- หน้าแรก
- มีลูกชายย้อนเวลามาทั้งที พ่อขอแอบก๊อปวิธีรวยหน่อยนะ
- บทที่ 7 - ฮุบชั้นสองกับ "มื้อดึก" สุดพิเศษ
บทที่ 7 - ฮุบชั้นสองกับ "มื้อดึก" สุดพิเศษ
บทที่ 7 - ฮุบชั้นสองกับ "มื้อดึก" สุดพิเศษ
บทที่ 7 - ฮุบชั้นสองกับ "มื้อดึก" สุดพิเศษ
คอมพิวเตอร์ 12 เครื่องเปรียบเสมือนเครื่องพิมพ์แบงก์ 12 เครื่อง ที่ส่งเสียงครางกระหึ่มทั้งวันทั้งคืนใน 'ร้านคอมฯ พายุ' เล็กๆ แห่งนี้
พอมีหลี่จื้อเฉิง ชายร่างยักษ์ราวกับหอคอยเหล็กมาคุมร้าน ความเรียบร้อยในร้านก็ดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง
ถึงชายคนนี้จะดูซื่อบื้อ แต่แววตากลับดุดัน แค่ไปยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู พวกนักเลงก๊อกแก๊กที่กะจะมาเล่นฟรีหรือจ่ายเงินไม่ครบ ก็พากันหงอเป็นลูกแมวเชื่องๆ กันหมด
ในที่สุดเฉินเฟิงก็หลุดพ้นจากการต้องมานั่งเฝ้าร้านโต้รุ่งที่แสนจะน่าเบื่อหน่าย แต่เขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ หรอกนะ
เขานั่งนับเงินทุกวัน แล้วก็ต้องมานั่งกลุ้มใจกับพื้นที่ร้านที่เริ่มแออัด
มันเบียดเกินไปแล้ว
คอมพิวเตอร์ 12 เครื่อง บวกกับตู้แช่และพัดลม แถมยังต้องเว้นทางเดินอีก พื้นที่แค่หกเจ็ดสิบตารางเมตรถูกยัดซะแน่นเอี้ยด
อากาศในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผสมกับกลิ่นเหงื่อผู้ชาย ต่อให้เปิดพัดลมอุตสาหกรรมสองตัวเป่าอัดเต็มที่ กลิ่นมันก็ยังชวนให้หน้ามืดอยู่ดี
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความคลั่งไคล้ของเหล่าเกมเมอร์ลดลงเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม ทุกวันจะมีคนมายืนต่อคิวรอด้านหลัง บางคนถึงขนาดยอมมารอจองคิวเหมาข้ามคืนตั้งแต่ห้าโมงเย็น นั่งกินข้าวเย็นกันในร้านเน็ตไปเลย
ผ่านไปแค่เดือนเดียว กระแสเงินสดในมือเฉินเฟิงก็พุ่งทะลุหลักหมื่นอีกครั้ง
หลังจากจ่ายดอกเบี้ยสหกรณ์ออมทรัพย์ประจำเดือน หักเงินเดือนหลี่จื้อเฉิงและค่าน้ำค่าไฟออกไป กำไรสุทธิก็ยังสูงลิ่วถึง 15,000 หยวน!
หนึ่งหมื่นห้าพันหยวนในปี 98!
เงินก้อนนี้วางกองอยู่บนโต๊ะ เป็นปึกหนาเตอะ ส่งกลิ่นหอมของหมึกพิมพ์ชวนให้หลงใหล
เฉินเฟิงนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน มองดูสภาพร้านที่เต็มไปด้วยควันโขมงแต่กลับคึกคักมีชีวิตชีวา นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ
เฉินเสี่ยวเทียนที่นั่งอยู่บน 'ที่นั่งวีไอพี' ประจำตัว กำลังดูดน้ำอัดลมขวดแก้วดังซู้ดๆ สายตากวาดมองไปรอบร้าน ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่เพดาน
[ช้าไป ยังช้าไปอยู่ดี]
[เดือนนึงได้แค่หมื่นห้าเองเหรอ? ถึงสำหรับคนทั่วไปมันจะเป็นเงินก้อนโต แต่ถ้าเทียบกับเป้าหมายมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง มันยังห่างชั้นกันอีกเป็นโยชน์]
[แถมที่นี่ยังแคบเกินไป ขยับตัวแทบไม่ได้เลย ดูไอ้คนที่เล่น StarCraft นั่นดิ เหวี่ยงเมาส์กว้างนิดเดียวก็ไปโดนแขนคนข้างๆ แล้ว ประสบการณ์แย่ๆ แบบนี้ ขืนต่อไปมีคู่แข่งมาเปิดแข่งล่ะก็ ตายแหงแก๋]
[ต้องขยายกิจการ! ต้องขยายเดี๋ยวนี้!]
[จำได้ว่าชั้นสองเคยเป็นโกดังมาก่อน ปล่อยทิ้งร้างมาตลอด ดูเหมือนเถ้าแก่เจ้าของบ้านกำลังร้อนเงินอยากปล่อยเช่าอยู่นี่นา ชั้นสองพื้นที่กว้างกว่าเยอะ อย่างน้อยก็ร้อยห้าสิบหรือร้อยหกสิบตารางเมตร ค่าเช่าก็ต้องถูกกว่าชั้นล่างแน่นอน]
[ถ้าฮุบชั้นสองมาได้ เจาะบันไดเชื่อมขึ้นไป แล้วลงคอมฯ เพิ่มสัก 30 เครื่อง... จิ๊ๆ ถึงตอนนั้น 'พายุ' ลูกนี้ถึงจะพัดกระหน่ำของจริง!]
พอเฉินเฟิงได้ยินเสียงในใจลูกชาย เขาก็เงยหน้าขวับมองขึ้นไปบนเพดานทันที
ชั้นสองงั้นเหรอ?
จริงด้วย!
ชั้นล่างเป็นหน้าร้าน ค่าเช่าแพงเพราะติดถนน
ชั้นสองถึงจะต้องเดินขึ้นบันได แต่สำหรับพวกเด็กติดเกมที่ยอมแลกชีวิตเพื่อได้เล่นเกมแล้วล่ะก็ แค่เดินขึ้นบันไดชั้นเดียวมันจะไปเหนื่อยอะไร?
ประเด็นสำคัญคือมันถูก! แถมพื้นที่ยังกว้างด้วย!
เฉินเฟิงเป็นคนประเภทคิดปุ๊บทำปั๊บ เขาเรียกเถ้าแก่จางเจ้าของบ้านมาคุยทันที
เถ้าแก่จางเป็นชายวัยห้าสิบกว่าหัวล้าน กำลังกลุ้มใจที่ปล่อยเช่าโกดังเน่าๆ ชั้นสองไม่ได้สักที
พอได้ยินว่าเฉินเฟิงจะขอเช่า แถมยังบอกว่าจะเช่าระยะยาว รอยย่นบนใบหน้าก็คลี่ออกยิ้มกว้างจนหน้าบานเป็นจานกระด้ง
ต่อรองราคากันไปมา สุดท้ายก็ตกลงกันได้ที่เดือนละ 1,200 หยวน
พื้นที่ 160 ตารางเมตร ในราคา 1,200 หยวน!
ราคานี้มันเหมือนได้เปล่าชัดๆ!
