- หน้าแรก
- เกิดใหม่ 1984 เริ่มต้นจากเศษโลหะ
- บทที่ 243 งานเลี้ยงในยุคสมัยใหม่
บทที่ 243 งานเลี้ยงในยุคสมัยใหม่
บทที่ 243 งานเลี้ยงในยุคสมัยใหม่
ชายผู้นั้นกลับกลายเป็นหลิน เต้าหลง เถ้าแก่ใหญ่แห่งไท่ซินพาณิชย์
ฮั่ว ฉงจวินรีบลุกขึ้นต้อนรับทันที “พี่หลง ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ ท่านแวะมาหาลู่ทางรวยที่นี่เหรอเนี่ย!”
หลิน เต้าหลงกล่าวว่า “ฉันเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์เลยอยากจะแวะมาดู ไม่นึกเลยว่าที่ดินผืนนี้จะเป็นของน้องชาย”
เขาหันไปพูดกับลูกน้องสองสามคนที่ตามมาด้วย “น้องชายฮั่วของฉันคนนี้เป็นคนมีของนะ ที่ดินผืนนี้คือที่ดินผืนแรกที่ถูกนำออกประมูลแบบเปิดเผยในเซินเจิ้น คนทั่วไปอย่าว่าแต่จะประมูลเลย แค่จะเข้างานประมูลยังเข้าไม่ได้ แต่เขากลับคว้ามันมาครองได้!”
ฮั่ว ฉงจวินยิ้มถ่อมตัว “พี่หลงชมผมเกินไปแล้วครับ ผมก็แค่โชคดีนิดหน่อยที่บังเอิญได้เข้าร่วม ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสแบบนี้อีก ผมจะรีบแจ้งพี่หลงแน่นอนครับ!”
หลิน เต้าหลงกล่าวว่า “ฉันว่าแล้ว ตามน้องชายอย่างนายยังไงก็ต้องได้เงิน!”
เขาหัวเราะร่า “คราวก่อนที่พวกเราลุยกันที่เกาะฉยงก็ได้กำไรมาไม่น้อย ตอนนี้ฉันมีลู่ทางทำเงินใหม่มาเสนอ ไม่รู้ว่าน้องชายจะสนใจไหม?”
ฮั่ว ฉงจวินกล่าว “ไม่ได้เจอพี่หลงนาน พวกเราไปหาอะไรทานกันก่อนเถอะครับ เรื่องทำเงินเอาไว้คุยกันทีหลัง”
จากนั้นเขาสั่งให้เสี่ยวฟู่ปิดบริษัทชั่วคราว ทั้งคณะจึงพากันมุ่งหน้าไปยังโรงแรมวานต้าที่มีชื่อเสียงในเซินเจิ้น
โรงแรมวานต้าตั้งอยู่บริเวณอ่าวเซินเจิ้น ทางทิศเหนือคือสวนสนุกแฮปปี้วัลเลย์ (Happy Valley) ส่วนทางทิศตะวันออกคือหน้าต่างโลก (Window of the World) ทว่าในตอนนั้นสถานที่ท่องเที่ยวทั้งสองแห่งยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น มีเพียงโรงแรมวานต้าตั้งตระหง่านอยู่
ทันทีที่พวกฮั่ว ฉงจวินลงจากรถ พวกเขาเห็นชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์และรางรถไฟเหาะที่ทอดยาวตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล นักท่องเที่ยวจากใกล้และไกลต่างพากันมาเที่ยวเล่นที่นี่ ช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้กับโรงแรม
ในห้องรับรอง ฮั่ว ฉงจวินและหลิน เต้าหลงชนแก้วกันไม่ขาดสาย พูดคุยถึงเรื่องขบขันในอดีตและประสบการณ์ที่พบเจอมา เมื่อเริ่มกรึ่มได้ที่ หลิน เต้าหลงจึงเริ่มเปิดประเด็น “น้องชาย เมื่อก่อนนายเป็นคนพาพี่คนนี้ไปรวย คราวนี้พี่จะขอมอบโอกาสรวยคืนให้นายบ้าง”
ฮั่ว ฉงจวินกล่าว “พี่หลงว่ามาเลยครับ!”
หลิน เต้าหลงเล่าว่า “ในเซินเจิ้นฉันก็ได้รู้จักกับคนดังอยู่บ้าง นายเคยได้ยินชื่อหวัง สือไหม อี้เคออสังหาริมทรัพย์ของเขากำลังต้องการระดมทุน!”
