เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 171 - ผมแค่ใช้พลังมหาศาลสร้างปาฏิหาริย์เท่านั้น

บทที่ 171 - ผมแค่ใช้พลังมหาศาลสร้างปาฏิหาริย์เท่านั้น

บทที่ 171 - ผมแค่ใช้พลังมหาศาลสร้างปาฏิหาริย์เท่านั้น


บทที่ 171 - ผมแค่ใช้พลังมหาศาลสร้างปาฏิหาริย์เท่านั้น

ความเจ็บปวด

น้ำทองแดงเป็นสายที่แฝงไปด้วยความร้อนอันน่าสะพรึงกลัวสาดกระเซ็นเข้าใส่ร่างของเขาโดยตรง

สาเหตุที่รู้สึกเหมือนโดนสาดกระเซ็นก็เพราะว่าน้ำเหล่านี้มีความเหนียวหนืดเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเห็นเว่ยชิงเหย่เดินไปมาอยู่ในนั้นอย่างสบายๆ เขาก็หลงคิดไปว่ามันเป็นแค่น้ำธรรมดาเสียอีก

"เป็นยังไงบ้าง?"

เว่ยชิงเหย่ที่อยู่ไกลออกไปเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุข "ตั้งแต่พวกเราเข้าสำนักมา ทุกๆ ปีก็จะต้องลงมาอาบน้ำเพื่อขัดเกลารากฐานกันที่นี่

สระกระดูกกระบี่แห่งนี้ยังสามารถขัดเกลารากฐานได้อย่างเจาะจง ตามเคล็ดวิชาและธาตุทั้งห้าที่ผู้บำเพ็ญเพียรฝึกฝนอีกด้วย... เอ๊ะ?"

เว่ยชิงเหย่ที่กำลังดื่มด่ำกับอุณหภูมิที่กำลังพอดีอย่างเบิกบานใจ จู่ๆ ก็สัมผัสได้ว่าน้ำในสระรอบๆ ตัวกำลังไหลเชี่ยวไปทางหลี่เยี่ยอย่างรวดเร็ว แถมยังก่อตัวเป็นวังน้ำวนอยู่รอบตัวหลี่เยี่ยอีกด้วย

การขัดเกลารากฐานน่ะ ความจริงแล้วก็แค่ซึมซับของเหลววิญญาณทองแดงกระบี่จากในสระไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่การสูบกลืนอย่างตะกละตะกลามราวกับวัวกินน้ำแบบหลี่เยี่ยเนี่ย เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้ได้ ถึงยังไงท่านอาจารย์ก็บอกแล้วว่าใช้ได้ตามสบาย ถ้าสหายหลี่สามารถดูดซับไปได้เยอะๆ มันก็ย่อมเป็นผลดีต่ออนาคตของเขาอยู่แล้วนี่นา

แต่ไม่นานนักรอยยิ้มของเขาก็ต้องแข็งค้างไป

เพราะน้ำในสระเริ่มเดือดพล่านรุนแรงยิ่งขึ้น ความเร็วในการดูดซับของหลี่เยี่ยนั้นทะลุขีดจำกัดที่ขั้นแก่นทองคำควรจะทำได้ไปแล้ว แถมยังส่งผลให้กระแสน้ำที่ไหลเข้ามาจากทางน้ำเข้าไหลแรงขึ้นอีกด้วย

"สหายหลี่?"

เขารู้สึกถึงความผิดปกติจึงพยายามจะเข้าไปใกล้ แต่กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้เข้าใกล้ได้ยากมาก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีความรู้สึกแปลกๆ ว่าถ้าตัวเองไม่ออกไปจากตรงนี้ อาจจะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ

อันตรายงั้นหรือ

สำหรับเว่ยชิงเหย่แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่การที่เขาสัมผัสได้ถึงอันตราย ก็แปลว่าเขาจะต้องพบกับความยากลำบากครั้งใหญ่แน่ๆ และหลังจากผ่านพ้นความยากลำบากนั้นมาได้ก็ย่อมต้องได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

เขาที่ชินชากับความยากลำบากจนแทบจะรู้สึกสนุกไปกับมันแล้ว จึงเลือกที่จะเดินเข้าไปใกล้ต่อ แต่หลังจากที่เดินเข้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กิ่งก้านสีสำริดก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากก้นสระ แล้วพันธนาการร่างกายของเขาเอาไว้

เสียงของหลี่เยี่ยที่อยู่ไกลออกไปดังขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่น "อย่า... เข้ามาใกล้ พืชวิญญาณของผม... กำลังลอกคราบ!"

เมื่อได้ยินดังนั้น เว่ยชิงเหย่จึงหยุดฝีเท้าลง

ในเวลานี้น้ำในสระยิ่งเดือดพล่านหนักขึ้น แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำที่เดินผ่านไปมา หรือแม้กระทั่งขั้นวิญญาณก่อกำเนิดที่ยังไม่ยอมปรากฏตัว ต่างก็ส่งสายตามามองด้วยความสงสัย

สัมผัสวิญญาณของพวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ในความว่างเปล่า

"นั่นศิษย์ของใครน่ะ บ้าบิ่นชะมัด"

"ดูเหมือนจะไม่ใช่คนบนเขาของพวกเรานะ ดูดซับไปได้เยอะขนาดนี้ มีอาจารย์หรือยังเนี่ย? มาประลองกับฉันสักตั้งไหม ใครชนะคนนั้นได้สิทธิ์รับเป็นศิษย์ไปเลย"

"ไม่ใช่ๆ เจ้านั่นมันเป็นคนของสำนักสี่ฤดูต่างหากเล่า!"

สัมผัสวิญญาณเงียบงันไปชั่วขณะ

จากนั้นสายตาก็พุ่งเป้ามาที่นี่ด้วยความสนใจที่มากขึ้นกว่าเดิม หรืออาจจะบอกว่ามีคนมารุมดูเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็ว่าได้ พวกผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ที่ประจำการอยู่ในสำนักเนี่ย มีระดับความเบื่อหน่ายมากกว่าพวกที่ชอบปลูกต้นไม้ใบหญ้าในดินแดนตะวันออกตั้งเยอะ

นานๆ ทีจะมีเรื่องน่าสนุกแบบนี้เกิดขึ้น จะไม่ให้เรียกเพื่อนฝูงมามุงดูได้อย่างไร

ยิ่งเป็นเรื่องของสำนักสี่ฤดูด้วยแล้ว

พวกตาแก่ในสำนักนั้นชอบเอาแต่คุยโวว่าศิษย์ที่ถูกฟูมฟักมาด้วยทรัพยากรมหาศาลนั้นเก่งกาจนักหนา วันนี้ก็จะได้เห็นกันสักทีว่าเก่งกาจขนาดไหน

เมื่อปรมาจารย์นักพรตฮั่วซึ่งเป็นอาจารย์ของเว่ยชิงเหย่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แล้วก็สงสัยว่าพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องกำลังมุงดูอะไรกันอยู่ นางก็ต้องออกแรงพอสมควรกว่าจะแทรกสัมผัสวิญญาณของตัวเองเข้าไปดูได้

และภาพที่นางเห็นก็คือ...

กิ่งก้านสีสำริดงอกเงยออกมาจากร่างของหลี่เยี่ย พวกมันกำลังอุดทางน้ำเข้าของสระกระดูกกระบี่เอาไว้ เพื่อดูดซับของเหลววิญญาณทองแดงกระบี่ที่อยู่ข้างใน

ทางน้ำเข้าที่น่าสงสารนั้นดูราวกับกำลังจะถูกสูบจนแห้งเหือด

นางเฝ้ามองดูอยู่เงียบๆ พักหนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับปรมาจารย์นักพรตโหยวเทียนที่กำลังยืนงงอยู่ข้างๆ "น้องชายโหยงเทียน ตอนนี้เจ้าคิดว่าอาจารย์ของเจ้าจะสู้ฉันไหวไหม? ถ้าฉันจะไปแย่งลูกศิษย์เขามา เจ้าว่าใครจะชนะ?"

