- หน้าแรก
- องค์ชายหกสายปั่น ขอทำตัวจืดจางดูพี่น้องตีกัน
- บทที่ 179 - เหล่าพี่น้อง
บทที่ 179 - เหล่าพี่น้อง
บทที่ 179 - เหล่าพี่น้อง
บทที่ 179 - เหล่าพี่น้อง
เหนือตำหนักจอมมาร เซี่ยงหลิงซางในชุดที่มีเส้นผมสีขาวลากยาวจรดพื้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืน และก้าวเดินช้าๆ เข้ามาหาเซี่ยงเสวียนเกอทีละก้าว
เซี่ยงเสวียนเกอที่เพิ่งจะถอนหายใจโล่งอกไปเมื่อครู่ กลับต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้ง ความรู้สึกเหมือนกับมีภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
เซี่ยงหลิงซางได้กลายเป็นตัวแทนของความอันตรายไปโดยไม่รู้ตัว ทุกท่วงท่าการขยับเขยื้อนล้วนนำมาซึ่งการทำลายล้าง ความพินาศ และความตาย
"เสด็จพ่อ..." เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ แม้จะรู้ดีว่าเซี่ยงหลิงซางคงไม่คิดจะทำร้ายเขา แต่สัญชาตญาณลึกๆ ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้ว่าตัวเองอาจจะโดนฆ่าตาย
เซี่ยงหลิงซางโค้งตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะคว้าแขนดึงตัวเซี่ยงเสวียนเกอให้ลุกขึ้นมาจากพื้น พร้อมกับปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าให้เขาเบาๆ
ภาพที่เห็นทำเอาหลี่จิงเสี่ยวและยอดฝีมือแดนมารคนอื่นๆ ถึงกับตาโตเบิกกว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
จอมมารเพลิงหิ่งห้อยผู้ฆ่าคนเป็นผักปลา กลับมีมุมอ่อนโยนเอาใจใส่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
แล้วพวกตนจะโดนเซี่ยงหลิงซางฆ่าปิดปาก เพราะบังเอิญไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าหรือเปล่านะ
เซี่ยงเสวียนเกอเองก็มองเซี่ยงหลิงซางด้วยความประหลาดใจเช่นกัน อย่าว่าแต่ตอนที่เข้าสู่วิถีมารเลย ต่อให้เป็นจักรพรรดิเสินอู่เซี่ยงหลิงซางในอดีต ก็ไม่เคยมีมุมที่อ่อนโยนขนาดนี้มาก่อนเลยสักนิด
"ไปเถอะ ไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องของเจ้าเสียสิ" ริมฝีปากบางของเซี่ยงหลิงซางค่อยๆ ขยับยิ้ม รอยยิ้มที่ควรจะดูอบอุ่นเป็นกันเอง แต่ในเวลานี้กลับยังคงให้ความรู้สึกที่ยากจะคาดเดาความหมาย
'พี่น้องงั้นหรือ' เมื่อได้ยินคำนี้เขาก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
ตามที่เขารู้มา สองพ่อลูกตระกูลเซี่ยงน่าจะพลัดหลงกันตอนที่ทวีปไร้ขอบเขตถูกพวกนักล่าโลกซุ่มโจมตีไม่ใช่หรือ
แถมตอนที่เขาส่งทาสแมลงกู่เข้าสู่ด่านเคราะห์วัฏสงสารเพื่อสืบข่าว เขาก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของพี่น้องคนอื่นๆ เลยนี่นา
เขารีบประสานมือคารวะพร้อมกล่าว "ลูกขอตัวลาพ่ะย่ะค่ะ"
เซี่ยงหลิงซางในตอนนี้ ทำให้เขาไม่อยากจะอยู่ใกล้ด้วยเลยแม้แต่วินาทีเดียว ความกดดันที่ทำให้แทบหายใจไม่ออกแผ่ซ่านอยู่ทุกหนทุกแห่ง เซี่ยงหลิงซางเปรียบเสมือนศูนย์กลางของความอันตรายทั้งปวง
หลังจากที่เขาเดินถอยหลังออกมา ยอดฝีมือแดนมารคนอื่นๆ ก็รีบเดินตามเขาออกมาติดๆ ทันที
ในเมื่อเซี่ยงหลิงซางไม่ได้เอ่ยปากตบรางวัลให้ พวกเขาก็ต้องรู้จักเจียมตัวและรีบไสหัวไปให้พ้นๆ
เรื่องในวันนี้พวกตนถือว่าไม่มีความดีความชอบ แต่ก็ไม่มีความผิดเช่นกัน หากจอมมารเพลิงหิ่งห้อยเซี่ยงหลิงซางรู้ว่าพวกตนเจอเซี่ยงเสวียนเกอแล้วไม่ยอมพามาเข้าเฝ้า พวกตนคงต้องโดนดีเป็นแน่
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!!
