- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเปิดคณะงิ้วปราบผี
- บทที่ 181 - สุนัขสวรรค์กัดมหาปราชญ์
บทที่ 181 - สุนัขสวรรค์กัดมหาปราชญ์
บทที่ 181 - สุนัขสวรรค์กัดมหาปราชญ์
บทที่ 181 - สุนัขสวรรค์กัดมหาปราชญ์
"สาม สอง หนึ่ง ลงมือ!"
สิ้นเสียงสั่งการของโจวเซิง หงเสี้ยนน้อยก็พุ่งตัวออกไปเป็นคนแรก นางร่ายรำคาถาเจ็ดสิบสองแปลงกาย พริบตาเดียวก็กลายร่างเป็นหมีดำยักษ์สูงตระหง่านถึงสองจั้ง
หมีดำแผดเสียงคำรามลั่นพร้อมกับตบต้นไม้ใหญ่จนหักสะบั้น ก่อนจะโอบอุ้มท่อนไม้กระโจนเข้าฟาดฟันมหาเทพน้อยที่กำลังนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์
"ฮ่าฮ่า มาได้สวย!"
มหาเทพน้อยไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง เขากลับยื่นศีรษะออกไปรับการโจมตีอย่างท้าทาย
เคร้ง!!
ประกายแสงสีทองสว่างวาบ ท่อนไม้ใหญ่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แรงปะทะทำเอาหมีดำที่หงเสี้ยนแปลงกายมาต้องถอยร่นไปหลายก้าว อุ้งเท้าหมีถึงกับมีเลือดซึมออกมา
มหาเทพน้อยกำลังจะอ้าปากเยาะเย้ย ทว่าจู่ๆ สายฝนก็โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
หยาดฝนที่กระทบลงบนร่างของเขากลับส่งเสียงดังกังวานราวกับตีระฆังทองคำ ซ้ำยังมีประกายไฟแลบแปลบปลาบอย่างต่อเนื่อง
ปราณกระบี่ที่แฝงอยู่ในหยาดฝนทำให้แม้แต่ผู้มีกายาวัชระคงกระพันอย่างมหาเทพน้อยยังรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาเล็กน้อย
"น้องรองช่างร้ายกาจนัก!"
ในที่สุดเขาก็ดึงอาวุธออกมาจากใบหู ทันทีที่กระบองซึ่งเปล่งประกายสีทองถูกกวัดแกว่งราวกับพายุหมุน แม้สายฝนจะตกหนักหน่วงเพียงใดก็ถูกฟาดจนแตกกระจายกระเด็นกระดอนไปจนหมดสิ้น
หยดน้ำที่แตกกระจายพุ่งทะลวงต้นไม้ราวกับอาวุธลับ แม้แต่หน้าผาหินอันแข็งแกร่งก็ยังถูกยิงจนเป็นรูพรุนไปทั่ว
"ย๊าก! รับกระบองของข้าซุนผู้เฒ่าไปซะ!!"
เมื่อรวบรวมพลังจนถึงขีดสุด นัยน์ตาของมหาเทพน้อยก็เปล่งประกายสีทอง เขาดันกระบองแหวกทะลวงสายฝนและพายุ พุ่งเข้าฟาดฟันใส่กลางศีรษะของโจวเซิงอย่างจัง
เสียงลมจากกระบองคำรามกึกก้องราวกับอสนีบาต ฟาดฟันจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ก้อนหินปลิวว่อนไปทั่ว
ภูเขาหลูซานทั้งลูกดูราวกับจะสั่นสะเทือนตามไปด้วย
ทว่าโจวเซิงได้ใช้วิชาเร้นกายจุดชีพจรพสุธาแห่งเจิ้งอีหลงหู่หลบหนีไปก่อนแล้ว จึงสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้อย่างฉิวเฉียด
"ฮี่ฮี่ คิดจะหนีไปไหน?"