มุมปากของปรมาจารย์นักพรตโหยวเทียนกระตุกเล็กน้อย เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ท่านไม่เพียงแต่ต้องเอาชนะอาจารย์ของข้าให้ได้เท่านั้น แต่ยังต้องเอาชนะศิษย์ลุง ศิษย์ป้า อาจารย์ปู่... และทวยเทพทุกองค์ด้วยนะ

ก็อย่างว่าแหละ ศิษย์ของสำนักสี่ฤดูไม่เคยมีธรรมเนียมถูกใครแย่งตัวไปเป็นศิษย์มาก่อน กฎข้อใหม่นี้ จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากพวกเขาทุกคนเสียก่อน"

"ฮ่า... ฮ่าฮ่า"

สีหน้าของปรมาจารย์นักพรตฮั่วแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะตบลงที่แผ่นหลังของปรมาจารย์นักพรตโหยวเทียนฉาดใหญ่ แล้วหัวเราะลั่น "ฉันก็แค่พูดเล่นไปงั้นแหละ เธอก็ฟังขำๆ ไปเถอะ

แต่ถึงยังไงศิษย์น้องของเธอก็ไม่ใช่คนของสำนักเรา การที่เขาดูดซับของเหลวในสระกระดูกกระบี่ไปมากขนาดนี้ เดี๋ยวถ้ามีศิษย์สายในที่ไม่ยอมรับมาขอท้าประลอง ศิษย์น้องของเธอจะเอาชนะได้ไหมล่ะ?

ถ้าเอาชนะไม่ได้ล่ะก็... ฮ่าฮ่าฮ่า!"

เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตาแก่ซู่ซิงสั่งให้ตัวเองเอากระบี่วิเศษไปผ่าภูเขาขุดดินเมื่อหลายวันก่อน แต่ลูกศิษย์ของเขากลับสู้ศิษย์สายในของสำนักนางไม่ได้

นางก็รู้สึกเหมือนได้ระบายความโกรธแค้นออกมาจนหมดสิ้น ช่างสะใจเสียจริง

"เรื่องนั้น..."

คำพูดนี้ทำให้ใบหน้าของปรมาจารย์นักพรตโหยวเทียนปรากฏแววตาแห่งความกังวลใจ ปรมาจารย์นักพรตฮั่วสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว นางจึงยิ่งหัวเราะร่าอย่างสะใจ จนไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าหลังจากที่แสร้งทำเป็นกังวล มุมปากของปรมาจารย์นักพรตโหยวเทียนก็แอบยกยิ้มขึ้นมาแวบหนึ่ง

...

ภายในสระกระดูกกระบี่

หลี่เยี่ยเฝ้ามองดูชั้นแสงสีสำริดที่ปรากฏขึ้นบนเปลือกนอกของต้นเจี้ยนมู่อย่างเงียบๆ รวมถึงกิ่งอ่อนที่ทำจากสำริดบริสุทธิ์ซึ่งกำลังงอกเงยออกมาจากรอยหักเดิม

ด้วยความช่วยเหลือจากหน้าต่างระบบ เขาจึงรู้ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับต้นเจี้ยนมู่

[สถานะ] : กำลังดูดซับของเหลวทองแดงของต้นไม้เทพสำริด หลอมรวมเข้ากับตัวเองและเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง คาดว่าจะเติบโตเป็นกิ่งเจี้ยนมู่สำริดที่มีพลังของต้นไม้เทพสำริดแฝงอยู่เพียงเล็กน้อย

