- หน้าแรก
- ระบบพ่อค้าข้ามโลก: พกอาก้าไปล่าจอมยุทธ์
- บทที่ 70 - สยบเจ๋อเปี๋ย
บทที่ 70 - สยบเจ๋อเปี๋ย
บทที่ 70 - สยบเจ๋อเปี๋ย
บทที่ 70 - สยบเจ๋อเปี๋ย
"เจ๋อเปี๋ย?" เสิ่นเลี่ยนทวนชื่อนี้ซ้ำ รู้สึกคุ้นหูอยู่บ้างประหนึ่งเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
เขานึกออกแล้ว นี่มันชื่ออาจารย์ของก๊วยเจ๋งนี่นา ยอดนักธนูชาวมองโกลคนนั้นไง
แน่นอนว่าโหรวหรานไม่ใช่มองโกล และตอนนี้ก็ไม่ใช่ยุคหนานซ่งในนิยายมังกรหยก คงเป็นแค่การตั้งชื่อซ้ำกันเท่านั้น
"เจ๋อเปี๋ย แสดงว่าเจ้ายิงธนูแม่นมากสินะ?"
ชายฉกรรจ์ชาวเซียนเปยเชิดหน้าขึ้นอย่างทะนงตัว
"แน่นอน ข้าคือผู้ที่มีฝีมือยิงธนูยอดเยี่ยมที่สุดในเผ่า"
เสิ่นเลี่ยนแค่นเสียงเย็น
"ในเมื่อเจ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น ไฉนจึงพ่ายแพ้จนตกเป็นเชลยเล่า?"
ความเจ็บปวดพาดผ่านใบหน้าของเจ๋อเปี๋ย
"หากมิใช่เพราะพันธมิตรหักหลังแปรพักตร์กลางสมรภูมิ พวกข้ามีหรือจะพ่ายแพ้?"
เสิ่นเลี่ยนมองสีหน้าหงุดหงิดงุ่นง่านของอีกฝ่ายพลางเอ่ยเสียงเรียบ
"ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร แพ้ก็คือแพ้ หากเจ้าไม่รู้จักถอดบทเรียน ต่อไปก็คงไม่อาจก้าวหน้าได้อีก!"
เจ๋อเปี๋ยหน้าแดงก่ำ เบิกตาถลนจ้องเสิ่นเลี่ยนด้วยความโกรธจัด ทว่าเสิ่นเลี่ยนกลับไม่สะทกสะท้าน เพียงจ้องกลับไปด้วยสายตาเย็นเยียบ
หลังจ้องตากันอยู่นาน โทสะของเจ๋อเปี๋ยก็ค่อยๆ มลายหายไป ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก
"ท่านพูดถูก เป็นเพราะข้าทะนงตัวเกินไป หากระวังตัวแต่เนิ่นๆ พวกเราก็คงไม่แพ้ยับเยินปานนั้น ชนเผ่าก็คงไม่แตกสานซ่านเซ็น"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับฟังคำเตือนของตน เสิ่นเลี่ยนก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
"เจ๋อเปี๋ย ดูท่าเจ้ายังพอรู้จักตัวเองอยู่บ้าง โบราณว่าผิดเป็นครู คนเราย่อมไม่สะดุดล้มที่เดิมซ้ำสอง หากเจ้าสามารถถอดบทเรียนได้จริง ข้าก็อาจจะพิจารณาซื้อตัวครอบครัวของพวกเจ้ามาด้วย"
พอได้ยินดังนั้น เจ๋อเปี๋ยก็เงยหน้าขวับด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
"ท่านพูดจริงหรือ?"
เสิ่นเลี่ยนพยักหน้า
"ข้าพูดคำไหนคำนั้น ขอเพียงพวกเจ้าสาบานว่าจะยอมสวามิภักดิ์ต่อข้าและไม่คิดคดทรยศตลอดกาล ข้าจะให้พวกเจ้าได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว"
เจ๋อเปี๋ยคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"นายท่าน เทพฉางเซิงเบื้องบนเป็นพยาน ข้าเจ๋อเปี๋ยขอสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อท่านตลอดยิ่งชีพ หากมีใจคิดทรยศ ขอให้พญาอินทรีแห่งทุ่งหญ้าจิกทึ้งร่างข้าให้แหลกเป็นหมื่นชิ้น!"