มหาเทพน้อยใช้เนตรอัคคีเนตรสุวรรณเพ่งมองทะลุพื้นพสุธาจนเห็นเงาร่างที่กำลังหลบหนี เขาจึงดึงขนออกมาสองสามเส้นแล้วเป่าเบาๆ
วินาทีต่อมา ร่างแยกที่หน้าตาเหมือนมหาเทพน้อยทุกประการก็มุดลงไปใต้ดินและเข้าโอบล้อมโจวเซิงจากทุกทิศทาง
ครืน!
ผืนดินแตกร้าวเป็นรอยแยก โจวเซิงจำต้องพุ่งตัวขึ้นมาจากใต้ดินพร้อมกับพ่นปราณกระบี่ออกจากปาก
ชวิ้ง!
เสียงกระบี่ดังกังวาน ประกายกระบี่พุ่งทะยานดุจสายรุ้ง พุ่งเข้าฟาดฟันดวงตาของมหาเทพน้อยด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
แม้จะเป็นกายาวัชระคงกระพันแต่ก็ย่อมมีจุดอ่อน
มหาเทพน้อยยกกระบองขึ้นป้องกันหมายจะปัดเป่าปราณกระบี่ให้กระเด็นออกไป ทว่าปราณกระบี่กลับพลิ้วไหวดุจสายน้ำ มันอ้อมผ่านกระบองเหล็กไปได้อย่างแนบเนียนและพุ่งเข้าทิ่มแทงเป้าหมายต่อไป
มหาเทพน้อยรีบหลับตาลงทันที
เคร้ง!!
ปราณกระบี่แทงเข้าที่เปลือกตาจนเกิดประกายไฟร้อนระอุ ขนวานรสองสามเส้นร่วงหล่นตามสายลมก่อนจะถูกปราณกระบี่ฉีกกระชากจนแหลกละเอียด
หยดเลือดสีทองจางๆ หยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นดิน
ฟุ่บ! ปราณกระบี่พุ่งกลับเข้าสู่ร่างของโจวเซิงในพริบตา ทว่าความคมกริบของมันลดทอนลงไปอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนจะสูญเสียพลังงานไปไม่น้อย
การฝืนทำลายกายาวัชระคงกระพันทำให้มันถึงขีดจำกัดแล้ว
"ของวิเศษชั้นยอด!"
มหาเทพน้อยเช็ดหยดเลือดบนใบหน้าออกอย่างไม่ใส่ใจ บาดแผลบนเปลือกตากำลังสมานตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เพียงไม่กี่ลมหายใจก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
"น้องรอง ดูเหมือนข้าจะต้องเอาจริงแล้ว ระวังตัวไว้ให้ดี!"
ความเจ็บปวดกระตุ้นความกระหายชัยชนะของมหาเทพน้อยจนลุกโชน เขาชูกระบองขึ้นฟาดฟันอีกครั้ง สำแดงฤทธิ์เดชต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับมังกรวารีที่กำลังพลิกผืนน้ำและกวนมหาสมุทร ทำเอาภูเขาหลูซานปั่นป่วนจนหาความสงบไม่ได้
หงเสี้ยนน้อยแปลงกายเป็นเสือ เป็นพญาอินทรี เป็นงูพิษ หรือกระทั่งคิดจะแปลงเป็นแมลงวันเพื่อบินเข้าไปในร่างของมหาเทพน้อย แต่น่าเสียดายที่ภายใต้เงากระบองอันโหมกระหน่ำดั่งพายุฝน นางไม่อาจเข้าใกล้ได้เลยแม้แต่น้อย
โจวเซิงเองก็งัดเอาทุกวิถีทางออกมาใช้ แม้กระทั่งใช้อสูรหยาจื้อจำแลงเป็นง้าวมังกรเขียวจันทร์เสี้ยว อาศัยความดุดันไร้เทียมทานของคัมภีร์ดาบชุนชิวต้านทานรับมืออยู่ได้สิบกว่ากระบวนท่า
แต่หลังจากนั้นก็ตกเป็นรองอย่างรวดเร็ว ทำได้เพียงตั้งรับและไม่มีโอกาสตอบโต้กลับอีกเลย
ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่า ง้าวในมือของเขาก็ถูกฟาดจนโค้งงอ ง่ามนิ้วฉีกขาดจนเลือดไหลอาบ แสดงให้เห็นถึงความทรงพลังของกระบองเหล็กนั้น
มหาเทพน้อยพุ่งกระบองแทงออกไป กระบองเหล็กยืดยาวออกอย่างฉับพลันและหยุดลงตรงหว่างคิ้วของโจวเซิงพอดี
การต่อสู้ครั้งนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของโจวเซิง หากกระบองเหล็กยื่นยาวออกไปอีกเพียงหนึ่งชุ่นก็สามารถบดขยี้กะโหลกศีรษะของเขาได้อย่างง่ายดาย
"ยังมีข้าอยู่อีกคน ข้าจะกัด!!"
