- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 180.ตบหน้าองค์ชายหกจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว
บทที่ 180.ตบหน้าองค์ชายหกจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว
บทที่ 180.ตบหน้าองค์ชายหกจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว
​“ไม่ใช่แค่มีปัญหาธรรมดานะ” เซียวจวินหลินแค่นเสียงเย็น
​“ของพวกนี้ ตามกำหนดการแล้ว มันต้องไปโผล่อยู่บนแท่นบูชาในงานบวงสรวงสวรรค์ที่กำลังจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้นะ ​แต่ตอนนี้ มันกลับมาโผล่อยู่ที่ข้า ​ดูท่า คงมีใครบางคนกะจะยืมมือข้า ขุดหลุมพรางขนาดยักษ์ฝังกลบองค์ชายหกซะแล้วล่ะ”
​“งะ... งั้นเราก็รีบเอาไปคืนเขาเถอะขอรับ!” ลุงจ้าวร้อนรน
​“เอาไปคืนงั้นรึ?” เซียวจวินหลินส่ายหน้า
​“ของเข้ามือข้าแล้ว มีหรือข้าจะยอมคายออกมาง่ายๆ”
​เขาโยนหยกดึงดาวในมือเล่นไปมาเบาๆ
​“ขอแค่ข้าไม่เก็บของพวกนี้ไว้ในจวนอ๋อง ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือไง”
​สิ้นเสียงของเขา เงาร่างบอบบางที่แฝงไปด้วยความเย็นชาก็ก้าวเข้ามาจากนอกประตู
​“ถ้าท่านพี่ไม่สะดวก จะให้ข้ากับท่านพ่อเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้ก็ได้นะเจ้าคะ”
​ตู๋กูชิวเสียทอดสายตามองเซียวจวินหลิน แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเขาแบ่งเบาภาระ
​เซียวจวินหลินสบตานาง รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ พยักหน้ารับ “ตกลง งั้นก็รบกวนเจ้าด้วยนะ”
​ในขณะเดียวกัน ตำหนักบูรพา
​องค์ชายสี่กำลังจะสั่งให้คนนำตั๋วเงินอีกยี่สิบล้านตำลึงที่เหลือไปส่งให้จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง แต่กลับถูกท่านราชครูห้ามไว้เสียก่อน
​“องค์ชาย เรื่องเงิน ไม่ต้องรีบส่งไปหรอกพะยะค่ะ” ท่านราชครูนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง สีหน้าเรียบเฉย
​“ทำไมหรือขอรับท่านอาจารย์?” องค์ชายสี่ไม่ค่อยเข้าใจนัก
​“ลองคิดดูสิ ว่าจะจัดการกับเจียงเฉินยังไงดีกว่า”
​องค์ชายสี่เลิกคิ้ว ดวงตาเป็นประกาย เขาสืบรู้เรื่องที่เจียงเฉินทุ่มเทขนวัสดุหายากไปประเคนให้เซียวจวินหลินเพื่อเอาใจเขาแล้ว
​ก็แหม ในเมืองหลวง การเคลื่อนย้ายเสบียงหรือสิ่งของจำนวนมากขนาดนั้น จะไม่ให้ทิ้งร่องรอยไว้เลย มันก็ออกจะยากไปสักหน่อย
​“ข้าผู้เฒ่าสืบทราบมาว่า วัสดุสำคัญล้ำค่าหลายอย่างที่จะต้องใช้ในงานบวงสรวงสวรรค์ครั้งนี้ ถูกคนสับเปลี่ยนเอาของปลอมมาใส่แทนแล้วพะยะค่ะ” ท่านราชครูพูดทิ้งท้ายไว้อย่างมีเลศนัย
​องค์ชายสี่ใจกระตุกวูบ เข้าใจเจตนาของท่านราชครูทะลุปรุโปร่งทันที
​ท่านราชครูค่อยๆ อ้าปากพูด น้ำเสียงราบเรียบไม่บงบอกอารมณ์ใดๆ
​“ภายในสองวันนี้ ถัาไม่มีอะไรผิดพลาด เจียงเฉินจะต้องเป็นคนนำของไปส่งที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋องด้วยตัวเองแน่ๆ ถึงตอนนั้น องค์ชายก็สามารถใช้ข้อหาลักลอบค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ของชาติ วางแผนก่อกบฏ นำกำลังไปจับกุมตัวเขาได้เลย รับรองว่าได้จับได้คาหนังคาเขาพร้อมของกลางแน่นอนพะยะค่ะ”
​เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเสริมขึ้นอีกประโยค
​“ถ้าจะให้ดี สาดโคลนใส่เซียวจวินหลินให้แปดเปื้อนไปด้วยอีกคน ก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบเลยพะยะค่ะ”
​องค์ชายสี่ขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าฉายแววเคลือบแคลงสงสัย
​“ท่านอาจารย์ ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ การสาดโคลนใส่เซียวจวินหลิน คงจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นะขอรับ? ปล่อยให้เขาไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีอย่างราบรื่น น่าจะเป็นผลดีกับพวกเรามากที่สุดไม่ใช่หรือ?”
