- หน้าแรก
- มือปราบปีศาจเริ่มต้นจากพลังตบะหกสิบปี
- บทที่ 635 พลังฝีมืออันแข็งแกร่งไร้เปรียบปาน
บทที่ 635 พลังฝีมืออันแข็งแกร่งไร้เปรียบปาน
บทที่ 635 พลังฝีมืออันแข็งแกร่งไร้เปรียบปาน
บทที่ 635 พลังฝีมืออันแข็งแกร่งไร้เปรียบปาน
"อัจฉริยะและยอดคนระดับปีศาจทั้งหมดในอาณาเขตชางจะมารวมตัวกันงั้นรึ?" หลังจากได้ยินข่าวนี้ ทุกคนล้วนแต่ตระหนกตกใจในใจ
แม้แต่กู้เฉินเองก็เช่นกัน ภายในดวงตามีประกายประหลาดใจวาบผ่าน เกิดความสนใจขึ้นมา
"พี่ชาย ท่านรู้ข่าววงในอะไรมาใช่หรือไม่ ช่วยเปิดเผยให้พวกเราฟังสักหน่อยได้ไหม?" ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความร้อนรน
ผู้ที่ปล่อยข่าวนี้ออกมาคือชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เมื่อเห็นฝูงชนที่มุงดูทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็นราวกับเด็กน้อย เขาก็ยิ้มอย่างเย่อหยิ่งพลางกล่าวว่า "พวกเจ้าไม่ระแคะระคายข่าวคราวอะไรเลยงั้นรึ?"
"พี่ชาย ท่านอย่ามัวแต่อมพะนำอยู่เลย รีบเล่ามาเถอะ!" ชายหนุ่มเร่งเร้า
แม้ชายวัยกลางคนจะดูหยิ่งยโสอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้โยกโย้เล่นตัว เพราะกลัวจะยั่วโทสะฝูงชน จึงกล่าวไปตามตรงว่า "มีข่าวลือวงในแพร่สะพัดมาว่า เมื่อไม่นานมานี้ มีแดนสวรรค์วิมาน หรือก็คือดินแดนลี้ลับแห่งหนึ่งปรากฏขึ้น ดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังใหญ่หลายแห่งในอาณาเขตชาง ทั้งราชวงศ์เทียนหมิง สำนักกระบี่นภา และหุบเขาเพลิงอัคนี ที่มาของมันไม่ธรรมดา ภายในซุกซ่อนมรดกตกทอดและวาสนาอันแข็งแกร่งไว้มากมาย จะต้องดึงดูดวีรบุรุษและอัจฉริยะปีศาจในอาณาเขตชางมาได้จำนวนมากเป็นแน่!"
"ไม่มีข่าวที่ละเอียดกว่านี้แล้วหรือ?" เมื่อเห็นชายวัยกลางคนหยุดพูดเพียงแค่นี้ คนอื่นๆ ก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันที
ชายวัยกลางคนส่ายหน้า กล่าวว่า "ข่าวของข้านับว่ารวดเร็วมากแล้ว ดินแดนลี้ลับแห่งนั้นเพิ่งถูกค้นพบได้ไม่นาน คาดว่าอีกสักระยะ น่าจะมีข่าวที่แน่ชัดแพร่สะพัดออกมา"
เวลานั้น จู่ๆ ก็มีคนเอ่ยขึ้นมาว่า "พวกเจ้าว่า หากดินแดนลี้ลับเปิดออกในครั้งนี้ กู้จิ่วเกอจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่?"
"หากเขาต้องการเข้าร่วม ก็ต้องผ่านด่านตรงหน้านี้ไปให้ได้เสียก่อน สำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ ต่อให้เป็นทายาทสำนักเร้นกายแล้วจะทำไม ลอบใช้วิธีการบางอย่างสังหารเขาทิ้ง ขอเพียงไม่ทิ้งหลักฐานไว้ แล้วใครจะเอาผิดสำนักวายุกับหุบเขาวิญญาณราตรีได้?"
