจะมารับตำแหน่งผู้ว่าการเมืองแทน
โจรป่าบนเขาชิงซานไม่ได้แค่ปล้นสะดม ไม่ได้แค่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่พวกมันยังฉุดคร่าหญิงสาวไปจำนวนมาก และหญิงสาวเหล่านั้นล้วนหายสาบสูญ
ฟางสวี่กล่าว "ข้าไม่รู้ว่าเป้าหมายของเจ้าคืออะไร แต่ข้ารู้ว่าคดีหญิงสาวหายตัวไปต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าแน่"
จางวั่งซงเพิ่งจะอ้าปาก ฟางสวี่ก็ทำท่าจะถอดรองเท้าอีกรอบ
จางวั่งซงรีบหุบปากฉับทันที
ฟางสวี่พูดต่อ "เจ้าทำเรื่องเลวทรามแล้วต้องการให้พี่ใหญ่หลี่จือหรูมาเป็นแพะรับบาป ดังนั้นเจ้าต้องทิ้งหลักฐานมัดตัวเขาไว้อย่างแน่นอน"
เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "หลักฐานชิ้นแรก เจ้าจับชาวบ้านที่ต้องการจะมาร้องทุกข์ไปขังไว้ และเจ้าก็ต้องมีวิธีทำให้ชาวบ้านพวกนั้นเชื่อว่า คนที่จับพวกเขาก็คือหลี่จือหรูที่ยังเดินทางมาไม่ถึงเมืองจัวจวิ้นนั่นเอง"
สีหน้าของจางวั่งซงเปลี่ยนไปจริงๆ แม้ใบหน้าจะแดงและบวมปูดแต่ก็ยังพอมองออกว่าสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปแล้ว
ฟางสวี่เอ่ย "ไม่ปลอมแปลงเอกสารของพี่ใหญ่ ก็คงใช้วิธีปลอมแปลงอย่างอื่น ลูกไม้พรรค์นี้เจ้าคงมีอยู่แล้ว"
พูดถึงตรงนี้ฟางสวี่ก็หันไปมองชุยเจาเจิ้งหัวหน้ามือปราบที่ทำตัวประหนึ่งสุนัขรับใช้
"ตอนนี้เจ้าจงคัดเลือกชาวเมืองจัวจวิ้นมาสามร้อยคน ไม่เอาคนของทางการนะ เอาแค่ชาวบ้านธรรมดา แล้วพาพวกเขาไปดูที่คุกสิว่าชาวบ้านที่มาร้องทุกข์ถูกขังอยู่ที่นั่นหรือไม่ จากนั้นก็พาตัวพวกเขามาที่นี่"
ชุยเจาเจิ้งอึกอัก "ข้าต้องฟังคำสั่งท่านผู้ว่าการจาง ... "
พอเห็นฟางสวี่ทำท่าจะถอดรองเท้าอีก แถมหันไปมองสภาพใบหน้าของจางวั่งซง
ชุยเจาเจิ้งก็รีบทำเสียงสะอึกสะอื้นบอกจางวั่งซง "ใต้เท้าจาง ข้าน้อยไม่อาจขัดขืนได้ ที่ข้าน้อยยอมไปตอนนี้ก็เพื่อไปหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ใต้เท้านะขอรับ!"
