- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 1760 คนขี้ขลาดก็อดตาย... ส่วนคนใจกล้าก็กินจนอิ่มแปล้
ตอนที่ 1760 คนขี้ขลาดก็อดตาย... ส่วนคนใจกล้าก็กินจนอิ่มแปล้
ตอนที่ 1760 คนขี้ขลาดก็อดตาย... ส่วนคนใจกล้าก็กินจนอิ่มแปล้
ตอนที่ 1760 คนขี้ขลาดก็อดตาย... ส่วนคนใจกล้าก็กินจนอิ่มแปล้
เมื่อเห็นว่า เจียงเฉิง เมินเฉยต่อการทักทาย รอยยิ้มบนใบหน้าของ สวี่จื้อ ก็แข็งค้างไปในทันที เขาก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนแววตาอาฆาต กรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ก่อนจะฝืนยกแก้วขึ้นดื่มเพื่อแก้เก้อ
บรรดาคนที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน เห็นท่าทีผิดปกติของเขาจึงมองตามสายตาไปที่โต๊ะของ เจียงเฉิง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“น้องสวี่... นายรู้จักคนพวกนั้นด้วยเหรอ?”
“ผู้ชายที่นั่งตรงกลางนั่นใครวะ? ไม่คุ้นหน้าเลย... แต่คนที่นั่งข้างๆ นั่นมันเสิ่นล่างไม่ใช่รึไง?”
แม้จะถูกคนที่อายุน้อยกว่าเรียกด้วยสรรพนามไม่ให้เกียรติ แต่ สวี่จื้อ กลับไม่แสดงอาการโกรธเคือง ซ้ำยังตอบกลับด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอ: “คนที่นั่งตรงกลางชื่อเจียงเฉิงครับ ได้ยินมาว่าเขามีอำนาจและเส้นสายเบื้องหลังในปักกิ่งไม่ธรรมดาเลย”
ที่ผ่านมา สวี่จื้อ พยายามสืบภูมิหลังของ เจียงเฉิง มาโดยตลอด แต่เพราะระดับอำนาจของเขายังไม่สูงพอ ข้อมูลที่ได้จึงมีแต่เรื่องไร้สาระ การที่เขาจงใจพูดเปิดประเด็นในตอนนี้ ก็เพื่อหวังยืมมือ ‘สองคุณชาย’ ผู้มีอิทธิพลในปักกิ่งให้ช่วยขุดคุ้ยข้อมูลให้
เมื่อได้ยิน สวี่จื้อ พูดเช่นนั้น ชายหนุ่มทั้งสองคนก็หันไปเพ่งมอง เจียงเฉิง อีกครั้ง แต่หลังจากจ้องอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งคู่ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดีว่าเขาเป็นใคร
ทว่าในเมื่อทุกคนล้วนเป็นพวกเจนจัดในแวดวงสังคม การเก็บอาการและซ่อนความรู้สึกย่อมเป็นทักษะพื้นฐาน พวกเขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมาให้เห็นนอกเหนือจากความนิ่งเฉย
เมื่อเห็นสีหน้าของ เสิ่นซวง ดูไม่สู้ดีนัก เจียง ชูหราน จึงโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบถาม: “พี่ซวง... โอเคไหมคะ? ถ้ารู้สึกอึดอัด งั้นเรากลับกันก่อนดีไหม?”
เจียง ชูหราน รู้ดีว่าธุรกิจที่บ้านของ เสิ่นซวง ต้องพึ่งพาบริษัทเหิงต้ามาโดยตลอด ครั้งก่อนที่เธอปฏิเสธ สวี่จื้อ ไป เธอก็เป็นกังวลว่ามันจะกระทบถึงครอบครัวของ เสิ่นซวง มาตอนนี้พอเห็นเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม ความกังวลในใจเธอก็ยิ่งทวีคูณ
เสิ่นซวง เหลือบมอง สวี่จื้อ อีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ: “ไม่เป็นไรหรอก... เขาไม่กล้าเดินมาหาเรื่องถึงที่นี่หรอกน่า อีกอย่าง ตอนนี้เรานั่งอยู่กับเจียงเฉิงด้วย เขาจะกล้าทำอะไรได้ล่ะ?”
“นี่น่ะเหรอ... ไอ้โรคจิตที่เคยหลอกชูหรานไปโรงแรมตอนนั้น?” สวี่หยาน พูดพลางมองพิจารณา สวี่จื้อ ตั้งแต่หัวจรดเท้า: “อืม... หน้าตาก็ดูปกติเหมือนคนทั่วไปนี่นา ฉันนึกว่าจะเป็นตาลุงแก่หัวล้านเสียอีก แต่จะดูยังไงก็ยังหล่อสู้เจียงเฉิงไม่ได้อยู่ดี โชคดีจริงๆ นะชูหรานที่ตอนนั้นเธอไม่ยอมใจอ่อนไปกับมัน”
เสิ่นซวง หัวเราะร่า: “ฮ่าๆๆ... ถ้าสวี่จื้อได้ยินที่เธอพูดเมื่อกี้ล่ะก็ ระวังคืนนี้มันจะเปลี่ยนเป้าหมายมาหลอกล่อเธอไปโรงแรมแทนนะยะ ก็หน้าอกหน้าใจของเธอเล่นสะดุดตาซะขนาดนี้!”
พอโดนแซว สวี่หยาน ก็รีบยกมือขึ้นปิดบังร่องอกของตัวเองทันที
ก่อนที่จู่ๆ สวี่หยาน จะเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างกะทันหัน เธอหันไปถาม เจียง ชูหราน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นี่ชูหราน... ฉันอยากรู้จัง ความรู้สึกของการได้เป็น ‘ผู้หญิงเต็มตัว’ แล้วเนี่ย... มันเป็นยังไงเหรอ?”
เมื่อเจอคำถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เจียง ชูหราน ก็หน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงทันที เธอเหลือบมอง เจียงเฉิง แวบหนึ่งก่อนตอบกลับด้วยความขวยเขิน: “ก็... ก็รู้สึกเจ็บนิดหน่อยแหละ...”
สวี่หยาน ยิ่งฉายแววตื่นเต้น: “ว้าว... แล้วนอกจากความเจ็บแล้ว มันยังมีความรู้สึกอะไรพิเศษอีกไหมล่ะ?”
“โอ๊ยย… หยานหยานบ้าหรือเปล่า! ถ้าอยากรู้ขนาดนั้น ก็ลองไปหาคนมา ‘ทดลอง’ เองสิ...”
“ฉันก็อยากลองอยู่หรอก... แต่ปัญหาคือ จะไปหาใครที่ไหนมาทดลองด้วยล่ะ?”
ในขณะที่แก๊งสาวๆ กำลังหยอกล้อกันอย่างออกรส สวี่จื้อ ที่เริ่มทนรับความอับอายไม่ไหวก็ตัดสินใจถือแก้วเหล้าเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มไร้ที่ติที่แฝงความนอบน้อมจอมปลอมไว้จนมิด
“พี่เจียงครับ” เขาเอ่ยทักทายพร้อมโค้งตัวลงเล็กน้อย แล้วยื่นแก้วในมือไปข้างหน้าเพื่อแสดงความเคารพ
เจียงเฉิง ไม่แม้แต่จะลุกขึ้น เขาเพียงปรือตาขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน สายตาที่มอง สวี่จื้อ นั้นเย็นชาและไร้ความรู้สึก มันเป็นสายตาที่ว่างเปล่า ราวกับเขากำลังจ้องมองแจกันใบหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ต่อสายตาของเขา
ถึงอย่างนั้น ในฐานะที่ทุกคนต่างเป็นคนมีหน้ามีตา เจียงเฉิง จึงไม่ได้ตั้งใจจะหักหน้าให้อับอายจนเกินงาม เขาเพียงแค่หยิบแก้วขึ้นมาขยับเป็นพิธีแล้วจิบเหล้าเข้าไปนิดหนึ่งเพื่อตอบรับการทักทาย
ทว่าเมื่อเห็นท่าทีเฉยเมยที่ดูเหมือนเป็นการดูถูกแบบนิ่มๆ ของเจียงเฉิง รอยยิ้มที่ สวี่จื้อ อุตส่าห์ปั้นแต่งมาอย่างยากลำบากก็แข็งค้างไปในทันที
เขารู้สึกว่าท่าทางที่เขายืนโค้งตัวค้างยื่นแก้วเหล้าอยู่อย่างนี้นั้น... ช่างดูน่าสมเพชและน่าอึดอัดเสียเหลือเกิน
ความรู้สึกอัปยศพุ่งพล่านจากฝ่าเท้าขึ้นสู่สมองในชั่วพริบตา ทำให้ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวลามไปยันใบหู แม้มุมปากจะยังคงฝืนยกเป็นรอยยิ้ม แต่มันกลับดูบิดเบี้ยวฝืนธรรมชาติ ราวกับหน้ากากที่กำลังจะแตกสลายเต็มที
ในดวงตาของเขามีประกายความโกรธแค้นจากการถูกหยามเกียรติ ผสมปนเปไปกับความอับอายที่ไม่อาจปกปิด
เพื่อไม่ให้ตัวเองดูสมเพชไปมากกว่านี้ เขาจึงรีบกระดกแก้วซดเครื่องดื่มสีอำพันรวดเดียวจนหมด รสขมปร่าของแอลกอฮอล์ที่บาดลึกลงในลำคอ เทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดจากการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่อหน้าผู้คนมากมาย
แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็น เจียง ชูหราน ที่นั่งแนบชิดอยู่ข้างกาย เจียงเฉิง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งแข็งค้างและบิดเบี้ยวหนักกว่าเดิม
เขากำแก้วในมือแน่นจนนิ้วซีดเผือด เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้มาพบผู้หญิงที่เขาเคยหมายปองแต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยในสถานที่แห่งนี้ และที่สำคัญ... เธอยังกลายเป็น ‘ผู้หญิง’ ของ เจียงเฉิง ไปเสียแล้ว
ความรู้สึกอิจฉาริษยา อับอาย และหวาดกลัวพลันเข้าเกาะกุมหัวใจอย่างรุนแรง เจียง ชูหราน คือผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขาต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เธอจึงเป็นแผลลึกที่เขาฝังใจมาตลอด
แม้การพบกันวันนี้จะเป็นเพียงความบังเอิญ แต่สำหรับคนจิตใจคับแคบอย่างเขา กลับรู้สึกราวกับว่าทุกคนที่นี่กำลังจงใจรวมหัวกันเป็นศัตรูเพื่อหยามหน้าเขา
ความแค้นที่ถูกเหยียบย่ำเริ่มปะทุขึ้นจนยากจะควบคุม…
สวี่จื้อ ตัดสินใจพิสูจน์อำนาจของตนโดยการตวัดสายตาคมกริบดุจน้ำแข็งไปจ้องเขม็งที่ใบหน้าของ เสิ่นซวง อย่างจัง
เมื่อถูกกดดันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการคุกคาม แผ่นหลังของ เสิ่นซวง ก็แข็งเกร็งขึ้นมาทันที ความผ่อนคลายที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด
เธอรีบเบือนหน้าหนีและหลบสายตา สวี่จื้อ โดยสัญชาตญาณ แววตาล่อกแล่ก ริมฝีปากเผยอออกเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่กลับไร้เสียง
เธอกำชายกระโปรงบนตักแน่น ความอึดอัดหนักหน่วงพุ่งเข้าเกาะกุมจนเธอตกอยู่ในสภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ เพราะไม่อยากล่วงเกินใครทั้งนั้น
สวี่จื้อ ผู้เจ้าเล่ห์เผยยิ้มที่มุมปาก ท่าทีที่หวาดกลัวและยอมลงให้ของ เสิ่นซวง ทำให้เขารู้สึกสะใจลึกๆ ในใจ การที่ เสิ่นซวง ยังแสดงอาการเกรงใจเขาเช่นนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอิทธิพลของตระกูล ‘สวี่’ ในฐานะมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งยังคงน่าเกรงขามอยู่
สำหรับเรื่องที่ เจียง ชูหราน เข้ามานั่งข้างกาย เจียงเฉิง ได้นั้น... เขาประเมินแล้วว่าคงไม่ใช่ฝีมือการชักนำของ เสิ่นซวง แต่เป็นความต้องการของ เจียงเฉิง เองเสียมากกว่า
บรรยากาศที่โต๊ะวีไอพีตกอยู่ในความตึงเครียดทันที ฟู่หยาง กับเจียงซิน หันมาสบตากันอย่างรู้กัน ทั้งคู่เลือกที่จะปิดปากเงียบและไม่คิดจะเอ่ยทักทาย สวี่จื้อ แม้แต่น้อย ส่วน เสิ่นล่าง เพียงแค่ส่งยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตาไปให้... ยิ้มที่ดูราวกับกำลังเวทนาตัวตลกที่พยายามแสดงละครอยู่ตรงหน้า