เมื่อเห็นเจ๋อเปี๋ยกระทำเช่นนั้น เหล่าชายฉกรรจ์ชาวเซียนเปยเบื้องหลังต่างก็คุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกล่าวคำสาบานต่อเสิ่นเลี่ยน
"แปะๆๆ!"
พ่อค้าทาสชื่อซู่ปรบมือเสียงดังลั่น เขาเดินเข้ามาหาเสิ่นเลี่ยนพร้อมชูนิ้วโป้งให้
"ยินดีด้วย ยินดีด้วย! นายท่านเสิ่นช่างไม่ธรรมดาจริงๆ ชาวเซียนเปยพวกนี้มักจะดื้อรั้นหัวแข็ง การทำให้พวกเขายอมสวามิภักดิ์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
เมื่อเห็นรอยยิ้มเบิกบานบนใบหน้าของชื่อซู่ เสิ่นเลี่ยนก็รู้ทันทีว่าพ่อค้าทาสหน้าเลือดผู้นี้ไม่ได้หวังดีอะไรหรอก คงแค่ดีใจที่จะได้ฟันกำไรก้อนโตจากเขาอีกครั้งเสียมากกว่า
ทว่าทหารนับพันหาง่าย แม่ทัพนายกองหายากยิ่ง เสิ่นเลี่ยนสัมผัสได้ว่าเจ๋อเปี๋ยต้องเป็นขุนศึกผู้ห้าวหาญในสมรภูมิแน่ การจ่ายเงินเพียงแค่นี้เพื่อแลกกับความจงรักภักดีของเขานับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสุดขีด
จากนั้นหลังผ่านการต่อรองราคาพักใหญ่ เสิ่นเลี่ยนก็ยอมจ่ายเงินซื้อครอบครัวของเจ๋อเปี๋ยและพรรคพวกอย่างใจป้ำ เบ็ดเสร็จแล้วเขาหมดเงินไปกว่าหนึ่งพันตำลึงเพื่อซื้อชาวเซียนเปยกลุ่มนี้
ท่ามกลางการเป็นพยานของเจ้าหน้าที่ตลาดค้ามนุษย์ ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาซื้อขายกันเป็นที่เรียบร้อย เสิ่นเลี่ยนควักตั๋วเงินส่งให้ชื่อซู่ ทำเอาอีกฝ่ายยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลง
ตามคำขอของเสิ่นเลี่ยน ลูกน้องของชื่อซู่ได้ไขกุญแจมือและตรวนเท้าของเจ๋อเปี๋ยและพรรคพวกออกจนหมด การกระทำนี้ยิ่งทำให้ชื่อซู่ต้องมองเสิ่นเลี่ยนด้วยความทึ่ง
"นายท่านเสิ่น ข้าน้อยนับถือจริงๆ"
เสิ่นเลี่ยนเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายจึงโบกมือปัด
"คนสงสัยไม่ใช้ คนใช้ไม่สงสัย ในเมื่อพวกเขาสาบานยอมรับข้าเป็นนายแล้ว ข้าย่อมต้องเชื่อใจพวกเขา"
เหตุที่เสิ่นเลี่ยนทำเช่นนี้ ประการแรกคือต้องการให้เจ๋อเปี๋ยและพรรคพวกสัมผัสได้ถึงความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยม ประการที่สองย่อมเป็นการแสดงความมั่นใจอันเปี่ยมล้นว่าคนเหล่านี้จะไม่มีวันหักหลังเขา
