- หน้าแรก
- โลกนี้มันเถื่อน ขอนั่งปั่นสกิลอยู่บ้านจนเป็นเซียน
- บทที่ 100 - รั้งอยู่ต่อ
บทที่ 100 - รั้งอยู่ต่อ
บทที่ 100 - รั้งอยู่ต่อ
บทที่ 100 - รั้งอยู่ต่อ
เมื่อมีหมู่บ้านปรากฏขึ้น ก็หมายความว่าสถานการณ์เริ่มปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว
บรรยากาศในขบวนอพยพกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผู้ฝึกตนเริ่มจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ห่างหายไปนาน กลับมาเติมเต็มขบวนอีกครา
ความเศร้าหมองและหดหู่ที่เกาะกินหัวใจมาหลายวัน ค่อยๆ ละลายหายไปดั่งน้ำแข็งที่ต้องแสงตะวัน
ทว่าเมื่อได้เห็นหมู่บ้านแห่งแรก ทุกคนก็ต้องพบว่ามันเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านเรือนอยู่แค่ร้อยกว่าหลังคาเรือนเท่านั้น
ชาวบ้านทั้งหมดล้วนเป็นคนธรรมดาสามัญ เมื่อเด็กๆ เห็นพวกผู้ฝึกตนต่างก็มองด้วยสายตาเทิดทูนบูชา แต่พวกผู้ใหญ่กลับมีสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง เกรงว่าขบวนผู้ฝึกตนเหล่านี้จะนำพาเภทภัยมาสู่หมู่บ้านของตน
เนื่องจากหมู่บ้านนี้ดำรงชีวิตแบบพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ไม่ได้มีการค้าขายกับคนภายนอก ทรัพยากรต่างๆ จึงขาดแคลนอย่างหนัก
ไม่ต้องพูดถึงสมุนไพรรักษาแผลล้ำค่าใดๆ เลย เพราะไม่มีเลยสักนิด
ส่วนอาหารการกินก็มีแต่ผักแห้งผักดองเท่านั้น
แม้ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะทำใจยอมรับสภาพได้ แต่สำหรับคนที่คาดหวังว่าจะได้เติมเสบียง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังไปตามๆ กัน
แต่เฉินผิงไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร สิ่งแรกที่เขาทำคือไปขอซื้อลาจากชาวบ้านมาสองตัว ให้เขาและอวี๋หลิงชุนขี่คนละตัว ถือเป็นการปลดปล่อยขาทั้งสองข้างให้เป็นอิสระเสียที
เมื่อเห็นดังนั้น จางเจิ้งและหลินฉางโส่วก็ไม่รอช้า รีบไปกว้านซื้อลามาบ้างคนละสองสามตัว
ในที่สุดแผ่นหลังที่โก่งงอของจางเจิ้งก็ได้รับการปลดปล่อย และที่น่ายินดีไปกว่านั้นก็คือ แม้เหลียงเยว่จะยังคงอ่อนแออยู่มาก แต่ท้ายที่สุดนางก็รอดชีวิตมาได้ เมื่อมีลาให้ขี่ จางเสียนชิวก็กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่ออีกครั้ง
น่าเสียดายที่ในหมู่บ้านมีลาอยู่ไม่กี่ตัว พวกผู้ฝึกตนที่มัวแต่ชักช้าจึงต้องอดไปตามระเบียบ และต้องทนเดินเท้าต่อไป
ระหว่างการเดินทาง เฉินผิงก็ใช้เวลาขณะขี่ลาฝึกฝน ‘วิชาควบคุมสัตว์อสูร’ ไปด้วย เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ด้วยประสบการณ์การควบคุมเจ้านกกระจอกวิญญาณมาก่อน ทำให้เขาสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาควบคุมลาได้อย่างรวดเร็ว และระดับความเชี่ยวชาญก็เพิ่มขึ้นอย่างพุ่งพรวด
