- หน้าแรก
- เมื่อโลกจะถึงกาลอวสาน แต่ผมดันไล่เก็บไอเทมระดับ S อย่างเงียบๆ
- บทที่ 18 - ฝูงอีกาเจ้าเล่ห์สุดขั้ว
บทที่ 18 - ฝูงอีกาเจ้าเล่ห์สุดขั้ว
บทที่ 18 - ฝูงอีกาเจ้าเล่ห์สุดขั้ว
บทที่ 18 - ฝูงอีกาเจ้าเล่ห์สุดขั้ว
สวนสาธารณะตงหลิ่ง
สิบโทถังเหวินขับรถวิ่งบนหิมะมุ่งหน้าไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ
ละอองหิมะถูกล้อรถพัดพาจนฟุ้งกระจายไปในอากาศ ก่อตัวเป็นทางยาวคล้ายมังกรอยู่เบื้องหลังรถ
ในการล่ายิ่งใหญ่หนูกลางพันธุ์ครั้งก่อน เขาเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นอีกาเขียนตัวหนังสือบนพื้นหิมะ จนในที่สุดท่านเซียนอีกาจิตก็ค้นพบตำแหน่งของสุนัขกลายพันธุ์ และช่วยให้หน่วยที่สองสามารถสังหารมันได้สำเร็จ
ถังเหวินจึงได้รับความชอบในครั้งนี้ และเพราะมีความสัมพันธ์อันดีเป็นทุนเดิม เขาจึงได้รับการแต่งตั้งจากเบื้องบนให้เป็นพนักงานติดต่อสื่อสาร
พนักงานติดต่อสื่อสารอีกคนชื่อว่า "ติงอีเฉียง" นั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถวิ่งบนหิมะ สีหน้าของเขาดูมีความกังวลเล็กน้อย
ติงอีเฉียงเอ่ยขึ้นเสียงดัง "ผมได้ยินคนเขาพูดกันว่า ตรงรังอีกานั่นเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ดูเล่ห์เหลี่ยมพิกลนะ"
ข่าวลือสารพัดเรื่องเกี่ยวกับรังอีกาและอีกาจิตจิตวิญญาณนั้น แพร่สะพัดไปทั่วสำนักงานสาขาเมืองหลินเจียงของหน่วยลี่เริ่นตลอดสองวันที่ผ่านมา จะไม่ให้เข้าหูเลยก็คงจะยาก
ถังเหวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูจะไม่กังวลใจนัก "ผมเคยติดต่อกับท่านเซียนอีกาจิตมาแล้ว ผมรู้สึกว่านิสัยของเขาค่อนข้างจะอ่อนโยนและประนีประนอมนะ เขาไม่มีทางทำร้ายพวกเราแน่นอน คุณจะกลัวไปทำไมกัน ?"
สิ้นเสียงคำพูดของเขา
เงาสีดำสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากด้านข้าง ผ่านหน้าจมูกของถังเหวินไปในระยะที่เฉียดฉิวสุดขีด
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
"ก๊า !"
เสียงอีการ้องดังสนั่นเข้าหูเขา
ถังเหวินตกใจจนขวัญเสีย หักพวงมาลัยไปทางซ้ายตามสัญชาตญาณทันที
รถวิ่งบนหิมะเอียงวูบจนเกือบจะพลิกคว่ำ
ถังเหวินรู้ตัวว่าท่าไม่ดี จึงรีบหมุนพวงมาลัยกลับไปทางขวาอย่างรวดเร็ว
รถส่ายไปมาเป็นรูปตัวเอสอย่างน่าหวาดเสียว เกือบจะพุ่งชนเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่ในที่สุดเขาก็สามารถควบคุมรถให้กลับมาทรงตัวได้สำเร็จ
ถังเหวินหยุดรถนิ่งสนิท แล้วเอามือปาดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก "เมื่อกี้คืออีกาบินผ่านไปใช่ไหม ?"
ติงอีเฉียงเองก็ตกใจจนหัวใจเต้นโครมคราม "น่าจะเป็นอีกานั่นแหละ"
เขาเอ่ยเสริมอีกประโยค "ผมมีความรู้สึกว่า อีกาตัวนั้นมันจงใจบินตัดหน้าพวกเราชัดๆ เลยนะ"
ถังเหวินเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน จึงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา "แม่งเอ๊ย !"
ติงอีเฉียงนึกถึงคำพูดของเพื่อนร่วมงานเมื่อกี้ขึ้นมาได้ จึงอดไม่ได้ที่จะแขวะกลับ "นี่เหรอที่บอกว่า ‘นิสัยของท่านเซียนอีกาจิตค่อนข้างอ่อนโยน’ น่ะ ?"
ถังเหวินยิ้มแห้งๆ ด้วยความอับอาย "บางทีอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้นะ"
ติงอีเฉียงไม่เชื่อแม้แต่ตัวอักษรเดียว "บังเอิญกับผีสิ อีกาตัวนั้นมันตั้งใจแกล้งชัดๆ"
ถังเหวินนิ่งเงียบไป ไม่พูดอะไรต่อ
ติงอีเฉียงไม่ได้บ่นต่อ เขาเพียงแค่บอกว่า "พวกเราเรีบทำงานให้เสร็จ แล้วรีบออกไปจากที่ผีสิงนี่กันเถอะ"
ถังเหวินพยักหน้าตอบ "อืม"
เขาสตาร์ทรถวิ่งบนหิมะอีกครั้ง คราวนี้ใช้ความเร็วที่ช้าลงกว่าเดิมมาก มุ่งหน้าตรงไปยังรังอีกา ซึ่งก็คือต้นสนไซบีเรียที่ฝูงอีกาจิตยึดครองไว้นั่นเอง
ห้านาทีต่อมา
รังอีกาก็ปรากฏสู่สายตาของทั้งคู่
ถังเหวินยังมีความหวาดระแวงฝังใจอยู่ เขาจึงไม่กล้าขับรถเข้าไปใกล้เกินไป และตัดสินใจจอดรถทิ้งระยะห่างไว้ถึงยี่สิบเมตร
ในตอนนั้นเอง
"ก๊า !"
อีกาหลายสิบตัวพากันแผดเสียงร้องออกมาพร้อมกันด้วยระดับเสียงที่สูงที่สุดอย่างพร้อมเพรียง
ในสวนสาธารณะที่เงียบสงัดราวกุโบร์ผีสิง เสียงร้องอันแสนจะแสบแก้วหูของพวกอีกาที่ดังขึ้นกะทันหันแบบนี้ มันช่างชวนให้รู้สึกสยองขวัญสั่นประสาทอย่างยิ่ง
ถังเหวินสั่นสะท้านไปทั้งตัว เกิดความรู้สึกอยากจะกลับรถหนีไปเสียเดี๋ยวนั้นอย่างแรง
สีหน้าของติงอีเฉียงเองก็ดูไม่จืด "พวกอีกามันร้องหาอะไรกันน่ะ ?"
ถังเหวินส่ายหน้า "ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ คงไม่ได้เป็นการร้องต้อนรับพวกเราหรอก"
ติงอีเฉียงหันไปมองเพื่อนร่วมงานด้วยสายตาหยอกเย้า "คราวนี้คุณยังจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญอยู่อีกไหมล่ะ ?"
ถังเหวินยิ่งอับอายหนักเข้าไปใหญ่
ติงอีเฉียงหัวเราะ "หึๆ" ออกมาหนึ่งที แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ถังเหวินก้าวลงจากรถ แล้วถือโอกาสเปลี่ยนหัวข้อคุย "พวกเราเดินเข้าไปกันเถอะ"
แต่ติงอีเฉียงกลับไม่ยอมขยับก้นออกจากเบาะ "ผมเฝ้ารถอยู่ตรงนี้แล้วกันนะ"
พฤติกรรมของฝูงอีกามันประหลาดลึกลับเกินไป จนเขาเริ่มรู้สึกขยาดและไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้เลยจริงๆ
ถังเหวินฮึดฮัดใส่ "ที่นี่ผีสักตัวยังไม่มีเลย คุณจะมาห่วงคนขโมยรถหาพระแสงอะไรล่ะ ?"
