- หน้าแรก
- ลงชื่อเข้าใช้หนึ่งล้านปี ออกมาอีกทีพี่คือพระเจ้า
- บทที่ 100 ราชันมารผู้แข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 100 ราชันมารผู้แข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 100 ราชันมารผู้แข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 100 ราชันมารผู้แข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัว
รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูเฉิน ทว่าเมื่อมองจากสายตาของชายเผ่ามาร มันกลับดูไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มของมัจจุราชเลยแม้แต่น้อย
สำหรับซูเฉินแล้วเผ่ามารไม่ได้มีความน่ากลัวเลยสักนิด ตรงกันข้ามเขากลับชอบพวกตัวแจกประสบการณ์เหล่านี้เสียด้วยซ้ำ
การดูดซับแก่นแท้ต้นกำเนิดของพวกมันไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคืออาจทำให้ระดับพลังค่อนข้างไม่เสถียร แต่ขอเพียงใช้เวลาปรับพื้นฐานสักหน่อยปัญหานี้ก็จะหมดไป
"ตู้ม!"
ฝ่ามือขนาดมหึมาปรากฏขึ้น ชายเผ่ามารตกอยู่ตรงใจกลางฝ่ามือนั้นพอดี การโจมตีนี้เป็นเพียงการลงมือแบบส่งเดชของซูเฉิน ไม่ได้แฝงพลังอริยะเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงแค่พละกำลังทางกายภาพล้วนๆ
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่พละกำลังทั้งหมดของเขา
กายาเซียนปฐมกาลของเขานั้นแข็งแกร่งเกินหยั่งถึง หากเขาลงมืออย่างเต็มกำลัง เพียงแค่แรงลมที่เกิดจากการปะทะก็มากพอที่จะบดขยี้เผ่ามารตนนี้ให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงได้แล้ว
ชายเผ่ามารไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
เมื่ออยู่ต่อหน้าซูเฉิน เขาก็เป็นได้แค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะขัดขืน ทั้งสองคนอยู่ในระดับที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เขารู้ดีว่าวันนี้ซูเฉินไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน
สุดท้ายชายเผ่ามารก็กัดฟันกรอด แผดเสียงคำรามใส่ซูเฉินด้วยความโกรธแค้น
"ในเมื่อเจ้าคิดจะฆ่าข้า งั้นก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย"
ชายเผ่ามารไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาระเบิดตัวเองในทันที พลังมารอันบ้าคลั่งปะทุออกมารอบทิศทาง
สีหน้าของซูเฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเพิ่งจะเตรียมรวบรวมพลังมารเหล่านี้เอาไว้ แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดชะงักลง เพราะเขาพบว่าพลังมารทั้งหมดกำลังหลั่งไหลเข้าไปในรอยแยกมิติระหว่างสองภพ
"ซูเฉิน เจ้าตายแน่ รอให้ท่านราชันของข้ามาถึงก่อนเถอะ คนตระกูลซูทั้งหมดจะต้องกลายเป็นอาหารของเผ่ามารพวกเรา"
เสียงอันเยือกเย็นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งฟ้าดิน
เขายอมเสียสละตัวเองเพื่อให้ราชันมารจุติลงมาได้เร็วขึ้น มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะสามารถสังหารซูเฉินได้
หลังจากที่ช่องว่างมิติดูดซับพลังมารของชายเผ่ามารเข้าไป มันก็เริ่มส่งเสียงดังกึกก้อง รอยแยกขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พลังมารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยก ทั่วทั้งเมืองชิงเฟิงถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มก๊าซสีดำทะมึน บรรยากาศดูหนาวเหน็บและน่าหวาดผวายิ่งนัก
ต้วนซานเห็นเช่นนั้นก็ทนไม่ไหวจนต้องแผดเสียงตะโกน "ผู้อาวุโส รีบทำลายช่องทางมิติเร็วเข้า มิฉะนั้นหากยอดฝีมือเผ่ามารเข้ามาในภพหยางได้ ทั่วทั้งดินแดนตะวันออกจะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่"
แม้ซูเฉินจะมีความแข็งแกร่งมาก แต่ยอดฝีมือเผ่ามารที่กำลังจะข้ามมาในครั้งนี้ จะต้องเป็นถึงระดับอริยะอย่างแน่นอน