พวกเขาเดินทางผ่านสภาพแวดล้อมเช่นนี้ไปอีกสองวัน ก็เริ่มเห็นหมู่บ้านประปรายปรากฏขึ้นมาอีก
หมู่บ้านเหล่านี้มีขนาดเล็กใหญ่ปะปนกันไป หมู่บ้านใหญ่ๆ หน่อยก็มีบ้านเรือนเกือบพันหลังคาเรือน ส่วนหมู่บ้านเล็กๆ ก็มีแค่ร้อยกว่าหลังเท่านั้น
คราวนี้พวกผู้ฝึกตนในขบวนเริ่มรู้แกวกันแล้ว ทันทีที่เข้าหมู่บ้าน สิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือแย่งกันซื้อลา ทำตัวราวกับพวกโจรปล้นสะดม ไม่มีมาดของผู้ฝึกตนผู้ทรงศีลหลงเหลืออยู่เลย ทำเอาชาวบ้านตกใจกลัวจนหัวหด แต่พอเห็นเงินแท่งขาวๆ วาววับใส่มือ พวกเขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยทีเดียว
รอบๆ หมู่บ้านมีพื้นที่เพาะปลูกกว้างขวาง ซึ่งเต็มไปด้วยพืชผลสีเขียวขจี
นอกจากหมู่บ้านและพื้นที่เพาะปลูกที่เห็นอยู่ประปรายแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นป่าดงดิบ หนองบึง หรือไม่ก็พื้นที่รกร้างว่างเปล่า
บางครั้งเดินเป็นวันเป็นคืนก็ไม่เห็นบ้านคนเลยสักหลัง
ช่างเป็นสถานที่ที่ผู้คนเบาบางเสียจริงๆ
แถมหมู่บ้านต่างๆ ก็ตั้งอยู่กระจัดกระจาย ไม่เป็นหมวดหมู่เอาเสียเลย
หลังจากเดินทางผ่านสภาพแวดล้อมแบบนี้มาอีกสามวัน ในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นเมืองเล็กๆ ที่ดูเป็นรูปเป็นร่างแห่งแรก
เย็นวันนั้น
ขบวนอพยพก็ตัดสินใจหยุดพักแรมที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้
เจ้าเมืองแห่งนี้เป็นเพียงคนธรรมดา แม้จะเป็นถึงเจ้าเมือง แต่กลับไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเมืองนี้
เพราะภายในเมืองยังมี ‘อาจารย์เซียนผู้ปราบมาร’ ประจำการอยู่ด้วย ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของสำนักหลิงเซียวที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่
และผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในตอนนี้ ก็เป็นผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่เช่นกัน เขาได้ออกมาร่วมต้อนรับและจัดหาที่พักให้กับขบวนอพยพพร้อมกับเจ้าเมือง
เมื่อเฉินผิงและอวี๋หลิงชุนเข้าพักในห้องรับรอง พวกเขาก็ปฏิเสธคำเชิญร่วมรับประทานอาหารค่ำ เฉินผิงจัดการติดยันต์สดับลมและวางกับดักต่างๆ จนเสร็จสรรพ เขาก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงทั้งที่ยังไม่ได้ถอดเสื้อผ้าด้วยซ้ำ ร่ายยันต์ทำความสะอาดใส่ตัวเองไม่กี่แผ่น แล้วก็หลับสนิทไปในทันที
ทั้งสองหลับสนิทไปจนถึงยามอู่ (11.00 น. - 13.00 น.) ของวันรุ่งขึ้น
และก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะมีคนมาปลุก
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เฉินผิงก็มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้นำตระกูลหนิงอยู่พักหนึ่ง จึงได้ทราบแผนการล่าสุดของจวนตระกูลหนิงและจวนตระกูลหวัง
เนื่องจากทั้งสองตระกูลยังมีลูกหลานคนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์อยู่ พวกเขาจึงตั้งใจจะเดินทางตรงไปยังสำนักหลิงเซียว เพื่อหวังให้ลูกหลานที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักหลิงเซียว เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะสืบทอดและรักษากำลังของตระกูลต่อไปได้
สำหรับผู้ฝึกตนอิสระที่ร่วมเดินทางมาด้วย ผู้นำตระกูลหนิงแนะนำให้พวกเขาเดินทางไปยังเมืองของผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้ที่สุด นั่นก็คือเมืองอวิ๋นจง
แน่นอนว่าใครจะเลือกไปเมืองอื่นๆ ก็ได้ แต่ระยะทางก็จะไกลกว่านี้
เฉินผิงขอดูแผนที่อาณาเขตของสำนักหลิงเซียว
เขาไล่สายตาหาเมืองเล็กๆ ที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้บนแผนที่ แล้วก็มองหาเมืองอวิ๋นจง รวมถึงเมืองของผู้ฝึกตนอื่นๆ ด้วย
สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลือกไปเมืองอวิ๋นจง
ไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่า เพราะมันอยู่ใกล้ที่สุดนั่นเอง
ระยะทางจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไปยังเมืองอวิ๋นจง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 วัน และเส้นทางก็ไม่ได้อันตรายเหมือนป่าไร้สิ้นสุดอีกแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่รกร้าง ต่อให้ต้องผ่านป่า ก็ไม่มีสัตว์อสูรระดับสูงให้ต้องกังวล
ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างทางยังมีหมู่บ้านให้แวะพักเป็นระยะๆ อีกด้วย
เมื่อเห็นเฉินผิงตั้งใจจะไปเมืองอวิ๋นจง ผู้นำตระกูลหนิงก็กล่าวว่า:
“สหายนักพรตเฉิน หากท่านจะไปเมืองอวิ๋นจง พวกเราก็ยังร่วมเดินทางไปทางเดียวกันได้อีกระยะหนึ่งนะ”
“ป้ายหยกชิ้นนี้ท่านเก็บไว้เถอะ ตอนที่เสี่ยวชีอยู่สำนักชิงอวิ๋น นางเคยรู้จักมักคุ้นกับเจ้าเมืองอวิ๋นจงอยู่บ้าง หากท่านแสดงป้ายหยกนี้ให้เขาดู ก็เหมือนกับได้พบนางนั่นแหละ ถือเสียว่าเป็นเครื่องรางคุ้มภัยให้กับสหายนักพรตเฉินในเมืองใหม่ก็แล้วกัน”
เฉินผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รับป้ายหยกมรกตนั้นมา พร้อมกับประสานมือคารวะขอบคุณ:
“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดี ขอบคุณผู้อาวุโสหนิงมากขอรับ ข้าตั้งใจจะไปที่เมืองอวิ๋นจงจริงๆ อย่างน้อยก็ขอไปดูลาดเลาก่อน ส่วนจะปักหลักอยู่ที่นั่นถาวรเลยหรือไม่ ก็คงต้องดูกันอีกที”
“จริงสิ ผู้อาวุโสหนิงเตรียมตัวจะออกเดินทางเมื่อไหร่หรือขอรับ?”
เฉินผิงรู้ดีว่าผู้นำตระกูลหนิงจงใจมอบน้ำใจให้เขา เขาถึงกับสงสัยว่าผู้นำตระกูลหนิงน่าจะพอเดาออกแล้วว่าเฉินฉางเซิงแห่งเขตเหนือก็คือเขาเอง เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ก็เท่านั้น
แถมกัวจื่อเจา ลูกน้องของเฉินฉางเซิง ก็ร่วมอยู่ในขบวนอพยพนี้ด้วย
“เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไรแล้วล่ะ พักผ่อนกันอีกสักวันเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางกัน” ผู้นำตระกูลหนิงกล่าว
เฉินผิงพยักหน้ารับ พูดคุยกับผู้นำตระกูลหนิงอีกสองสามประโยค ก็ขอตัวกลับไปที่ห้องพักของตน
เมื่อกลับมาถึง เขาก็เล่าแผนการของเขาให้อวี๋หลิงชุนฟังทันที
อวี๋หลิงชุนเห็นด้วยกับแผนของเฉินผิงทุกประการ สำหรับนางแล้ว เฉินผิงไปไหน นางก็จะไปที่นั่น
“ในเมื่อเราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า ถ้างั้นเดี๋ยวข้าจะออกไปเดินดูข้างนอกสักหน่อย เผื่อจะซื้อข้าวของจำเป็นเพิ่มอีกสักนิด” อวี๋หลิงชุนเสนอ
เฉินผิงรีบเตือนด้วยความรอบคอบ:
“สำหรับพวกเราแล้ว ที่นี่ถือเป็นเมืองใหม่นะ เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ระวังตัวไว้หน่อยจะดีกว่า เจ้าไม่ต้องออกไปหรอก เดี๋ยวข้าไปขอซื้อของจากเจ้าเมืองเอาเองก็ได้ อย่างมากก็จ่ายเงินให้เขาเพิ่มไปหน่อย”
อย่างน้อยก็ต้องเตรียมอาหารไว้ให้ลาสองตัวนั้นบ้าง ไม่อย่างนั้นระหว่างทางก็ต้องเสียเวลาแวะให้มันกินหญ้าตามข้างทางอีก
ระหว่างที่เขากำลังคุยกับอวี๋หลิงชุนอยู่นั้น จางเจิ้งก็แวะมาหา
เขาหอบหนังยันต์สำเร็จรูปปึกใหญ่มาให้เฉินผิง และดึงดันจะมอบให้ฟรีๆ ไม่ยอมรับเงินเด็ดขาด
จางเจิ้งเองก็ได้ยินเรื่องแผนการล่าสุดของจวนตระกูลหนิงแล้ว ท้ายที่สุดเขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก:
“สหายนักพรตเฉิน ขอบคุณท่านมากที่คอยช่วยเหลือข้ามาตลอดทาง บุญคุณนี้ข้าคงไม่มีปัญญาตอบแทนได้หมดแน่ๆ... แต่ว่า ข้าตัดสินใจจะอยู่ที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ก่อน ข้าคงไม่ได้ไปเมืองอวิ๋นจงแล้วล่ะ พวกเราคงต้องแยกย้ายกันตรงนี้ หวังว่าวันหน้าคงมีโอกาสได้พบกันใหม่นะ”
“จะไม่ไปเมืองอวิ๋นจงแล้วหรือ? เส้นทางหลังจากนี้ก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรมากแล้วนะ” เฉินผิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
อุตส่าห์รอดตายจากป่าไร้สิ้นสุดอันแสนอันตรายมาได้แล้ว ยังจะต้องมากังวลกับการเดินทางอีกสิบวันที่เหลืออยู่อีกหรือ?
