- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรบ้าอะไร ข้านั่งกดเกมสบายๆ ก็กลายเป็นเซียน
- บทที่ 120 เจ้าไม่ใช่มหาจื้อจุน
บทที่ 120 เจ้าไม่ใช่มหาจื้อจุน
บทที่ 120 เจ้าไม่ใช่มหาจื้อจุน
ภายในถ้ำมารสิงหยวน
เฉินฮ่วนร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง
กลิ่นอายของจื้อจุนหลายท่านกำลังใกล้เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ในบรรดานั้นยังมีกลิ่นอายของมหาจื้อจุนอยู่ด้วยท่านหนึ่ง
"จบเห่แล้ว พวกเราหนีไม่รอดแล้ว!"
เฉินฮ่วนมองฉีหยวน ไม่รู้ด้วยเหตุใด เขารู้สึกว่าฉีหยวนมีอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะหนึ่ง
"คนที่หนีไม่รอดคือพวกเขากระทัง ข้า ... เป็นจื้อจุนแล้ว" ภายในนัยน์ตาของฉีหยวน ภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้าได้สลายไปในพริบตา ราวกับว่าเขาผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานนับไม่ถ้วน
การทำความเข้าใจสิ้นสุดลง เขาก็ได้กลับคืนสู่โลกปัจจุบันของเกมแล้วเช่นกัน
"ลูกพี่ ... ท่านเป็นจื้อจุนแล้วหรือ" เฉินฮ่วนตกตะลึง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นดีใจอย่างยิ่ง
เขามองฉีหยวน รู้สึกว่าฉีหยวนยิ่งดูลึกลับคาดเดาไม่ได้มากขึ้นไปอีก
เมื่อครู่นี้ยังเป็นแค่เทพปกรณัมบนดินอยู่เลย เหตุใดจู่ๆ จึงกลายเป็นจื้อจุนไปได้ล่ะ
ทำความเข้าใจแก่นแท้แล้วหรือ
ปลุกวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ได้แล้วหรือ
"ตอนนี้ ถึงเวลาทำให้แผนการขั้นที่สามของข้าลุล่วงแล้ว สังหารศัตรูที่มาเยือน!" ฉีหยวนเตรียมจะเริ่มดำเนินแผนการอันรัดกุมของตนเอง
"ท่านเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับจื้อจุนทำไม่ได้หรอกขอรับ พวกเขามีมหาจื้อจุนอยู่ท่านหนึ่งวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้บรรลุถึงขั้นสลักแล้ว!" เมื่อเอ่ยถึงการสลัก แววตาของเฉินฮ่วนก็เผยความหวาดกลัวออกมา "วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ที่ถูกสลักเอาไว้ ต่อให้ค้นพบช่องโหว่ก็ไม่อาจเอาชนะได้อยู่ดีขอรับ!"
สิ่งที่เฉินฮ่วนกล่าวมา ฉีหยวนย่อมทราบดี
ในช่วงที่หลบหนีไปกับหนิงเถาและตอนที่ควบคุมวิถีมนุษย์มาร เขาก็มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจื้อจุนมากขึ้น
ผู้ที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตจื้อจุน วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ที่ควบคุมได้จะอยู่ในขั้นใช้หมด
ขั้นใช้หมดคือการควบคุมวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ยังไม่ค่อยเสถียรนัก อีกทั้ง ... ยังสิ้นเปลืองพลังงานมากและมีขีดจำกัด
เมื่อถึงขอบเขตจื้อจุนขั้นกลาง วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้จะบรรลุขั้นละเอียดอ่อน
สามารถควบคุมวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ได้อย่างละเอียดอ่อนใช้งานได้เป็นอย่างดีโดยไม่สูญเปล่าแม้แต่น้อย
ส่วนมหาจื้อจุนในขอบเขตจื้อจุนขั้นปลายก็จะบรรลุถึงขั้นสลักในตำนาน
นำวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้มาสลักไว้บนร่างกายและจิตวิญญาณของตนเอง
ไม่ต้องลงมือ วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ก็ก่อตัวขึ้นเอง
ช่องว่างระหว่างมหาจื้อจุนกับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจื้อจุนขั้นต้นช่างห่างไกลกันมากเกินไปจริงๆ
แค่ยื้อเวลาประวิงการต่อสู้ก็สามารถผลาญวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจื้อจุนขั้นต้นจนหมดสิ้นได้
"การสลัก ... แข็งแกร่งมากจริงๆ" ฉีหยวนฉีกยิ้มกว้าง "แต่ทว่า ... ข้าไม่ได้ฆ่าคนมานานนับหมื่นปีแล้วหิวกระหายจนแทบจะทนไม่ไหว จิตสังหารที่ข้าสะสมไว้ เอาออกมาทำให้เขาตกใจเล่นสักหน่อยดีกว่า!"