ดีไม่ดีอาจจะเป็นถึงระดับราชันอริยะหรือจักรพรรดิอริยะเลยด้วยซ้ำ
หากยอดฝีมือระดับนี้ก้าวเข้ามาในภพหยางได้ อาจก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ตามมา
เพราะยอดฝีมือระดับอริยะก็สามารถทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมต่อได้เช่นกัน หากไม่รีบสังหารพวกมันให้เร็วที่สุด ดีไม่ดีทั่วทั้งภพหยางอาจจะถูกยึดครอง และผู้คนทั้งหมดจะต้องกลายเป็นแหล่งพลังงานให้พวกมัน
ทว่าซูเฉินกลับไม่สนใจต้วนซานเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจับจ้องไปที่รอยแยกมิติอย่างไม่วางตา
หลังจากตรวจสอบกลิ่นอายที่อยู่ข้างในอย่างละเอียด รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
"กลิ่นอายพลังช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ น่าจะใกล้เคียงกับระดับจักรพรรดิอริยะแล้ว นี่คงเป็นยอดฝีมือระดับราชันมารสินะ ดูเหมือนตระกูลซูของข้ากำลังจะมีจักรพรรดิอริยะเพิ่มขึ้นมาอีกสามคนแล้วสิ"
ซูเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ท่าทีที่เคยสบายๆ เริ่มกลับมาจริงจังขึ้นเล็กน้อย
"ดูเหมือนจะต้องเอาจริงหน่อยแล้ว ต้องพยายามหลอมรวมแก่นแท้ต้นกำเนิดของพวกมันทั้งสามให้สมบูรณ์ที่สุด"
คนตระกูลซูล้วนมีกายาศักดิ์สิทธิ์ หากแก่นแท้ต้นกำเนิดของราชันมารทั้งสามคนนี้ไม่ถูกหลอมรวมอย่างสมบูรณ์ หลังจากดูดซับไปแล้วก็อาจจะยังไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับจักรพรรดิอริยะได้ อย่างมากก็คงหยุดอยู่แค่ระดับราชันอริยะเท่านั้น
เมื่อไปถึงระดับอริยะ ความเร็วในการทะลวงระดับจะช้าลงอย่างมาก
การทะลวงเข้าสู่ระดับจักรพรรดิอริยะโดยตรง ต่อให้ระดับพลังจะดูไม่เสถียรไปบ้าง แต่มันก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้มหาศาล
เพราะการจะทะลวงจากระดับราชันอริยะไปสู่จักรพรรดิอริยะ ต่อให้มีทรัพยากรมากมายคอยสนับสนุน ก็ยังต้องใช้เวลานานมากอยู่ดี
เมื่อต้วนซานเห็นซูเฉินยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความร้อนรน "ผู้อาวุโส หากไม่ทำลายช่องทางมิติ เกรงว่าภพหยางของพวกเราจะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ล้างโลกแน่ ขอผู้อาวุโสโปรดรีบลงมือเถอะขอรับ"
แน่นอนว่าเขาไม่ได้มีจิตใจสูงส่งถึงขั้นทำเพื่อปกป้องภพหยางอะไรหรอก
เพียงแต่หากยอดฝีมือเผ่ามารบุกเข้ามา เขาจะต้องเป็นคนแรกที่ตายต่างหาก
ด้วยอาการบาดเจ็บของเขาในตอนนี้ หากไม่ได้พักฟื้นสักสามถึงห้าเดือน ก็แทบจะไม่มีทางหายดีเลย หากเผ่ามารมาเยือนภพหยาง มีหรือที่พวกมันจะไม่จับเขากลืนกินทั้งเป็น
แถมแค่คลื่นพลังจากการต่อสู้ระหว่างซูเฉินกับยอดฝีมือเผ่ามาร ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาตายตกตามไปได้แล้ว
ทว่าสิ้นเสียงของต้วนซาน ทั่วทั้งราชวงศ์เป่ยเฟิงก็ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึน
"นี่มันอะไรกัน"
"ทำไมเมฆดำถึงได้หนาแน่นขนาดนี้"
ผู้คนนับไม่ถ้วนแหงนหน้ามองท้องฟ้า แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจเลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"ไม่ถูกสิ นี่ไม่ใช่เมฆดำธรรมดา พวกเจ้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกๆ ไหม มันเหมือนกับ... ปราณมารเลย"
"เจ้าอย่ามาขู่ข้าสิ ปราณมารหนาแน่นขนาดนี้ ต้องเป็นยอดฝีมือเผ่ามารระดับไหนกันถึงจะสร้างปรากฏการณ์แบบนี้ได้"
"ปรากฏการณ์น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ ข้าเดาว่าอย่างน้อยต้องเป็นเผ่ามารระดับอริยะแน่ๆ"
ในราชวงศ์เป่ยเฟิง มียอดฝีมือระดับหลอมรวมความว่างเปล่าบางคน เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนี้ พวกเขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบหนีเอาตัวรอดไปในทันที
ปราณมาร!
เป็นปราณมารของจริง!
คนอื่นที่พลังฝึกตนต่ำกว่าอาจจะสัมผัสได้ไม่ชัดเจน แต่พวกเขากลับรับรู้ได้อย่างแจ่มแจ้งว่านี่คือปราณมาร
มียอดฝีมือเผ่ามารจุติลงมาในภพหยางอีกแล้ว แถมยังเป็นยอดฝีมือที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
จบสิ้นแล้ว!
ณ พระราชวังหลวง
กษัตริย์เป่ยเฟิงมีแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา เขาเองก็อยากจะหนีเอาตัวรอดเช่นกัน แต่ก็ยังตัดใจทิ้งรากฐานของราชวงศ์เป่ยเฟิงไม่ได้
ทว่าหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะหนีเอาชีวิตรอด
ราชวงศ์เป่ยเฟิงจะสำคัญแค่ไหน ก็ไม่สู้ชีวิตของเขาหรอก
ราชวงศ์ล่มสลายไปยังสามารถสร้างใหม่ได้ แต่ถ้าตัวเขาตาย ทุกอย่างก็จบเห่
ในเมืองชิงเฟิง รอยแยกมิติเริ่มขยายกว้างขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ปราณมารอันมหาศาลไหลทะลักออกมา ชวนให้ผู้คนรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
วินาทีต่อมา ฝ่ามือขนาดมหึมาข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากรอยแยก
ตามมาด้วยข้างที่สอง และข้างที่สาม
เงาร่างขนาดมหึมาสามร่างกำลังพยายามดิ้นรนออกมาจากรอยแยกมิติ ราวกับต้องใช้ความพยายามอย่างแสนสาหัส
ทั้งสามร่างล้วนมีรูปลักษณ์ที่ดุร้ายน่ากลัว หน้าเขียวเขี้ยวโง้ง บางตัวถึงกับมีปีกงอกอยู่กลางหลัง กลิ่นอายบนร่างของพวกมันชวนให้รู้สึกหวาดผวายิ่งนัก รัศมีพันลี้รอบด้านล้วนเต็มไปด้วยปราณมารอันตลบอบอวล
"ฮ่าๆๆ ในที่สุดเปิ่นหวางก็เข้ามาในภพหยางได้สำเร็จ!"
"ข้า ราชันมารอสูรเขียว ในครั้งนี้จะต้องกลืนกินให้หนำใจ เพื่อเตรียมตัวทะลวงเข้าสู่ระดับจักรพรรดิมารให้จงได้"
ราชันมารหน้าเขียวเขี้ยวโง้งหัวเราะลั่น เสียงของมันแหลมปรี๊ดบาดแก้วหู
เมื่อต้วนซานได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
จบสิ้นแล้ว!
ทุกอย่างพังพินาศหมดแล้ว!
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบนร่างของเผ่ามารทั้งสามตน ประกอบกับคำพูดเมื่อครู่ หัวใจของเขาก็ร่วงหล่นลงไปถึงตาตุ่ม
ยอดฝีมือระดับราชันมาร!
นั่นหมายความว่าพวกมันอย่างน้อยต้องเทียบเท่ากับระดับปราชญ์อริยะสูงสุด!
ปราชญ์อริยะสูงสุดสามคนเชียวหรือ!
คราวนี้ไม่ใช่แค่เขาที่จะต้องตาย แต่ทั่วทั้งดินแดนตะวันออกจะต้องพังพินาศ ต่อให้ตระกูลซูออกหน้าก็ไม่อาจแก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว
เพราะตระกูลซูมีเพียงซูเฉินคนเดียวที่เป็นปราชญ์อริยะสูงสุด ลำพังเขาคนเดียวจะไปรับมือกับราชันมารทั้งสามได้อย่างไร
แววตาของต้วนซานว่างเปล่า ม่านพลังระหว่างสองภพอ่อนแอลงถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงขั้นที่ยอดฝีมือระดับราชันมารสามารถข้ามมายังภพหยางได้แล้ว
ไม่นานนัก ราชันมารทั้งสามก็หลุดพ้นจากรอยแยก และก้าวเข้ามาในภพหยางได้อย่างสมบูรณ์
ชั่วพริบตาเดียว กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็กวาดซัดไปทั่ว ผู้คนเกือบทั่วทั้งดินแดนตะวันออกต่างสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจนี้ เพราะกลิ่นอายของทั้งสามนั้นรุนแรงมากจริงๆ
ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนต่างพากันสะดุ้งตื่น พวกเขามองไปยังทิศทางของราชวงศ์เป่ยเฟิงด้วยความเคร่งเครียด
"ที่นั่น... เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!"
"ปราณมาร เป็นปราณมารที่รุนแรงมาก ยอดฝีมือเผ่ามารกำลังบุกโจมตีภพหยางแล้ว"
[จบแล้ว]