"ยิ่งไปกว่านั้น ข้าได้ยินมาว่า เบื้องหลังสำนักวายุยังมีราชวงศ์เทียนหมิงหนุนหลังอยู่ ยามนี้มียอดฝีมือของราชวงศ์เทียนหมิงคอยนั่งเมืองอยู่ที่สำนักวายุด้วย"
เมื่อผู้คนได้ยินเช่นนั้นก็พากันพยักหน้า สำนักเร้นกายแม้จะแข็งแกร่ง แต่ราชวงศ์เทียนหมิงก็ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่ากันเลย
กู้เฉินยืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีข่าวสารอะไรที่เป็นประโยชน์แล้ว เขาก็เดินจากไป เริ่มต้นออกตามล่าเหยื่อของตนเอง
สำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีต้องการหมายหัวเขา แต่กู้เฉินก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเปิดฉากสังหารล้างบาง
อย่างไรเสีย หุบเขาวิญญาณราตรีก็เป็นเผ่าพันธุ์อื่น ยิ่งสังหารมากเท่าใด พลังฝีมือของเขาก็จะยิ่งยกระดับได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น
ในปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้กู้เฉินลอบหลบหนีไป ตามค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติทั้งเล็กและใหญ่ทั่วทั้งมณฑลหาน สำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีต่างก็ส่งคนไปเฝ้าคุ้มกัน คอยจับตาดูอยู่อย่างลับๆ
ดังนั้น ภายในเมืองเอกของมณฑลหาน หลังจากกู้เฉินเดินเตร็ดเตร่ไปมาอย่างเปิดเผยอยู่รอบหนึ่ง ก็เป็นไปตามคาด เขาถูกผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตปฐพีสามคนจากสำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีหมายหัวเข้าจนได้
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแดนสวรรค์ แม้จะไม่เปิดเผยพลังฝีมือ แต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมา ก็แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตวิถียุทธ์มากนัก ทุกท่วงท่าอากัปกิริยาราวกับสามารถชักนำพลังฟ้าดินได้
"กู้จิ่วเกอ ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมาเสียที บิดานึกว่าเจ้าจะมุดหัวอยู่ใต้กระโปรงพวกผู้หญิงสำนักวิญญาณน้ำแข็งไปตลอดชีวิตเสียอีก!" ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ายักษาหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่งเอ่ยปากด่าทอ
จะว่าไปแล้ว ความจริงเผ่ายักษามีความเกลียดชังกู้เฉินมากกว่าสำนักวายุเสียอีก เพราะเย่มัวที่ตายด้วยน้ำมือเขานั้น คือบุตรชายแท้ๆ ของผู้นำเผ่ายักษา และเป็นนายน้อยของพวกมัน!
หลังจากทราบข่าวการตายของเย่มัว ผู้นำเผ่ายักษาก็โกรธจัด หลังจากระบายโทสะจนหนำใจแล้ว ก็ได้ตั้งค่าหัวกู้เฉินไว้สูงลิบลิ่วภายในหุบเขาวิญญาณราตรี เพียงเพื่อต้องการเอาชีวิตของเขา
สำหรับคนของเผ่ายักษาทุกคน ขอเพียงใครสามารถสังหารกู้เฉินได้ ก็จะได้รับผลประโยชน์มหาศาลเทียมฟ้า ถึงขั้นสามารถได้รับวิชาลับที่สืบทอดกันมาของเผ่ายักษาเลยทีเดียว
ดังนั้น หากเทียบกับสำนักวายุแล้ว เผ่ายักษาจึงใส่ใจกับการตามล่ากู้เฉินมากกว่า
อีกด้านหนึ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตปฐพีสองคนของสำนักวายุก็จ้องมองกู้เฉินตาเป็นมัน หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นว่า "ในชีวิตนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าจะได้ลงมือเด็ดหัวอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่สามารถจารึกชื่อบนทำเนียบทองคำแห่งอาณาเขตได้ด้วยตัวเอง ช่างทำให้ข้ารู้สึกตื่นเต้นจริงๆ"