ฮั่ว ฉงจวินประหลาดใจมาก เขาไม่นึกเลยว่าหลิน เต้าหลงจะรู้จักกับหวัง สือ
หากพูดถึงหวัง สือ เขาคือบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการอสังหาริมทรัพย์ ทว่า ‘เงินล้านแรก’ ของเขากลับไม่ได้มาจากอสังหาฯ แต่มาจากการขนส่งข้าวโพด
ในตอนนั้น บริษัทอาหารสัตว์แห่งหนึ่งตระเวนรับซื้อวัตถุดิบจากทั่วโลก ส่วนในประเทศจะขนส่งจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในช่วงปี 80 เนื่องจากปัญหาบางประการ การขนส่งทางรถไฟและรัฐวิสาหกิจต่างเริ่มประสบภาวะขาดทุนอย่างประหลาดจนเส้นทางขนส่งต้องหยุดชะงักไป
เมื่อหวัง สือได้ติดต่อกับบริษัทอาหารสัตว์แห่งนี้และทราบว่าพวกเขาไม่สามารถขนส่งวัตถุดิบมาได้ เขาจึงตบอกรับรองทันทีว่าเขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ แถมยังยื่นเงื่อนไขว่าจะขนส่งของให้ก่อนแล้วค่อยเก็บเงินทีหลัง
ต้องเข้าใจว่าข้าวโพดเหล่านั้นไม่ใช่แค่ตันสองตัน แต่มันคือหลายแสนตัน หากไม่มีขบวนรถไฟหลายขบวนย่อมไม่มีทางทำได้สำเร็จ
แน่นอนว่าบริษัทอาหารสัตว์ย่อมตกลง ถ้าส่งได้ก็ดีที่สุด ถ้าส่งไม่ได้พวกเขาก็ไม่มีอะไรเสีย จึงได้เซ็นสัญญากับหวัง สือทันที
หวัง สือรีบไปหาพ่อของเขาซึ่งเคยเป็นผู้นำในกรมรถไฟท้องถิ่น เพื่อเริ่มเดินเส้นสายความสัมพันธ์
ในช่วงปี 80 และ 90 มีคำกล่าวที่ฮิตมากว่า ‘มีอำนาจไม่ใช้ พอหมดอายุจะเสียใจ’ พ่อของหวัง สือต่อให้จะเก่งแค่ไหนแต่ก็เกษียณไปแล้ว เส้นสายที่รู้จักน่ะมีเยอะ แต่คนที่ยอมลงมือช่วยจริง ๆ กลับไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว
แต่หวัง สือยังมีไม้ตายสุดท้าย พ่อตาของเขาคือเบอร์สองของมณฑลใหญ่ เพียงแค่คำพูดประโยคเดียว คนในกรมรถไฟต่างก็กุลีกุจอเข้ามาประจบสอพลอ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หวัง สือได้เงินล้านแรกมาถึงสามล้านหยวน
หลังจากได้เงินสามล้านหยวนมา หวัง สือยังไม่ได้เริ่มทำอสังหาฯ ในตอนนั้นยังเป็นปี 1984 ทั่วทั้งเซินเจิ้นยังไม่มีแม้แต่การประมูลภายในด้วยซ้ำ แต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์กำลังฮิตระเบิด เขาจึงโดดไปทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และทำเงินได้มหาศาล
ทว่าโชคดีมักมาไม่บ่อย เพียงหนึ่งปีให้หลังคือปี 1985 รัฐบาลเริ่มควบคุมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างเข้มงวด ทำให้ราคาร่วงกราว ในตอนนั้นหวัง สือยังมีเครื่องเล่นวิดีโอค้างสต็อกอยู่กว่าสองหมื่นเครื่อง
เพื่อไม่ให้ตัวเองขาดทุน หวัง สือจึงนึกวิธีหนึ่งออก นั่นคือการปั่นกระแสผ่านโฆษณา
เขาลงโฆษณาเครื่องเล่นวิดีโอในหนังสือพิมพ์เป็นจำนวนมาก สร้างภาพลวงตาว่าสินค้ากำลังเป็นที่ต้องการอย่างหนัก จากนั้นเขาก็ปล่อยข่าวในวงการธุรกิจว่าเขามีเครื่องเล่นวิดีโอเหลืออยู่อีกสองหมื่นกว่าเครื่อง ทันใดนั้นบรรดาซัพพลายเออร์ต่างก็แห่กันมาจนหัวกระไดบริษัทไม่แห้ง เพียงเพื่อจะขอซื้อเครื่องเล่นวิดีโอไปทำกำไรต่อ
หวัง สืออาศัยจังหวะนี้เทขายเครื่องเล่นวิดีโอทั้งหมดในราคาที่ต่ำกว่าท้องถิ่นเล็กน้อย ทำให้เขารอดพ้นวิกฤตขาดทุนและยังฟันกำไรไปได้ก้อนโต
ในช่วงเวลานั้นเอง เขาได้เห็นข่าวการประมูลที่ดินผืนแรกทางโทรทัศน์ เมื่อเห็นฮั่ว ฉงจวินตกเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชนในการคว้าที่ดินผืนนั้นมาได้ หวัง สือจึงตระหนักได้ว่า ‘ที่ดิน’ คือคลื่นลูกต่อไป
หลังจากลงพื้นที่สำรวจจริงในเขตเศรษฐกิจพิเศษและเกาะฉยง ความคิดนั้นก็ยิ่งแรงกล้าและชัดเจน เขาจึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ‘อี้เคอ’
หลิน เต้าหลงกล่าวต่อ “เมื่อเดือนที่แล้ว เขาพึ่งจะชนะการประมูลที่ดินแถวสวนสาธารณะลี่จือ แถวถนนหงกุ้ย ตอนนี้เขากำลังระดมทุนเพื่อขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้น”
ฮั่ว ฉงจวินพยักหน้า “เรื่องนี้คุยกันได้ ผมขอเจอเขาก่อนแล้วกัน”
หลิน เต้าหลงตอบรับด้วยความยินดี “ได้เลย เดี๋ยวฉันโทรหาเขาเดี๋ยวนี้!”
