- หน้าแรก
- ชายผู้ไร้เทียมทาน ตำนานเริ่มที่ร้านแผงลอย
- บทที่ 18: มือใหม่ แต่ทำไมอึดจัง?
บทที่ 18: มือใหม่ แต่ทำไมอึดจัง?
บทที่ 18: มือใหม่ แต่ทำไมอึดจัง?
บทที่ 18: มือใหม่ แต่ทำไมอึดจัง?
กว่าทั้งสองจะกลับถึงบ้านก็ดึกมากแล้ว
"เสี่ยวเฉิง นี่ก็ดึกมากแล้ว ทำไมวันนี้เธอไม่ค้างที่นี่ซะเลยล่ะ?" จ้าวเหยียนเสนอแนะ
"พี่เหยียน จะทำอะไรน่ะ? ฉันเรียนเทควันโดมานะ จะบอกให้"
เมื่อได้ยินคำชวน เฉิงจื่อหลานก็มองจ้าวเหยียนที่ดูมีท่าทางซื่อๆ ด้วยสายตาระแวดระวัง
หรือว่าเธอจะมองเขาผิดไป?
"เธอคิดมากไปแล้ว ฉันก็แค่ขี้เกียจทำอาหาร ถ้าเธอย้ายเข้ามา ฉันจะไม่เก็บค่าเช่า แต่เธอต้องเป็นคนทำอาหารทุกวันนะ"
จ้าวเหยียนปรายตามองเฉิงจื่อหลานอย่างไม่ใส่ใจ ไม่รู้เลยว่ายัยเด็กคนนี้กำลังจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหน
ระดับความหล่อเหลาอย่างเขา จำเป็นต้องใช้แผนการพรรค์นี้ด้วยหรือ?
ส่วนเรื่องเทควันโด...
เมื่อก่อนเขาอาจจะหวั่นเกรงอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขามีวิชาหมัดปาจี๋ที่ระบบมอบให้ ต่อให้รับมือเฉิงจื่อหลานด้วยมือข้างเดียวก็ยังไหว
ถึงอย่างนั้น เขาก็รังเกียจที่จะทำเรื่องต่ำทรามแบบนั้นอยู่ดี
"เอ่อ ตกลงตามนั้นก็ได้"
เฉิงจื่อหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลงอย่างว่าง่าย
ค่าเช่าห้องของเธอตอนนี้ตกเดือนละสามถึงสี่พันหยวน ถ้าย้ายมาอยู่ที่นี่ก็จะประหยัดเงินก้อนนั้นไปได้ แถมหน้าที่ก็แค่ทำอาหารเท่านั้นเอง
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ และไม่มีเหตุการณ์ 'เข้าด้ายเข้าเข็ม' ใดๆ เกิดขึ้น
วันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเสร็จ
จ้าวเหยียนก็เดินทางมาถึงสำนักยุทธ์ตระกูลหลิน
วันนี้เขาอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่ามาตรฐานของสำนักยุทธ์แห่งนี้อยู่ในระดับไหน
พนักงานต้อนรับนำทางจ้าวเหยียนเข้าไปในลานฝึกสอน ตอนนั้นหลินเจิ้นกำลังสอนกลุ่มลูกศิษย์อยู่ด้านในพอดี
จ้าวเหยียนกวาดสายตามองและพบว่ามีคนไม่มากนัก รวมๆ แล้วน่าจะประมาณเจ็ดแปดคน
มิน่าล่ะเมื่อวานหลินเจิ้นถึงได้กระตือรือร้นขนาดนั้น
เมื่อคิดได้ดังนี้ จ้าวเหยียนก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
ถ้าไม่รีบหาลูกศิษย์เพิ่ม มีหวังสำนักคงได้ล้มละลายแน่
"เอาล่ะ ขอแนะนำลูกศิษย์คนใหม่ให้ทุกคนรู้จักหน่อย ตั้งแต่นี้ไป เขาคือศิษย์น้องของพวกนาย"
หลินเจิ้นเดินเข้ามาแล้วดึงตัวจ้าวเหยียนไปข้างหน้า
"เสี่ยวจ้าว แนะนำตัวสิ"
"สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อจ้าวเหยียน เหยียนที่แปลว่ารักษาสัจจะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"
จ้าวเหยียนโค้งตัวเล็กน้อยและเอ่ยอย่างถ่อมตน
เขาไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของตัวเองตอนนี้อยู่ในระดับไหน ดังนั้นการทำตัวให้ไม่โดดเด่นเข้าไว้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
"อืม เอาล่ะ ทีนี้เราจะเริ่มการฝึกอย่างเป็นทางการ หลินซูอวี่ ลูกรับหน้าที่สอนพื้นฐานให้จ้าวเหยียนก่อนก็แล้วกัน"
เนื่องจากจ้าวเหยียนเป็นเด็กใหม่ ความก้าวหน้าของเขาจึงไม่เท่ากับลูกศิษย์คนอื่นๆ หลินเจิ้นจึงปล่อยให้ลูกสาวของตนรับหน้าที่ดูแลไป
"ค่ะ ท่านเจ้าสำนัก!"
หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มผมหางม้าในชุดฝึกซ้อมที่ดูสะอาดตาก้าวออกมาจากกลุ่มคน
เธอไม่เพียงแต่เป็นลูกสาวของหลินเจิ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นศิษย์พี่หญิงใหญ่ของลูกศิษย์กลุ่มนี้อีกด้วย
เมื่อเห็นหลินซูอวี่และจ้าวเหยียนต้องอยู่ด้วยกันตามลำพัง ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็แสดงความไม่พอใจและเริ่มซุบซิบนินทากัน
"บ้าเอ๊ย ไอ้หน้าขาวนี่ เพิ่งมาถึงก็ผูกขาดศิษย์พี่หญิงไปซะแล้ว"
"นั่นสิ แบบนี้มันเกินไปแล้ว!"
"ทุกคน ถึงเวลาที่เราต้องรวมพลังกันแล้ว"
"..."
"เงียบเดี๋ยวนี้!"
หลินเจิ้นตวาดลั่นด้วยใบหน้าถมึงทึง
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าพวกลูกศิษย์พวกนี้กำลังคิดอะไรอยู่?
พวกมันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียนวิชาการต่อสู้หรอก พวกมันมาเพราะลูกสาวของเขาต่างหาก
พูดแล้วก็น่าเศร้า หากไม่ได้หน้าตาสะสวยของลูกสาวช่วยดึงดูดลูกศิษย์เข้ามากลุ่มหนึ่ง สำนักยุทธ์ของพวกเขาคงต้องปิดตัวไปตั้งนานแล้ว
ดังนั้นเมื่อวานหลินเจิ้นจึงออกไปหาลูกค้าด้วยตัวเอง โดยตั้งใจว่าจะไม่ให้ลูกสาวต้องออกหน้าอีก...
ทางด้านหลินซูอวี่ เธอกำลังประเมินจ้าวเหยียนตั้งแต่หัวจรดเท้า
ทั้งสองคนไม่เคยพบกันมาก่อน
เขาคงไม่ได้มาที่นี่เพราะเธอหรอก เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินซูอวี่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
การต้องรับมือกับสายตาแทะโลมจากลูกศิษย์มากมายทุกวันเป็นเรื่องที่น่าหนักใจมาก
ที่สำคัญคือเธอจะวีนแตกก็ไม่ได้ ซึ่งมันทำให้เธออึดอัดสุดๆ
"นายมีพื้นฐานศิลปะการต่อสู้มาก่อนบ้างไหม?"
"ไม่มีครับ" จ้าวเหยียนตอบตามความจริง
"ฉันเห็นรูปร่างนายค่อนข้างดี เคยออกกำลังกายมาก่อนหรือเปล่า?"
หลินซูอวี่ถามด้วยความประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบ เมื่อดูจากโครงสร้างร่างกายของจ้าวเหยียน เขาไม่เหมือนคนที่ไม่เคยฝึกฝนร่างกายมาก่อนเลย
จ้าวเหยียนส่ายหน้า "เมื่อก่อนผมเป็นเชฟน่ะครับ"
"..."
หลินซูอวี่ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย
ความแตกต่างระหว่างสองอาชีพนี้มันก้าวกระโดดเกินไปแล้ว
"เอาล่ะ วันนี้เราจะมาฝึกพื้นฐานกันก่อน เริ่มจากการยืนม้า"
พูดจบ หลินซูอวี่ก็จัดท่าทางและเอ่ยว่า "ดูท่าของฉันไว้ แล้วพยายามจัดระเบียบร่างกายของนายให้เป๊ะที่สุดเท่าที่จะทำได้"
จ้าวเหยียนปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจนัก รูปร่างของเธอมีส่วนเว้าส่วนโค้งในจุดที่ควรจะมีอย่างสมบูรณ์แบบ
จากนั้นเขาก็ทำท่ายืนม้าตามได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานเป๊ะ
ตอนนี้เขาเชี่ยวชาญวิชาหมัดปาจี๋แล้ว ดังนั้นเรื่องพื้นฐานอย่างท่ายืนม้าเขาต้องรู้ดีอยู่แล้ว
"ดีมาก ท่าสวยเป๊ะ ดูเหมือนว่านายจะหัวไวใช้ได้เลยนะ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายก็แล้วกัน ปกติพวกมือใหม่มักจะยืนได้แค่ไม่กี่นาที พยายามอดทนให้ได้นานที่สุดล่ะ"
ประกายความชื่นชมพาดผ่านดวงตาของหลินซูอวี่
จ้าวเหยียนแตกต่างจากลูกศิษย์พวกนั้นที่จ้องแต่จะหวังเคลมเธออย่างเห็นได้ชัด เขามีความเข้าใจที่สูงมาก แค่สาธิตให้ดูครั้งเดียวก็ทำท่ายืนม้าเป็นแล้ว
ด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้น หลินซูอวี่จึงยืนม้าเป็นเพื่อนจ้าวเหยียน
ห้านาทีผ่านไป
จ้าวเหยียนยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
หลินซูอวี่รู้สึกประหลาดใจ สำหรับคนที่ฝึกยืนม้าเป็นครั้งแรก การทนได้ถึงห้านาทีถือว่าอึดมากแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าจ้าวเหยียนจะดูชิลๆ ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
ความชื่นชมที่เธอมีต่อเขาก็เพิ่มขึ้นฉับพลัน
ผู้ชายที่มีความอดทนเป็นเลิศย่อมเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
หลินเจิ้นชำเลืองมองมาทางนี้แวบหนึ่งก่อนจะเลิกสนใจ แล้วหันไปสอนลูกศิษย์ที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตรงหน้าอย่างจริงจังต่อไป
ไม่นาน ครึ่งชั่วโมงก็ผ่านไป
สีหน้าตกตะลึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าสะสวยของหลินซูอวี่
เธอเริ่มรู้สึกว่าขาของตัวเองเริ่มอ่อนแรงและปวดเมื่อยแล้ว
แต่เมื่อมองไปที่จ้าวเหยียน เห็นได้ชัดว่าเขายังมีแรงเหลือเฟือ
นี่มันขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ชัดๆ
มือใหม่ที่เพิ่งลองฝึกครั้งแรกจะอึดขนาดนี้ได้ยังไง? นี่มันปาเข้าไปกว่าสามสิบนาทีแล้วนะ
"จ้าวเหยียน นายเหนื่อยหรือยัง?" หลินซูอวี่แกล้งถามทำทีเป็นไม่ใส่ใจ
"ไม่เหนื่อยครับ ผมรู้สึกว่ายังทนได้อีกสักพัก"
จ้าวเหยียนพูดความจริง เขารู้สึกว่าสามารถย่อตัวอยู่ในท่านี้ได้อีกเป็นชั่วโมง
ด้วยพลังเอวระดับนี้ เศรษฐีนีที่ไหนมาเห็นเข้าคงเนื้อเต้นด้วยความยินดีแน่ๆ
"งั้นก็ดี ทำต่อไปแล้วกัน"
หลินซูอวี่กัดฟันฝืนยิ้มออกมา
จ้าวเหยียนที่เป็นแค่มือใหม่ยังไม่ร้องขอพักเลยสักคำในตอนที่ฝึกครั้งแรก ในฐานะศิษย์พี่หญิงใหญ่ เธอจะยอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากว่าไม่ไหวคนแรกไม่ได้เด็ดขาด
หากมีคนรู้ว่าเธอสู้เด็กใหม่ไม่ได้ละก็ คนที่จะมาสมัครเรียนที่สำนักยุทธ์คงน้อยลงไปอีกแน่ๆ
อีกยี่สิบนาทีผ่านไป
"จ้าว... จ้าวเหยียน ตอนนี้นายคงเหนื่อยแล้วใช่ไหม?"
เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของหลินซูอวี่
หลังจากยืนม้ามาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เธอรู้สึกว่าร่างกายกำลังจะถึงขีดจำกัดแล้ว
"ผมไม่เหนื่อยครับ" จ้าวเหยียนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงทำตัวแปลกๆ คอยถามเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเหนื่อยหรือยัง
"ไม่สิ ฉันรู้สึกว่านายกำลังเหนื่อยมากต่างหาก!" หลินซูอวี่กัดฟันเค้นเสียงเน้นย้ำ
เมื่อกี้หมอนี่หลอกเธอหรือเปล่าเนี่ย?
ใครที่ไหนไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้มาก่อนแล้วจะยืนม้าต่อเนื่องได้เป็นชั่วโมงบ้าง?
เธอไม่คิดเลยว่าไอ้หนุ่มหน้าตาขาวสะอาดคนนี้จะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้
"ผมไม่เหนื่อยจริงๆ นะ..." จ้าวเหยียนขมวดคิ้วและกำลังจะเถียงกลับ
ทันใดนั้นเขาก็เห็นสายตาอาฆาตจากหลินซูอวี่
ในเสี้ยววินาทีนั้นเขาก็บรรลุธรรมทันที
ที่แท้คนที่เหนื่อยก็คือเธอนี่เอง
จ้าวเหยียนจึงรีบเปลี่ยนท่าทีและจู่ๆ ก็ร้องโอดครวญออกมาอย่างโอเวอร์ "โอ๊ย เราพักกันเถอะครับ ศิษย์พี่หญิง ผมเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ขาชาจนไม่รู้สึกอะไรแล้วเนี่ย"
หลินซูอวี่ "..."
ปลอมมาก ดูปลอมสุดๆ
ใบหน้าของหลินซูอวี่ดำทะมึน หลังจากเห็นจ้าวเหยียนลุกขึ้น...
เธอก็เตรียมจะลุกตาม ทว่าใครจะไปรู้ว่าการยืนม้าเป็นเวลานานเกินไปจะทำให้ขาของเธออ่อนแรง ในจังหวะนั้นเธอไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและกำลังจะล้มพับไปด้านข้าง
"ว้าย..."
หลินซูอวี่กรีดร้องและเตรียมใจที่จะล้มกระแทกพื้น
แต่ที่น่าตกใจก็คือ จ้าวเหยียนที่อยู่ข้างๆ ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาคว้าร่างของหลินซูอวี่เอาไว้และรวบเธอเข้ามาในอ้อมแขน
เสียงกรีดร้องของหลินซูอวี่ดึงดูดความสนใจของหลินเจิ้นและลูกศิษย์คนอื่นๆ
พวกเขาทั้งหมดจึงหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่และหันมามองทางนี้
จากนั้นทุกคนก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง...