- หน้าแรก
- ระบบพ่อค้าข้ามโลก: พกอาก้าไปล่าจอมยุทธ์
- บทที่ 200 - ผูกสัมพันธ์คู่บำเพ็ญเพียร
บทที่ 200 - ผูกสัมพันธ์คู่บำเพ็ญเพียร
บทที่ 200 - ผูกสัมพันธ์คู่บำเพ็ญเพียร
บทที่ 200 - ผูกสัมพันธ์คู่บำเพ็ญเพียร
เสิ่นเลี่ยนและกงซุนอวี้เพิ่งก้าวเข้าไปในถ้ำได้ไม่ไกลนัก ประกายแสงเย็นเยียบก็พุ่งวาบเข้าใส่เขาอย่างจัง
กงซุนอวี้ตกใจสุดขีดรีบตะโกนห้ามลั่น
"คุณปู่คะ เมตตาด้วย!"
อันที่จริงตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในถ้ำ เสิ่นเลี่ยนก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่ล็อกเป้ามาที่เขา มันทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เสิ่นเลี่ยนรู้ตัวทันทีว่าเขาถูกยอดฝีมือที่มีพลังยุทธ์ไม่ด้อยไปกว่าตนเองจ้องเล่นงานเข้าให้แล้ว เขาจึงรีบโคจรลมปราณเตรียมพร้อมรับมืออย่างระแวดระวัง
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่เสียงเตือนดังขึ้น การโจมตีก็ปะทุขึ้นทันที
เมื่อสัมผัสได้ถึงความดุดันเฉียบขาดของการจู่โจม เสิ่นเลี่ยนก็ไม่กล้าประมาท เขาตวาดเสียงดังก้อง
"มาได้สวย!"
เขาใช้วิชาดรรชนีเอกสุริยันสะบัดสองมือยิงปราณดรรชนีไร้รูปเจ็ดแปดสายออกไปถักทอเป็นตาข่ายป้องกันเบื้องหน้า ปะทะเข้ากับรังสีอำมหิตนั้นอย่างจัง
เช้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังกังวานใส
ประกายแสงเยือกเย็นนั้นถูกกระแทกจนกระเด็นถอยกลับไป แต่มันก็หมุนตัวพุ่งกลับมาโจมตีจุดอื่นๆ บนร่างกายของเสิ่นเลี่ยนอย่างไม่ลดละ
ในจังหวะที่มันถูกกระแทกกระเด็นไปนั้น อาศัยแสงสว่างภายในถ้ำ เสิ่นเลี่ยนก็มองเห็นร่างที่แท้จริงของมันชัดเจน มันคือกะบี่สั้นที่มีความยาวไม่ถึงหนึ่งฟุต
กระบี่สั้นเล่มนี้มีรูปลักษณ์โบราณแต่กลับเปล่งประกายแวววาว มันแหวกว่ายกลางอากาศอย่างอิสระราวกับมังกรคะนองน้ำ พุ่งเข้าจู่โจมเสิ่นเลี่ยนจากมุมอับอย่างต่อเนื่อง
แม้ขนาดจะสั้นกว่ากระบี่ของกงซุนอวี้มาก ทว่าอานุภาพที่แฝงอยู่ภายในกลับรุนแรงจนน่าขนลุก เพียงแค่การปะทะครั้งแรกมันก็แทบจะฉีกตาข่ายป้องกันของดรรชนีเอกสุริยันขาดกระจุย ทำเอาเสิ่นเลี่ยนถึงกับผงะ
เมื่อต้องรับมือกับการจู่โจมอันร้ายกาจของกระบี่สั้น เสิ่นเลี่ยนก็ถูกบีบให้ต้องงัดฝีมือทั้งหมดที่มีออกมาใช้
เขาก้าวเท้าใช้วิชาตัวเบาคว้าลมจับเงา สองมือสลับใช้ดรรชนีเอกสุริยันและสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร สาดปราณดรรชนีและพลังฝ่ามือเข้าต้านทานการโจมตีอย่างดุเดือด
เสียงเคร้งคร้างดังกึกก้องไม่ขาดสาย เสิ่นเลี่ยนงัดสุดยอดวิชาออกมาประลองกับคู่ต่อสู้ปริศนาอย่างสุดกำลัง
เมื่อเห็นว่าเสิ่นเลี่ยนสามารถต้านทานการโจมตีของคุณปู่ได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ กงซุนอวี้ที่ลุ้นจนใจหายใจคว่ำก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เธอมองดูเสิ่นเลี่ยนยืนหยัดรับมือคุณปู่ได้อย่างสูสีก็ยิ่งรู้สึกนับถือในความแข็งแกร่งของว่าที่คู่บำเพ็ญเพียรคนนี้ ที่แท้บนเวทีประลองวันนั้นเสิ่นเลี่ยนยังออมมือและไม่ได้งัดพลังที่แท้จริงออกมาใช้เลยนี่เอง
แม้ภายนอกเสิ่นเลี่ยนจะดูผ่อนคลายรับมือได้สบายๆ แต่แท้จริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกชิลขนาดนั้นเลย
กระบี่สั้นของคู่ต่อสู้ทั้งหนักหน่วงและมีท่วงท่าพลิกแพลงแยบยล ทุกการโจมตีบีบให้เขาต้องตั้งรับอย่างระมัดระวัง พลังลมปราณถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกตึงมือขึ้นมาแล้ว
เสิ่นเลี่ยนลอบตกใจอยู่ในใจ นับตั้งแต่ทะลวงเข้าสู่ระดับห้าในต่างโลก เขาก็ไม่เคยเจอกับคู่ต่อสู้ที่มีพลังยุทธ์เหนือกว่าตัวเองมาพักใหญ่แล้ว
โดยเฉพาะในงานประลองครั้งนี้ นอกเหนือจากกงซุนหมิงและคนอื่นอีกเพียงหยิบมือ เขาก็ไม่สัมผัสได้ถึงใครที่จะเป็นภัยคุกคามต่อเขาได้เลย
แต่พลังยุทธ์ที่กงซุนเฉวียน ปู่ของกงซุนอวี้แสดงออกมาในตอนนี้ มันเหนือกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด ดีไม่ดีอาจจะก้าวเข้าสู่ระดับสี่ไปแล้วด้วยซ้ำ นี่คือยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาเลยก็ว่าได้
ด้วยระดับพลังยุทธ์ของกงซุนเฉวียน ต่อให้ไปอยู่ในต่างโลกก็ต้องมีที่ยืนและมีชื่อเสียงเกรียงไกรอย่างแน่นอน
หลังจากต้านรับไปได้อีกหลายกระบวนท่า เสิ่นเลี่ยนก็เริ่มตึงมือหนักขึ้นเรื่อยๆ หางตาเขาเหลือบไปเห็นกระบี่ยาวที่สะพายอยู่บนหลังของกงซุนอวี้ เขารีบยื่นมือออกไปหาเธอทันที
"เสี่ยวอวี้ ขอยืมกระบี่หน่อย!"
ยังไม่ทันที่กงซุนอวี้จะตั้งตัว เสิ่นเลี่ยนก็พุ่งทะยานเฉียดร่างเธอไป มือหนาฉวยดึงกระบี่ออกจากฝักที่หลังของเธออย่างรวดเร็ว
เสิ่นเลี่ยนอัดฉีดลมปราณเข้าสู่ตัวกระบี่ ปลายกระบี่เปล่งประกายเจิดจ้าพ่นปราณกระบี่ยาวกว่าหนึ่งฟุตออกมา
เขาเปลี่ยนกระบี่ให้กลายเป็นดาบ ร่ายเพลงดาบสุริยันแผดเผาจนตัวกระบี่ร้อนระอุไปด้วยเปลวเพลิงลมปราณ แล้วพุ่งเข้าปะทะกับกระบี่สั้นของกงซุนเฉวียนอีกครั้ง
เมื่อการใช้พลังลมปราณลดลง เสิ่นเลี่ยนที่อาศัยพลังยุทธ์ระดับห้าขับเคลื่อนเพลงดาบก็สามารถต่อกรกับกงซุนเฉวียนได้อย่างดุเดือด
แม้จะยังคงตกเป็นรองอยู่บ้าง แต่รังสีดาบที่ฟาดฟันออกไปก็ช่วยให้เขาผลัดกันรุกผลัดกันรับกับคู่ต่อสู้ได้อย่างสูสี ยื้อเวลาต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
หลังจากปะทะกันอีกหลายกระบวนท่า จู่ๆ กระบี่สั้นก็หยุดโจมตี มันบินวนรอบตัวเสิ่นเลี่ยนเป็นวงกลมหนึ่งรอบ
เวลานี้ชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งเดินออกมาจากส่วนลึกของถ้ำ เขามองดูคนทั้งสองพลางหัวเราะร่วน
"คลื่นลูกใหม่ซัดแทนที่คลื่นลูกเก่า คนรุ่นใหม่มาแทนที่คนรุ่นเก่า เจ้าหนุ่ม ฝีมือไม่เลวเลยนี่!"
ชายชรากวักมือเรียกเบาๆ กระบี่สั้นก็เลิกบินวนรอบเสิ่นเลี่ยน มันพุ่งกลับไปเสียบเข้าฝักที่อยู่ด้านหลังของชายชราอย่างแม่นยำ
"คุณปู่!"
เมื่อเห็นชายชราปรากฏตัว กงซุนอวี้ก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ เธอกระโดดโลดเต้นเข้าไปควงแขนเขาอย่างออดอ้อน
ชายชราท่านนี้ก็คือกงซุนเฉวียน ปู่ของกงซุนอวี้ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของวงการวรยุทธ์โบราณยุคปัจจุบัน และผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสู่ซาน
เสิ่นเลี่ยนรีบประสานมือโค้งคารวะ
"ท่านปู่ เสิ่นเลี่ยนขอคารวะครับ!"
กงซุนเฉวียนสะดุ้งตกใจ
"เสิ่นเลี่ยน? ทำไมเจ้าถึงเรียกข้าแบบนี้ล่ะ"
กงซุนอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าแดงระเรื่อก่อนจะเอ่ยอธิบาย
"คุณปู่คะ เมื่อกี้คุณพ่อเพิ่งจะตกลงให้หนูกับเสิ่นเลี่ยนเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันค่ะ"
กงซุนเฉวียนถึงบางอ้อในทันที เขาพินิจพิเคราะห์เสิ่นเลี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลาคิ้วเข้มตาคมแฝงไปด้วยความองอาจ เขาก็ลอบพยักหน้าชื่นชมอยู่ในใจ
"เสิ่นเลี่ยน พลังยุทธ์ของเจ้าลึกล้ำขนาดนี้ ไม่ทราบว่าเป็นศิษย์สำนักไหนงั้นหรือ"
เสิ่นเลี่ยนจึงเล่าที่มาที่ไปของตนเองให้ฟัง เมื่อได้ยินว่าเขามาจากสำนักที่ตนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน กงซุนเฉวียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว
"วิชาวรยุทธ์สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่รู้ว่ามีสำนักไหนบ้างที่สูญหายไปตามกาลเวลา การที่สำนักไป๋หู่ของเจ้าได้กลับมาผงาดในยุทธภพอีกครั้ง ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง"
เมื่อได้ยินว่าเสิ่นเลี่ยนคว้าแชมป์ทำเนียบมังกรพยัคฆ์มาครองได้สำเร็จ กงซุนเฉวียนก็ยิ่งถูกอกถูกใจ เขามองว่าที่หลานเขยคนนี้ด้วยความรู้สึกเอ็นดูสุดๆ
เมื่อหลานสาวบอกว่าพรุ่งนี้จะจัดพิธีผูกสัมพันธ์ กงซุนเฉวียนก็ยิ้มร่ารับปากว่าจะไปร่วมงานอย่างแน่นอน
ทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างถูกคออยู่พักใหญ่ เสิ่นเลี่ยนกับกงซุนอวี้ถึงได้ขอตัวลากลับ
วันรุ่งขึ้น ณ โถงใหญ่ของสำนักสู่ซาน ผู้อาวุโสสูงสุดกงซุนเฉวียน ประมุขกงซุนหมิง พร้อมด้วยบรรดาผู้อาวุโสและศิษย์ระดับหัวกะทิของสำนักมารวมตัวกันอย่างเนืองแน่นเพื่อเป็นเกียรติในพิธีผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรระหว่างเสิ่นเลี่ยนและกงซุนอวี้
ในฐานะประมุขสำนักและพ่อของฝ่ายหญิง กงซุนหมิงเป็นประธานในพิธีที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์นี้