ในจังหวะนั้นเอง สุนัขสีดำที่หงเสี้ยนน้อยแปลงกายมาก็สบโอกาสประชิดตัว นางอ้าปากกัดเข้าที่ขาของมหาเทพน้อยอย่างจัง
"อ๊าก!"
นางคิดจะเลียนแบบสุนัขสวรรค์เซี่ยวเทียนที่กัดมหาปราชญ์ซุน ทว่านางลืมไปว่าโจวเซิงไม่ใช่เทพเอ้อหลาง และตัวนางก็ไม่ใช่สุนัขสวรรค์ผู้กลืนกินดวงตะวัน
เสียงดังกร๊อบดังขึ้น ฟันหลายซี่แตกกระเด็นออกไป
ไม่ใช่สุนัขทุกตัวที่จะสามารถกัดทะลวงกายาวัชระคงกระพันของมหาปราชญ์ซุนจนทำให้หลู่ต้งปินต้องร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดได้
หงเสี้ยนน้อยประเมินความแข็งแกร่งของฟันตนเองสูงเกินไป แต่นางก็มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้า แม้ฟันจะหลุดกระเด็นไปแล้วแต่นางก็ยังกัดแน่นไม่ยอมปล่อย
ราวกับต้องการใช้หยาดน้ำลายเพื่อทำให้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกขยะแขยงจนทนไม่ไหว
มหาเทพน้อยยกขาขึ้น สุนัขสีดำก็ลอยค้างอยู่กลางอากาศ หนึ่งวานรหนึ่งสุนัขจ้องตากัน มหาเทพน้อยถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
"นี่ๆ จบได้แล้ว นี่เป็นแค่การประลองเท่านั้น"
"เจ้าลิงน้อย หากเจ้ายังไม่ยอมปล่อยข้าจะกัดเจ้าคืนบ้างนะ"
มหาเทพน้อยแยกเขี้ยวเผยให้เห็นฟันสัตว์ป่าอันแหลมคม รังสีอำมหิตพวยพุ่งเข้าใส่ใบหน้าจนชวนให้ขนลุกซู่
แม้สุนัขสีดำจะตกใจจนร่างสั่นเทา แต่นางก็ยังกัดแน่นไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งเสียงของโจวเซิงดังขึ้น
"หงเสี้ยน จบได้แล้ว รีบปล่อยเถอะ"
ปุ๊บ! สุนัขสีดำสลายหายไปและกลับกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังคลานหาฟันตามพื้นพลางเอามือกุมปากแน่น
ฮือฮือ เจ็บจังเลย เจ็บจังเลย~
เมื่อเห็นภาพนั้น โจวเซิงก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและหัวเราะออกมา
"เจ้าลิงน้อย แม้เจ้าจะดูตัวเล็ก ดูซื่อบื้อราวกับคนสติไม่ดี แต่พอถึงเวลาต่อสู้กลับมีความมุ่งมั่นที่จะทำเป้าหมายให้สำเร็จอย่างไม่ลดละเลยทีเดียว"
มหาเทพน้อยรู้สึกชื่นชมนางเป็นอย่างมาก
พอได้ยินเช่นนั้น หงเสี้ยนน้อยก็ลืมความเจ็บปวดไปจนหมดสิ้น นางเผยรอยยิ้มที่หลอไปหลายซี่พลางพูดอย่างภาคภูมิใจว่า "ข้าบอกแย้วไง ข้าจะไม่ทำย้ายลูกพี่ขายหน้าเด็ดขาด~"
โจวเซิงทั้งขำและรู้สึกซาบซึ้งใจ เขาจึงอุ้มนางขึ้นมาแล้วหยิบฟันที่ร่วงหล่นเหล่านั้นมาต่อกลับเข้าไปให้