เขารีบลุกพรวดแล้ววิ่งนำหน้าชาวบ้านหลายร้อยคนมุ่งหน้าไปยังคุกประจำเมืองทันที
ฟางสวี่เผยหลักฐานชิ้นที่สอง
"หากเจ้าต้องการให้พี่ใหญ่รับผิดชอบคดีนี้แต่เพียงผู้เดียว เจ้าก็ต้องเตรียมหลักฐานที่แน่นหนากว่านี้ หากหญิงสาวพวกนั้นถูกหลอกไปขาย เจ้าก็ต้องทิ้งไว้สักสองสามคนเพื่อใช้ใส่ร้ายพี่ใหญ่"
"แต่ถ้ามีคนตาย เจ้าก็ต้องทิ้งศพไว้เพื่อยัดเยียดความผิดให้พี่ใหญ่อยู่ดี"
ฟางสวี่อธิบาย "แล้วเจ้าก็ต้องทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครหาคนเหล่านั้นหรือศพพวกนั้นพบก่อนเวลาอันควร เมื่อคิดไปคิดมา สถานที่ซ่อนตัวในเมืองจัวจวิ้นก็คงมีอยู่แค่ที่เดียว"
เขาหันไปมองปี้จิ้นจงนายกองคุมทหาร "เมื่อกี้เจ้าเกณฑ์ทหารมาคุมฝูงชนกันหมดแล้ว ตอนนี้ในค่ายคงว่างเปล่าแล้วสินะ"
สีหน้าของปี้จิ้นจงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ฟางสวี่ตะโกนเรียกจวี้เซ่าซาง "ท่านบอกว่าจะคอยเก็บกวาดให้ ถึงตาที่ท่านต้องออกโรงแล้วล่ะ ถ้าท่านมีลูกน้องแอบซุ่มอยู่ละก็ ให้พวกเขาไปค้นที่ค่ายทหารดู รับรองว่าต้องเจอแน่"
จวี้เซ่าซางแม่งโคตรรักเจ้าเด็กคนนี้เลยให้ตายสิ
เขายิ้มรับ "ตั้งแต่เจ้าอ้าปากสั่งก็มีคนไปค้นหาตั้งนานแล้วล่ะ"
ฟางสวี่ยกนิ้วโป้งให้เลย
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจางวั่งซง จ้องอยู่อย่างนั้นไม่คลาดสายตา
"เมื่อกี้เจ้านั่นบอกข้าว่า หากต้อนเจ้าจนมุม เจ้าย่อมเหลือทางออกเพียงทางเดียว นั่นคือสร้างสถานการณ์จลาจล ฆ่าผู้แทนพระองค์ แล้วป้ายความผิดให้ชาวบ้าน ยังไงเสียในราชสำนักก็มีคนคอยหนุนหลังเจ้าอยู่แล้ว"
จู่ๆ ฟางสวี่ก็ยื่นมือออกไปบีบคอจางวั่งซงแล้วกดหัวลงมากระแทกกับเท้าตัวเอง
"กล้าเอาชื่อรองเสนาบดีกรมมหาดไทยมาขู่ข้ารึ"
การที่เด็กหนุ่มใช้เท้าเหยียบจางวั่งซง ทำให้ทุกคนยิ่งมั่นใจว่าเขาร้ายกาจของจริง ร้ายกาจชนิดที่ว่าขุนนางขั้นสามอย่างรองเสนาบดีกรมมหาดไทยก็ทำอะไรเขาไม่ได้
เด็กหนุ่มฮึกเหิมเต็มที่ "เจ้าขู่ผิดคนแล้วล่ะ"
ถ้าเขาไม่ถามจวี้เซ่าซาง เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารองเสนาบดีกรมมหาดไทยเป็นตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน
ต่อให้รู้ เขาก็ไม่สนหรอกว่ารองเสนาบดีกรมมหาดไทยมีปัญญาทำอะไรได้บ้าง
ขู่เขางั้นรึ
ขู่ผิดคนเสียแล้ว
ฟางสวี่กล่าว "ตอนนี้เจ้าคงจนตรอกแล้วจริงๆ สินะ ก้าวต่อไปคงกะจะฆ่าปิดปากพวกเราใช่ไหม"
เด็กหนุ่มหัวเราะร่า "แค่คนของเจ้าขยับตัว ข้าก็จะบีบคอเจ้าให้ตายเป็นคนแรกเลย"
ข้าจะยอมเหลือทางรอดให้เจ้างั้นรึ
แต่เนื่องจากเขาเป็นเด็กดี เขาจึงชี้ทางสว่างให้จางวั่งซงอีกทาง
เขาชี้ไปทางจวี้เซ่าซาง "เจ้านั่นยืนอยู่คนเดียว เจ้าจะสั่งให้คนไปจับตัวเขามาขู่ข้าก็ได้นะ ถ้ากลัวว่าข้าจะไม่ยอม เจ้าก็ลองสั่งให้คนทุบตีทรมานเขาดูสิ เผื่อข้าจะใจอ่อนยอมปล่อยเจ้าเพื่อแลกกับเขาก็ได้"
ฟางสวี่ทำหน้าตื่นเต้น แววตาเปล่งประกายคล้ายกับตอนที่พูดว่าอยากจะกระโดดถีบฮ่องเต้ไม่มีผิด
เขาเอ่ยต่อ "เจ้าให้คนซ้อมจวี้เซ่าซางให้หนักๆ หน่อยนะ ข้าอยากจะทดสอบความหนักแน่นของจิตใจตัวเองดูสักหน่อย"
จวี้เซ่าซาง "แม่งเอ๊ย ... "