​ราชครูแอบหัวเราะเยาะในใจ
​เขารู้อยู่เต็มอกว่า ด้วยคำทำนายดวงดาวนั่น เจียงเฉียนหยวนไม่มีทางปล่อยให้เซียวจวินหลินรอดไปได้แน่ๆ
​การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์อะไรนั่น มันถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องล้มเหลวตั้งแต่แรกเริ่ม!
​แต่เขาจะบอกเรื่องนี้ออกไปตรงๆ ไม่ได้
​“องค์ชายพะยะค่ะ” ราชครูช้อนตาขึ้น ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจคน
​“ตอนนี้ท่านคือผู้สำเร็จราชการ อำนาจชี้ขาดทุกอย่างอยู่ในมือท่าน ​ต่อให้ท่านจะจับจุดอ่อนของเซียวจวินหลินได้ ท่านจะเลือกปิดปากเงียบไม่พูดอะไรก็ย่อมได้ ​แต่ว่านะ... การที่ในมือมีดาบ กับการที่มีดาบแต่ไม่ยอมใช้ มันเป็นคนละเรื่องกันเลยนะพะยะค่ะ”
​องค์ชายสี่ตาสว่างวาบในทันที ประกายแห่งความเฉียบแหลมพาดผ่านแววตา
​……
​บ่ายวันนั้น องค์ชายหกก็มาเยือนจวนอ๋องด้วยตัวเองอีกครั้งจริงๆ พร้อมกับขบวนรถม้ากว่าสิบคันที่บรรทุกวัสดุหายากมาจนเต็ม
​ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตู เขาก็ปรี่เข้ามาหาเซียวจวินหลินด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
​“พี่จวินหลิน! ของที่ท่านต้องการ ข้าหามาให้ครบหมดแล้วนะ!”
​เซียวจวินหลินจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงใจและกระตือรือร้นของเขา นิ่งเงียบไม่พูดจา
​จากนั้น ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงจนตาค้างขององค์ชายหก เซียวจวินหลินก็เงื้อฝ่ามือขึ้น ฟาดฉาดลงบนใบหน้าขององค์ชายหกอย่างแรงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
​“เพียะ!”
​เสียงตบหน้าดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องรับแขก
​องค์ชายหกโดนตบจนเซถลาไปหลายก้าว สมองอื้ออึงไปหมด
​เซียวจวินหลินชี้หน้าด่ากราด
​“ไอ้สารเลวเอ๊ย! เจ้ากะจะฆ่าข้าให้ตายใช่มั้ย!”
​“เจ้า... เจ้ากล้าตบข้าอีกแล้วรึ?”
​องค์ชายหก เจียงเฉิน กุมแก้มที่ร้อนผ่าวเป็นรอยนิ้วมือ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
​ความรู้สึกอัปยศอดสูและเพลิงโทสะอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตีตื้นขึ้นมาจุกอกอย่างบ้าคลั่ง
​แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่า คือความเก่งกาจของเซียวจวินหลิน
​ตัวเขาเองก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือที่กำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดเข้าสู่ระดับปรมาจารย์แล้ว แต่ทำไมถึงหลบฝ่ามือของผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลยสักนิด?
​หรือว่าเป็นเพราะเขาประมาทเกินไป? เลยไม่ได้ระวังตัว?
​ในจังหวะที่ความโกรธกำลังจะปะทุขึ้นถึงขีดสุด เขาก็สบเข้ากับดวงตาอันลึกล้ำและเย็นยะเยือกของเซียวจวินหลินเสียก่อน
​“โทษที ตบหน้าเจ้าจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว แต่ว่านะ เจ้ารู้ตัวหรือเปล่า ว่าไอ้ของที่เจ้าขนมาประเคนให้ข้าเนี่ย มันคืออะไร?”
​“ก็แค่พวกไม้กับเหล็กหายากไม่ใช่หรือไง?” องค์ชายหกเถียงกลับอย่างร้อนตัว
​“งั้นเรอะ?” เซียวจวินหลินแค่นเสียงหัวเราะหยัน หยิบหยกที่สลักลวดลายอักขระซับซ้อนก้อนนั้นขึ้นมา โยนโครมลงตรงหน้าองค์ชายหก
​“นี่คือหยกดึงดาว นั่นคือไม้ค้ำฟ้า แล้วก็แร่เหล็กดำอีกตั้งหลายหีบนั่น ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นวัสดุสำคัญที่ต้องใช้จัดค่ายกลในงานบวงสรวงสวรรค์ทั้งนั้น ​ของพวกนี้ มันสมควรจะไปอยู่บนแท่นบูชาในงานบวงสรวงสวรรค์โน่น ไม่ใช่มาสุมรวมกันอยู่ในโกดังของข้าแบบนี้!”
​ตู้ม!
​องค์ชายหกราวกับโดนฟ้าผ่าลงกลางหัว
​งานบวงสรวงสวรรค์!