เนื่องจากนางเป็นกายาครรภ์หิน ฟันที่หักไปจึงสามารถต่อกลับคืนได้อย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากพลังเวท
"เจ้าลิงน้อย ต่อไปเจ้าต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี อย่าให้เสียของที่ได้กายาครรภ์หินนี้มา หากคราวหน้าข้ากลับมาแล้วเจ้าสามารถฝึกฝนจนถึงด่านที่ห้าได้ ข้าจะสอนวิชากายาวัชระคงกระพันให้เจ้า"
มหาเทพน้อยลูบหัวนางพลางหัวเราะร่า
พริบตานั้น หงเสี้ยนน้อยก็เงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้า
"เกี่ยวก้อยสัญญา!"
มหาเทพน้อยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะลั่น หางวานรส่ายไปมาด้วยความขวยเขินเล็กน้อย แต่เขาก็ยังยื่นมือออกไปเกี่ยวก้อยสัญญากับนาง
"พี่วานร ท่านจะไปแล้วหรือ?"
แววตาของโจวเซิงเผยให้เห็นถึงความอาลัยอาวรณ์ ในช่วงเวลาที่พวกเขาทั้งหลายอยู่ด้วยกันบนภูเขาหลูซาน พวกเขาดื่มสุราสนทนาธรรมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน เมื่อคุยกันจนได้ที่ก็ลุกขึ้นมาประลองฝีมือกัน
นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เติมเต็มและมีความสุขอย่างยิ่ง
พี่วานรเป็นคนใจกว้างมาก เมื่อโจวเซิงขอคำชี้แนะเกี่ยวกับการแสดงงิ้วลิง เขาก็ถ่ายทอดวิชากระบองและวิทยายุทธ์ให้อย่างไม่ปิดบัง ทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
การแสดงงิ้วลิงเป็นจุดอ่อนของโจวเซิงมาโดยตลอด ทว่าหลังจากได้เฝ้าสังเกตและเรียนรู้ในช่วงหลายวันนี้ ฝีมือของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
"ข้าถูกขังอยู่บนภูเขาหลูซานแห่งนี้มานานหลายร้อยปี เปรียบดั่งมหาปราชญ์ซุนที่ถูกทับอยู่ใต้เขาเบญจคีรี กว่าจะหลุดพ้นออกมาได้ช่างยากเย็นนัก ข้าย่อมต้องออกไปท่องโลกกว้างเพื่อเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย"
เนตรอัคคีเนตรสุวรรณคู่นั้นทอประกายเรืองรอง
"แม้ข้าจะมีอิทธิฤทธิ์มาแต่กำเนิดและผ่านทวารทั้งหกจนสมบูรณ์แล้ว ทว่าเส้นทางข้างหน้าควรจะเดินต่อไปอย่างไร หรือจะทำอย่างไรจึงจะสำเร็จเป็นเซียน ข้ายังไม่มีจุดหมายที่แน่ชัดเลย"
"หากซุนหงอคงสามารถข้ามน้ำข้ามทะเลบุกป่าฝ่าดงไปไกลแสนไกลจนได้พบกับปรมาจารย์ผูถี ข้าก็เชื่อมั่นว่าข้าซุนผู้เฒ่าก็ย่อมทำได้เช่นกัน!"
"ข้าจะต้องฝ่าทัณฑ์สวรรค์และมีอายุขัยยืนยาวเป็นอมตะให้จงได้!"
[จบแล้ว]