‘การเปลี่ยนแปลงของเจี้ยนมู่นับว่าเป็นเรื่องดี แถมยัง... ร่างกายของผมด้วย’

ในตอนนี้หลี่เยี่ยเริ่มคุ้นชินกับอุณหภูมิของน้ำทองแดงแล้ว

เพราะถึงอย่างไร ร่างกายของเขาก็ผ่านการชะล้างด้วยพลังชีวิตอันมหาศาลมาแล้ว ประกอบกับเคล็ดวิชาเบญจธาตุยกระดับวิญญาณก็เน้นไปที่การยกระดับพลังวิญญาณและการหล่อหลอมร่างกายอยู่แล้ว ตอนนี้ร่างกายของเขาจึงเปรียบเสมือนยาวิเศษขนานหนึ่งเลยทีเดียว

ของเหลวทองแดงเหล่านี้กำลังกระตุ้นพลังที่สะสมอยู่ในร่างกายของเขาออกมา

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้หลี่เยี่ยยังสามารถสัมผัสได้ถึงการแจ้งเตือนจากหน้าต่างระบบอีกด้วย

[+400]

[+600]

[+100]

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพลังชีวิตที่สะสมคั่งค้างและยังไม่ได้ถูกย่อยสลายภายในร่างกายของเขา ซึ่งตอนนี้กำลังถูกกระตุ้นและดูดซับเข้าไป

ความรู้สึกนี้มันช่างสบายตัวเสียจริงๆ

จากที่ต้องคอยรับมืออย่างตั้งรับในตอนแรก จนกระทั่งเจี้ยนมู่เริ่มดูดซับ ตอนนี้หลี่เยี่ยสามารถควบคุมเจี้ยนมู่ให้มุ่งตรงไปยังต้นกำเนิดของน้ำในสระได้แล้ว เดิมทีเขายังกังวลอยู่เลยว่ามันจะมากเกินไปหรือเปล่า แต่พอเว่ยชิงเหย่ตะโกนบอกเขาว่า

"ดูดซับได้เท่าไหร่ ก็ดูดซับไปให้หมดเลย!"

ดังนั้นเขาจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป

เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป

ประมาณหนึ่งชั่วยามให้หลัง น้ำในสระกระดูกกระบี่ก็แห้งขอดลงจนหมด

หลี่เยี่ยนั่งอยู่ตรงกลางสระ สวมเสื้อคลุมคลุมทับไว้ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยงามได้สัดส่วนและช่วงเอวที่คอดกิ่ว บนผิวหนังยังมีประกายแสงสีสำริดปรากฏให้เห็นลางๆ

"ฟู่"

เขาลืมตาขึ้น ประกายแสงแวบผ่านดวงตาของเขา

ตอนนี้เมื่อเขาสามารถย่อยสลายพลังชีวิตที่สะสมคั่งค้างอยู่ในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็บรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานระดับเก้าแล้ว แถมยังได้รับแก่นแท้พลังชีวิตมาถึงห้าหมื่นจุดเลยทีเดียว

ทำให้เห็นเลยว่าพลังชีวิตที่เขายังไม่ได้ย่อยสลายนั้นมีมากมายมหาศาลขนาดไหน

นอกเหนือจากนั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงของต้นเจี้ยนมู่ มันยังต้องใช้เวลาในการย่อยสลายของเหลวทองแดงเหล่านี้อีกสักพัก

"ฟื้นแล้วๆ!"