ติงอีเฉียงไม่มีทางเลือก จึงจำใจต้องก้าวลงจากรถตามมา
ทั้งคู่ย่ำไปบนพื้นหิมะที่หนาเตอะ เดินทางอย่างยากลำบากจนมาถึงระยะสิบเมตรจากรังอีกา แล้วก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
อีกาหลายสิบตัวเกาะอยู่บนต้นไม้ จ้องมองมาที่ทั้งคู่เขม็งโดยไม่ส่งเสียงหรือเคลื่อนไหวใดๆ
ทั้งคู่มองหน้ากัน ต่างก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกขนลุกซู่ที่แล่นไปทั่วหนังศีรษะ
ถังเหวินรวบรวมความกล้าแล้วตะโกนออกไปเสียงดัง "เรียนท่านเซียนอีกาจิตผู้ทรงเกียรติ พวกเราคือพนักงานติดต่อสื่อสารที่หน่วยลี่เริ่นส่งมาครับ"
หมู่บ้านเยวี่ยหว่าน
" ... พนักงานติดต่อสื่อสารที่หน่วยลี่เริ่นส่งมาครับ"
หยางฟานมองผ่านดวงตาของลิ่วเฮย เห็นพนักงานติดต่อสื่อสารทั้งสองคนที่มีท่าทีหวาดระแวงจนตัวสั่นพั่บๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะแอบยิ้มออกมา
ความจริงแล้ว
นับตั้งแต่เขาสัมผัสถึงดาราปฐมกาลได้และพลังภาษาวิญญาณเกิดการวิวัฒนาการ เขาก็ค่อยๆ ค้นพบว่าอีกาจิตหลายตัวในฝูงเริ่มมีการวิวัฒนาการตามไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณของเจ้าดำสามสิบสาม เป็นเพียงตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเท่านั้นเอง
ยังมีอีกาจิตอีกสิบกว่าตัวที่มีการวิวัฒนาการในระดับที่เบาบางกว่า ซึ่งอาจจะมองไม่ออกได้ง่ายๆ
และเจ้าลิ่วเฮยที่เพิ่งจะไปแกล้งพนักงานติดต่อสื่อสารเมื่อกี้ ก็คือหนึ่งในนั้นด้วย
ความเร็วในการบินของมันเพิ่มขึ้นมากกว่าอีกาจิตตัวอื่นๆ อย่างชัดเจน แถมยังสามารถโชว์ท่าทางพิสดารอย่าง "บินถอยหลัง" หรือ "บินหงายท้อง" ได้อย่างคล่องแคล่ว
มันสามารถกะระยะความเร็วและระยะทางได้อย่างแม่นยำที่สุด
ประกอบกับนิสัยของลิ่วเฮยที่ค่อนข้างจะขี้เล่น มันจึงจงใจบินเฉียดหน้าจมูกของถังเหวินไป จนทำให้พนักงานติดต่อสื่อสารคนนี้เกือบจะขับรถคว่ำนั่นเอง
เสียงของถังเหวินยังคงดังต่อเนื่องมา "ท่านเซียนอีกาจิตครับ ช่วงนี้พวกเราได้รับภารกิจที่ยากลำบากและตึงมือมากภารกิจหนึ่ง จึงอยากจะมาขอกราบเรียนขอความช่วยเหลือจากท่านครับ"
หยางฟานพึมพำในใจ "เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย" ก่อนจะส่งคำสั่งลับออกไป
ในมุมมองของลิ่วเฮย
อีกาจิตหลายสิบตัวพากันร่อนลงสู่พื้นหิมะ แล้วเขียนตัวอักษรแถวใหญ่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะบินกลับขึ้นไปเกาะที่รังตามเดิม
สวนสาธารณะตงหลิ่ง
ถังเหวินเหลือบมองดู แล้วก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
เพราะบนพื้นหิมะทิ้งประโยคหนึ่งไว้ชัดเจนว่า ... ขอดูไฟล์ข้อมูลหน่อย
ติงอีเฉียงได้สติก่อนใครเพื่อน "ท่านเซียนอีกาจิตครับ โปรดรอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมไปเอาแท็บเล็ตมาให้ครับ"
เขารีบย่ำหิมะหนาเตอะมุ่งหน้ากลับไปที่รถวิ่งบนหิมะอย่างทุลักทุเล
ถังเหวินเพิ่งจะมาเข้าใจเอาตอนนี้เอง ว่าท่านเซียนอีกาจิตคงรำคาญที่จะฟังเขาพล่าม จึงขอดูเอกสารเองจะดีกว่า
ไม่นานนัก
ติงอีเฉียงก็เดินกลับมาพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ
"ก๊า !"