ฉีหยวนนั่งนิ่งอยู่ในประตูแห่งความแตกต่างไม่รู้ว่ากี่ปีต่อกี่ปี
เขาหลงลืมเวลาและหลงลืมตนเอง
เขาไม่ได้ฆ่าคนมาหลายปีแล้วจริงๆ
"ลูกพี่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าพวกเราเพิ่งจะสังหารจื้อจุนไปท่านหนึ่งแล้วก็ยังมีเทพปกรณัมบนดินอีกไม่น้อยเลยนะขอรับ!" เฉินฮ่วนยิ่งรู้สึกว่าลูกพี่ของตนผู้นี้พึ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย
บางครั้งก็ดูลึกล้ำคาดเดาไม่ได้ แต่บางครั้งก็เหลวไหลสิ้นดี
ท่าทางเหลวไหลนั้นช่างเหมือนกับเขาเหลือเกิน แต่ในเวลาเช่นนี้เฉินฮ่วนไม่หวังให้ฉีหยวนเหลวไหลเลยจริงๆ
บทสนทนาของทั้งสองดูเหมือนจะมีเนื้อหามากมาย แต่ก็พูดคุยกันจบภายในเวลาไม่ถึงสองลมหายใจเท่านั้น
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวได้มาเยือนอย่างสมบูรณ์ในวินาทีนี้เช่นกัน
เห็นเพียงจื้อจุนหกท่านยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศโอบล้อมฉีหยวนและเฉินฮ่วนไว้ทุกทิศทุกทาง
นักพรตจื่อมีนัยน์ตาลึกล้ำ เขามองดูคนทั้งสองพร้อมกับประกายความประหลาดใจในแววตา "พวกเจ้าสองคนสังหารอวี๋ไป๋จื้อจุนได้อย่างไร"
นักพรตจื่อพูดพลางทอดสายตาไปที่ฉีหยวนทั้งหมด
ส่วนเฉินฮ่วนนั้นถูกมองข้ามไปโดยสมบูรณ์
คนที่เหลือก็มองเฉินฮ่วนกับฉีหยวนด้วยใบหน้าประหลาดใจเช่นกัน
เพราะถึงอย่างไรพลังของอวี๋ไป๋จื้อจุนก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตา ต่อให้มีจื้อจุนสองท่านรุมโจมตีก็ไม่มีทางสังหารเขาได้เร็วถึงเพียงนั้น
แต่คนสองคนตรงหน้ากลับทำได้ บนตัวพวกเขามีความลับอันใดซ่อนอยู่กันแน่
ทั้งหกคนต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป ล้วนมีความคิดซ่อนอยู่ในใจ
สายตาของฉีหยวนก็ตกลงบนร่างของนักพรตจื่อเช่นกัน สายตาคมกริบดุจใบมีด เขาเอ่ยเสียงขรึม "เจ้าเองสินะที่ส่งอูถงมาลอบกัดข้า ผู้ใดให้ความมั่นใจและความกล้าแก่เจ้า ... มาลอบกัดข้ากันล่ะ"
ก่อนจะสู้กัน พลังใจห้ามอ่อนด้อยเด็ดขาด!
หมาในหมู่บ้านก่อนจะกัดกันยังต้องเห่าข่มขวัญไม่หยุดเลยไม่ใช่หรือไง
นักพรตจื่อผู้นี้มาลอบกัดเขาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เรื่องนี้จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างแน่นอน
เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินคำพูดของฉีหยวนก็หันไปมองนักพรตจื่อเช่นกัน
นักพรตจื่อเคยลอบกัดผู้พิทักษ์เมืองไร้หวนกลับด้วยหรือ
การที่เขาเดินทางมายังดินแดนพันเมืองในครั้งนี้ หรือว่า ... จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังจริงๆ
นักพรตจื่อไม่ได้อธิบาย เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง "จับเป็นผู้พิทักษ์เมืองไร้หวนกลับ ส่วนอีกคน ... ฆ่าทิ้งซะ"
เฉินฮ่วนได้ยินดังนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "ข้าคือศิษย์ของไป๋ตี้ จับเป็นข้าเหมือนลูกพี่ไม่ได้หรือไง"
จื้อจุนอีกห้าท่านรีบลงมือกับเฉินฮ่วนทันที
วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้อันน่าสะพรึงกลัวทั้งห้าสายพุ่งเป้าไปที่ร่างของเฉินฮ่วนโดยตรง
หากวิชาศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าสายนี้โจมตีโดนเป้าหมาย ต่อให้เฉินฮ่วนไม่ตายก็ต้องสาหัสเอาการ
"ลูกพี่ช่วยข้าด้วย!" เฉินฮ่วนกลายเป็นลำแสงพุ่งหลบหนี วิชาศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าสายติดตามมาติดๆ
เสียงของฉีหยวนลอยเข้าหูเฉินฮ่วนในวินาทีนี้
ฉีหยวนในยามนี้มีพลังแกร่งกล้าขึ้น ย่อมสามารถค้นพบช่องโหว่ของวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ทั้งห้าสายนั้นได้ง่ายขึ้น
เฉินฮ่วนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เผยความยินดี "ลูกพี่ ท่านคือพ่อบังเกิดเกล้าของข้าจริงๆ!"