เซ็นสัญญาเสร็จ เฉินเฟิงก็จ้างช่างมาทุบผนังทำบันไดเชื่อมจากชั้นหนึ่งขึ้นไปชั้นสองทันที ทาสีผนังใหม่ลวกๆ แล้วปูเสื่อน้ำมันทับ—ไม่ต้องตกแต่งอะไรให้หรูหราหรอก ขอแค่ทนทานทำความสะอาดง่ายก็พอ
ขั้นตอนต่อไป ก็คือซื้อคอมพิวเตอร์
คราวนี้เฉินเฟิงไม่ได้ไปกวนใจซุนเชี่ยนถึงที่ร้าน แต่โทรศัพท์ไปหาเธอโดยตรง
"ฮัลโหล เสี่ยวเชี่ยนเหรอ พี่เองนะ เฉินเฟิง"
"แหม! พี่เฉิน! นึกว่าพี่จะลืมน้องไปซะแล้วสิคะเนี่ย"
เสียงของซุนเชี่ยนที่ดังมาจากปลายสายนั้นฟังดูตัดพ้อแต่ก็แฝงไปด้วยความดีใจ ทะลุสายโทรศัพท์มาพร้อมกับความยั่วยวนแบบเต็มพิกัด
"จะเป็นไปได้ไงล่ะจ๊ะ คราวนี้พี่จะมาอุดหนุนน้องอีกแล้วนะ ขอเพิ่มอีก 18 เครื่อง! เอาให้ครบเลขกลมๆ พี่จะเอาไปลงชั้นสองให้เต็มพื้นที่เลย!"
"18 เครื่อง?!"
ซุนเชี่ยนกรี๊ดลั่นสาย เห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นสุดขีด
"พี่เฉินรอเดี๋ยวนะคะ! หนูจะรีบไปเตรียมของให้พี่เดี๋ยวนี้เลย! คืนนี้... คืนนี้หนูจะไปหาพี่ที่ร้านนะคะ เราจะได้คุยรายละเอียดกัน!"
วางสายเสร็จ เฉินเฟิงก็อารมณ์ดีสุดๆ
คอมพิวเตอร์ 30 เครื่อง!
ถ้าเซตระบบเสร็จหมดเมื่อไหร่ ที่นี่จะกลายเป็นร้านเน็ตที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลินเจียงทันที!
...
วุ่นวายจนถึงเที่ยงคืน หลังจากต้อนรับลูกค้าที่มาเหมาข้ามคืนชุดสุดท้ายเสร็จ เฉินเฟิงก็บิดขี้เกียจ รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ
หลี่จื้อเฉิงกำลังเดินตรวจตราอยู่ห้องด้านใน ส่วนเฉินเฟิงเฝ้าอยู่หน้าเคาน์เตอร์คนเดียว
ตอนนั้นเอง เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นก็ดังแว่วมา
"พี่เฉิน ยังไม่นอนอีกเหรอคะ?"
หลินเหมยเฟิ่งหิ้วปิ่นโตใส่อาหารเดินเข้ามา
ตอนนี้เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศตอนกลางคืนเริ่มเย็น แต่หลินเหมยเฟิ่งก็ยังแต่งตัววาบหวิวเหมือนเดิม
เธอสวมเสื้อคาร์ดิแกนไหมพรมสีเบจทับไว้ด้านนอก แต่ด้านในกลับเป็นชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสีดำ
เนื้อผ้าของชุดเดรสลื่นไหลคล้ายผ้าไหม แนบสนิทไปกับเรือนร่างราวกับเป็นผิวหนังชั้นที่สอง
พอเธอเดินเข้ามาในร้าน กลิ่นหอมกรุ่นก็พัดมาปะทะจมูก ไล่ความหนาวเย็นยามค่ำคืนไปจนหมดสิ้น
"เหมยเฟิ่ง? ดึกป่านนี้แล้วมาทำอะไรเนี่ย?" เฉินเฟิงประหลาดใจเล็กน้อย
"ฉันเห็นไฟร้านพี่ยังเปิดอยู่ ก็เลยเดาว่าพี่ยังไม่นอน พอดีเพิ่งตุ๋นซุปกระดูกหมูเสร็จ เลยเอามาให้พี่บำรุงกำลังหน่อยค่ะ"
หลินเหมยเฟิ่งเดินมาที่หน้าเคาน์เตอร์ วางปิ่นโตลง
ดูเหมือนเธอจงใจไม่ติดกระดุมเสื้อคาร์ดิแกน พอก้มตัวลง คอเสื้อเดรสสายเดี่ยวสีดำก็ร่นต่ำลงมา
เฉินเฟิงเป็นผู้ชายเลือดร้อน พอเจอภาพบาดตาบาดใจแบบนี้เข้าให้ ลำคอก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว
หลินเหมยเฟิ่งเหมือนจะสัมผัสได้ถึงสายตาเร่าร้อนของเฉินเฟิง แต่เธอก็ไม่ได้ปิดบัง แถมยังหน้าแดงระเรื่อ ส่งสายตาหวานเยิ้มมองเขาอีกต่างหาก
"พี่เฉิน ช่วงนี้พี่ดูผอมลงไปนะ... วันหลังถ้าหิว ก็โทรหาฉันได้เลยนะ เดี๋ยวฉันจะทำของอร่อยๆ มาให้กิน"
เธอพูดพลางตักซุปใส่ชามยื่นให้
"เหมยเฟิ่ง คือว่า..."