หลังจากเดินออกจากตำหนักจอมมาร เขาก็หันไปถามหลี่จิงเสี่ยวและคนอื่นๆ ว่า "พี่น้องของข้าอยู่ที่ไหน"
หลี่จิงเสี่ยวและพรรคพวกแสร้งทำเป็นดีใจจนเนื้อเต้น แต่ในใจกลับด่าทอสาปแช่งเขากันระงม นี่กะจะสูบเลือดสูบเนื้อกันให้หมดตัวเลยหรือไง
"องค์ชายหก โปรดตามพวกข้าน้อยมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะนำทางท่านไปพบองค์ชายพระองค์อื่นๆ เอง"
หลี่จิงเสี่ยวและยอดฝีมือแดนมารเดินนำทางอยู่ด้านหน้า ไม่นานนักก็พาเขามาถึงเขตวังชั้นในของเมืองลอยฟ้า ซึ่งเป็นที่ประทับของเหล่าองค์ชาย
ขณะที่ก้าวเดินไปบนพื้นอิฐหินที่ปูด้วยกระดูกขาว เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ด้วยสายตาของเขาในตอนนี้ มีหรือที่จะดูไม่ออกว่ากระดูกเหล่านี้เป็นของจริง มันคือกระดูกของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่ถูกนำมาสร้างเป็นเมือง และแน่นอนว่าในนั้นย่อมมีกระดูกของมนุษย์รวมอยู่ด้วย
"เจ้าแปด!"
วินาทีต่อมา เมื่อเขาเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย เขาก็เผลอหลุดปากร้องเรียกออกมาทันที
หลี่จิงเสี่ยวและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "คารวะองค์ชายแปดพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม" เซี่ยงเสวียนถังหันขวับมามองทันทีที่ได้ยินเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นเซี่ยงเสวียนเกอ ใบหน้าของเขาก็ฉายแววประหลาดใจ ก่อนจะหันไปสั่งหลี่จิงเสี่ยวและคนอื่นๆ ที่กำลังทำตัวไม่ถูกว่า "พวกเจ้าถอยไปได้แล้ว"
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายแปด" หลี่จิงเสี่ยวและคนอื่นๆ ราวกับได้รับนิรโทษกรรม พวกเขารีบเผ่นแน่บออกจากวังชั้นในไปอย่างรวดเร็ว
เขามองดูเซี่ยงเสวียนถังน้องชายคนที่แปด ด้วยความรู้สึกคิดถึงสุดหัวใจ "ไม่ได้เจอกันตั้งสองร้อยกว่าปี เจ้าแปด เจ้านี่ก็ยังดูสง่างามไม่เปลี่ยนเลยนะ"
เซี่ยงเสวียนถังในตอนนี้แทบจะไม่ต่างอะไรกับตอนหนุ่มๆ เลย ในฐานะยอดฝีมือระดับแดนผ่านเคราะห์ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีอายุขัยยืนยาวหลายพันปี ตอนนี้เขาเพิ่งจะอายุแค่สองร้อยกว่าปี ยังมีชีวิตอีกยาวไกลรออยู่เบื้องหน้า
"ข้าก็นึกว่าพี่หกจะไม่มาเสียแล้ว" แววตาของเซี่ยงเสวียนถังดูลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
"ทำไมข้าถึงจะไม่มาล่ะ" เขาถลึงตาใส่เซี่ยงเสวียนถัง
ต้องรู้ก่อนว่าบนโลกใบนี้ อาณาเขตของเสด็จพ่อเซี่ยงหลิงซางนี่แหละคือสถานที่ที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยมากที่สุด
ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเซี่ยงหลิงซางเข้าสู่วิถีมาร เขาจึงไม่รู้ว่าท่าทีของเซี่ยงหลิงซางที่มีต่อลูกๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าพวกพี่น้องต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว เขาจะมัวมานั่งกลัวอะไรอยู่เล่า
"สงครามเทพมารที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ท่านก็คิดจะเข้าร่วมด้วยงั้นหรือ นี่มันผิดวิสัยของท่านเลยนะ" เซี่ยงเสวียนถังทำท่าครุ่นคิด "แต่ก็อย่างว่าแหละ สองร้อยปีผ่านไป นิสัยขี้ขลาดตาขาวของท่านก็คงเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยทีเดียว"
"ใช่แล้วล่ะ ทุกคนล้วนเปลี่ยนไปกันหมด คนที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็คงเป็นเสด็จพ่อนี่แหละ..."
เซี่ยงเสวียนถังเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ทอดสายตามองดูท้องฟ้าสีเทาหม่นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย รำพึงรำพันถึงชีวิตที่ไม่แน่นอนและวันเวลาที่โหดร้ายไร้ความปรานี
"เดี๋ยวก่อน!"
เซี่ยงเสวียนเกอสะดุ้งเฮือก อ้าปากค้างมองเซี่ยงเสวียนถังอย่างไม่อยากจะเชื่อ "สงครามเทพมารอะไรกัน เข้าร่วมอะไรกัน"
เหตุผลที่เขาดั้นด้นมาขอสวามิภักดิ์ต่อเซี่ยงหลิงซางถึงฝั่งโน้น ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มหาพิธีบูชายัญโลหิตลุกลามมาถึงตัวเขา
หากต้องเลือกระหว่างฝ่ายที่ริเริ่มมหาพิธีบูชายัญโลหิต กับฝ่ายที่ต้องตกเป็นเหยื่อ แน่นอนว่าเขาต้องเลือกอยู่ฝ่ายริเริ่มอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้พอได้ยินคำพูดของน้องแปดเซี่ยงเสวียนถัง เขากลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์ใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที
เซี่ยงเสวียนถังหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "กะแล้วเชียว ว่าท่านไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริงๆ"
"สรุปแล้ว ตอนนี้สถานการณ์มันเป็นยังไงกันแน่" เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก
เซี่ยงเสวียนถังสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบว่า "จอมมารทั้งสี่แห่งแดนมารได้หารือกัน และตัดสินใจที่จะเปิดฉากมหาพิธีบูชายัญโลหิต"
"เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว" เขาพยักหน้า
เซี่ยงเสวียนถังพูดต่อ "แต่ผู้ที่เป็นเจ้าภาพมหาพิธีในยุคสมัยนี้ ควรจะเป็นแดนเทพต่างหาก"
"แล้วยังไงต่อ" เขายิ่งรู้สึกใจคอไม่ดีหนักกว่าเดิม
จู่ๆ เซี่ยงเสวียนถังก็พูดเปรียบเปรยขึ้นมาอย่างมีอารมณ์ขันว่า "ถ้าท่านกำลังหิวโซ แล้วในมือมีหมั่นโถวอยู่ก้อนหนึ่ง แต่มีคนจะมาแย่งหมั่นโถวของท่านไป ท่านจะทำยังไงล่ะ"
เขาเบิกตากว้าง "หมายความว่าแดนเทพกับแดนมารกำลังจะทำสงครามกันงั้นเหรอ"
เซี่ยงเสวียนถังพยักหน้า "พวกเรากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับมหันตภัยครั้งใหญ่แห่งฟ้าดิน ที่รุนแรงยิ่งกว่ามหาพิธีบูชายัญเสียอีก!"
"สงครามเทพมาร พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ!"
"..."
เซี่ยงเสวียนเกอถึงกับปวดฟันจี๊ดขึ้นมาทันที ถ้ารู้ว่าที่นี่มันอันตรายขนาดนี้ เขาคงไม่มาเหยียบเด็ดขาด
ถ้ารู้ล่วงหน้าว่ามหาพิธีบูชายัญโลหิตจะยังไม่เริ่มขึ้น เขาคงหาซอกหลืบที่ไหนสักแห่งซ่อนตัวอยู่เงียบๆ แล้วรอให้สงครามเทพมารจบลงก่อนค่อยโผล่หัวออกมา
เซี่ยงเสวียนถังมองทะลุความคิดตื้นๆ ของเขาออก จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า "หากสงครามเทพมารปะทุขึ้นเมื่อไหร่ เกรงว่าแดนอื่นๆ ทั้งแดนสัตว์อสูร แดนผี และแดนพุทธ ก็คงไม่อาจรอดพ้นจากภัยสงครามไปได้เช่นกัน ถึงตอนนั้นทั่วทั้งแผ่นดินนี้ จะยังมีสถานที่ไหนปลอดภัยอยู่อีกหรือ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็นิ่งเงียบไป ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หากสงครามปะทุขึ้น การเลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด
พวกทำตัวเป็นไม้หลักปักเลนมักจะเป็นพวกแรกที่โดนกำจัดทิ้งเสมอ
เขาคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็โพล่งถามขึ้นมาว่า "ถ้าอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นมหาพิธีบูชายัญโลหิตหรือมหาพิธีบูชายัญทองคำ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนแม่น้ำแห่งต้นกำเนิดก็จะต้องถูกนำไปบูชายัญจนหมดสิ้นงั้นหรือ"
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เซี่ยงเสวียนถังก็พยักหน้ารับด้วยความเศร้าสลด "พี่หก ทั้งท่านและข้าต่างก็เคยผ่านการเป็นฮ่องเต้มาแล้ว ย่อมรู้ดีว่าราษฎรก็เปรียบเสมือนมดปลวก ไม่ถูกคนนี้กิน ก็ถูกคนนั้นกิน พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรเลยสักนิด"
เขาถึงกับพูดไม่ออก
เซี่ยงเสวียนถังพูดต่อ "ทุกๆ ยุคสมัยจะต้องมีการเก็บเกี่ยวเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง โลกที่เป็นเจ้าภาพจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือข้อตกลงที่เหล่ายอดฝีมือระดับสูงสุดต่างก็รู้กันดีและถือปฏิบัติสืบต่อกันมา"
"โลกใบนี้น่ะ มันเกินเยียวยาแล้ว ข้าถึงได้... เลิกเป็นปราชญ์ยังไงล่ะ"
[จบแล้ว]