ลิ่วเฮยขยับปีกเล็กน้อย แล้วใช้จะงอยปากจิกไปที่พื้นหิมะหนึ่งที
ติงอีเฉียงเข้าใจท่าทางนั้นทันที จึงวางแท็บเล็ตลงบนพื้นหิมะอย่างรู้ใจ
เขายังไม่ลืมที่จะสำทับไปอีกประโยค "ท่านเซียนอีกาจิตครับ ผมเปิดไฟล์ข้อมูลเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ"
ลิ่วเฮยกระโดดเตาะแตะไปหยุดอยู่หน้าแท็บเล็ต แล้วเริ่มก้มอ่านไฟล์ข้อมูลอย่างตั้งใจ
นายทหารทั้งสองคนยืนมองภาพ "อีกาอ่านไฟล์ข้อมูล" ด้วยความรู้สึกทึ่งว่าเจ้านกพวกนี้มัน "เป็นปีศาจไปแล้ว" จริงๆ
ผ่านไปไม่กี่วินาที
ถังเหวินนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงพยายามจะพูดเอาใจ "ท่านเซียนอีกาจิตครับ ไฟล์ข้อมูลมีหลายหน้า เดี๋ยวผมช่วยเปลี่ยนหน้าให้ ... "
คำพูดของเขายังไม่ทันจบ
ก็ต้องหยุดชะงักไปกลางคัน
เพราะเขาเห็นลิ่วเฮยใช้จะงอยปากจิกไปที่หน้าจอเบาๆ เพียงครั้งเดียว หน้าของไฟล์ข้อมูลก็เปลี่ยนไปหน้าถัดไปทันที
ถังเหวินยืนอึ้งไปด้วยความอับอายขายหน้าซ้ำสอง
สิบกว่าวินาทีต่อมา
ลิ่วเฮยก็ถีบตัวพ้นจากพื้น กระพือปีกบินกลับขึ้นไปบนรังอีกา
ถังเหวินก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง "ท่านเซียนอีกาจิตครับ ภารกิจจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ท่านยินดีที่จะเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจกับพวกเราไหมครับ ?"
"ก๊า !"
ลิ่วเฮยส่งเสียงร้องออกมาหนึ่งครั้ง
ฝูงอีกาก็พากันบินร่อนลงมาทิ้งคำสามคำไว้บนพื้นหิมะว่า ... ฉันจะไป
นายทหารทั้งสองต่างพากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกพร้อมกัน
หมู่บ้านเยวี่ยหว่าน
หน้าประตูหมู่บ้านยังคงส่งเสียงเอะอะโวยวายไม่หยุด
หลายคนพากันระบายความไม่พอใจที่จำนวนเสบียงมีน้อยเกินไป ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐก็ได้แต่พยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ
หยางฟานไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกาเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
เขากำลังนึกทบทวนเนื้อหาในไฟล์ข้อมูล แล้วรำพึงในใจว่า "น่าสนใจดีแฮะ"
เป็นไปตามที่คาดไว้ ปัญหาที่หน่วยลี่เริ่นกำลังเผชิญอยู่ เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จริงๆ
และด้วยแรงดึงดูดของแต้มพลังต้นกำเนิดวิญญาณ มีหรือที่เขาจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ
รายละเอียดคร่าวๆ ของเรื่องนี้มีอยู่ว่า:
เมื่อห้าวันก่อน
เกษตรกรรายหนึ่งในเขตชานเมืองทางทิศเหนือ จู่ๆ ก็พบว่าไก่และเป็ดที่เลี้ยงไว้ล้มตายจนหมดเล้าภายในคืนเดียว แม้แต่แมวที่เลี้ยงไว้ในบ้านก็ถูกกัดจนตาย
ซากสัตว์จำนวนมากถูกกัดแทะและฉีกขาดจนกระจัดกระจายไปทั่ว สภาพในที่เกิดเหตุดูสยดสยองและนองเลือดอย่างยิ่ง
เกษตรกรตกใจมาก จึงรีบแจ้งความกับสถานีตำรวจทันที
