- หน้าแรก
- องค์ชายหกสายปั่น ขอทำตัวจืดจางดูพี่น้องตีกัน
- บทที่ 182 - ผู้จุดชนวน
บทที่ 182 - ผู้จุดชนวน
บทที่ 182 - ผู้จุดชนวน
บทที่ 182 - ผู้จุดชนวน
"เจ้าสาม ตามข้ามา"
จอมมารเพลิงหิ่งห้อยเซี่ยงหลิงซางค่อยๆ ลุกขึ้นจากบัลลังก์ แล้วพาเซี่ยงเทียนเฟิงเดินออกไปจากตำหนักจอมมาร
บุตรชายอีกเจ็ดคนที่เหลือต่างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ราวกับว่าดาบที่จ่อคอหอยอยู่ได้ถูกปลดออกไปเสียที
" วิถี ของเสด็จพ่อ แท้จริงแล้วคือวิถีแบบไหนกันแน่" พี่ใหญ่เซี่ยงเทียนเฉียนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
ในฐานะผู้สืบทอดกายาสวรรค์บรรพกาลเหมือนกับเซี่ยงหลิงซาง เซี่ยงเทียนเฉียนถือว่าเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเดินตามรอยเส้นทางของเขา ตอนนี้เซี่ยงเทียนเฉียนเองก็กำลังอยู่ในช่วงค้นหาวิถีของตัวเองพอดี ถ้าได้รู้ก็จะสามารถเดินตามเส้นทางเดียวกับเซี่ยงหลิงซางได้เลย
ทว่า วิถี ของแต่ละคนนั้นเป็นความลับสุดยอดที่ไม่มีใครยอมแพร่งพรายให้ใครรู้
เพราะถ้าหากศัตรูล่วงรู้ความลับของ วิถี ของเรา เขาก็อาจจะหาทางแก้ทางจนทำให้เราตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้
ดังนั้น แม้แต่บุตรชายอย่างเซี่ยงเทียนเฉียน เซี่ยงเสวียนถัง และเซี่ยงเสวียนเกอเอง ก็ไม่มีใครรู้เลยว่า วิถี ของเซี่ยงหลิงซางคืออะไร
คำถามของเซี่ยงเทียนเฉียนก็เป็นสิ่งที่พี่น้องคนอื่นๆ อยากรู้เช่นกัน แต่ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะได้รู้คำตอบเลย
เซี่ยงหลิงซางในเวลานี้น่ากลัวเกินไป ไม่มีใครอยากจะทนอยู่ใกล้ๆ เขานานๆ หรอก นับประสาอะไรกับการไปซักไซ้ไล่เลียงความลับสวรรค์แบบนั้น
ถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาก็มีสิทธิ์ตายได้ง่ายๆ ใครจะกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงล่ะ
"ไปกันเถอะ"
พี่ใหญ่เซี่ยงเทียนเฉียนพาน้องเจ็ดเซี่ยงเสวียนซงเดินออกไป
พี่สี่กับพี่ห้าก็เดินตามออกไปติดๆ
เหลือเพียงเขากับเซี่ยงเสวียนถังและเซี่ยงเทียนเล่ยรั้งท้ายอยู่
เขาหันไปถามเซี่ยงเสวียนถังด้วยความสงสัย "เจ้าแปด เราจะไปแดนผีกันยังไงล่ะ"
เซี่ยงเสวียนถังมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ "แล้วตอนที่ท่านเดินทางมาที่ฝั่งโน้น ท่านมาได้ยังไงล่ะ"
เขาถามกลับด้วยความประหลาดใจ "เจ้าหมายถึงให้บินไปงั้นหรือ"
เซี่ยงเสวียนถังพยักหน้าตอบอย่างมั่นใจ "ก็ต้องบินไปสิ ไม่อย่างนั้นจะให้ไปวิธ๊ไหนล่ะ"
"แล้วค่ายกลเคลื่อนย้ายล่ะ" เขาถามด้วยความสงสัย "ค่ายกลโบราณแบบเมื่อกี้ไง"
เซี่ยงเสวียนถังส่ายหน้า "ค่ายกลโบราณมีใช้แค่ในอาณาเขตของฝั่งโน้นซึ่งเป็นแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก แค่นั้นก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว จะให้สร้างค่ายกลที่ข้ามผ่านแม่น้ำแห่งต้นกำเนิดทั้งสายได้ยังไง"
"เอ่อ..."
เขาเกาหัวแกรกๆ "ถ้าอย่างนั้น มันจะไม่ใช้เวลานานมากหรือไง"
เซี่ยงเสวียนถังอธิบาย "จริงๆ แล้วก็ไม่ได้นานขนาดนั้นหรอก อย่างมากก็แค่ปีหรือสองปีเท่านั้นแหละ"
เขาจึงถามต่อ "แล้วเจ้ารู้ตำแหน่งที่ตั้งของแดนผีหรือเปล่า"
เซี่ยงเสวียนถังดีดนิ้วดังเป๊าะ ชั่วพริบตาเดียวก็มีแผนที่แผ่นหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
"ท่านลองดูนี่สิ..."
เมื่อเขาได้เห็นแผนที่ที่แสดงอาณาเขตทั้งหมดของแม่น้ำแห่งต้นกำเนิด ภาพตรงหน้าก็ปรากฏชัดเจนต่อสายตาของเขาทันที
"นี่มัน..." เขาเบิกตากว้างมองแผนที่ของแม่น้ำแห่งต้นกำเนิดด้วยความตื่นตะลึง
มูลค่าของแผนที่แผ่นนี้น่าจะประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว ต้องรู้ก่อนว่าคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนแม่น้ำแห่งต้นกำเนิด ล้วนไม่เคยรับรู้ถึงรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของโลกใบนี้เลย
ทุกคนเกิดมาและตายไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร
แม้แต่ตัวเขาเอง ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะพอปะติดปะต่อเรื่องราวของโลกใบนี้ได้เลือนรางจากการส่งทาสแมลงกู่ไปเกิดใหม่ในด่านเคราะห์วัฏสงสาร แต่ตอนนี้กลับมีแผนที่ของโลกทั้งใบมาวางอยู่ตรงหน้า จะไม่ให้เขาตกตะลึงได้อย่างไร
เขากวาดสายตาสำรวจดูแผนที่อย่างละเอียด
มีแม่น้ำห้าสาย ห้าต้นกำเนิด ไหลมารวมกันที่จุดสิ้นสุด ณ ฝั่งโน้น
และฝั่งโน้นก็ถูกหุบเหวเซียนปิดกั้นเอาไว้
ส่วนสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหุบเหวเซียนนั้นคืออะไร ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลย
"ที่แท้รูปร่างหน้าตาของแม่น้ำแห่งต้นกำเนิดก็เป็นแบบนี้นี่เอง..." เขาถึงกับบางอ้อ
เซี่ยงเสวียนถังรีบเตือนขึ้นมา "พี่หก ท่านถือแผนที่กลับหัวน่ะ"
"หืม"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกลับด้านแผนที่ให้ถูกต้อง และนั่นก็ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
"หมายความว่ายังไง"
เซี่ยงเสวียนถังอธิบาย "ตามความเข้าใจของยอดฝีมือระดับราชันพิภพและระดับวิถีมรรคส่วนใหญ่ ห้าดินแดนใหญ่ที่ว่านั้นเป็นเพียงแค่สายน้ำย่อยเท่านั้น ส่วนฝั่งโน้นที่เราอยู่นี้ และหุบเหวเซียนต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของแม่น้ำแห่งต้นกำเนิด แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าแม่น้ำแห่งต้นกำเนิดไหลมาจากไหน รู้เพียงแค่ว่าที่นั่นคือต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตแห่งความมืด..."
"ซี้ด..."
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ "ห้าดินแดนใหญ่เป็นแค่สายน้ำย่อย ส่วนฝั่งโน้นต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดงั้นหรือ"
เซี่ยงเสวียนถังพยักหน้า "นี่คือความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ที่รวบรวมมาจากเหล่ายอดฝีมือมากมายในหลายยุคหลายสมัย"
เขาขมวดคิ้ว "แล้วทำไมถึงมีหุบเหวเซียนล่ะ หุบเหวเซียนมันเกิดขึ้นมาได้ยังไง"
เซี่ยงเสวียนถังตอบ "จากความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ เชื่อกันว่าเบื้องหลังหุบเหวเซียนมีสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดที่แข็งแกร่งกว่าพวกเรามาก และเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตในฝั่งนี้ ยอดฝีมือระดับสูงสุดท่านหนึ่งจึงได้ใช้พลังตัดขาดโลกสองฝั่งออกจากกัน พวกเราถึงได้มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ยังไงล่ะ"
"..."
เขาเบิกตากว้าง "ตัดโลกให้ขาดสะบั้นเนี่ยนะ เป็นไปได้ด้วยหรือ"
เซี่ยงเสวียนถังยักไหล่ "มันก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานน่ะ"
เขาถึงกับกรอกตาขึ้นฟ้า "อ้อ ที่แท้ก็มโนไปเองทั้งนั้น ถ้าให้ข้ามโน ข้าก็แต่งเรื่องได้เป็นฉากๆ เหมือนกันแหละ"
เซี่ยงเสวียนถังทำหน้าจริงจัง "แต่นี่เป็นข้อสันนิษฐานที่ได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้มีสติปัญญาและยอดฝีมือระดับสูงสุดมาแล้วนักต่อนักเลยนะ"
"..."
เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองฉลาดไปกว่าคนอื่นหรอก ดังนั้นเขาก็คงต้องยอมรับข้อสันนิษฐานนี้ไปโดยปริยาย
"สิ่งมีชีวิตแห่งความมืดที่แข็งแกร่งกว่างั้นหรือ" เขาขมวดคิ้วแน่น
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหนักใจ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ การบรรลุขึ้นสู่ระดับวิถีมรรคก็คงยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับพวกมันแน่!
เพราะแม้แต่เซี่ยงหลิงซางที่แผ่รังสีอำมหิตน่ากลัวขนาดนั้น ก็ยังไม่มีทางทำลายโลกทั้งใบได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวเลย
"แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งมีชีวิตแห่งความมืดก็ยังคงปรากฏตัวขึ้นที่ฝั่งนี้อยู่ดีนี่..." เขายังคงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
"นั่นเป็นเพราะผนึกมันเริ่มคลายตัวลงแล้ว" เซี่ยงเสวียนถังสูดลมหายใจเข้าลึก "เกรงว่าอีกไม่กี่ยุคสมัยข้างหน้า คงจะมีสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดที่แข็งแกร่งกว่านี้หลุดเข้ามาได้แน่ๆ ตอนนี้ทุกคนมัวแต่หลับหูหลับตาต่อสู้แย่งชิงกันเอง ถึงตอนนั้นจะต้องมานั่งเสียใจทีหลังอย่างแน่นอน"
"เอ่อ..." เขาได้แต่นิ่งเงียบไป
"แล้วทำไมเจ้าไม่ลองเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่อ ให้ล้มเลิกความคิดที่จะเปิดฉากสงครามเทพมารดูเล่า"
"ข้าไม่กล้าหรอก" เซี่ยงเสวียนถังตอบหน้าตาย
จากสถานการณ์ในตอนนี้ เขาก็พอจะเดาออกแล้วว่า ผู้จุดชนวนสงครามเทพมารในครั้งนี้ก็คือจอมมารเพลิงหิ่งห้อยเซี่ยงหลิงซางนั่นเอง
เพราะตามหลักแล้ว ยุคสมัยนี้ควรจะเป็นของแดนเทพ แดนมารไม่ควรทำตัวแข็งกร้าวแบบนี้
ในยุคสมัยอื่นๆ จอมมารคนอื่นๆ ก็ยังอยู่กันอย่างสงบสุข แล้วทำไมพอเซี่ยงหลิงซางขึ้นมาเป็นจอมมาร ถึงได้คิดจะเปิดฉากมหาพิธีบูชายัญโลหิตก่อนกำหนดล่ะ
เห็นได้ชัดว่าเซี่ยงหลิงซางนั่นแหละที่เป็นตัวปัญหา แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำไปเพื่ออะไร
หรือเขาไม่รู้ว่าการทำแบบนี้มันจะทำให้เกิดความบาดหมางกับแดนเทพ
แดนเทพไม่มีทางยอมถอยให้แน่ๆ ยุคสมัยนี้ควรจะเป็นของพวกเขาอยู่แล้ว จะยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ได้ยังไง
ถ้าขืนยอมถอย ก็เท่ากับเป็นตัวตลกให้ชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะสิ
ถ้าเป็นแบบนั้น สงครามเทพมารก็ต้องปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
"เสด็จพ่อก็คงมีเหตุผลของเขาแหละ ส่วนเหตุผลนั้นคืออะไร ข้าเองก็ไม่เคยเดาใจเขาถูกเลยสักครั้ง"
เซี่ยงเสวียนถังถอนหายใจยาว
แม้ว่าเซี่ยงเสวียนถังจะยกย่องตัวเองว่าเป็นคนฉลาดที่สุดในใต้หล้า แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อของเขาอย่างเซี่ยงหลิงซาง เขาก็ยังเป็นแค่ลูกไก่ในกำมืออยู่ดี
"เสด็จพ่ออยากจะบ้าเลือดไปคนเดียวก็ปล่อยเขาไปเถอะ แล้วทำไมจอมมารอีกสามคนถึงได้บ้าจี้ตามเขาไปด้วยล่ะ" เขาพูดด้วยความระอาใจ
"นั่นสิ เสด็จพ่อใช้วิธีไหนไปโน้มน้าวใจจอมมารพวกนั้นกันนะ" เซี่ยงเสวียนถังก็อยากรู้เหมือนกัน
เซี่ยงเทียนเล่ยที่เอาแต่นิ่งเงียบมาตั้งแต่ต้น จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ข้ารู้"
[จบแล้ว]