- หน้าแรก
- ระบบบันเทิงพลังบวก: ผมแค่จะเป็นคนดีทำไมต้องกลัวผมด้วย
- บทที่ 60 - ขอเสียงผอ.ลู่หน่อย!
บทที่ 60 - ขอเสียงผอ.ลู่หน่อย!
บทที่ 60 - ขอเสียงผอ.ลู่หน่อย!
บทที่ 60 - ขอเสียงผอ.ลู่หน่อย!
ที่ข้างเวที พิธีกรสาวกำลังยืนรอด้วยความประหม่า
เมื่อกี้เธอเตรียมจะเดินขึ้นเวทีไปแล้ว แต่โดนผู้ช่วยผู้กำกับหลังเวทีคว้าตัวไว้ก่อน
ผู้ช่วยผู้กำกับสั่งให้เธอรออยู่ตรงนี้ก่อน รอจนกว่าผู้กำกับสวีจะกลับมาค่อยว่ากันอีกที
ตอนนี้บนเวทีเหลือเพียงลู่หรานยืนอยู่โดดเดี่ยว
ลู่หรานสะพายกีตาร์ยืนฟังเสียงตะโกนกึกก้องของผู้ชมด้านล่าง
ความจริงเขากะจะเดินลงเวทีตั้งแต่ร้องจบแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าผู้ชมจะฮึกเหิมกันขนาดนี้ ทำเอาเขาไม่กล้าเดินลงไปเลย
ตอนนี้ลู่หรานกำลังคันไม้คันมือ อยากจะงัดพรสวรรค์ด้านแรงดึงดูดมาใช้สร้างสุนทรพจน์ปลุกใจบนเวทีสักรอบเหลือเกิน
"คุณผู้ชมครับ ผมว่ารายการประกวดมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้นะครับ!"
แค่คิดก็แอบตื่นเต้นแล้ว
แต่ถ้าขืนพูดออกไปจริงๆ เขากลัวว่าจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่
เกิดมีคนดูของขึ้นกระโดดขึ้นไปรุมกระทืบพวกกรรมการตัดสินเข้าจริงๆ เขาก็คงโดนหางเลขในฐานะแกนนำผู้ปลุกระดมไปด้วย
สุนทรพจน์ปลุกปั่นแบบนี้ขืนพูดสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังได้เข้าไปนอนซังเตแน่ๆ
ขณะที่ลู่หรานกำลังชั่งใจว่าจะพูดอะไรให้ผู้ชมสงบลงดี พิธีกรสาวก็เดินก้าวขึ้นมาบนเวทีในที่สุด
สีหน้าของพิธีกรสาวกลับมาเป็นปกติเรียบร้อยแล้ว
เธอส่งยิ้มหวาน "การแสดงของลู่หรานเมื่อสักครู่ยอดเยี่ยมไหมคะทุกท่าน"
เสียงของผู้ชมเริ่มเบาลง มีคนตะโกนตอบ "ยอดเยี่ยม!"
"เลิกพล่ามได้แล้ว รีบประกาศให้ลู่หรานเข้ารอบเถอะ!"
"กรรมการตัดสินมันรู้เรื่องดนตรีซะที่ไหนกันล่ะโว้ย!"
"ต่อให้โหวตใหม่ โหวตนี้ฉันก็จะให้ลู่หราน!"
พิธีกรสาวได้รับบรีฟจากสวีจือเรียบร้อยแล้ว
เมื่อรู้ผลลัพธ์ที่แน่ชัด ท่าทีของเธอก็ดูผ่อนคลายขึ้นมาก
เธอปรับสีหน้าจริงจัง "คุณผู้ชมคะ ท่านเมนเทอร์ทั้งสาม และคณะกรรมการตัดสินภาคประชาชนทั้งสามสิบท่าน หลังจากที่ทางรายการได้ปรึกษาหารือกันอย่างเร่งด่วน พวกเรามีความเห็นตรงกันว่า ในช่วงลงคะแนนของผู้เข้าแข่งขันลู่หรานเมื่อสักครู่นี้ คณะกรรมการบางท่านไม่ได้ให้คะแนนอย่างยุติธรรมและโปร่งใส ดังนั้นทางรายการจึงขอประกาศการตัดสินใจดังต่อไปนี้ค่ะ"
"ทางรายการจะทำการตรวจสอบย้อนหลังและตัดสิทธิ์การเป็นกรรมการของสมาชิกที่ไม่ได้มาตรฐาน และยินดีรับการตรวจสอบจากทุกท่านค่ะ"
"ผู้เข้าแข่งขันสามสิบอันดับแรกจะยังคงรักษาสิทธิ์เข้ารอบไว้เช่นเดิม และลู่หรานจะได้เข้ารอบการแข่งขันรอบต่อไปในฐานะผู้เข้าแข่งขันคนที่สามสิบเอ็ดค่ะ"
"สำหรับความผิดพลาดในการบันทึกเทปวันนี้ ดิฉันในฐานะตัวแทนของรายการต้องกราบขออภัยทุกท่านด้วยนะคะ และขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่า รายการ 'ราชาเพลงแห่งอนาคต' จะยังคงยึดมั่นในหลักการความยุติธรรมและโปร่งใสในการแข่งขันอย่างแน่นอน! และขอให้ทุกท่านตั้งตารอชมการแสดงของผู้เข้าแข่งขันในรอบต่อไปด้วยนะคะ!"
หลังจากประกาศจบ พิธีกรสาวก็หันไปหาลู่หราน "ลู่หราน ยินดีด้วยนะคะที่คุณได้เข้ารอบ"
"ขอบคุณครับ"
ลู่หรานหันไปโค้งให้ผู้ชม "ขอบคุณอาจารย์หลิน ขอบคุณอาจารย์โจว แล้วก็ขอบคุณผู้ชมทุกท่านด้วยครับ"
จากนั้นเขาก็หันไปทางคณะกรรมการตัดสิน "และขอขอบคุณคณะกรรมการที่ลงคะแนนด้วยความยุติธรรมทุกท่านด้วยครับ"
บนที่นั่งเมนเทอร์ หลินซิงฉู่ยกมือขึ้นชูนิ้วโป้งให้ลู่หราน
พูดตามตรงถ้าลู่หรานไม่ได้ร้องเพลง 'ฉันมันก็แค่นกตัวน้อยๆ' รอบสอง สถานการณ์มันคงแก้ได้ยากกว่านี้เยอะ
แต่พอลู่หรานจัดรอบสองไป สถานการณ์ก็พลิกตลบ
เสียงเพลงคือหนึ่งในเครื่องมือถ่ายทอดอารมณ์ และลู่หรานก็ใช้เสียงเพลงดึงผู้ชมทุกคนให้มายืนอยู่ข้างเขาได้สำเร็จ
ทำให้คนที่ลังเลอยู่ตอนแรกตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
โจวฮ่าวเองก็มองลู่หรานด้วยความปลื้มปริ่ม พลางปรบมือให้เบาๆ
ส่วนฝั่งคณะกรรมการ ม่ายลี่เอ่อร์ก้มหน้าหนีไปแล้ว นอกจากเธอแล้วก็ยังมีอีกหลายคนที่ก้มหน้างุดตามๆ กัน
ต่อให้หน้าด้านแค่ไหนเจอแบบนี้ก็ทนไม่ไหวหรอก
พวกเขาก็ถือเป็นบุคคลสาธารณะคนหนึ่งเหมือนกัน เล่นโดนรายการลากมาประจานกลางรายการแบบนี้
ชัดเจนเลยว่าพวกเขาโดนเท กลายเป็นหมากใช้ทิ้งไปซะแล้ว
แถมถ้าอิงตามสัญญาที่เซ็นไว้กับรายการ ดีไม่ดีอาจจะต้องรับผิดชอบความเสียหายอื่นๆ ตามมาอีก
"เงินก้อนนี้มันได้มายากจริงๆ ให้ตายเถอะ"
"บ้าเอ๊ย รู้งี้ไม่น่ารับงานนี้เลย"
"โมโหจนแทบคลั่ง โคตรอับอายขายหน้าเลย"
ส่วนหูเหนิงข่ายกลับกำลังตื่นเต้นสุดขีด
"ทองแท้ย่อมเปล่งประกาย ลู่หรานโคตรเจ๋ง! ฉากเด็ดๆ แบบนี้ต้องมีมาให้ดูบ่อยๆ ซะแล้ว กวีเอกสมัยโบราณก็ต้องถูกเนรเทศก่อนถึงจะแต่งบทกวีชั้นยอดออกมาได้ ลู่หรานก็เหมือนกัน ต้องโดนสกัดดาวรุ่งก่อนถึงจะแต่งเพลงเพราะๆ ออกมาได้!"