เฉินฮ่วนราวกับมีเทพคุ้มครอง เขาสามารถหลุดรอดจากวิชาศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าสายมาได้ ทว่าเขาก็ยังคงถูกวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้สายหนึ่งเฉียดเข้าที่แขนจนขาดไปครึ่งท่อนทำให้เขาเจ็บจนหน้าเบี้ยว
ภาพฉากนี้ทำให้ทั้งหกคนในที่นั้นตื่นตะลึง
พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของตนเองจะถูกเฉินฮ่วนปัดป้องเอาไว้ได้
สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่ฉีหยวน มีทั้งความประหลาดใจ ตกตะลึง หวาดกลัว และยินดี
เสียงของฉีหยวนก็ดังขึ้นในเวลาเช่นนี้
"ตอนนี้ ... ตาข้าบ้างแล้ว!"
แม้โลกใบนี้จะเป็นเกม แต่มันก็สมจริงมาก ไม่ใช่การต่อสู้แบบสลับตากันโจมตีเสียหน่อย
การที่ฉีหยวนอดทนอดกลั้นไม่ยอมลงมือก็เพื่อมองให้ทะลุปรุโปร่งถึงวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของพวกเขา
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ก็คือมรรคาของพวกเขามันสามารถพุ่งตรงเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจได้
การโจมตีจากก้นบึ้งของหัวใจย่อมชักนำจิตมารออกมาได้ง่ายที่สุดเช่นกัน
คล้อยตามเสียงของฉีหยวน จื้อจุนทั้งห้าท่านในที่นั้นไม่รู้ด้วยเหตุใด จู่ๆ ในใจก็บังเกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
นักพรตจื่อย่อมนิ่งอยู่กลางอากาศ หรี่ตาลง สีหน้าไร้ซึ่งความหวาดกลัว
ในใจของเขามีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งว่า หากผู้พิทักษ์เมืองไร้หวนกลับลงมือ เขาสามารถสังหารจื้อจุนทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้นอกจากตัวเขาได้ทั้งหมด
และนี่ก็ ... ตรงกับความต้องการของเขาพอดี
ความลับและสมบัติของเมืองไร้หวนกลับควรจะตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
ฉีหยวนก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ชุดคลุมยาวของเขาปลิวไสวไร้สายลม
ชุดคลุมยาวของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในวินาทีนี้เช่นกัน
เขายืนอยู่กับที่ แววตาดำมืดและว่างเปล่าราวกับมาจากก้นบึ้งของหุบเหวลึก
มารดลใจผู้เป็นใหญ่แห่งแดนว่างเปล่า!
วินาทีนี้ฉีหยวนรีบใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของตนเองในทันที
เขามองไปยังจื้อจุนหญิงท่านหนึ่ง
ราคะ-เพลิงดอกบัวแดง!
ฉับพลันนั้นเอง บนร่างของจื้อจุนหญิงท่านนั้นก็มีเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนขึ้นมา เสื้อผ้าของนางถูกเผาผลาญจนหมดสิ้นในพริบตา
"ไม่!" ตาซ้ายของจื้อจุนหญิงท่านนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่าตาขวากลับเต็มไปด้วยตัณหา
กลิ่นอายของมารร้ายสายหนึ่งกำลังแผ่ซ่านอยู่บนตัวนาง
ร่างกายของนางราวกับกำลังจะระเบิดออก
สายตาของฉีหยวนตกลงบนร่างของบุรุษชุดขาวผู้หนึ่ง
ความเย่อหยิ่ง-ดวงตาแห่งสวรรค์
ฉีหยวนเอ่ยเสียงเบา "เกลียดที่สุดก็พวกขี้เก๊กนี่แหละ ถ้าจะมีใครขี้เก๊กก็ต้องเป็นข้าสิ!"