ขณะที่พูด บนใบหน้าของคนผู้นั้นก็ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาหลงใหลในความรู้สึกเช่นนี้มาก
การเด็ดหัวอัจฉริยะ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นอัจฉริยะที่จารึกชื่อบนทำเนียบทองคำ เรื่องเช่นนี้จะกลายเป็นวีรกรรมที่เจิดจรัสที่สุดในชีวิตของพวกเขาต่อจากนี้ไป
"ถ้าฆ่าเจ้าได้ ชื่อของพวกเราก็คงจะเลื่องลือไปทั่วทั้งอาณาเขตชางด้วยสินะ?" คนของสำนักวายุอีกคนหนึ่งก็มีสายตาดูแคลน กล่าวออกมาเช่นกัน
พวกเขาทั้งสามล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแดนสวรรค์ อายุอานามไม่ใช่น้อย ควบแน่นชีพจรสวรรค์ภายในร่างกายได้ถึงเจ็ดสิบแปดสิบเส้น จึงมั่นใจว่าต่อให้กู้เฉินจะไม่ธรรมดาเพียงใด หากพวกเขาร่วมมือกัน ก็ย่อมสามารถจัดการเขาได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น คนของสำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรียังเชื่อว่า กู้เฉินมีความเป็นไปได้สูงที่จะยังคงอยู่ในขอบเขตเทวมนุษย์ ยังไม่ได้ทำลายขีดจำกัดของขอบเขตวิถียุทธ์เพื่อบรรลุถึงขอบเขตแดนสวรรค์
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสามคนจึงยิ่งทำตัวไม่รีบร้อน กระทั่งมีความคิดอยากจะทรมานกู้เฉิน เพื่อจะได้เห็นสีหน้าหวาดผวา หรือแม้แต่ท่าทีร้องขอชีวิตจากใบหน้าของยอดคนระดับปีศาจที่หาตัวจับยากในโลกหล้าผู้นี้
"ความคิดเข้าท่าดี แต่ความเป็นจริงนั้นโหดร้าย" กู้เฉินสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยปากกล่าวเช่นนี้
"จะมัวพูดพล่ามกับมันอยู่ทำไม ตัดแขนตัดขามันให้กลายเป็นหมูมนุษย์ไปก่อนเลย!" ผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งของสำนักวายุตวาดลั่น กล่าวว่า "วิชาจับวายุคว้าเงา!"
ชั่วพริบตา ภาพติดตาปรากฏขึ้นเต็มท้องฟ้า ณ ที่แห่งนี้ได้แยกย้ายร่างเงาออกมาเป็นร้อยเป็นพันร่าง พุ่งทะยานเข้าสังหารกู้เฉินอย่างพร้อมเพรียง
กระบวนท่าที่ใช้ออกมาโดยผู้บำเพ็ญเพียร แข็งแกร่งกว่าที่ติงไต้ บุตรศักดิ์สิทธิ์สำนักวายุเคยใช้ออกมาในวันนั้นบนเกาะน้ำแข็งขั้วโลกถึงไม่รู้กี่เท่าตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อบรรลุถึงขอบเขตแดนสวรรค์ ใช้พลังฟ้าดินมาควบแน่นเป็นเส้นชีพจร กลายเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างตนเองกับโลกภายนอกที่มีประสิทธิภาพที่สุด ทุกท่วงท่าอากัปกิริยาล้วนสอดคล้องกับฟ้าดิน เพียงแค่ขยับความคิด ก็สามารถรวบรวมมหาอำนาจแห่งฟ้าดิน ใช้พลังเข้าสะกดข่มผู้คนได้
เวลานั้น คนของสำนักวายุอีกคนหนึ่ง และเผ่ายักษาจากหุบเขาวิญญาณราตรี ก็ยืนอยู่ด้านข้าง คอยคุมเชิงให้กับผู้ที่ลงมือ
"มีฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่มาก" กู้เฉินวิจารณ์ออกมาเช่นนี้ ทำเหมือนกับตอนที่จัดการกับติงไต้บนเกาะน้ำแข็งขั้วโลก รวบนิ้วเป็นดั่งกระบี่ ชี้ออกไปเบาๆ ทะลวงมองเห็นร่างจริงของคนผู้นี้ได้โดยตรง
ทันใดนั้น คนของสำนักวายุที่ลงมือก็หน้าเปลี่ยนสี แววตาฉายความหวาดหวั่นเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากู้เฉินมองทะลุกระบวนท่านี้ของเขาได้อย่างไร
"ไอ้เด็กนี่บรรลุขอบเขตแดนสวรรค์แล้วรึ?!" เมื่อเห็นภาพนี้ คนของสำนักวายุที่เหลืออีกคนและเผ่ายักษาผู้นั้นต่างก็ตกใจในใจ
"สมกับที่เป็นยอดอัจฉริยะที่สามารถจารึกชื่อบนทำเนียบทองคำได้" แม้จะเป็นศัตรูกัน แต่เมื่อเห็นกู้เฉินสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแดนสวรรค์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
"ลงมือ!" เมื่อเห็นว่ากู้เฉินทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแดนสวรรค์แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องมาพลาดท่าเสียที ทั้งสามคนจึงลงมือพร้อมกันทันที หมายจะจัดการกู้เฉินด้วยความเร็วที่สุด
ต้องยอมรับว่า พวกเขารอบคอบมากทีเดียว เพื่อรับมือกับกู้เฉิน ก็ได้เตรียมการมาอย่างเพียงพอ แต่น่าเสียดาย ที่มันยังคงไม่ได้ผล
หลังจากบรรลุขอบเขตแดนสวรรค์ เพียงแค่ทะลวงด่านสำเร็จ กู้เฉินก็สามารถควบแน่นชีพจรสวรรค์ภายในร่างกายได้ถึงแปดสิบเอ็ดเส้น พลังฝีมือแข็งแกร่งหาใดเปรียบ
อย่าว่าแต่คนทั้งสามตรงหน้าที่ควบแน่นชีพจรสวรรค์ได้เจ็ดสิบแปดสิบเส้นเลย ต่อให้เรียกคนของสำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีที่สามารถควบแน่นชีพจรสวรรค์ได้เกินหนึ่งร้อยเส้นมา ก็ยังไม่ใช่คู่มือของกู้เฉินอยู่ดี
ชีพจรสวรรค์สามารถเป็นตัวกำหนดพลังการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเพียรได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งเดียว สำหรับกู้เฉินที่บรรลุถึงขีดจำกัดสูงสุดในทุกๆ ขอบเขต กระทั่งก้าวข้ามขีดจำกัดไปแล้ว ในระดับชั้นเดียวกัน จึงยากนักที่จะหาใครมาต่อกรกับเขาได้
ท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่ตัวตนสูงสุดแห่งจักรวาลในมหายุคก่อนอย่างจักรพรรดิน้ำแข็ง ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเขา แล้วจะนับประสาอะไรกับคนอื่นเล่า?
ชิ้ง! กู้เฉินรวบนิ้วเป็นดั่งกระบี่ ตวัดออกไปเบาๆ ฟ้าดินราวกับถูกตัดขาดออกจากกัน รอยกระบี่อันคมกริบสายหนึ่งปรากฏขึ้น ตัดร่างของทั้งสามคนขาดครึ่งท่อนในเวลาเดียวกัน
ฉูด! ชั่วพริบตา ร่างกายขาดสะบั้น เลือดสดๆ และอวัยวะภายในพุ่งกระฉูดออกมาจากบาดแผล ภาพที่เห็นดูนองเลือดจนถึงขีดสุด
"อ๊าก..." คนของสำนักวายุทั้งสอง และผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ายักษาผู้นั้นยังไม่ได้ตกตายไปในทันที พวกเขาหน้าซีดเผือด นอนกองอยู่บนพื้น ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาเป็นระลอก
เมื่อบรรลุถึงขอบเขตปฐพี ระดับของชีวิตก็จะเกิดการก้าวกระโดด ไม่ตายง่ายๆ อีกต่อไป มีความทรหดอดทนอย่างยิ่ง ต่อให้ได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกชั่วครู่หนึ่ง
แต่ทว่า ช่วงเวลาชั่วครู่นี้เอง กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาไม่อยากเผชิญมากที่สุด เพราะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
"อ่อนแอเกินไปหน่อย" กู้เฉินขมวดคิ้ว การออกจากด่านและลงเขามาจากสำนักวิญญาณน้ำแข็งในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อมาหาแต้มยุทธ์เท่านั้น แต่ยังเพื่อทดสอบพลังฝีมือในปัจจุบันของตนเองด้วย