"พี่เฉิน ฉันรู้ว่าพี่สะใภ้ทิ้งพี่ไปแล้ว พี่อยู่คนเดียวมันไม่ง่ายเลย..." หลินเหมยเฟิ่งกัดริมฝีปากล่าง เสียงเบาหวิวเหมือนยุงบิน "ฉันเองก็อยู่คนเดียวเหมือนกัน... ถ้าพี่ไม่รังเกียจ..."
เธอพูดยังไม่ทันจบประโยค แต่ความหมายมันชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งกว่าอะไรดี
ภายใต้แสงไฟสลัว ใบหน้าที่ยังคงความสวยพริ้งของเธอช่างดูยั่วยวนชวนมอง แววตาที่ทอดมองมาเต็มไปด้วยความปรารถนา
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะทะลุจุดเดือด จู่ๆ ก็มีเสียงไอแห้งๆ ดังมาจากบันไดชั้นสอง
"อะแฮ่ม! เอ่อ พี่ ปลั๊กไฟชั้นสองเหมือนจะหลวมไปนิดนึง เดี๋ยวผมขึ้นไปดูก่อนนะ!"
เสียงแหกปากดังลั่นของหลี่จื้อเฉิง ทำเอาบรรยากาศโรแมนติกแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
หลินเหมยเฟิ่งสะดุ้งโหยง หน้าแดงก่ำจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้
"งั้น... งั้นพี่เฉินรีบกินตอนร้อนๆ นะ ฉัน... ฉันขอตัวกลับก่อนล่ะ"
พูดจบ เธอก็รีบดึงเสื้อคาร์ดิแกนมาปิดหน้าอก หันหลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปทันที
เฉินเฟิงมองดูแผ่นหลังที่ยังคงส่ายสะโพกไปมาแม้ในยามตื่นตระหนกของเธอแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่นส่ายหน้า
ไอ้หลี่จื้อเฉิงนี่ มาได้ผิดจังหวะจริงๆ!
เฉินเสี่ยวเทียนที่ฟุบหน้าแกล้งหลับอยู่บนโต๊ะ แอบหรี่ตาขึ้นมามอง ในใจหัวเราะร่า
[ฮ่าๆๆ เสียงตะโกนของอาหลี่นี่ มันเป็นตัวช่วยเทพ... เอ๊ย ตัวทำลายล้างเทพชัดๆ]
[แต่ก็ดีเหมือนกัน ไฟรักของหลินเหมยเฟิ่งมันร้อนแรงเกินไปหน่อย ตอนนี้พ่อกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น จะมามัวลุ่มหลงอยู่ในดงสวาทไม่ได้เด็ดขาด]
[แม่ม่ายสาวสุดแซ่บแบบนี้ ต้องค่อยๆ ละเลียดชิม เลี้ยงไข้ไว้ก่อนถึงจะยิ่งน่าลิ้มลอง]
[งานด่วนตอนนี้ คือต้องรีบติดตั้งคอมพิวเตอร์ 30 เครื่องบนชั้นสองให้เสร็จ ขอแค่คอมฯ 30 เครื่องนี้รันเมื่อไหร่ กระแสเงินสดก็จะ... หึๆ ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่หลินเหมยเฟิ่งเลย จะรวบหัวรวบหางซุนเชี่ยนแม่ค้าขายคอมฯ ไปด้วยก็ยังได้!]