คล้อยตามเสียงของเขา บนร่างของบุรุษชุดขาวผู้นั้นก็มีมารร้ายตนหนึ่งคืบคลานออกมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
มารร้ายตนนั้นมีหน้าตาอัปลักษณ์น่ากลัวยิ่งนัก มันมีแววตาหยิ่งยโสไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา มันเกาะอยู่บนแผ่นหลังของบุรุษชุดขาวพร้อมกับโอบกอดลำคอของเขาไว้อย่างแผ่วเบา
ราวกับถูกเข็มทิ่มแทง ฝ่ามือที่หยาบกร้านดุจเปลือกไม้แห้งลากผ่านแผ่นหลัง ราวกับตะขาบกำลังไต่ขึ้นมาบนลำคอ ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว บุรุษชุดขาวบังเกิดความหวาดกลัวจับใจ
"ตัวอะไรเนี่ย!"
วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้สายหนึ่งฟาดลงบนลำคอของตนเอง มุมปากของเขาก็พ่นเลือดสดๆ ออกมา
เมื่อวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ถูกใช้งาน กลิ่นอายอันประหลาดก็แผ่ซ่านไปทั่ว
จื้อจุนทั้งห้าท่านในที่นั้นต่างมีสีหน้าหวาดกลัว โลภมาก หรือเต็มไปด้วยตัณหาราคะ
จิตวิญญาณของพวกเขาล้วนถูกโจมตี
สถานการณ์พลันกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
เฉินฮ่วนที่อยู่ไม่ไกลเห็นภาพฉากนี้ ภายในใจมีทั้งความตื่นตะลึงและหวาดกลัว เขาแอบชำเลืองมองฉีหยวน
ภายในใจอยากจะพูดเสียเหลือเกิน
เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่
แต่เขาก็ไม่กล้าถาม และไม่กล้าพูดออกไป
ภาพตรงหน้านี้ช่างน่าขนลุกเกินไปจริงๆ
ผู้พิทักษ์เมืองไร้หวนกลับผู้นี้ ลูกพี่ของเขา นี่มันมาดตัวร้ายชัดๆ
ใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์มารร้ายก็ถือกำเนิดขึ้น
โลกใบนี้มีวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้เช่นนี้อยู่ที่ใดกัน
ผู้บำเพ็ญเพียรบนโลกใบนี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่เกรงกลัวมารร้ายดั่งแมงป่องพิษ
ทว่าลูกพี่ของเขากลับ ...
เฉินฮ่วนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าหวาดหวั่นบนใบหน้าพลันสลายหายไป
ฉีหยวนมองจื้อจุนทั้งห้าท่านนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก "พวกเจ้ามีชีวิตมานานป่านนี้ผลาญเสบียงอาหารไปตั้งมากมาย ถึงเวลา ... ต้องตายเสียที"
คล้อยตามเสียงของฉีหยวน กลิ่นอายบนร่างของจื้อจุนทั้งห้าท่านก็มลายหายไปจนหมดสิ้นในพริบตา
จิตมารทะลวงร่าง พวกเขาสิ้นชีพในทันที
ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้สิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาติ ดังนั้น ... มารร้ายจึงไม่ก่อตัวขึ้นเช่นกัน
จื้อจุนผู้แข็งแกร่งถึงขีดสุดทั้งห้าท่านต้องจบชีวิตลงอย่างน่ารันทด
นัยน์ตาของนักพรตจื่อประกายความยินดีวาบหนึ่ง "วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของเจ้าน่าสนใจมากทีเดียว เพียงแค่ความคิดบังเกิดจิตมารก็ก่อตัว วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของเจ้า ... เรียกได้ว่าไร้เทียมทานในระดับเดียวกันเลยทีเดียว"
วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้มารดลใจเกิดจากการควบแน่นของต้นกำเนิดบาป
วิชาศักดิ์สิทธิ์ประเภทนี้สามารถชักนำจิตมารของมนุษย์ออกมาได้อย่างง่ายดาย
ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกหลิวเฟิงเดิมทีก็กักขังจิตมารไว้ในใจอยู่แล้ว เคล็ดวิชากักมารทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลว่าจิตมารจะพุ่งออกจากร่างอย่างกะทันหัน แต่ทว่าจิตมารก็ยังคงมีอยู่ตลอดไป
เมื่อถึงคราวสิ้นอายุขัย มารร้ายก็จะทะลวงร่างออกมา
วิชาศักดิ์สิทธิ์นี้เกิดมาเพื่อรับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรในโลกหลิวเฟิงโดยเฉพาะ
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจื้อจุนขั้นต้นทุกคน มีผู้ใดบ้างที่จะต้านทานวิชาศักดิ์สิทธิ์ของฉีหยวนได้สักกระบวนท่า
แน่นอนว่าหากเปลี่ยนเป็นโลกชางหลานวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้นี้คงไม่ไร้เทียมทานถึงเพียงนี้
แต่มันก็จะคอยกระตุ้นจิตมารเพื่อลดทอนพลังต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ดี
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะกุมความลับของเมืองไร้หวนกลับไว้ไม่น้อยเลยนะ" นัยน์ตาของนักพรตจื่อเต็มไปด้วยความประหลาดใจแกมยินดี
เขาได้รับรู้ผ่านแผ่นหินแห่งโชคชะตาว่าสถานที่ฝังศพของนางมารร้ายก็คือเมืองไร้หวนกลับ
ที่แห่งนั้นมีต้นกำเนิดของมารร้ายทั้งหมดอยู่
และวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่ฉีหยวนใช้ก็ตรงกับที่แผ่นหินแห่งโชคชะตาบันทึกไว้พอดี
หากเขาสามารถควบคุมต้นกำเนิดของมารร้ายทั้งหมดและล่วงรู้แก่นแท้ของจิตมารได้ล่ะก็
ในใต้หล้านี้ยังมีผู้ใดเป็นคู่มือของเขาได้อีก
เขาส่งอูถงไปลอบกัดฉีหยวนเพื่อวางแผนยึดเมืองไร้หวนกลับ
ต่อมาเขาได้รู้จากแผ่นหินว่าพุทธะหรือก็คือจอมมารนั้นถูกฝังร่างไว้ที่ตำหนักเทียนซิน
เพื่อวางแผนยึดตำหนักเทียนซิน เขาจึงปล่อยข่าวลวงว่ามารโลหิตอยู่ที่ตำหนักเทียนซินนึกไม่ถึงว่าจะฟลุกได้ผล
นักพรตจื่อมองฉีหยวนด้วยใบหน้าโลภมาก "หากเจ้ายอมสวามิภักดิ์ต่อข้าบอกความลับทั้งหมดของเมืองไร้หวนกลับมา ข้ายินดีจะรับเจ้าเป็นศิษย์ และมอบโอกาสให้เจ้าได้รับใช้ข้า"
ฉีหยวนได้ยินดังนั้นก็ปรายตามองนักพรตจื่อ แววตาประหลาดใจ "เจ้าก็ไม่ใช่ภรรยาของข้าเสียหน่อย เหตุใดจึงอยากเป็นอาจารย์ของข้าล่ะ"
เขาเคยมองแผ่นหลังอาจารย์ของตนเอง และได้ข้อสรุปมาว่าท่านอาจารย์ก็คือภรรยาของเขานั่นเอง
นักพรตจื่อผู้นี้เป็นชายเหม็นสาบผู้หนึ่งยังริอ่านอยากจะเป็นภรรยาเขาอีกหรือ
"ชายรักชายงั้นหรือ" ฉีหยวนมองนักพรตจื่อด้วยใบหน้าหวาดผวา "ชายรักชายอยู่ใกล้ตัวข้าแค่นี้เอง"
เขาอยากจะปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณ
คำพูดของฉีหยวนทำเอานักพรตจื่อถึงกับอึ้งไป เฉินฮ่วนเองก็อึ้งไปเช่นกัน
นี่มันกระบวนการคิดแปลกประหลาดอันใดกันเนี่ย
ชัดเจนว่ากำลังพูดเรื่องกราบอาจารย์ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับภรรยาเกี่ยวอะไรกับชายรักชายด้วยเนี่ย!
เฉินฮ่วนเอ่ยเสียงอ่อย "ลูกพี่ ไม่ก็ ... ท่านยอมๆ เขาไปเถอะขอรับ"
เขาเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับจื้อจุน ยังไม่ได้กลับบ้านเกิดอย่างสมเกียรติ ยังไม่ได้ไปอวดเบ่งต่อหน้าพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องเหล่านั้นเลย เขาไม่อยากตายไปแบบนี้หรอกนะ
ฉีหยวนแค่นเสียงเย็นชา "ต่อให้เขาคุกเข่าเป็นหมาของข้าข้ายังรังเกียจว่าสกปรกเลย"
เฉินฮ่วนได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง
ลูกพี่ ท่านจะกล้าหาญชาญชัยเกินไปแล้วกระมัง!