หลังจากกงซุนหมิงและกงซุนเฉวียนกล่าวให้พรเสร็จสิ้น เสิ่นเลี่ยนและกงซุนอวี้ก็แลกเปลี่ยนของแทนใจกัน กลายเป็นคู่บำเพ็ญเพียรอย่างเป็นทางการท่ามกลางสักขีพยานมากมาย
เสิ่นเลี่ยนไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อนจึงรู้สึกแปลกใหม่และตื่นเต้นไม่น้อย
หลังจบพิธี เขาถึงได้รู้จากกงซุนอวี้ว่า หลังจากจัดพิธีนี้แล้ว สำนักสู่ซานจะประกาศข่าวการจับคู่ของพวกเขาทั้งสองให้คนทั้งวงการวรยุทธ์โบราณได้รับรู้ ซึ่งก็เปรียบเสมือนการจดทะเบียนสมรสในโลกภายนอกนั่นเอง
แต่ในขณะเดียวกัน เสิ่นเลี่ยนก็ได้รับข่าวร้ายที่ทำเอาเขาถึงกับคอตก
กงซุนอวี้บอกเขาว่า เนื่องจากเคล็ดวิชาที่เธอฝึกฝนอยู่ ทำให้ตอนนี้เธอยังไม่สามารถร่วมหอลงโรงกับเสิ่นเลี่ยนได้ ต้องรอจนกว่าเธอจะบรรลุถึงระดับหกเสียก่อน
เพื่อไม่ให้เป็นการขัดขวางเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของกงซุนอวี้ เสิ่นเลี่ยนจึงต้องจำยอมกลืนความผิดหวังลงคอและรอคอยให้เธอเลื่อนระดับพลังยุทธ์ต่อไป
หลังจากทั้งคู่กลายเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันอย่างเป็นทางการ กงซุนเฉวียนและกงซุนหมิงก็ปฏิบัติกับเสิ่นเลี่ยนอย่างสนิทสนมกลมเกลียวมากยิ่งขึ้น
เมื่อรู้ว่าเสิ่นเลี่ยนกำลังปวดหัวกับการทำความเข้าใจคัมภีร์ชิงหนาง กงซุนเฉวียนก็อาสาเปิดคอร์สติวเข้มแบบตัวต่อตัวเพื่ออธิบายเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่ให้เขาฟังอย่างละเอียด หวังจะช่วยให้เขาบรรลุวิชานี้ให้ได้
แม้เสิ่นเลี่ยนจะฟังแล้วยังคงมึนงงอยู่บ้าง แต่เขาก็พอจะมองเห็นภาพรวมของเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่แล้ว เมื่อนำไปผสมผสานกับประสบการณ์จากการดูดซับสุดยอดวิชาอื่นๆ เขาก็เริ่มคลำทางจนเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาได้ในที่สุด
เมื่อเห็นว่าเสิ่นเลี่ยนมีพรสวรรค์ในเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่ กงซุนเฉวียนก็ใจป้ำหยิบเอากระบี่เงาจำแลงที่เก็บสะสมไว้ออกมามอบให้หลานเขยเป็นของขวัญ
เมื่อได้ถือครองกระบี่เงาจำแลงที่เปล่งประกายสีรุ้งแวววาว เสิ่นเลี่ยนก็ดีใจจนเนื้อเต้น เขากล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากพักผ่อนอยู่ที่สำนักสู่ซานอีกหลายวัน เสิ่นเลี่ยนก็จำใจต้องเอ่ยปากบอกลากงซุนอวี้ที่ยังคงต้องบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ต่อไป โดยสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมเธออีกในไม่ช้า
เสิ่นเลี่ยนบอกลาทุกคนก่อนจะเดินทางออกจากภูเขาชิงเฉิงและมุ่งหน้ากลับสู่เมืองเต่าเฉิง
หลังจากจัดการธุระของบริษัทเสร็จสิ้น เสิ่นเลี่ยนก็มุดเข้าสู่มิติและหวนคืนสู่ต่างโลกที่จากมานานหลายวันในที่สุด
[จบแล้ว]