ถ้าลู่หรานได้ยินความคิดของหูเหนิงข่าย คงต้องขอบคุณเขาชุดใหญ่แน่ๆ
ในห้องพักผู้เข้าแข่งขัน จ้าวหลงชูสองนิ้วร้องเยสออกมาดังลั่น
ในที่สุดก็โล่งอกสักที!
เขาไม่ต้องถอนตัวจากการแข่งขันแล้ว!
อีกฟากหนึ่ง เฟ่ยหลิงอวิ๋นตีหน้านิ่งกำหมัดแน่น
แบบนี้ก็พลิกเกมได้เหรอวะ
"โคตรเทพเลย"
เฉินอี้หนานไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยาย ทำได้แค่หลุดปากชมว่าโคตรเทพ
ในใจของทั้งสองคนตอนนี้มันสับสนปนเปไปหมด
ได้แต่เจ็บใจที่คนยืนอยู่บนเวทีไม่ใช่พวกเขา
กระแสของลู่หรานกำลังจะระเบิดแล้ว!
จังหวะนั้นเองลู่หรานก็สะพายกีตาร์เตรียมจะเดินลงจากเวที
เขาเพิ่งจะหันหลัง ก็มีผู้ชมคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา "ผอ.ลู่ กล่าวอะไรสักสองสามประโยคหน่อยสิครับ!"
แล้วก็มีผู้ชมอีกหลายคนส่งเสียงโห่ร้องตามน้ำ
ลู่หรานชะงักฝีเท้า หันขวับกลับมามองกลุ่มผู้ชมด้วยเครื่องหมายคำถามเต็มหัว
"ให้พูดอะไรอะ"
ผู้ชมคนหนึ่งตะโกนกลับมา "ผมอยากฟังผอ.ลู่ปราศรัยครับ!"
ลู่หรานถึงกับบางอ้อ ที่แท้พวกนี้ไม่ได้อยากฟังเขาพูด แต่อยากฟัง 'ผอ.ลู่' พูด อยากฟังคำปราศรัยของผู้อำนวยการโต๊ะสนุกเกอร์ต่างหาก
มีคนชอบอะไรแปลกๆ แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย
ดูทรงแล้วคงไม่ค่อยได้ทำงานทำการล่ะสิ!
ใครที่เคยทำงานออฟฟิศมามีใครชอบฟังเจ้านายพล่ามบ้าง
ดีนะที่ช่วงนี้เขาอ่านหนังสือมาเยอะ ไม่งั้นคงนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะพูดอะไร เห็นไหมล่ะว่าการอ่านหนังสือมันมีประโยชน์!