"เพิ่งจะอยู่แค่ขั้นสร้างรากฐานเองนี่นา ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องให้พวกศิษย์น้องไปจัดการแล้วล่ะ"

"เฮ้อ"

เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังมาจากด้านข้างทำให้หลี่เยี่ยขมวดคิ้ว จากนั้นเขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าบริเวณริมสระน้ำมีผู้บำเพ็ญเพียรมายืนล้อมวงดูกันแน่นขนัด ทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ที่มีจิตวิญญาณอันแหลมคม

มีตั้งแต่ขั้นสร้างรากฐานไปจนถึงขั้นแก่นทองคำเลยทีเดียว

การที่จู่ๆ ก็ถูกคนจำนวนมากมาล้อมดูแบบนี้ ทำให้หลี่เยี่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาแวบหนึ่ง เขารีบดึงสายรัดเอวให้แน่นขึ้น ซ่อนกล้ามเนื้อเอาไว้ใต้เสื้อคลุมสีขาวตัวโคร่ง

ใครจะไปคิดว่าการกระทำนี้จะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้บำเพ็ญเพียรบางคนได้

จากนั้น ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและมีท่าทีหยิ่งยโสเล็กน้อยก็กระโดดลงมาจากขอบสระ เขาสะพายกระบี่ไว้ที่หลังและประสานมือคารวะหลี่เยี่ย

"สหายนักพรต"

"ข้าน้อยคือศิษย์สายในของภูเขากระบี่ชีพจรสวรรค์ นามว่าเหอซิวหยวน"

"พวกเราเห็นว่าสหายนักพรตดูดซับน้ำในสระกระดูกกระบี่ไปได้มากมายขนาดนี้ คงจะได้รับประโยชน์ไปไม่น้อย ไม่ทราบว่าจะให้เกียรติประลองวิชากับข้าสักตั้งได้หรือไม่?"

หลี่เยี่ยจ้องมองผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในขั้นสร้างรากฐานระดับเก้าเช่นเดียวกัน แล้วพยักหน้า

"ย่อมได้อยู่แล้ว..."

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ อีกฝ่ายก็ชิงลงมือก่อนเสียแล้ว

กระบี่โบราณที่เมื่อครู่ยังคงสงบเสงี่ยมอยู่ในฝัก พลันส่งเสียง "เคร้ง" เด้งตัวออกมาครึ่งชื่อ เผยให้เห็นประกายแสงเย็นเยียบ

ร่างของเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ กลายเป็นเส้นแสงสีขาวราวกับหิมะที่แหวกอากาศพุ่งทะยานเข้าใส่หลี่เยี่ย

พลังวิญญาณรอบๆ ตัวยังแปรสภาพเป็นเกลียวคลื่นหิมะอันน่าอัศจรรย์ ชั่วขณะนั้น ราวกับว่าทั่วทุกทิศทางถูกล้อมรอบไปด้วยกระแสปราณกระบี่ที่ถาโถมเข้ามาดั่งหิมะถล่ม

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีเช่นนี้ หลี่เยี่ยเพียงแค่ยื่นมือออกไปอย่างสบายๆ และตวัดนิ้วที่เรียวยาวเบาๆ

ชั่วพริบตาเดียว เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นรอบตัวเขาสูงถึงสามจั้ง เปลวไฟนี้ไม่ใช่เปลวไฟธรรมดา แต่มันคือเปลวเพลิงสุ่ย เปลวเพลิงวิญญาณจันทรา เปลวเพลิงสุริยัน และเปลวเพลิงแห่งเบญจธาตุหลากหลายชนิดที่ผสมผสานกัน

คุณสมบัติที่หลากหลายขนาดนี้กลับถูกหลี่เยี่ยควบคุมได้อย่างง่ายดาย

ปราณกระบี่ที่ขาวราวกับหิมะนั้น ไม่ว่าจะพยายามแทรกซึมผ่านม่านเปลวไฟเข้าไปอย่างไรก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ

ท้ายที่สุด เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ที่ชื่อเหอซิวหยวนคิดจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ใบไม้ใบหนึ่งก็เฉือนผ่านเส้นผมของเขาอย่างแผ่วเบา ตัดเอาปอยผมเส้นหนึ่งร่วงหล่นลงมา

และเมื่อปอยผมนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้น มันก็ถูกเปลวไฟแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านทันที

หลี่เยี่ยสลายม่านเปลวไฟทิ้ง ประสานมือคารวะพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ขอบคุณที่ออมมือให้ครับ"

"..."

เหอซิวหยวนยืนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือตอบกลับอย่างสง่าผ่าเผย "เป็นข้าเองที่บุ่มบ่ามเกินไป พลังของสหายนักพรตนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำเลย ลำพังแค่วิชาอาคมบทนี้ ข้าก็ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้แล้ว"

"ความจริงแล้วผมก็แค่ใช้พลังมหาศาลสร้างปาฏิหาริย์เท่านั้นแหละครับ" หลี่เยี่ยยิ้มตอบ พลางขยับเท้าซ้ายที่เปลือยเปล่าอย่างเป็นธรรมชาติ

บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นวิญญาณก่อกำเนิดที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่รอบๆ อดไม่ได้ที่จะพูดคุยกัน

"ไอ้หนูนี่มันร้ายลึกจริงๆ "

"ทั้งเบญจธาตุ เปลวเพลิงสุ่ย เปลวเพลิงสุริยัน เปลวเพลิงจันทรา... แทบจะสร้างเป็นค่ายกลขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยเบญจธาตุและฟ้าดินคนอยู่แล้วนะเนี่ย อย่าว่าแต่ขั้นสร้างรากฐานเลย ต่อให้เป็นขั้นแก่นทองคำก็ยังทำไม่ได้เลยนะ"

"คนแรกที่ลงไปประลองยังถือว่าโชคดีนะ ข้าดูออกเลยว่าเจ้าหนูนี่มันเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว คนต่อไปคงจะรับมือยากกว่านี้แน่... ว่าแต่ พวกเราจะลงไปแย่งตัวเขามาเป็นศิษย์พร้อมกันไม่ได้จริงๆ หรือ?"

การพูดคุยของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นวิญญาณก่อกำเนิดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการประลองในสระกระดูกกระบี่แต่อย่างใด หลังจากที่เหอซิวหยวนและหลี่เยี่ยแลกเปลี่ยนยันต์กระบี่สื่อสารกันเสร็จ ก็มีศิษย์อีกคนกระโดดลงไปในสระ

นางเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่สวมชุดนักพรตสีฟ้าอ่อน ในมือถือกระบี่อ่อนที่มีรูปร่างแปลกประหลาด กลิ่นอายทั่วร่างของนางให้ความรู้สึกสดชื่นราวกับสายลมเย็นๆ ที่พัดผ่านแม่น้ำ

นางประสานมือคารวะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

"สหายนักพรต"

"ข้าคงไม่สามารถทะลวงผ่านม่านเปลวไฟของท่านไปได้เช่นกัน ไม่ทราบว่าท่านพอจะใช้วิชาอาคมอื่นแทนได้หรือไม่?"

หลี่เยี่ยพยักหน้าอย่างไม่ขัดข้อง "ได้สิครับ... แต่ว่า เตรียมรับมือให้ดีล่ะ"

ทันทีที่เขากล่าวจบ ดอกบัวที่ก่อตัวขึ้นจากพลังวิญญาณล้วนๆ ก็เบ่งบานขึ้นรอบตัวของผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนนั้น

เมื่อดอกบัวเบ่งบาน กลีบดอกไม้ก็ปลิวว่อนไปทั่ว มันล่องลอยอยู่รอบตัวนางอย่างแผ่วเบา มองเห็นแสงแห่งธรรมทอประกายอยู่จางๆ แถมยังมีเสียง "จี๊ดๆ" ดังแว่วมาให้ได้ยิน ราวกับว่าหูแว่วไปเอง

"หา?"

ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงยังไม่ทันตั้งตัว เมื่อนางลองโจมตีดู ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าดอกบัวพวกนี้กลับ "ปกป้อง" นางเอาไว้ ทำให้การโจมตีและวิชาอาคมของนางไร้ผลไปเสียหมด

ไม่ว่านางจะร่ายรำกระบี่อย่างไร ดอกบัวก็ยังคงปกป้องนางไว้อย่างนุ่มนวลและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

สุดท้าย นางก็ทำได้เพียงประสานมือคารวะหลี่เยี่ยด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว จากนั้นดอกบัวก็สลายกลายเป็นกลีบดอกไม้ ซึมซาบลงสู่พื้นดินและเลือนหายไป

ผู้บำเพ็ญเพียรที่ยืนดูอยู่ข้างนอกอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก

"นี่มัน ข้าเคยเห็นคนเอาวิชาป้องกันมาใช้เป็นวิชาพันธนาการนะ แต่เขาแอบร่ายวิชาตั้งแต่ตอนไหนกัน?"

"นี่ๆ วิชาอาคมแบบนี้มันไม่ใช่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงเอาไว้ใช้แกล้งผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างหรอกหรือ?"

"พวกเราก็ยืนดูกันอยู่ตรงนี้ตลอดนะ เขาใช้วิชาอาคมเข้าใกล้ศิษย์น้องโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้อย่างไรกัน?"

ในขณะที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานกำลังส่งเสียงเอะอะโวยวาย ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำที่มีประสบการณ์มากมายกลับเอาแต่จ้องมองไปที่เท้าของหลี่เยี่ยอย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่าจะมีประกายแสงสว่างวาบขึ้นมาที่ฝ่าเท้าของเขา

วิชาปณิธานปฐพี!

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหลังจากผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับเก้าและระดับสิบพ่ายแพ้ไป ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ ก็เริ่มประเมินความสามารถของตัวเองกันแล้ว การพ่ายแพ้ในการประลองไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การถูกคนอื่นจัดการอย่างง่ายดายแบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าเสียหน้าอย่างแท้จริง

การประลองวิชามันต้องมีการผลัดกันรุกผลัดกันรับสิ ถึงจะเรียกว่าสนุก

ชั่วขณะนั้น สายตาของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต่างพุ่งเป้าไปที่ศิษย์พี่ขั้นแก่นทองคำ

แต่บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำกลับยิ่งรู้สึกกดดันมากกว่าเดิม สหายนักพรตคนนี้เก่งกาจเกินไปแล้ว แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถเอาชนะได้ ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะสามารถควบคุมพื้นที่บางส่วนในสระกระดูกกระบี่ได้อีกด้วย

ถ้าเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมาอีก คราวนี้คงได้เสียหน้าครั้งใหญ่แน่ๆ

"เฮ้อ"

"ฉันลุยเอง"

เว่ยชิงเหย่ถอนหายใจยาวอย่างจนใจ เขากระโดดลงไปในสระ แล้วประสานมือคารวะหลี่เยี่ย "นายก็รู้ว่าฉันเพิ่งได้รับบาดเจ็บมา แถมก่อนหน้านี้ยังใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ที่กินพลังไปเยอะด้วย

ยังไงซะก็คงไม่ถือว่าขั้นแก่นทองคำรังแกขั้นสร้างรากฐานหรอกนะ"

คำพูดนี้ก็ถือเป็นการหาข้ออ้างให้ตัวเอง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีทางลงได้อย่างสวยงามนั่นแหละ

หลี่เยี่ยเข้าใจดี จึงพยักหน้ารับ "ถ้าอย่างนั้นสหายเว่ย ผมก็จะไม่ใช้วิชาแบบเมื่อกี้แล้วนะ หวังว่าสหายเว่ยจะรับกระบวนท่านี้ของผมได้นะครับ"

เขาค่อยๆ หยิบกิ่งต้นเจี้ยนมู่ออกมาอย่างช้าๆ แล้วออกแรงตวัดไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ระหว่างที่ใบไม้พริ้วไหว ก็มีวิชาอาคมจำนวนมหาศาลถาโถมออกมาคล้ายกับคลื่นยักษ์สึนามิ