รอยยิ้มในแววตาของนักพรตจื่อหุบลงเล็กน้อย "ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่เต็มใจเป็นศิษย์ของข้าสินะ เจ้าสูญเสียโอกาสที่จะได้กลายเป็นราชาที่แท้จริงของโลกใบนี้ไปแล้วล่ะ"
เขามีสุดยอดของวิเศษอย่างแผ่นหินแห่งโชคชะตา ชาตินี้เขาถูกกำหนดให้รุ่งโรจน์ ต่อให้เป็นท่านผู้นั้นและไป๋ตี้หากมีเวลามากพอทั้งสองคนก็ไม่ใช่คู่มือของเขา เขามีลางสังหรณ์เช่นนี้มาตลอด
"ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าเหตุใดเจ้าจึงหลงตัวเองถึงเพียงนี้" ฉีหยวนมองนักพรตจื่อ "ข้าได้กลิ่นอายของสหายเก่าคนหนึ่งจากตัวเจ้า เจ้าหลงตัวเองเหมือนกับนางไม่มีผิด"
สหายเก่าผู้นั้นก็คือเทพธิดาฟ้าม่วง
นักพรตจื่อให้ความรู้สึกเหมือนกับเทพธิดาฟ้าม่วงราวกับแกะ
"ข้าหลงตัวเองเพราะข้ามีเหตุผลให้หลงตัวเองอย่างไรล่ะ จิตวิญญาณแห่งแก่นแท้ของเจ้าแข็งแกร่งก็จริง แต่มันก็ทำได้เพียงสังหารผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจื้อจุนขั้นต้นเท่านั้น ข้าคือมหาจื้อจุน มีวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้สลักอยู่บนร่างกายและจิตวิญญาณ ก่อกำเนิดขึ้นเองอย่างไร้ที่ติ วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของเจ้าจะมาทำร้ายข้าได้อย่างไร"
นี่ก็คือความมั่นใจของมหาจื้อจุน
วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ที่ถูกสลักไว้ไม่จำเป็นต้องใช้งานเลยแม้แต่น้อย เพราะตนเองก็คือวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้อยู่แล้ว
"คนหลงตัวเองคนก่อนหน้าก็ตายใต้คมกระบี่ของข้าไปแล้ว ส่วนเจ้า ... ก็คงอีกไม่ไกลแล้วล่ะ"
นัยน์ตาของฉีหยวนเผยให้เห็นถึงความตึงเครียด
มหาจื้อจุนแข็งแกร่งมากจริงๆ!
ตอนนี้ฉีหยวนสังหารจื้อจุนไปห้าท่าน เลเวลก็พุ่งพรวดไปถึง 124 เลเวลแล้ว
แต่นักพรตจื่อตรงหน้ากลับมีเลเวลถึง 189 เลเวล
มากกว่าเขาตั้งหกสิบกว่าเลเวล
เรียกได้ว่าเขาเคยท้าประลองข้ามระดับมาแล้ว แต่ยังไม่เคยข้ามระดับไปสู้กับคนเก่งขนาดนี้มาก่อนเลย
แต่ถึงอย่างนั้น นี่มันเกมไงล่ะ!
ลุยบอสคนเดียวถึงจะสะใจสิ
เขาถือกระบี่หัก มองดูนักพรตจื่อ ร่างกายของเขาสูงใหญ่ขึ้นในวินาทีนี้
เสี่ยวเจี้ย!
ร่วมรบเคียงบ่า!
ชุดเกราะสีแดงฉานสวมลงบนร่าง เลเวลของฉีหยวนก็พุ่งสูงขึ้นอีกห้าเลเวล
ช่องว่างระหว่างเขากับนักพรตจื่อก็แคบลงมาอีกหน่อย
ทว่าช่องว่างนั้น ... ก็ยังห่างกันมากอยู่ดี
"น่าสนใจดีนี่ ... แต่ของของเจ้า อีกเดี๋ยวก็จะเป็นของข้าแล้วล่ะ"
นักพรตจื่อมองฉีหยวนด้วยความสนใจใคร่รู้ ราวกับเด็กน้อยที่กำลังยืนดูมดขนย้ายรัง
สำหรับเขาแล้ว การที่ฉีหยวนขยายร่างสูงใหญ่ขึ้นเป็นหลายสิบจั้งและมีกลิ่นอายบนร่างแข็งแกร่งขึ้นระดับหนึ่ง ก็ไม่ต่างอะไรกับมดตัวเล็กๆ กลายเป็นมดตัวใหญ่เลย
"รับกระบี่ข้าไปซะ!"
ปราณกระบี่อันแข็งแกร่งแผ่กระจาย กระบี่นี้แฝงไปด้วยจิตมารอันไม่มีที่สิ้นสุดของฉีหยวน
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจื้อจุนขั้นต้น หากได้รับผลกระทบจากกระบี่นี้ ย่อมต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมชาติอย่างแน่นอน
แต่ทว่าคนที่เขาเผชิญหน้าอยู่คือมหาจื้อจุนท่านหนึ่งเชียวนะ!