ในเมื่อทุกคนในโต๊ะไม่ยอมต้อนรับ… หลังจากฉีกยิ้มประจบและโค้งคำนับเสร็จ สวี่จื้อ ก็หมุนตัวเดินออกมาจากโต๊ะทันที
แต่เขากลับไม่ได้เดินกลับโต๊ะตัวเอง เขาแสร้งยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูแล้วเนียนเดินไปหลบอยู่หลังเสาต้นหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
สาเหตุที่เขาไม่ยอมไปไหน เป็นเพราะหูเจ้ากรรมดันแอบได้ยิน เจียงเฉิง พูดถึงชื่อบริษัท ‘เหลียนซู (Facebk)’ ก่อนจะเดินออกมา และจุดที่เขาแอบอยู่นี้ก็นับเป็นมุมอับที่ดักฟังบทสนทนาได้ชัดเจนพอดี
ทางด้านโต๊ะวีไอพี เจียงเฉิง ทอดสายตามองแผ่นหลังของ สวี่จื้อ ที่ห่างออกไป เขาแกล้งปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งเพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูน่าเชื่อถือ ราวกับว่ารอให้ สวี่จื้อ เดินลับตาไปก่อนจึงค่อยเริ่มคุยเรื่องธุรกิจลับ
จากนั้น เจียงเฉิง ก็ทำทีเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเอ่ยกับ เสิ่นล่าง ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าจงใจปรับระดับเสียงให้ดังพอที่จะให้คนแอบฟังได้ยินอย่างชัดเจน
“อ้อ... เมื่อกี้เราค้างเรื่องหุ้นเหลียนซูไว้นี่นา พอดีเพิ่งได้ข่าววงในมาว่า หลังเที่ยงคืนวันพรุ่งนี้... พวกเขาจะประกาศกลยุทธ์ ‘Metaverse’ ตัดหน้าช่วงตลาดเปิด นายว่าเรื่องนี้มันดูแปลกๆ ไหม?”
เมื่อได้รับสัญญาณจากสายตา เสิ่นล่าง ก็รับมุกทันที เขาปรับน้ำเสียงให้ดูตึงเครียดและแฝงความระแวงได้อย่างแนบเนียน
“พี่เจียงครับ... เรื่องนี้ผมก็กังวลอยู่พอดี! จู่ๆ ข่าวก็โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมว่ามันดูทะแม่งๆ นะครับ พี่ว่ามันจะเป็น ‘ระเบิดควัน’ ที่พวกมันจงใจปล่อยออกมาหลอกเราหรือเปล่า? จุดประสงค์ก็เพื่อล่อให้เราติดกับ พอตลาดเปิดปุ๊บพวกมันก็ปั่นราคาหุ้นให้พุ่งกระฉูดเพื่อเชือดฝั่งชอร์ตเซลล์ (Short Sell) อย่างพวกเรา... ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ความเสี่ยงมันมหาศาลเลยนะครับพี่!”
จังหวะนั้นเอง ฟู่หยาง ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบสอดรับเพื่อเสริมบทละครให้ดูแนบเนียนยิ่งขึ้น: “นั่นสิครับพี่เจียง! อาเสิ่นพูดก็มีเหตุผลนะ... ตลาดการเงินตอนนี้มันผันผวนจะตายไป ถ้าไอ้ข่าวนี้มันเป็นหลุมพรางที่พวกมันขุดไว้ดักเราล่ะก็... เราไม่ซวยเหรอครับ?”
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมแก๊งรับส่งบทได้ถึงใจ มุมปากของ เจียงเฉิง ก็ยกยิ้มขึ้นอย่างมั่นใจ แฝงไปด้วยความหยิ่งผยองที่ดูสมจริงจนน่าหมั่นไส้
“หึ... จะไปกลัวอะไรวะ? ในตลาดการเงินน่ะ... สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความรอบคอบ แต่คือความใจกล้าและบ้าบิ่นต่างหาก คนขี้ขลาดก็มีแต่จะอดตาย... ส่วนพวกที่กล้าได้กล้าเสียเท่านั้น ถึงจะได้กินจนอิ่มแปล้และรวยล้นฟ้า!”