เมื่อได้ยินถ้อยคำของเสิ่นเลี่ยน เจ๋อเปี๋ยและพรรคพวกก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าซาบซึ้งใจออกมา
เวลาผ่านไปไม่นาน ลูกน้องของชื่อซู่ก็นำครอบครัวของเจ๋อเปี๋ยและพรรคพวกมาส่ง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็ก โดยไร้เงาของผู้สูงอายุ
หลังสอบถามเสิ่นเลี่ยนจึงได้รู้ว่าตอนที่ชนเผ่าพ่ายศึก บรรดาคนเฒ่าคนแก่ล้วนถูกศัตรูสังหารจนหมดสิ้น
นี่คือความโหดร้ายของความขัดแย้งบนทุ่งหญ้า ชนเผ่าที่แพ้พ่ายนอกจากชายฉกรรจ์และเด็กที่มีมูลค่าพอจะนำไปเป็นทาสแล้ว คนแก่ส่วนใหญ่ล้วนไม่ถูกละเว้นชีวิต
ยามที่เจ๋อเปี๋ยและพวกได้พบหน้าครอบครัว พวกเขาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่พากันกอดคอร้องไห้โฮ เป็นภาพที่สะเทือนอารมณ์ยิ่งนัก
ผ่านไปครู่หนึ่งชาวเซียนเปยกลุ่มนี้ก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสิ่นเลี่ยน พวกเขาคุกเข่าลงและกล่าวคำสาบานแสดงความจงรักภักดีต่อเขา
เมื่อเห็นว่าจัดการธุระเสร็จสิ้นแล้ว เสิ่นเลี่ยนก็ไม่อยากอ้อยอิ่งอยู่ในตัวอำเภออีกต่อไป หลังบอกลาชื่อซู่ เขาก็ให้หลี่หู่ว่าจ้างรถม้าหลายคันเพื่อพาชาวเซียนเปยเหล่านี้กลับไปยังหมู่บ้านไป๋หู่
ระหว่างทางเจ๋อเปี๋ยได้เอ่ยถามถึงแผนการที่เสิ่นเลี่ยนจะจัดสรรให้พวกตน
"นายท่าน ไม่ทราบว่าท่านซื้อพวกเรามาเพื่อต้องการให้ไปทำนา ปศุสัตว์ หรือทำเหมืองหรือขอรับ?"
เสิ่นเลี่ยนซึ่งขี่ม้าศึกอยู่หัวเราะหึๆ
"เจ๋อเปี๋ย พวกเจ้าล้วนเป็นนักรบผู้กล้าแห่งทุ่งหญ้า เจ้าคิดว่าข้าจะให้พวกเจ้าไปทำนาอย่างนั้นหรือ แบบนั้นก็ใช้งานพวกเจ้าต่ำคาดไปหน่อยกระมัง"
เจ๋อเปี๋ยสมองแล่นปรู๊ด ลองหยั่งเชิงถามดู
"นายท่าน หรือว่าท่านอยากให้พวกเราเป็นองครักษ์?"
เสิ่นเลี่ยนยิ้มพลางพยักหน้า
"ไม่ใช่แค่องครักษ์ แต่ข้าอยากพาพวกเจ้าไปควบม้าทะยานรบในสมรภูมิ เจ้าจะยินดีหรือไม่?"
เจ๋อเปี๋ยตื่นเต้นสุดขีดจนต้องตบหน้าอกตัวเองฉาดใหญ่
"นายท่านโปรดวางใจ พวกเราชาวเซียนเปยเกิดมาเป็นนักรบโดยสายเลือด การได้กลับคืนสู่สมรภูมิคือสิ่งที่พวกเราปรารถนาอย่างยิ่ง!"
เสิ่นเลี่ยนเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะร่วนออกมาไม่ได้
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านไป๋หู่ เสิ่นเลี่ยนก็พาชาวเซียนเปยตรงดิ่งไปยังค่ายทหารทันที
หลี่เลี่ยเฟิงและพรรคพวกกำลังฝึกซ้อมทหารอยู่ พอเห็นเสิ่นเลี่ยนกลับมาก็พากันออกมาต้อนรับ
เมื่อเห็นชาวเซียนเปยจำนวนมาก ทุกคนต่างก็ประหลาดใจและพากันซักถามต้นสายปลายเหตุจากเสิ่นเลี่ยน
หลังเสิ่นเลี่ยนเล่าที่มาที่ไปของเจ๋อเปี๋ยและพรรคพวกให้ฟัง เขาก็หันไปปรึกษากับหลี่เลี่ยเฟิง
"ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน ที่ข้าซื้อตัวเจ๋อเปี๋ยกับพวกมา จุดประสงค์หลักก็เพื่อตั้งกองทหารม้าในกองทัพไป๋หู่ อีกอย่างตอนไปตัวอำเภอคราวนี ข้าได้ฝากจดหมายไปกับกองคาราวานเพื่อส่งให้ผู้สูงศักดิ์บนทุ่งหญ้าแล้ว ให้พวกเขาหาทางขายม้าศึกให้เรา คาดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร"
"แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องทำเรื่องหนึ่งให้สำเร็จเสียก่อน นั่นคือการไปเยือนด่านเจี้ยนเหมินเพื่อติดสินบนหานเต๋อแม่ทัพรักษาด่าน เพื่อรับประกันว่าม้าศึกจะสามารถผ่านด่านชายแดนมาส่งถึงมือเราได้อย่างปลอดภัย เรื่องนี้ข้าอยากรบกวนท่านลุงไปเป็นเพื่อนข้าสักรอบ"
หลี่เลี่ยเฟิงลูบเคราพลางครุ่นคิด
"พ่อหนุ่มเสิ่น แผนการของเจ้าดีเยี่ยม ในเมื่อชาวเซียนเปยเหล่านี้สาบานยอมสวามิภักดิ์แล้ว ก็สามารถเรียกใช้งานได้อย่างวางใจ ส่วนม้าศึกนั้นก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆ"
"หานเต๋อผู้นี้โลภมากไร้ที่สิ้นสุด หากพวกเราเตรียมของกำนัลไปให้พร้อม และตกลงมอบผลประโยชน์ให้เขาอย่างงาม เขาคงไม่คิดขัดขวาง ตกลง ถึงเวลาข้าจะไปด่านเจี้ยนเหมินเป็นเพื่อนเจ้าเอง"
หลังตกลงกับหลี่เลี่ยเฟิงเรียบร้อย เสิ่นเลี่ยนก็จัดแจงที่พักให้กับชาวเซียนเปยเหล่านี้
เจ๋อเปี๋ยและนักรบเซียนเปยกว่าสามสิบชีวิตถูกเสิ่นเลี่ยนจับบรรจุเข้าเป็นหน่วยองครักษ์ส่วนตัวของเขาทันที ส่วนครอบครัวของพวกเขาก็ให้พักอาศัยอยู่ในค่ายทหารไปพลางๆ ก่อน
พูดกันตามตรงแล้ว ทั้งเจ๋อเปี๋ยและครอบครัวรวมถึงชาวเซียนเปยเหล่านี้ล้วนเป็นทาสของเสิ่นเลี่ยน ถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเขาทั้งสิ้น
หลังเสิ่นเลี่ยนปรึกษากับหลี่เลี่ยเฟิงแล้ว ก็ตัดสินใจจะสร้างที่พักให้กับสตรีและเด็กชาวเซียนเปยเหล่านี้ในหมู่บ้านไป๋หู่
ทำเลที่ตั้งถูกกำหนดให้อยู่ทางทิศเหนือของบ้านเสิ่นเลี่ยน เขาเกณฑ์กำลังทหารมาช่วยกันลงแรงสร้างบ้านพักเพื่อบรรจุครอบครัวของนักรบเซียนเปย เป็นการปลดเปลื้องความกังวลใจของพวกเขาทั้งหมด
ช่วงสองวันถัดมา เจ๋อเปี๋ยและพวกก็พักอาศัยอยู่ในค่ายทหาร
เนื่องจากชาวเซียนเปยหลายคนมีอาการบาดเจ็บเรื้อรังติดตัว เสิ่นเลี่ยนจึงตั้งใจเชิญหลี่ฉีผู้เป็นบิดาของน้องสามหลี่ขุยซึ่งมีอาชีพเป็นหมอ มารักษาอาการบาดเจ็บให้กับลูกน้องเหล่านี้
การกระทำนี้ยิ่งตอกย้ำความซาบซึ้งใจให้เจ๋อเปี๋ยและพวกเข้าไปอีก
เมื่อมีเวลาว่าง เสิ่นเลี่ยนก็เดินทางกลับไปยังโลกดาวสีน้ำเงิน เพื่อเตรียมรับสินค้าที่สั่งซื้อไว้ โดยหวังว่าจะสามารถก่อตั้งกองทัพไป๋หู่ได้ในเร็ววัน
[จบแล้ว]