นักพรตจื่อย่อมนิ่งไม่ไหวติง วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้สายหนึ่งก็พุ่งออกมาเอง
กระบี่อันแข็งแกร่งของฉีหยวนถูกนักพรตจื่อต้านทานไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ
นักพรตจื่อเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ "ส่งมากระบี่อีกหลายๆ กระบี่หน่อยสิ มิฉะนั้นหากเจ้าตายไป ข้าก็คงจะไม่ได้เห็นกระบี่เช่นนี้อีกแล้วล่ะ"
แน่นอนว่าเขาอยากจะอาศัยกระบี่ของฉีหยวนเพื่อทำความเข้าใจต้นกำเนิดบาป และล่วงรู้ความลับที่ฉีหยวนได้รับมาจากเมืองไร้หวนกลับ
เฉินฮ่วนเห็นภาพฉากนี้ก็ไม่ได้เอ่ยอันใด
การโจมตีของฉีหยวนไร้ผล ซึ่งก็ตรงกับที่เขาคาดการณ์ไว้
วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของฉีหยวนคืออาวุธสังหารสุดโหด หากปล่อยให้ฉีหยวนเติบโตจนถึงขอบเขตมหาจื้อจุน นอกจากไป๋ตี้และท่านผู้นั้นแล้ว เขาก็ถือว่าไร้เทียมทานเลยทีเดียว
ทว่าในตอนนี้เขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตจื้อจุนเท่านั้น
ช่องว่างระหว่างเขากับมหาจื้อจุนนั้นช่างห่างไกลกันเหลือเกิน
ฉีหยวนในเวลานี้กลับไม่ร้อนรน เขาเอ่ยขึ้นว่า "นักพรตจื่อ แท้จริงแล้ว ... เจ้าไม่ใช่มหาจื้อจุนหรอก"
แน่นอนว่ากระบี่ในมือของเขายังคงฟาดฟันลงมาอย่างต่อเนื่อง
ต่อสู้ไปพลางต่อล้อต่อเถียงไปพลาง
ฉีหยวนในอดีตเกลียดการกระทำเช่นนี้ที่สุด
น่าเสียดายที่ในตอนนี้เขาปลุกวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ได้แล้ว เพื่อให้เอาชนะคู่ต่อสู้ได้ดีขึ้น เขาจึงจำใจต้องยอมลดตัวลงมาใช้การต่อล้อต่อเถียงโจมตี
นักพรตจื่อได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้ม "เจ้านี่น่าสนใจจริงๆ"
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าเขาไม่ใช่มหาจื้อจุน
พูดเช่นนี้แล้วมันจะมีประโยชน์อันใด
"มหาจื้อจุนไม่ใช่แค่นำวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้มาสลักไว้บนร่างกายและจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังต้องสลักไว้บน ... มารร้ายด้วย มารร้ายก็เป็นส่วนหนึ่งของเจ้า หากไม่สลักไว้จะนับว่าเป็นมหาจื้อจุนได้อย่างไร" ฉีหยวนพูดจาเหลวไหลไร้สาระ
"หึ พ่นเรื่องไร้สาระ" วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของนักพรตจื่อพุ่งเป้าไปที่ร่างของฉีหยวน แต่ฉีหยวนกลับหลบพ้นได้อย่างง่ายดาย
นัยน์ตาของเขาประกายความประหลาดใจวาบหนึ่ง
"ตอนที่เจ้าฝึกฝนจนถึงขอบเขตมหาจื้อจุน เจ้าได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่เรียกหา ... กักมารหรือไม่" ฉีหยวนตั้งคำถามอีกครั้ง
แววตาของนักพรตจื่อพลันมืดครึ้มลงทันที "เจ้ารู้ได้อย่างไร"
หรือว่า ...
เขานึกถึงเมืองไร้หวนกลับที่เป็นสถานที่ฝังศพของนางมารร้าย
หรือว่าข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ผู้พิทักษ์เมืองไร้หวนกลับจะได้รับมาจากที่นั่น
ใบหน้าของฉีหยวนเผยรอยยิ้มลึกลับ
เคล็ดวิชากักมารเป็นสิ่งที่เขาได้มาจากการทำความเข้าใจประตูแห่งความแตกต่าง แล้วก็บรรยายธรรมในตอนนั้นเลย
ในสภาวะเช่นนั้น เขาไม่สามารถสอดไส้ช่องโหว่ใดๆ ลงในเคล็ดวิชาได้ และเขาก็คร้านจะทำด้วย
แต่ถึงกระนั้น เคล็ดวิชานั้นเขาก็เป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง
เคล็ดวิชาที่นักพรตจื่อฝึกฝนก็แตกแขนงมาจากเคล็ดวิชากักมาร เวลาฝึกฝนจะเกิดสถานการณ์อันใดขึ้นบ้างฉีหยวนย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี
"นั่นก็เพราะเคล็ดวิชาที่เจ้าฝึกฝนมีตำหนิอย่างไรล่ะ" ฉีหยวนจำแลงกายเป็นยอดนักต้มตุ๋นพูดจาไหลลื่นเป็นน้ำ "ตอนที่ก้าวเข้าสู่ระดับจื้อจุน พลังมนุษย์มารในจุดตันเถียนของเจ้าเคยพลิกตลบถึงสามครั้ง ตอนฝึกฝนครั้งล่าสุดพอเจ้าหลับตาลง จู่ๆ ในใจของเจ้าก็มีประตูบานหนึ่งปรากฏขึ้นมา ..."
