- หน้าแรก
- เมื่อโลกจะถึงกาลอวสาน แต่ผมดันไล่เก็บไอเทมระดับ S อย่างเงียบๆ
- บทที่ 140 - ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่
บทที่ 140 - ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่
บทที่ 140 - ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่
บทที่ 140 - ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่
เวลาเก้าโมงสี่สิบห้านาที
หลิงสุ่ยหลิงเลขาสาวเดินเข้ามาในห้องทำงานของเจ้านาย แล้วเตือนว่า "ผู้จัดการคะ ถึงเวลาที่คุณต้องไปที่ห้องแล็บแล้วค่ะ"
เธอยังเสริมอีกประโยคว่า "ประธานบริษัทไปรอที่นั่นแล้วนะคะ"
ในขณะที่พูด เลขาสาวรู้สึกชื่นชมอยู่ในใจอย่างเหลือเกิน คนที่สามารถทำให้ประธานบริษัทไปนั่งรออยู่ก่อนได้ ก็เห็นจะมีแต่ท่านหยางคนเดียวเท่านั้นนี่แหละ
หยางฟานส่งเสียงอ้อออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะคลิกเมาส์ปิดหน้าต่างเกม แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตู
หลิงสุ่ยหลิงส่งเสียงอุทานขึ้นมา แล้วเรียกเจ้านายเอาไว้ "คุณจะออกไปสภาพนี้เลยเหรอคะ"
หยางฟานงุนงงไปวูบหนึ่ง "มีปัญหาอะไรเหรอครับ"
หลิงสุ่ยหลิงทอดถอนใจออกมา "วันนี้เป็นวันประเมินของกรมเกษตรกรรมนะคะ คุณเป็นตัวแทนของบริษัทเรา อย่างน้อยก็ต้องสนใจภาพลักษณ์ของตัวเองหน่อยสิคะ"
เธอหยิบหวีขนาดเล็กออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วรีบก้าวเดินตรงเข้ามา พร้อมกับส่งหวีมาที่ศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว
หยางฟานไม่ทันได้ตั้งตัว จึงได้แต่ยืนมองเลขาสาวช่วยหวีผมให้ตัวเองตาปริบๆ
หลิงสุ่ยหลิงตั้งใจหวีให้อย่างละเอียดลออ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "คุณควรหาเวลาไปตัดผมได้แล้วนะคะ"
หยางฟานส่งเสียงอืมตอบรับ
เขาเป็นหนุ่มโสดมาตั้งแต่เกิด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีสาวสวยมาช่วยหวีผมให้แบบนี้ ในใจจึงรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
เพียงครู่เดียวเท่านั้น
หลิงสุ่ยหลิงก็เก็บหวีลงไป แล้วดันไหล่ของเจ้านายเบาๆ "เอาละค่ะ พวกเราไปกันเถอะ"
คำว่า "พวกเรา" ที่เธอพูดออกมานั้นฟังดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
หยางฟานส่งเสียงอ้อตอบรับ แล้วจึงเดินตรงไปที่ประตู
หลิงสุ่ยหลิงถือกระเป๋าใบเล็กเดินตามหลังเขาไปอย่างว่าง่าย
พอมาถึงหน้าห้องแล็บ
ฮั่วเซี่ยงหลินประธานบริษัทเทียนซิงเกษตรกรรม ก็รีบยื่นมือทั้งสองข้างออกมาจับมือขวาของหยางฟานไว้แน่นด้วยความกระตือรือร้น "ยินดีต้อนรับท่านหัวหน้าหมอเทวดาของเราครับ!"