ทางตำรวจส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบอย่างละเอียด และตัดสินจากรอยแผลว่า คนร้ายน่าจะเป็นสัตว์ประเภทฟันแทะบางชนิด
สถานีตำรวจตระหนักได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา จึงรีบรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปยังเบื้องบน
ส่วนทางฝ่ายเกษตรกรเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ
ครอบครัวนี้ทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น จึงไปกว้านซื้อยาฆ่าหนูมาจำนวนมาก แล้วนำไปวางไว้ทั่วทั้งในบ้านและบริเวณรอบๆ จนกลายเป็นค่ายกลยาฆ่าหนูขนาดใหญ่
และดูเหมือนการกระทำนี้จะได้ผลจริงๆ
วันต่อมา
เกษตรกรพบซากหนูที่ถูกยาเบื่อตายอย่างน้อยยี่สิบตัว
แต่ที่น่าสลดใจคือ การกระทำนี้กลับนำพาหายนะครั้งใหญ่มาสู่ครอบครัวของเขาเอง
หลังจากนั้นอีกเพียงวันเดียว
เพื่อนบ้านสังเกตเห็นว่าบ้านหลังนั้นเงียบผิดปกติ จึงลองแวะเข้าไปดู แล้วก็ต้องพบกับภาพที่น่าสยดสยอง เมื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวเสียชีวิตจนหมดสิ้น
ในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้น มีทั้งผู้สูงอายุที่อายุเกินเจ็ดสิบปี และเด็กน้อยที่เพิ่งจะอายุได้เพียงสามขวบเท่านั้น
เพื่อนบ้านขวัญหนีดีฝ่อ รีบแจ้งความกับสถานีตำรวจทันที
มาถึงจุดนี้
เรื่องราวจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาจริงๆ
สถานีตำรวจรีบสั่งปิดล้อมหมู่บ้านแห่งนั้นและควบคุมข่าวสารอย่างเข้มงวดทันที
หน่วยรบพิเศษลี่เริ่นรุดมาที่เกิดเหตุหลังจากได้รับแจ้งข่าว พวกเขาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและทำการชันสูตรศพ จนได้ข้อสรุปว่าฆาตกรน่าจะเป็นหนูกลายพันธุ์ตัวหนึ่ง
แต่เนื่องจากหนูกลายพันธุ์มีขนาดตัวไม่ใหญ่ ทำให้มีที่หลบซ่อนเยอะเกินไป
แค่ขุดรูซ่อนในซอกหลืบ หรือขุดรูลึกเข้าไปในไร่นา เครื่องตรวจจับความร้อนอินฟราเรดก็แทบจะไร้ผล
หน่วยลี่เริ่นจนปัญญาที่จะตามล่ามัน จึงต้องหันมาขอความช่วยเหลือจากเขาซึ่งเป็น "ผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะรอย"
พูดตามตรงเลยนะ
หลังจากหยางฟานรับรู้เรื่องราวทั้งหมด เขาก็รู้สึกตกใจมาก "หนูถึงกับรู้จักการแก้แค้นฆ่ายกครัวเลยเหรอ โลกนี้มันจะแฟนตาซีเกินไปแล้วนะเนี่ย ?"
เขามั่นใจว่า สาเหตุที่หนูกลายพันธุ์ลงมือฆ่าคนทั้งบ้าน น่าจะเป็นการล้างแค้นที่เกษตรกรรายนั้นวางยาเบื่อพวกพ้องของมันนั่นเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง
หยางฟานก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนอันแหลมคมดังขึ้นมา
"หมู่บ้านเราไฟดับตั้งนานขนาดนี้ พวกเราต้องทนหิวทนหนาวทุกวัน ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงทุกคืน ... "
[จบแล้ว]