สีหน้าของนักพรตจื่อมืดครึ้มลงเรื่อยๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นดีใจอย่างบ้าคลั่ง "ดูเหมือนว่าผลประโยชน์ที่เจ้าได้รับจากเมืองไร้หวนกลับจะมากเกินกว่าที่ข้าจินตนาการไว้เสียอีก!"
"ดังนั้นก็หมายความว่าแท้จริงแล้วเจ้าไม่ใช่มหาจื้อจุน วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ของเจ้ายังไม่ได้ถูกสลักลงบนร่างกายและจิตวิญญาณของเจ้าอย่างสมบูรณ์ ยังมีช่องโหว่อีกมาก ตอนนี้เจ้าก็เป็นได้มากสุดแค่จื้อจุนขั้นกลางเท่านั้น ไม่ใช่มหาจื้อจุนที่แท้จริง ส่วนท่านผู้นั้นและไป๋ตี้ต่างหากคือมหาจื้อจุนที่ไร้ตำหนิ" ฉีหยวนพ่นเรื่องไร้สาระมั่วซั่วไปหมด
"สิ่งที่เจ้าพูดน่าสนใจมากทีเดียว ถึงขั้นโน้มน้าวข้าได้เลยนะ ... แต่มันมีประโยชน์อันใด ถึงข้าจะไม่ใช่มหาจื้อจุนที่ไร้ที่ติแต่เจ้าก็เอาชนะข้าได้งั้นหรือ" ในใจของนักพรตจื่อเริ่มเชื่อคำพูดของฉีหยวนขึ้นมาบ้างแล้ว
"หากอยากจะกลายเป็นมหาจื้อจุนที่แท้จริง เจ้าก็ต้องลืม ... ว่าเจ้าคือมหาจื้อจุนจอมปลอม มิฉะนั้นชาตินี้เจ้าก็ไม่อาจก้าวเข้าสู่ขอบเขตมหาจื้อจุนที่แท้จริงได้หรอก!" ฉีหยวนถึงกับเผยธาตุแท้ออกมาในเวลานี้เอง
นักพรตจื่อมีอาการเหม่อลอยไปหนึ่งในหมื่นเสี้ยววินาที ลืมความจริงที่ว่าตนเองคือมหาจื้อจุน
ลืมงั้นหรือ
และในเวลานี้เอง นัยน์ตาของฉีหยวนก็ประกายความเฉียบคมออกมา
ถึงเวลาแล้ว!
เคล็ดวิชามหาลืมเลือน!
มารดลใจผู้เป็นใหญ่แห่งแดนว่างเปล่า!
เคล็ดวิชามหาลืมเลือนที่ลอบใช้งานมาตั้งนานแล้วได้ถูกขับเน้นพลังออกมาจนถึงขีดสุดในวินาทีนี้
นักพรตจื่อย่อมนิ่งอยู่กลางอากาศ แววตาของเขามีอาการเลื่อนลอยไปชั่วขณะหนึ่ง "ข้าไม่ใช่มหาจื้อจุนหรือ"
เขาลืมไปแล้วว่าตนเองคือมหาจื้อจุน
กลิ่นอายบนร่างของเขาร่วงหล่นลงมาในหนึ่งในหมื่นเสี้ยววินาทีนั้น
วิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ที่ไร้ที่ติก็เกิดช่องโหว่ขึ้นมาเช่นกัน
มารดลใจผู้เป็นใหญ่แห่งแดนว่างเปล่าก็เริ่มทำงานในวินาทีนี้เช่นกัน
จิตมารผุดขึ้นมาในใจของนักพรตจื่อ
ในพริบตาเดียวเขาก็มีสภาพดั่งจื้อจุนทั้งห้าท่านนั้น มารร้ายทะลวงออกจากร่าง
แววตาของเขาแจ่มชัดขึ้นมาในพริบตา นัยน์ตาประกายความหวาดกลัวและเดือดดาล เขาแผดเสียงคำรามลั่น "ข้าคือมหาจื้อจุน!"
[จบแล้ว]