ลู่หรานส่งกีตาร์คืนให้พิธีกร
พิธีกรสาวชะงักไปนิดนึงก่อนจะยื่นมือไปรับกีตาร์มา
ลู่หรานยกมือขึ้นจัดปกเสื้อ ปรับโหมดเข้าสู่บทบาทของผอ.ลู่ในเสี้ยววินาที
แม้จะไม่ได้ใส่เสื้อแจ็กเก็ตข้าราชการ แต่ราศีของเขากลับแผ่ซ่านราวกับกำลังสวมมันอยู่
ผู้ชมเริ่มตื่นเต้นกันใหญ่
ลู่หรานตีหน้าขรึม "ศิลปะและวรรณกรรมคือเสียงแตรแห่งความก้าวหน้าของยุคสมัย เป็นตัวแทนสะท้อนภาพลักษณ์ของยุคสมัยได้ดีที่สุด และเป็นผู้นำกระแสของยุคสมัยได้ดีที่สุด"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย กวาดสายตามองผู้ชมทั่วทั้งฮอลล์ก่อนจะกล่าวต่อ "การชี้วัดความสำเร็จทางศิลปะและวรรณกรรมในยุคสมัยใดๆ ท้ายที่สุดแล้วต้องดูที่ตัวผลงาน การจะประเมินคุณค่าในชีวิตของนักเขียนหรือศิลปินก็ต้องดูที่ผลงานเช่นกัน การสร้างสรรค์ผลงานคือภารกิจหลัก ผลงานคือรากฐานของชีวิต หากปราศจากผลงานที่ยอดเยี่ยม ต่อให้สร้างกระแสโด่งดังหรือจัดฉากให้หวือหวาแค่ไหน มันก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบฉวยเท่านั้น"
ตอนที่พูดประโยคนี้ สายตาของลู่หรานก็กวาดไปหยุดที่เจียงย่าวเฟิงพอดี
ก็แค่มองผ่านๆ ไม่ได้ตั้งใจ ผอ.ลู่ไม่ใช่คนอาฆาตแค้นใครหรอกนะ
ผู้ชมด้านล่างตอนแรกก็แค่กะจะฟังเอาฮา แต่นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่ลู่หรานพูดมันจะมีหลักการขนาดนี้
ทุกถ้อยคำแฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง
[ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นคงเลิ่กลั่กแล้วมั้งนั่น?]
[ฉันรู้ว่ามีคนบนที่นั่งเมนเทอร์กำลังเหงื่อตกอยู่คนนึง แต่ฉันไม่บอกหรอกนะว่าเป็นใคร]
[ผอ.ลู่ คุณนี่ช่างสรรหาคำมาพูดจริงๆ!]
ในห้องพักผู้จัดการ เฉินเข่อหันไปมองหลี่เฉวียนด้วยความประหลาดใจ
"นายสอนเขามาเหรอ"
หลี่เฉวียนส่ายหน้าดิ๊ก "ฉันจะมีปัญญาสอนอะไรลึกซึ้งขนาดนั้นได้ไง"
อย่าว่าแต่สองคนนี้เลย ผู้จัดการคนอื่นๆ ก็อึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
นี่ใช่สุนทรพจน์ที่ควรจะได้ยินในรายการประกวดร้องเพลงจริงๆ เหรอ
จังหวะนั้นลู่หรานก็กล่าวต่อ "พลังชีวิตของผลงานศิลปะอยู่ที่การยอมรับของประชาชน มาตรฐานการประเมินคุณค่าทางศิลปะต้องไม่แยกตัวออกจากรากฐานของมวลชน"
"สุดท้ายนี้ ขออนุญาตหยิบยกเนื้อเพลง 'ฉันมันก็แค่นกตัวน้อยๆ' มายืนยันเจตนารมณ์ การบินให้สูงขึ้นไม่ใช่เกียรติยศส่วนตัว แต่เป็นคำตอบที่ผู้ปฏิบัติงานด้านศิลปะมีต่อยุคสมัย แนวทางการจัดการของรายการในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการชำระล้างวงการให้ใสสะอาด ผมเชื่อมั่นว่าตราบใดที่เวทียังคงคืนกลับสู่ประชาชน เสียงเพลงแห่งยุคสมัยจะต้องดังกังวานยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน"
พูดจบลงลู่หรานก็โค้งคำนับผู้ชม ด้านล่างเวทีพลันมีเสียงปรบมือดังกึกก้อง