​สี่คำนี้ เปรียบดั่งภูเขาสี่ลูกที่กดทับลงมากลางอกเขาอย่างแรง ทำเอาเขาแทบจะหายใจไม่ออก
​เซียวจวินหลินรู้ได้ยังไง ว่าของพวกนี้มันเป็นของที่ใช้ในงานบวงสรวง?
​ถ้าเซียวจวินหลินรู้แล้ว พวกคนที่รับผิดชอบเรื่องงานบวงสรวง จะระแคะระคายบ้างหรือเปล่า?
​เรื่องที่เขาสับเปลี่ยนของปลอม ความมันแตกแล้วงั้นหรือ?
​เซียวจวินหลินเห็นเขายืนเหม่อลอย ก็เอ่ยเตือนสติด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
​“ตอนนี้ ความลับของเจ้าแตกแล้ว”
​“ขอบใจ... ขอบใจพี่จวินหลินที่ช่วยเตือนสติ” องค์ชายหกตัวสั่นเทา ราวกับเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เหงื่อเย็นผุดพรายจนชุ่มแผ่นหลังไปหมด
​ความลับแตกแล้ว แต่กลับยังไม่มีใครมาจับตัวเขา นี่มันหมายความว่ายังไง เขาไม่ใช่คนโง่ เขาคิดได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว!
​นี่มันคือกับดักชัดๆ ศัตรูแค่ยังไม่ลงมือทอดแห ปล่อยให้เขาตายใจคิดว่าทุกอย่างราบรื่นเหมือนครั้งก่อนๆ แล้วค่อยลงมือรวบยอดเชือดทิ้งทีเดียว!
​ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสำนึกผิด
​“ข้า... สองสามวันมานี้ข้าคงจะเบลอไปหน่อย มัวแต่วุ่นวายเรื่องเสด็จแม่จนหัวหมุนไปหมด...”
​เขาพึมพำกับตัวเอง เล่าเรื่องที่เขาไปตามหาเสด็จแม่ แต่ทางวังหลวงกลับส่งข่าวมาบอกว่า เสด็จแม่ไม่เคยกลับไปที่วังเลย ให้เซียวจวินหลินฟัง
​เซียวจวินหลินฟังจบ ก็แกล้งพูดชี้นำอย่างแนบเนียน
​“วันที่เย่เทียนเช่อตาย เจ้าไม่ได้เจอหน้าเสด็จแม่หรอกเรอะ?”
​“เจอสิ แต่หลังจากนั้น... นางก็หายตัวไปเลย” เจียงเฉินคิดยังไงก็คิดไม่ออก
​“ข้าได้ข่าวมาว่า ลูกน้องขององค์ชายสี่ มีคนเก่งๆ อยู่เยอะเลยนะ มีพวกที่เก่งเรื่องวิชาแปลงโฉมด้วย...” เซียวจวินหลินแกล้งทำเป็นเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก แต่ก็หยุดชะงักไปกลางคัน
​ทว่า ประโยคสั้นๆ แค่นั้น กลับเปรียบดั่งสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมา ผ่าความคิดอันสับสนวุ่นวายขององค์ชายหกจนขาดสะบั้น!
​เขาเงยหน้าขวับ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและเหลือเชื่อ
​ยอดฝีมือวิชาแปลงโฉม...
​หรือว่า... หรือว่าคนที่มาหาข้าวันนั้น คนที่บอกว่าจะเอาเสื้อเกราะไหมสวรรค์ไปซ่อมให้... ก็เป็นตัวปลอมเหมือนกัน?
​แล้วเสื้อเกราะไหมสวรรค์ของข้าล่ะ...
​ความรู้สึกหนาวเหน็บเสียดกระดูก แล่นปราดจากปลายเท้าขึ้นสู่กระหม่อม!
​เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลกที่ถูกจับแก้ผ้า ทุกความลับของเขา ตกอยู่ในกำมือของคนอื่นหมดแล้ว
​“ความลับแตกแล้ว แล้วข้าจะทำยังไงดี?” องค์ชายหกเริ่มสติแตก ถ้าเสด็จแม่ในวันนั้นเป็นตัวปลอม เสื้อเกราะไหมสวรรค์ของเขาก็หายไปแล้วด้วย แล้วเขาจะเอาอะไรไปสู้กับศัตรูในเงามืดได้ล่ะ?
​เขาเสียงสั่นเครือ
​“ท่านราชครูเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบหลักของงานบวงสรวงสวรรค์ ของพวกนี้ ถ้าท่านราชครูรู้เข้า แล้วเอาผิดขึ้นมา...”
​“เรื่องนั้นจัดการง่ายมาก” เซียวจวินหลินตอบหน้าตาเฉย
​“ข้ากำลังเตรียมตัวจะย้ายออกจากต้าเซี่ย ไปอยู่แคว้นต้าเหยียนพอดี ​ของพวกนี้ที่เจ้ายักยอกมา เจ้าก็ขนมาให้ข้าให้หมด ข้าจะเอามันติดตัวไปด้วย ถึงตอนนั้น ท่านราชครูก็จะไม่มีหลักฐานมามัดตัวเจ้า พี่สี่ของเจ้าก็เอาผิดเจ้าไม่ได้ด้วย”