นับตั้งแต่หยางฟานมองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้จัดการทั่วไปมีเนื้องอกที่ตับ ฉายาหัวหน้าหมอเทวดาก็เลื่องลือไปทั่วทั้งบริษัท
ทุกครั้งที่เขาไปทานอาหารที่โรงอาหาร พ่อครัวต่างก็ให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
ฮั่วเซี่ยงหลินแกล้งถามติดตลก "รบกวนหมอเทวดาช่วยดูให้หน่อยสิครับว่า ร่างกายของผมมีปัญหาอะไรบ้างไหม"
หยางฟานเพ่งมองอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงบอกว่า "น่าจะมีนิ่วครับ แต่ปัญหาไม่ใหญ่เท่าไหร่"
ฮั่วเซี่ยงหลินแสดงสีหน้าทั้งเข้าใจและชื่นชมออกมาทันที "มิน่าล่ะ"
ช่วงนี้เวลาเขาปัสสาวะ เขามักจะรู้สึกปวดแปลบๆ อย่างชัดเจน ตอนนี้เขารู้สาเหตุแล้ว
หลิงสุ่ยหลิงเตือนขึ้นมาได้อย่างถูกจังหวะ "ท่านประธานคะ ถึงเวลาที่ผู้จัดการต้องไปคัดเลือกกล้าไม้แล้วค่ะ"
ฮั่วเซี่ยงหลินนึกขึ้นได้ "จริงด้วย จริงด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่ของบริษัท วันนี้ต้องรบกวนผู้จัดการหยางแล้วครับ"
หยางฟานยิ้มบางๆ "เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ"
ภายใต้การห้อมล้อมของผู้คนมากมาย
เขาเดินเข้าไปในห้องแล็บ แล้วหยุดยืนอยู่ข้างแปลงเพาะกล้าขนาดเล็ก
หยางฟานกวาดสายตามองเพียงไม่กี่ครั้ง จากนั้นก็ยื่นนิ้วมือออกไปชี้ตามใจชอบ "ต้นนี้ ต้นนี้ แล้วก็ต้นนี้ครับ"
นักวิจัยหลายคนรีบกรูเข้ามาช่วยกันถอนต้นกล้าที่เจ้านายเลือกเอาไว้อย่างระมัดระวัง แล้วใส่ลงในภาชนะที่จัดเตรียมไว้โดยเฉพาะ
ฮั่วเซี่ยงหลินมองด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ในฐานะประธานบริษัท เขาเคยได้ยินข่าวลือมาบ้างว่า สายตาของผู้จัดการหยางนั้นเฉียบคมมาก
อย่ามองว่าผู้จัดการหยางดูเหมือนจะชี้ไปส่งเดช แต่ทุกต้นที่เขาเลือกจะต้องเป็นต้นกล้าที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน
เมื่อก่อนเคยมีนักวิจัยที่ไม่ยอมเชื่อลองเลือกต้นกล้าที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดตามประสบการณ์มาแข่ง
แต่ผลปรากฏว่าหลังจากเพาะเลี้ยงไปได้ระยะหนึ่ง กล้าพวกนั้นกลับสู้กล้าที่ผู้จัดการหยางเลือกมาไม่ได้เลยสักนิด
นี่แหละคือความสามารถ!
เวลาบ่ายสองโมง
กรมเกษตรกรรมเมืองหลินเจียง
บริษัทเกษตรสมัยใหม่สิบสามแห่งมารวมตัวกัน เพื่อเข้าร่วมการประเมินข้าวสายพันธุ์ใหม่ในครั้งนี้
ตัวแทนของแต่ละบริษัทต่างก็มีสีหน้าท่าทางที่ดูตึงเครียดกันมาก
เพราะผลการประเมินในครั้งนี้จะส่งผลต่อแรงสนับสนุนจากทางการในอนาคต ซึ่งนั่นจะตัดสินทิศทางการพัฒนาของบริษัทได้โดยตรง
บริษัทเกษตรสมัยใหม่ที่ทำผลงานได้โดดเด่นจะได้รับทรัพยากรมากขึ้น รายได้ของทุกคนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
ในทางกลับกัน ทรัพยากรก็จะถูกปรับลดลง
ทุกบริษัทจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด
ฮั่วเซี่ยงหลินกระซิบถามเบาๆ "ผู้จัดการหยางครับ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นแล้ว ต้นกล้าของบริษัทเราเป็นยังไงบ้าง"
หยางฟานพยักหน้าเบาๆ "ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ!"
เขากวาดสายตามองต้นกล้าของบริษัทอื่นเพียงแวบเดียว ก็ตัดสินได้ทันทีว่าไม่มีที่ไหนสู้ต้นกล้าที่เขาเพาะขึ้นมาได้เลย
ครู่ต่อมา
เจ้าหน้าที่กรมเกษตรกรรมคนหนึ่งตะโกนเสียงดังขึ้นมา "เริ่มกันเลยเถอะ!"
ตัวแทนของแต่ละบริษัทต่างก็นำต้นกล้าที่เพาะขึ้นมาอย่างประณีตบรรจง ไปวางไว้ในบริเวณที่กำหนด
บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
จะมีก็เพียงหยางฟานคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าผ่อนคลาย
เจ้าหน้าที่กล่าวต่อ "ต่อไปขอเชิญคุณเหอฉงฮุ่ย นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยพลังพิเศษแห่งต้าซย่า มาดำเนินการประเมินต้นกล้าครับ"
หญิงวัยกลางคนที่ดูมีสีหน้าเคร่งขรึมสวมชุดกาวน์สีขาวคนหนึ่ง รีบก้าวเดินตรงไปยังบริเวณที่วางต้นกล้าเอาไว้
หยางฟานมองปราดเดียวก็รู้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือผู้ปลุกพลัง
ตอนที่เขาอยู่ในร่างของท่านยูหลิงและท่านเซียนอีกา เขาเห็นผู้ปลุกพลังในสมรภูมิรบมานักต่อนักแล้ว
แต่ผู้ปลุกพลังที่เป็นสายงานวิจัยแบบนี้ เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก จึงจ้องมองดูด้วยความสนใจอยู่หลายครั้ง
หลิงสุ่ยหลิงสังเกตเห็นการกระทำของเจ้านายได้ทันที
เธอโน้มริมฝีปากสีแดงสดเข้าไปใกล้ใบหูของเจ้านาย แล้วกระซิบเบาๆ "คุณเหอเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรกลางมาก่อนจะปลุกพลังได้ค่ะ เพราะงั้นเธอจึงเป็นที่ไว้วางใจของเบื้องบนมาก"
หยางฟานพยักหน้าเบาๆ
ความสามารถตรงสายงาน แถมพลังพิเศษก็ยังตรงสายงานอีก ต่อให้มองไปทั่วทั้งต้าซย่า ก็นับว่าเป็นบุคลากรที่หาได้ยากยิ่ง
ทว่า
ในตอนที่เลขาสาวพูดนั้น ลมหายใจของเธอพัดผ่านใบหูของเขา ทำให้เขารู้สึกประหลาดขึ้นมาในใจ
คุณขยับเข้ามาใกล้เกินไปหรือเปล่าเนี่ย?!
ในตอนนี้เอง
คุณเหอเริ่มดำเนินการตรวจสอบแล้ว
เธอดินเข้าไปหาต้นกล้าต้นแรก แล้วยื่นมือออกไปกุมใบพืชเอาไว้
ตรงตำแหน่งใบพืชที่เธอกุมอยู่เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาอย่างประหลาด
หลิงสุ่ยหลิงเบิกตากว้างขึ้นมาทันที พลางถามเสียงเบา "ผู้จัดการคะ นี่คือพลังพิเศษเหรอคะ น่าทึ่งมากเลย"
เลขาสาวไม่เคยมีประสบการณ์ในการติดต่อกับผู้ปลุกพลังมาก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ จึงแสดงท่าทีตื่นตกใจออกมา
หยางฟานอธิบายเสียงเบา "นี่คือความสามารถในการสื่อสารกับพืชชนิดหนึ่งครับ"
เขาแอบเสริมในใจว่า ความสามารถยังอ่อนด้อยไปหน่อย จะไปรบที่แนวหน้าคงไม่ไหว แต่ถ้าเอามาทำงานวิจัยแบบนี้ถือว่าเหมาะมากทีเดียว
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง
คุณเหอก็ดำเนินการตรวจสอบจนเสร็จสิ้น
ทว่าหยางฟานกลับขมวดคิ้วขึ้นมา
เขามีลางสังหรณ์บางอย่าง ... ดูเหมือนว่าต้นกล้าของบริษัทเทียนซิงจะไม่เป็นที่ถูกใจของคุณเหอสักเท่าไหร่
หยางฟานรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง "ต้นกล้าที่ตัวผมบรรจงคัดเลือกมากับมือ แถมยังใช้เคล็ดวิชาที่เพิ่งคิดค้นได้มาจากร่องรอยดารา และยังใช้พลังชีวิตต้นกำเนิดมากระตุ้นอีก ... ต้นกล้าแบบนี้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศในตอนนี้ที่สุดแล้ว นักวิจัยคนนี้ดูเหมือนจะมีประสบการณ์มากนะ แต่ทำไมถึงมองไม่ออกแม้แต่นิดเดียวเลยเหรอ"
หยางฟานรู้สึกทำใจให้เข้าใจได้ยากมาก
เขาเหลือบมองใบหน้าที่ดูจริงจังของคุณเหอ ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจสาเหตุ
ข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ผมทุ่มเททำออกมา มันอาจจะก้าวล้ำเกินระดับของคุณเหอไปหน่อยหรือเปล่านะ?
สัญชาตญาณบอกเขาว่า นี่แหละคือคำตอบ!
ในตอนนั้นเอง
เจ้าหน้าที่กรมเกษตรกรรมสองสามคนเริ่มพูดคุยกับคุณเหอ
คุณเหอชี้ไปยังต้นกล้าเป็นระยะๆ ขณะที่บรรดาเจ้าหน้าที่ต่างก็หยิบสมุดปากกาขึ้นมาจดบันทึก
เห็นได้ชัดว่านี่คือการประเมินระดับคะแนน
หยางฟานเริ่มจะนั่งไม่ติดที่เสียแล้ว
จริงๆ แล้วเขาสามารถรอให้ผลการประเมินออกมา แล้วค่อยไปตบหน้าคุณเหอแรงๆ ภายหลังก็ได้
แต่ปัญหาคือ การทำแบบนั้นมันจำเป็นจริงๆ เหรอ?
คุณเหอไม่ใช่คนทำงานไม่รับผิดชอบ และเธอก็ไม่ได้เล่นพรรคเล่นพวกแต่อย่างใด
เพียงแค่ความสามารถอาจจะด้อยไปสักนิดเดียว การไปตบหน้าแบบนั้นดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
มันก็เหมือนกับครูที่เห็นนักเรียนสอบตกที่โหล่ ก็คงไม่เดินเข้าไปตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ทันทีหรอกใช่ไหม?
เขาคิดว่าเขาสามารถใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่านี้ เพื่อแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ นี้ได้
หยางฟานสะกิดที่แขนของเลขาสาวเบาๆ แล้วสั่งความเสียงต่ำ "คุณเดินไปหาคุณเหอนะ ... "
หลังจากหลิงสุ่ยหลิงฟังคำสั่งของเจ้านายจบ เธอก็อุทานออกมา "ทำแบบนี้จะดีเหรอคะ"
หยางฟานเร่งเร้า "ดีแน่นอนครับ รีบไปเถอะ"
เลขาสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปหาคุณเหอ
คุณเหอสังเกตเห็นเลขาสาว จึงทอดสายตามองมา
เจ้าหน้าที่สองสามคนเมื่อเห็นสาวสวยเดินเข้ามา ก็ไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามแต่อย่างใด
หลิงสุ่ยหลิงเดินตรงเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายคุณเหอ แล้วกระซิบประโยคหนึ่งออกมาเสียงเบา
คุณเหอแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที แต่ในนั้นยังมีความสงสัยที่ชัดเจนปนอยู่ด้วย
หลิงสุ่ยหลิงพูดต่อว่า "คุณผู้หญิงคะ คุณสามารถพิสูจน์ดูได้เลยค่ะ ถ้าบริษัทเทียนซิงเกษตรกรรมพูดโกหก พวกเรายินดีรับผิดชอบทุกอย่างค่ะ"
คุณเหอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความที่เนื้อแท้เป็นคนเข้มงวด จึงพยักหน้าตอบว่า "ก็ได้!"
เธอหันไปปรึกษากับบรรดาเจ้าหน้าที่อยู่ครู่หนึ่ง
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงประกาศเสียงดังขึ้นว่า "ทุกท่านคะ เกี่ยวกับผลการประเมินในครั้งนี้ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในอีกสองชั่วโมงข้างหน้าค่ะ"
ในห้องประชุมพลันเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
ตัวแทนของบริษัทเกษตรสมัยใหม่หลายแห่งต่างพากันจ้องมองมาที่บริษัทเทียนซิงเกษตรกรรมไม่ขาดสาย
ส่วนหยางฟานนั้นกลับรู้สึกเบาใจลง
วิกฤตคลี่คลายแล้ว!
พวกสายพันธุ์ใหม่ที่บรรดาบริษัทพวกนั้นทำกันออกมา ในสายตาของเขามันก็แค่พวกผลไม้บิดๆ เบี้ยวๆ เท่านั้นแหละ
จะไปสู้ของใหม่ที่เขาลงมือทำขึ้นมาเองกับมือได้ยังไง?
สองชั่วโมงต่อมา
ต่อหน้าผู้คนนับสิบชีวิต
คุณเหอลงมือเปิดตู้แช่แข็งตู้หนึ่งด้วยตัวเอง
ต้นกล้าต้นหนึ่งที่บนพื้นผิวเริ่มมีน้ำแข็งเกาะ ปรากฏสู่สายตาของทุกคนทันที
คุณเหอมองเพียงปราดเดียว ก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกๆ "ติดลบสิบองศานานถึงสองชั่วโมง ต้นกล้ากลับยังไม่ตาย!"
ตัวแทนจากบริษัทอื่นต่างก็มีสีหน้าตื่นตกใจกันถ้วนหน้า
ส่วนฮั่วเซี่ยงหลินนั้นยิ้มกว้างจนหน้าแทบจะบานเป็นกระด้ง
คนโง่ก็ยังรู้ว่านี่มันหมายถึงอะไร
ในยามที่ภูมิอากาศผิดปกติเช่นนี้ ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนนั้นสูงมาก ตอนกลางวันอุณหภูมิอาจจะเกินยี่สิบองศา แต่ตอนกลางคืนอุณหภูมิต่ำสุดอาจจะติดลบถึงยี่สิบองศา
การปลูกข้าวแบบปกติกลางแจ้ง พอผ่านไปคืนเดียวก็หนาวตายหมดแล้ว
มีเพียงการปลูกในโรงเรือนระบบปิดที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากในการให้ความอบอุ่น ถึงจะช่วยให้ต้นข้าวผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนยาวนานไปได้
แต่ข้าวสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่เหมือนกัน
มันสามารถทนต่ออุณหภูมิที่ต่ำกว่าได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าในตอนกลางคืนจะใช้พลังงานในการรักษาความร้อนน้อยลง
และการใช้พลังงานที่น้อยลง ก็หมายถึงพื้นที่ในการปลูกข้าวที่กว้างขวางขึ้น และนั่นหมายถึงปริมาณอาหารที่ผลิตได้ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
สรุปแล้ว
ความสำคัญของต้นข้าวชนิดนี้มันยิ่งใหญ่มาก
ในขณะนั้นเอง
หยางฟานพยักหน้าให้แก่นักวิจัยคนหนึ่งที่อยู่ข้างกาย "จางรุ่ย คุณไปสาธิตให้ดูหน่อย"
จางรุ่ยยกกาน้ำร้อนขึ้นมา แล้วเทน้ำร้อนลงบนต้นกล้าที่แข็งเป็นน้ำแข็งอยู่โดยตรง
"ซ่า ... "
ชั้นน้ำแข็งละลายหายไปอย่างรวดเร็ว
ไอความร้อนอบอวลไปทั่วบริเวณ
คุณเหอมองดูจนตาค้าง
นี่คือน้ำร้อนอุณหภูมิเก้าสิบองศาเชียวนะ พืชปกติจะต้องถูกลวกจนใบเหี่ยวเฉาไปแล้ว
แต่คุณเหอสัมผัสได้ชัดเจนว่า ต้นกล้าต้นนี้ไม่มีอาการอะไรเลยสักนิด แถมยังดูเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
เธอหันไปมองเลขาสาวแล้วถามว่า "สายพันธุ์ใหม่นี้ชื่อว่าอะไรคะ"
หลิงสุ่ยหลิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกว่า "ผู้จัดการของเราตั้งชื่อให้มันว่า ทนทานหนึ่ง ค่ะ"
หนังหน้าของคุณเหอกระตุกไปวูบหนึ่ง
ชื่อบ้าอะไรเนี่ย?
คนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าเหมือนคนท้องผูกไปตามๆ กัน
คุณเหอรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว เธอเป็นฝ่ายยื่นมือขวาออกมาหาหยางฟานด้วยตัวเอง "ผู้จัดการหยาง สายพันธุ์ใหม่ที่คุณเพาะขึ้นมามันยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ!"
เธอชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "ผลงานของบริษัทคุณ ก้าวล้ำเกินหน้าแผนกวิจัยพืชของสถาบันวิจัยพลังพิเศษไปแล้วค่ะ"
หยางฟานยิ้มแล้วตอบว่า "คุณผู้หญิงกล่าวเกินไปแล้วครับ!"
เขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกชิงหลาน ถ้ายังก้าวล้ำเหนือบรรดาไก่อ่อนพวกนี้ไม่ได้ ก็เสียชื่อระดับนักรบหมดน่ะสิ
ห้านาทีต่อมา
ผู้อำนวยการกรมเกษตรกรรมได้ออกมาประกาศผลการประเมินด้วยตัวเอง "สายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการประเมินครั้งนี้คือ เทียนซิงหนึ่ง ของบริษัทเทียนซิงเกษตรกรรมครับ"
สิ่งที่เรียกว่า "เทียนซิงหนึ่ง" แน่นอนว่ามันก็คือ "ทนทานหนึ่ง" นั่นเอง
นี่คือชื่อที่คุณเหอหวังดีช่วยเปลี่ยนให้ใหม่
"แปะ! แปะ!"
เสียงปรบมือที่ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้มาทันที
ตัวแทนจากหลายบริษัทต่างก็ทอดถอนใจออกมาด้วยความชื่นชม
ใครจะไปคาดคิดว่า เทียนซิงเกษตรกรรมที่เป็นเพียงบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ กลับจะสร้างผลงานที่น่าทึ่งขนาดนี้ออกมาได้
เมื่อครู่คุณเหอก็เพิ่งจะพูดไปว่า นี่อาจจะเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดในด้านการเกษตรของต้าซย่าในปีนี้เลยก็ได้
รวยแล้ว!
เทียนซิงเกษตรกรรมรวยเละแล้ว!
ประธานฮั่วเซี่ยงหลินมองหยางฟานด้วยสายตาที่ประหนึ่ง หลานชายมองดูบรรพบุรุษ ยังไงยังงั้นเลย
ตอนแรกนึกว่าไปเก็บเอาพนักงานเก่งๆ มาได้คนหนึ่งจากงานนัดพบแรงงาน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเก็บเอาขุมทรัพย์ล้ำค่ามาได้ต่างหาก!
เลขาสาวที่มองดูเจ้านาย สายตาก็ดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยเช่นกัน
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่า ความเร็วในการลงมือของเธอมันอาจจะช้าไปหน่อยเสียแล้ว
คุณเหอเดินมาอยู่ข้างกายหยางฟาน แล้วเอ่ยปากชวนอย่างเป็นทางการ "คุณหยาง สนใจจะไปทำงานที่สถาบันวิจัยพืชไหมคะ"
หนังหน้าของฮั่วเซี่ยงหลินกระตุกไปวูบหนึ่ง รู้สึกอยากจะคว้าดาบขึ้นมาฟันคนเสียจริง
มันจะมากเกินไปแล้วนะ?!
ใบหน้าสวยของหลิงสุ่ยหลิงแข็งทื่อขึ้นมาทันที ในใจเธออยากจะฟาดใครสักคน
หยางฟานคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ "ผมคิดว่าเทียนซิงเกษตรกรรมเหมาะกับผมมากกว่าครับ"
เขารู้สึกว่าการอยู่ที่เทียนซิงเกษตรกรรมเพื่อใช้ชีวิตวัยเกษียณมันดีมาก ที่นี่เขาเป็นใหญ่ ใครๆ ก็ต้องคอยเอาอกเอาใจและประคบประหงมเขา
ชีวิตเล็กๆ แบบนี้มันช่างแสนสบายจะตายไป!
คุณเหอทอดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย "ก็ได้ค่ะ!"
ฮั่วเซี่ยงหลินลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเป็นอย่างมาก
ประธานบริษัทคนนี้พยักหน้าให้หลิงสุ่ยหลิงเบาๆ พร้อมกับส่งสัญญาณมือให้เธออย่างหนึ่ง
ฮั่วเซี่ยงหลินสังเกตเห็นแล้วว่า ตัวแทนจากบริษัทอื่นที่มองมา ต่างก็มีสายตาที่จ้องจะแย่งชิงคนอย่างเห็นได้ชัด
ชัดเจนเลยว่า
ตอนนี้ผู้จัดการหยางได้กลายเป็นของล้ำค่าที่ใครๆ ก็ต้องการไปเสียแล้ว
ที่นี่มันอันตรายเกินไป จะอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว!
หลิงสุ่ยหลิงก้าวเท้าขึ้นหน้าไปสองก้าวโดยไม่ลังเล แล้วรีบควงแขนซ้ายของเจ้านายเอาไว้แน่น "ผู้จัดการคะ ทางบริษัทได้เตรียมงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จไว้ให้คุณแล้วค่ะ!"
หยางฟานสัมผัสได้ว่าแขนซ้ายของเขา ดูเหมือนจะไปโดนส่วนโค้งเว้าที่แปลกประหลาดเข้าอย่างหนึ่ง
เขาใช้ชีวิตโสดมาหลายสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับความรู้สึกแบบนี้
ถึงแม้เขาจะสังหารสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ได้อย่างง่ายดายเหมือนสับผักหั่นปลา แต่เรื่องนี้เขายังขาดประสบการณ์ในการรับมือจริงๆ เพราะมันคือเรื่องที่อยู่กันคนละด้านกันเลย
โชคดีที่ฮั่วเซี่ยงหลินเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์เอาไว้ให้
เขากดไหล่ของหยางฟานเอาไว้ด้วยน้ำเสียงที่สนิทสนมยิ่งนัก และยังแฝงไว้ด้วยความเอาใจ "พ่อพระเอกของงาน พวกเรารีบกลับกันเถอะครับ"
หยางฟานพยักหน้า "ก็ดีเหมือนกันครับ"
พนักงานบริษัทอีกสองสามคนที่เดินตามหลังมา เมื่อได้เห็นฉากนี้กับตาตัวเอง ย่อมรู้ดีว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป บริษัทของพวกเขามี "ท่านผู้ยิ่งใหญ่" ตัวจริงปรากฏตัวขึ้นแล้ว!
ทันทีที่กลุ่มคนเดินออกมาจากกรมเกษตรกรรม
"วูบ!"
สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาปะทะร่างกาย
แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาห้าโมงเย็น แต่อุณหภูมิกลับลดฮวบลงไปเหลือเพียงห้าองศาเท่านั้น
เมื่อเทียบกับไม่กี่วันก่อน อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด และหากดูจากแนวโน้มนี้แล้ว คาดว่าต่อไปคงจะหนาวยิ่งกว่านี้อีก
หลิงสุ่ยหลิงสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ฮั่วเซี่ยงหลินดูแลหยางฟานประหนึ่งดูแลของล้ำค่า "ผู้จัดการหยาง คุณหนาวไหมครับ ระวังจะเป็นหวัดเอานะ!"
หยางฟานส่ายหัว "ผมไม่เป็นไรครับ"
แต่ในใจเขากลับรู้สึกว่ามันน่าขันอยู่บ้าง
มีสาวสวยอยู่ข้างๆ แท้ๆ แต่คุณกลับไม่ไปห่วงผู้หญิง ดันมาห่วงผู้ชายอกสามศอกอย่างผมเนี่ยนะ
[จบแล้ว]