เมืองนี้มันก็แค่เมืองเล็กๆ ของคนธรรมดาเท่านั้นเอง
พลังวิญญาณก็แทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ
จางเจิ้งถอนหายใจอย่างจนปัญญา:
“ภรรยาของข้าร่างกายอ่อนแอลงทุกวัน อย่าว่าแต่สิบวันเลย แค่เดินทางต่ออีกสองสามวันก็ถือว่าเป็นเรื่องทรมานสำหรับนางแล้ว ข้ากลัวว่านางจะเป็นโรคเรื้อรังติดตัวไปตลอดชีวิต ข้าไม่กล้าพานางเดินทางต่อแล้วล่ะ เมื่อเช้าข้าออกไปเดินสำรวจดู ถึงแม้เมืองนี้จะไม่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียร แต่ก็มีข้าวของเครื่องใช้สำหรับคนธรรมดาครบครัน ข้าก็เลยตัดสินใจจะตั้งรกรากอยู่ที่นี่สักปีครึ่งปี รอให้นางพักฟื้นจนร่างกายกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ดีก่อน แล้วข้าค่อยไปเมืองอวิ๋นจง ถ้าถึงตอนนั้นเรายังมีวาสนาต่อกัน พวกเราคงได้เจอกันอีก”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
เขายอมเสียสละความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรของตนเองเพื่อภรรยาเลยหรือนี่
เฉินผิงรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก
แต่ก็นั่นแหละ ที่นี่คืออาณาเขตของสำนักหลิงเซียว มีการค้าขายติดต่อกันเป็นประจำอยู่แล้ว หากไม่ไปตอนนี้ วันหน้าก็ยังมีโอกาสให้ไปอีกถมเถ
ตกดึก
เฉินผิงแปลงโฉมเป็นเฉินฉางเซิงแห่งเขตเหนือ แล้วแอบไปพบกัวจื่อเจา
เขาสั่งให้กัวจื่อเจาเดินทางไปที่เมืองอวิ๋นจง และให้รอฟังข่าวจากเขาที่นั่น
ความจริงแล้ว กัวจื่อเจาเองก็พอจะเดาออกอยู่รางๆ ว่าลูกพี่เฉินฉางเซิงของเขาคือใคร
การเดาตัวตนของเขาที่นี่ง่ายกว่าตอนอยู่เมืองเหลียนอวิ๋นมากนัก เพราะที่นั่นคนเยอะ แต่ในขบวนอพยพนี้มีผู้ฝึกตนอิสระอยู่แค่หยิบมือ แถมยังล้มตายไประหว่างทางอีกเพียบ และในบรรดาผู้ฝึกตนที่เหลือรอด ก็มีระดับเลี่ยนชี่ขั้นปลายอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
ขอบเขตตัวเลือกมันแคบมาก จึงเดาได้ไม่ยากเลย
แต่เมื่อเฉินผิงไม่ยอมปริปากพูด เขาก็ไม่กล้าเอ่ยถาม
และแน่นอนว่าเฉินผิงเองก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายพอจะเดาออก แต่ต่างฝ่ายต่างก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป
วันรุ่งขึ้น ขบวนอพยพก็ออกเดินทางกันต่อ
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่จางเจิ้งคนเดียวที่เลือกจะรั้งอยู่ต่อ จำนวนผู้ฝึกตนอิสระที่ร่วมเดินทางไปยังเมืองอวิ๋นจงเหลือเพียงหกเจ็ดสิบคนเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่เลือกที่จะหยุดพักฟื้นฟูร่างกายที่เมืองแห่งนี้
การเดินทางในครั้งนี้ราบรื่นไร้อุปสรรค
จนกระทั่งเข้าสู่วันที่หก จวนตระกูลหนิงและจวนตระกูลหวังก็ต้องแยกทางกับกลุ่มของเฉินผิง
“สหายนักพรตเฉิน ไว้พบกันใหม่นะ” ผู้นำตระกูลหนิงประสานมือคารวะ
เฉินผิงคารวะตอบ:
“ผู้อาวุโสหนิง ขอบคุณสำหรับการดูแลตลอดเส้นทางนะขอรับ ไว้พบกันใหม่”
“รอให้เรื่องที่สำนักหลิงเซียวจัดการเรียบร้อยแล้ว ตระกูลของข้าก็อาจจะย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองอวิ๋นจงก็ได้นะ เมื่อถึงเวลานั้น บางทีพวกเราอาจจะได้พบกันอีก” ผู้นำตระกูลหนิงเอ่ยยิ้มๆ
เฉินผิงพยักหน้ารับคำ
ห่างออกไปไม่ไกลนัก คุณหนูเจ็ดมองดูเฉินผิงสลับกับอวี๋หลิงชุนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะหันหลังเดินตามขบวนใหญ่ของตระกูลจากไป
ผ่านไปอีกหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็เริ่มมองเห็นเมืองอวิ๋นจงอยู่ลิบๆ
[จบแล้ว]