แต่เห็นได้ชัดว่า สามคนตรงหน้านี้ยังไม่คู่ควร
แน่นอนว่า ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผลเก็บเกี่ยวอะไรเลย อย่างน้อยผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแดนสวรรค์เผ่ายักษาผู้นี้ ก็ได้มอบแต้มยุทธ์ให้กู้เฉินถึงแปดร้อยแต้ม ซึ่งเทียบเท่ากับพลังวัตรถึงแปดสิบปี
"ทำต่อไป" สิ้นเสียง ร่างของกู้เฉินก็วูบไหว หายไปจากตรอกเล็กๆ แห่งนี้ หลงเหลือไว้เพียงซากศพสามศพที่กำลังค่อยๆ เย็นชืดลง
และแล้ว กู้เฉินก็ล็อกเป้าหมายตำแหน่งของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแดนสวรรค์จากสำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีบางส่วน จากนั้นก็จงใจเผยตัวให้พวกเขาเห็น เพื่อล่อให้พวกเขาลงมือ
คนเหล่านี้ล้วนไม่มีข้อยกเว้น ถูกกู้เฉินสังหารได้อย่างง่ายดาย ไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้เขาได้เลยแม้แต่น้อย
มีเพียงชายวัยกลางคนจากสำนักวายุผู้หนึ่งที่ติดอยู่ในขอบเขตแดนสวรรค์มานานหลายปี สามารถควบแน่นชีพจรสวรรค์ภายในร่างกายได้ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบเส้นเท่านั้น จึงจะพอมีคุณสมบัติให้กู้เฉินได้ออกกระบวนท่าด้วยสองสามท่า
"วายุม้วนเมฆา!" คนผู้นั้นคำรามลั่น ม้วนเอาสายลมและหมู่เมฆเต็มท้องฟ้า เดินพลังวรยุทธ์ทั้งหมดที่มีในชีวิต พุ่งทะยานเข้าสังหารกู้เฉิน
"เทพสุริยันส่องหล้า!" กู้เฉินสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยคำสี่คำนี้ออกมาอย่างเชื่องช้า ชั่วพริบตา เปลวเพลิงอันบาดตาก็พวยพุ่งขึ้นจากร่างของเขา ทะเลเพลิงอันไร้ที่สิ้นสุดเข้ากลืนกินสถานที่แห่งนี้
ครู่ต่อมา เปลวเพลิงสลายไป ในรัศมีห้าร้อยจ้างเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย พื้นดินดำเป็นตอตะโก ไม่มีสิ่งใดสามารถดำรงอยู่ได้ พลังทำลายล้างช่างรุนแรงยิ่งนัก
ยอดฝีมือขอบเขตแดนสวรรค์ของสำนักวายุผู้นั้น ก็ได้สลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปพร้อมกัน
จากนั้น กู้เฉินก็ขยับความคิด เรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมา
[ชื่อ] : กู้เฉิน
[วิชา] : คัมภีร์เทพสุริยันส่องหล้า (ขั้นที่ 4), เคล็ดจักรพรรดิสยบหล้า (ขั้นที่ 3), ตราประทับวัฏสงสาร (ขั้นที่ 3), เหยียบเวหาท่องนภา (ขั้นที่ 3)
[อภินิหาร] : เก้ามังกรดับสูญ (ระดับ 8), นางฟ้าโปรยบุปผา (ระดับ 8), เนตรสวรรค์ (ระดับ 8), สิบทิศพินาศ (ระดับ 8), อัสนีบาตเก้าสวรรค์ (ระดับ 9)
[พลังวัตร] : หนึ่งพันแปดร้อยปี
[ขอบเขต] : ขอบเขตแดนสวรรค์ขั้นต้น
[แต้มยุทธ์] : 0
[แต้มอภินิหาร] : 0
จากการสังหารเผ่ายักษาในช่วงเวลาที่ผ่านมา บัดนี้ เคล็ดวิชาทั้งสี่แขนงของกู้เฉิน ล้วนได้รับการยกระดับขึ้นมาหนึ่งขั้นแล้ว
"แม้เผ่าพันธุ์อื่นในขอบเขตแดนสวรรค์จะให้แต้มยุทธ์ในการยกระดับได้มาก แต่ยิ่งเคล็ดวิชามีระดับสูงขึ้นเท่าใด แต้มที่ต้องใช้ก็ยิ่งมหาศาลมากขึ้นเท่านั้น" กู้เฉินถอนหายใจเบาๆ
คัมภีร์เทพสุริยันส่องหล้า เลื่อนจากขั้นที่สามไปเป็นขั้นที่สี่ ก็ผลาญแต้มยุทธ์ของกู้เฉินไปเกือบสองพันแต้มเต็มๆ!
เคล็ดวิชาอีกสามแขนงแม้จะใช้ไม่มากเท่านี้ แต่จำนวนที่ต้องใช้ก็ไม่ได้น้อยเลยเช่นกัน
ในอดีต ตอนที่อยู่ในขอบเขตเทวมนุษย์ ระดับของเคล็ดวิชามีเพียงพอแล้ว กู้เฉินจึงนำแต้มยุทธ์ทั้งหมดไปใช้ยกระดับพลังวัตร
แต่มาบัดนี้ หลังจากทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแดนสวรรค์แล้ว จะมุ่งเน้นไปที่พลังวัตรเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เคล็ดวิชาเองก็จำเป็นต้องได้รับการยกระดับเช่นกัน มิเช่นนั้น ต่อให้มีพลังวัตรสูงส่งเพียงใด ก็ยากที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
ในขณะเดียวกัน เป็นเพราะการสังหารล้างบางของกู้เฉินในช่วงนี้ ทำให้ในด้านของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแดนสวรรค์ สองขุมกำลังใหญ่อย่างสำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีต้องสูญเสียอย่างหนัก!
เรื่องนี้ยิ่งทำให้เจ้าสำนักวายุและผู้นำเผ่ายักษาโกรธเกรี้ยวเป็นทวีคูณ สองขุมกำลังใหญ่ไม่เคยได้รับความสูญเสียเช่นนี้มานานกี่ปีแล้วก็ไม่รู้ คนของพวกเขาทุกคนแทบจะอยากกินเลือดกินเนื้อกู้เฉินทั้งเป็น!
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่สำนักวิญญาณน้ำแข็งเองก็ได้รับข่าวนี้เช่นกัน ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสต่างตื่นตะลึงไปตามๆ กัน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเพราะการกระทำของกู้เฉิน จึงช่วยแบ่งเบาภาระที่สำนักวิญญาณน้ำแข็งต้องเผชิญลงไปได้อย่างมหาศาล
"สมกับที่เป็นวีรบุรุษผู้สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของศิลาจารึกสวรรค์ และยืนหยัดเคียงคู่อันดับหนึ่งกับตัวตนผู้ยิ่งใหญ่อย่างจักรพรรดิน้ำแข็งได้" ผู้อาวุโสแห่งสำนักวิญญาณน้ำแข็งท่านหนึ่งกล่าวชื่นชม
"ในปัจจุบัน ผู้คนทั่วทั้งอาณาเขตชางต่างก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันว่า หากนำองค์ชายเก้าแห่งราชวงศ์เทียนหมิงไปเปรียบเทียบกับกู้จิ่วเกอแล้วจะเป็นเช่นไร หึ หากให้คนทั้งใต้หล้ารู้ว่าเจ้าหนุ่มกู้ผู้นั้นครองอันดับหนึ่งบนศิลาจารึกสวรรค์ล่ะก็ ดีไม่ดีอาจจะทำให้พวกตาเฒ่ายายแก่บางคนตกใจจนตาถลนออกมาเลยก็ได้!" ผู้อาวุโสแห่งสำนักวิญญาณน้ำแข็งผมขาวโพลนท่านหนึ่งกล่าวเช่นนี้
"ข่าวนี้อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไปเลย ให้พวกเรารู้กันเองก็พอ เพราะอย่างไรเสีย เรื่องนี้มันก็น่าตื่นตระหนกเกินไป การที่สามารถเทียบเคียงกับตัวตนสูงสุดแห่งจักรวาลในมหายุคก่อนได้ ต่อให้องค์ชายเก้าแห่งราชวงศ์เทียนหมิงผู้นั้นจะควบแน่นชีพจรสวรรค์ได้ถึงสี่สิบเก้าเส้น แล้วจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบได้เล่า?"
"ในอนาคต เด็กคนนี้จะต้องสามารถจารึกชื่อลงบนทำเนียบทองคำแห่งมรรควิถี และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งสามพันหกร้อยอาณาเขตของแดนบนได้อย่างแน่นอน!" เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักวิญญาณน้ำแข็งต่างกล่าวสนับสนุน ยืนยันถึงพรสวรรค์และพลังฝีมือของกู้เฉิน
เพราะมีเพียงพวกเขาที่ครอบครองเกาะน้ำแข็งขั้วโลกมานานหลายปีเท่านั้นที่รู้ดีว่า คุณค่าของการเป็นอันดับหนึ่งบนศิลาจารึกสวรรค์นั้น สูงล้ำถึงเพียงใด ดังนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโลกภายนอก ในสายตาของพวกตาเฒ่ายายแก่แห่งสำนักวิญญาณน้ำแข็ง จึงเป็นเรื่องที่น่าขันยิ่งนัก
"ได้ยินมาว่า ทางฝั่งราชวงศ์เทียนหมิงค้นพบแดนสวรรค์วิมานจากมหายุคก่อนแห่งหนึ่ง มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะใช้เพื่อสร้างกระแสให้กับกู่เหยียนผู้นั้น โดยการเชิญยอดอัจฉริยะทั้งหมดในอาณาเขตชางเข้าร่วม นี่นับเป็นงานชุมนุมที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเลยทีเดียว" เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักวิญญาณน้ำแข็งก็เกิดความสนใจขึ้นมาไม่น้อย
เวลานั้น เจ้าสำนักวิญญาณน้ำแข็ง มู่หานผู้มีบุคลิกเยือกเย็นก็เอ่ยขึ้นว่า "เรียกตัวกู้จิ่วเกอกลับมา การที่เขาสังหารคนของสำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีอย่างไม่เกรงกลัวเช่นนี้ สองขุมกำลังนั้นย่อมต้องทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกหน้า ส่งบุคคลระดับผู้อาวุโสลงสนาม ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดเพื่อลอบสังหารเขาอย่างแน่นอน"
"ท่านเจ้าสำนักได้รับข่าวมาแล้วงั้นหรือ? สองขุมกำลังนี้ช่างไร้ยางอายถึงขีดสุดจริงๆ การรับมือกับผู้เยาว์คนหนึ่ง ถึงกับต้องใช้วิธีการที่สกปรกโสมมเช่นนี้เชียวรึ!" เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักวิญญาณน้ำแข็งก็เลิกคิ้วขึ้น
แม้กู้จิ่วเกอจะไม่ได้สังกัดสำนักวิญญาณน้ำแข็งของพวกเขา แต่สำนักวิญญาณน้ำแข็งก็ยังอยากจะผูกมิตรกับเขาไว้ ดังนั้นจึงรีบส่งคนออกไปแจ้งข่าว เพื่อเรียกตัวกู้เฉินกลับมา แต่ทว่า ในขณะที่พวกเขาเพิ่งทราบข่าวนั้น อีกด้านหนึ่ง กู้เฉินก็ได้เผชิญหน้ากับบุคคลระดับผู้อาวุโสของสำนักวายุและหุบเขาวิญญาณราตรีเข้าเสียแล้ว