เขาหยิบเครื่องต้าเกอต้าขึ้นมา ยืนขึ้นแล้วเดินไปมาในห้องรับรองพร้อมตะโกนเสียงดัง “เถ้าแก่หวัง! ฉันหลิน เต้าหลงนะ ฉันติดต่อบิ๊กบอสคนหนึ่งให้เขาเป็นคนมีระดับและมีกำลังทรัพย์มากเลยล่ะ”
“พวกเราอยู่ที่โรงแรมวานต้า นายรีบมาเลยนะ มาเจอหน้ากันหน่อย!”
หลังจากวางเครื่องต้าเกอต้า หลิน เต้าหลงก็บอกว่า “น้องชาย เดี๋ยวเขาก็มา!”
พวกเขารู้สึกว่าการนั่งดื่มกันเฉย ๆ มันน่าเบื่อเกินไป หลิน เต้าหลงจึงเรียกพนักงานเสิร์ฟมา “ที่นี่มีคนมานั่งดื่มเป็นเพื่อนไหม ไปเรียกพวกที่หน้าตาดี ๆ มาสักกลุ่มซิ!”
ในยุคนั้น ธุรกิจเพื่อนดื่มมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้ดีแต่ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ จนมันกลายเป็นกฎที่รู้กันโดยนัย
พนักงานเสิร์ฟรีบไปแจ้งหัวหน้าพนักงาน ไม่นานนักหัวหน้าพนักงานก็นำกลุ่มหญิงสาวหน้าแฉล้มเดินเข้ามาในห้อง ทุกคนต่างย่อกายคำนวณตามมารยาท “สวัสดีค่ะเถ้าแก่!”
หลิน เต้าหลงหัวเราะร่า หันมาพูดกับฮั่ว ฉงจวิน “น้องชาย นายลองดูซิว่าคนไหนถูกใจ เลือกไปก่อนสักสองคน มื้อนี้พี่เลี้ยงเอง!”
ฮั่ว ฉงจวินกวาดสายตามองไป ผู้หญิงเหล่านั้นต่างแต่งหน้าจัดจ้านด้วยแป้งหนาเตอะ ดูแล้วน่าเวียนหัว ทว่าในโลกธุรกิจไม่ใช่ที่ที่จะมาแสดงตนว่าสูงส่งเกินคน เขาจึงเลือกหญิงสาวที่ดูเรียบร้อยและแต่งหน้าอ่อน ๆ มาหนึ่งคน
เขาบอกกับหลิน เต้าหลงว่า “พี่หลง ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ คนเดียวก็พอแล้วครับ พี่หลงกับพวกพี่น้องเลือกกันตามสบายเลยนะ เดี๋ยวผมเป็นคนจัดการค่าใช้จ่ายเอง”
หลิน เต้าหลงสวนกลับ “พูดอะไรอย่างนั้น หวัง สือน่ะฉันเป็นคนแนะนำ ฉันเป็นคนกลาง มื้อนี้ฉันต้องเป็นเจ้ามือ!”
จากนั้นเขาจึงเลือกมาสองคน และเลือกเผื่อหวัง สือไว้อีกสองคน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันคึกคักขึ้นทันที เสียงออดอ้อนออเซาะดังไปทั่ว หลิน เต้าหลงและพวกพ้องต่างดื่มกันอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น
หญิงสาวที่นั่งข้างฮั่ว ฉงจวินรินเหล้าให้แก้วหนึ่ง เธอจิบเองก่อนนิดหน่อยเพื่อให้รอยลิปสติกติดอยู่ที่ขอบแก้ว จากนั้นจึงยกแก้วขึ้น “เถ้าแก่คะ ฉันขอคารวะท่านหนึ่งแก้วค่ะ!” พูดจบเธอก็หมุนฝั่งที่มีรอยลิปสติกส่งไปทางฮั่ว ฉงจวิน
คนอื่น ๆ ต่างก็ดื่มกันด้วยวิธีนี้ ดื่มเหล้าพลาง ‘กิน’ รอยลิปสติกพลาง และมือไม้ก็เริ่มอยู่ไม่สุขบนร่างกายของหญิงสาวเหล่านั้น ดูชุลมุนวุ่นวายไปหมด
จบบท