มีทั้งลูกไฟ คมมีดวายุ และศรวารีปะปนกันไปหมด

แม้จะเป็นเพียงวิชาอาคมระดับต่ำ แต่เมื่อรวมตัวกันกลับกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ทำให้แม้แต่เว่ยชิงเหย่ยังต้องประหลาดใจ ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ วิชาอาคมเหล่านี้ล้วนถูกควบคุมด้วยพลังวิญญาณที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ถ้าจะให้พูดตรงๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิชาอาคมแบบเดี่ยวๆ อีกต่อไปแล้ว แต่มันคือการรวมตัวกันของวิชาอาคมจำนวนนับไม่ถ้วนจนกลายเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงอานุภาพอย่างยิ่ง

พลังของวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นได้ชัดว่าเทียบเท่ากับขั้นแก่นทองคำ หรืออาจจะรุนแรงยิ่งกว่าขั้นแก่นทองคำระดับหนึ่งหรือสองเสียอีก ทำให้เว่ยชิงเหย่ต้องยิ้มเจื่อนๆ

นิ้วของเขากำกระบี่ไผ่ที่ลอยอยู่ข้างกายเอาไว้แน่น มือซ้ายตวัดไปที่ด้ามกระบี่ แล้วฟาดฟันออกไปข้างหน้าหนึ่งดาบ

ในตอนแรกมันเป็นเพียงแค่แสงกระบี่จางๆ แต่ในชั่วพริบตามันก็กลายสภาพเป็นสายฝนกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัว พุ่งเข้าปะทะกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่เกิดจากการรวมตัวของวิชาอาคมต่างๆ

"ตู้ม!"

กระแสลมปราณที่เกิดจากการปะทะกวาดซัดออกไปในทันที พัดเอาเสื้อผ้าและเส้นผมของผู้บำเพ็ญเพียรที่ยืนมุงดูอยู่ปลิวไสว

แต่ในขณะที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรกำลังจ้องมองอย่างไม่วางตา ประกายไฟไม่กี่ดวงที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำของวิชาอาคมกลับพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วแตกกระจายเป็นดอกไม้ไฟที่สว่างไสวราวกับต้นไม้ไฟสีเงินทอประกายบาดตาบนท้องนภา

"หา?"

ความสนใจของผู้บำเพ็ญเพียรถูกดึงดูดไปชั่วขณะ และเมื่อพวกเขาหันกลับมามองในสระอีกครั้ง พวกเขาก็ต้องตกใจจนตาค้าง

เพราะหลี่เยี่ยและเว่ยชิงเหย่ที่เมื่อครู่ยังดูแข็งแรงดี จู่ๆ กลับล้มพับลงไปนอนกองกับพื้น พร้อมกับหอบหายใจอย่าง "โรยรา"

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแกล้งทำ แต่ทุกคนก็สามารถสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายบนตัวของพวกเขาทั้งสองคนนั้นไม่มั่นคงจริงๆ

ทุกคนจึงรีบกรูเข้าไปช่วยกันประคองร่างของทั้งสองคน แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังโรงหมอชีพจรสวรรค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในดินแดนใต้ทันที

มีเพียงบรรดาปรมาจารย์ขั้นวิญญาณก่อกำเนิดที่รู้ทันเหตุการณ์ทั้งหมดเท่านั้นที่หัวเราะออกมาอย่างขบขัน

"ไอ้เด็กพวกนี้ ช่างคิดหาวิธีลงเอยได้เยี่ยมยอดจริงๆ!"

พากันล้มลงไปแบบนี้ มันก็แปลว่าเสมอกันไม่ใช่หรือไง?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 171 - ผมแค่ใช้พลังมหาศาลสร้างปาฏิหาริย์เท่านั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว