- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 16 กวาดล้างศัตรู
บทที่ 16 กวาดล้างศัตรู
บทที่ 16 กวาดล้างศัตรู
บทที่ 16 กวาดล้างศัตรู
ลิงหิมะถูกมีดเดียวฟันขาดเป็นสองท่อน ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เส้าเฉิงเฟิงและเฝิงอี้อันถึงกับเสียวสันหลังวาบ เผลอก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว พวกเขาเริ่มสงสัยอีกครั้งว่า หัวหน้ากลุ่มจะรับมือกับเด็กหนุ่มคนนี้ไหวจริงๆ หรือ?
สีหน้าของฟู่เอินเทาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่จังหวะการโจมตีกลับไม่สะดุดเลยแม้แต่น้อย เขาอาศัยช่องโหว่ในจังหวะที่ฉินหมิงเบี่ยงตัวหลบลิงหิมะ ตวัดดาบยาววาววับฝ่าพายุหิมะ ฟันเข้าใส่ช่วงเอวของอีกฝ่ายด้วยพละกำลังมหาศาลสุดจะหยั่งถึง
ฉินหมิงราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า เขาใช้มือซ้ายที่ถือทวนเหล็กไขว้ไปป้องกันด้านหลังในท่าสะพายทวน หันหลังให้กับอีกฝ่าย จากนั้นก็กระโดดพรวดขึ้นไป อาศัยแรงปะทะจากดาบอันหนักหน่วงที่ฟันลงบนด้ามทวนเหล็ก ส่งให้ตัวเองพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น
คนทั่วไปไม่กล้าทำแบบนี้หรอก เพราะต่อให้ไม่ถูกฟันตายคาที่ ก็ต้องได้รับบาดเจ็บภายในจากแรงกระแทกมหาศาลจนกระอักเลือดออกมาคำโตแน่ๆ
ทว่าฉินหมิงกลับไม่เป็นไรเลย เพียงแค่กระโดดครั้งเดียว เขาก็พุ่งเข้าประชิดเป้าหมายได้แล้ว
คนลาดตระเวนรูปร่างกำยำคนนั้นขนลุกซู่ อีกฝ่ายพุ่งตรงมาที่เขา ดุดันราวกับสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ในภูเขา ทันทีที่เท้าแตะพื้น ประกายมีดวาววับก็ตวัดฟันเข้ามาทันที
เขารีบตวัดดาบในมือขึ้นรับการโจมตี หวังจะดวลดาบแลกชีวิตกับอีกฝ่าย ทว่าเพียงชั่วพริบตา เขาก็รู้สึกว่าแทบจะจับด้ามดาบไว้ไม่อยู่ พละกำลังของอีกฝ่ายมันมหาศาลเกินไปแล้ว
เพียงการปะทะกันอย่างรวดเร็วและรุนแรงแค่สองครั้ง เนื้ออ่อนง่ามนิ้วทั้งห้าของเขาก็ถูกกระแทกจนฉีกขาด เลือดไหลอาบย้อมด้ามดาบจนแดงฉาน เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะถือดาบอีกต่อไป
ฉับ!
ภายใต้แสงเพลิงที่สาดส่อง ประกายมีดสว่างไสวสว่างวาบขึ้น ศีรษะของเขากระเด็นหลุดออกจากบ่า ร่างกายล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
ฉินหมิงหันขวับกลับมา ใช้ทวนเหล็กรับดาบยาวของฟู่เอินเทาเอาไว้ แล้วมองไปยังเฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงด้วยสายตาดุดันอำมหิต
สองคนที่อยู่ด้านหลังเริ่มตื่นตระหนก ปกติพวกเขาก็เป็นคนโหดเหี้ยม จิตใจโหดร้ายดั่งหมาป่า เจ้าเล่ห์เพทุบายและมีลูกเล่นแพรวพราว ทว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับดุร้ายเกินไป ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลงมือฆ่าคนทันที ทำเอาพวกเขารู้สึกขนลุกขนชันไปหมด
ภายในใจของฟู่เอินเทาก็เริ่มเกิดเงามืดมิดขึ้นมาเช่นกัน เด็กหนุ่มที่ผลัดกายรอบสองคนนี้สร้างแรงกดดันให้เขาอย่างมาก ทุกๆ ทวน ทุกๆ มีด ล้วนกระแทกจนแขนของเขาชาหนึบ
ในตอนนี้ เขาอยากจะเผ่นหนีเข้าไปในส่วนลึกของป่าทึบอันมืดมิดให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็กลัวว่าถ้าหันหลังหนีด้วยความขี้ขลาด จะถูกอีกฝ่ายใช้ท่าไม้ตายต่อเนื่องลอบสังหารเอา
ฉินหมิงเอ่ยขึ้น “บนฐานที่มั่นนี้มีหัวที่รอให้ข้าตัดอยู่เจ็ดหัว ตอนนี้ฟันร่วงไปแล้วสี่ ก็เหลือแค่พวกแกสามคนแล้วล่ะ”
ฟู่เอินเทาชะงักไป จากนั้นสีหน้าก็มืดครึ้มลง เด็กหนุ่มคนนี้เอาสุนัขจั้งอ๋าวสีทอง ลิงหิมะ และพวกเขาทั้งห้าคนมารวมกัน มองพวกเขาเทียบเท่ากับสัตว์เดรัจฉานสองตัวนั้นงั้นรึ?
เส้าเฉิงเฟิงและเฝิงอี้อันกำทวนเหล็กและดาบยาวในมือแน่น หากเป็นเวลาปกติ ใครกล้ามาดูถูกพวกเขาแบบนี้ ก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ
ฉินหมิงจงใจยั่วโมโหพวกเขา เพราะเขารู้สึกได้ว่าทั้งสามคนเริ่มขี้ขลาดและมีท่าทีอยากจะหลบหนี เขากลัวว่าจะตามฟู่เอินเทาที่ผลัดกายรอบสองแล้วไม่ทัน
และก็เป็นไปตามคาด เงามืดที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นในใจของฟู่เอินเทาถูกความโกรธพัดพาไปจนหมดสิ้น ในดินแดนแถบนี้ แม้แต่หัวหน้ากลุ่มลาดตระเวนกลุ่มอื่นที่อาวุโสกว่า ก็ยังไม่กล้าหยามเกียรติเขาถึงเพียงนี้
ฟู่เอินเทาสั่งสมพลังมานานปี มีแววว่าจะก้าวหน้าไปอีกขั้น เขาเกือบจะสัมผัสถึงประตูบานนั้นได้แล้ว
“มันคือฉินหมิงจากหมู่บ้านซวงซู่ใช่ไหม?” ฟู่เอินเทาหันไปถามสองคนที่อยู่ด้านหลัง
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาคุยกันเรื่องป่าไผ่โลหิต เฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงก็เคยพูดถึงฉินหมิง ว่าอยากจะหลอกใช้เด็กหนุ่มที่มีรากฐานทองคำคนนี้ไปเป็นแนวหน้า แล้วค่อยหาโอกาสกำจัดทิ้ง
“ใช่ มันนั่นแหละ” ไอ้หนวดเคราเฟิ้มอย่างเฝิงอี้อันพยักหน้า
หลังจากฟู่เอินเทาพยักหน้ารับ เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ได้สิ งั้นเดี๋ยวจะกลับไปล้างบางหมู่บ้านซวงซู่ให้เหี้ยน ฆ่าล้างโคตรให้หมด ไม่เว้นแม้แต่เด็กและคนแก่ ในช่วงเวลาพิเศษที่เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างภูเขาแบบนี้ จะมี 'สัตว์เลื่องชื่อ' หลุดออกมาอาละวาดฆ่าล้างหมู่บ้านสักแห่ง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก”
รอยยิ้มของเขาเย็นเยียบ ราวกับแฝงไปด้วยกลิ่นคาวเลือด พร้อมกับค่อยๆ ยกดาบยาวขึ้น
ฉินหมิงไม่ได้โกรธเคือง เขาจงใจปั่นป่วนอารมณ์ของอีกฝ่าย เพื่อที่ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ พวกเขาจะได้ไม่สูญเสียความกล้าที่จะต่อสู้และเผ่นหนีไป
เขาเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก “สิ่งที่ข้าพูดเมื่อกี้มันผิดตรงไหน? เมืองฉีเสียให้เงินเดือนพวกแกตั้งมากมาย ชาวบ้านก็เคารพยกย่องพวกแก ยอมให้ผลผลิตจากบ่อน้ำพุเพลิงลดลงเพื่อช่วยพวกแกปลูกจันทราทมิฬ แล้วพวกแกทำตัวยังไง? โลภมากไม่รู้จักพอ อยากจะสูบพลังของบ่อน้ำพุเพลิงไปให้หมด ไม่สนเลยว่าปีหน้าคนจะอดตายกันตั้งเท่าไหร่ แถมยังฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เพื่อข่มขู่กันหน้าตาเฉย ในสายตาพวกแก ชีวิตคนมันยังไม่มีค่าเท่าเก้งตัวนึง หรือสุนัขจั้งอ๋าวสีทองที่พวกแกเลี้ยงไว้ซะอีก พวกแกยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ไหม? เอาพวกแกไปเปรียบกับหมาดุๆ หรือลิงหิมะมันผิดตรงไหน? พวกแกอันตรายกว่าพวกมันตั้งเยอะ ลองคิดถึงหัวหน้ากลุ่มคนเก่าที่ตายไปแล้ว กับคนลาดตระเวนกลุ่มอื่นที่มีความรับผิดชอบดูสิ พวกแกมันไม่คู่ควรจะเอาไปเปรียบกับพวกเขาเลยสักนิด”
ฉินหมิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราด และไม่ได้เปล่งเสียงดังเลยแม้แต่น้อย
แต่นั่นกลับทำให้เส้นเลือดบนหลังมือที่กำดาบของฟู่เอินเทาปูดโปนขึ้นมา เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าใส่ทันที
แม้แต่เฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงก็ยังมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน แทบอยากจะฉีกร่างเด็กหนุ่มที่พูดจาราบเรียบแต่กลับแทงใจดำพวกเขาเข้าอย่างจังคนนี้ให้เป็นชิ้นๆ
ฉินหมิงชิงลงมือก่อน แม้จะใช้มือเดียวจับทวนเหล็กหนักอึ้ง แต่เขาก็สามารถตวัดมันได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ปลายทวนแหลมคมแทงออกไป ทิ้งภาพติดตาไว้เป็นสาย พัดพาเกล็ดหิมะที่ตกลงมาอย่างหนักให้ปลิวว่อน ในจังหวะที่ฟู่เอินเทาเอียงคอหลบ ปลายทวนก็พุ่งทะลุต้นสนผลัดใบขนาดเท่าปากชามที่อยู่ด้านหลังของเขา ฉินหมิงกำด้ามทวนแล้วออกแรงบิดเบาๆ ลำต้นไม้ก็หักดังเป๊าะ
ทันใดนั้น มีดตัดฟืนในมือของเขาก็ตวัดฟันออกไปตามน้ำ
เพียงชั่วพริบตา ประกายดาบของทั้งสองคนก็ซ้อนทับกัน การปะทะกันเป็นไปอย่างดุเดือดและหวาดเสียว ทุกที่ที่พวกเขาพาดผ่าน ต้นไม้จำนวนมากถูกโค่นล้ม พลังทำลายล้างนั้นน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก
เมื่อพวกเขาฟาดฟันกันมาจนถึงบริเวณใกล้บ่อน้ำพุเพลิง บ้านไม้หลังใหญ่ก็ถูกประกายดาบของพวกเขาฟันจนแหลกละเอียดเสียงดังสนั่น
ฟู่เอินเทาที่สูงเกือบสองเมตร เดิมทีมีแรงกดดันมหาศาล ทว่าตอนนี้เขากลับหอบหายใจอย่างหนัก ท่ามกลางผมสีดำหยิกศกตามธรรมชาติมีควันสีขาวลอยกรุ่น เขาตกใจมาก ตัวเขาเองเหนื่อยล้าเต็มที แขนก็ถูกกระแทกจนชาหนึบ ทว่าคู่ต่อสู้กลับยังคงดุดันห้าวหาญไม่เปลี่ยน
หากไม่ใช่เพราะเขามีความเร็วมากพอ คงพ่ายแพ้และตายไปนานแล้ว
เขารู้สึกได้ว่า ความเร็วของคู่ต่อสู้ดูเหมือนจะมีปัญหา เขาจึงตระหนักถึงข้อได้เปรียบของตนเอง และในตอนนั้นเองเขาก็สบโอกาส เมื่อเห็นฉินหมิงแทงทวนและตวัดมีดออกไป เฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงก็ระเบิดพลังทั้งหมด ลอบโจมตีอย่างกะทันหัน
“เคร้ง!”
เสียงอาวุธปะทะกันดังกังวานบาดหู ฉินหมิงใช้มีดตัดฟืนปัดป้องทวนเหล็กของเส้าเฉิงเฟิง จากนั้นก็ใช้สันมีดกระแทกดาบยาวของเฝิงอี้อันออกไปอย่างรวดเร็ว
ในยามนี้ ฟู่เอินเทาราวกับพยัคฆ์ร้ายในคราบมนุษย์ ดุร้ายหาใดเปรียบ เส้นผมปลิวไสวอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ แววตาของเขาดุดันและเฉียบขาดถึงขีดสุด สองมือกำดาบยาว ฟาดฟันลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า โจมตีอย่างสุดกำลังความสามารถ
เขาพบว่า ตอนที่ฉินหมิงใช้มือเดียวจับทวนเหล็กตั้งรับนั้น พละกำลังไม่ได้มหาศาลเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ดูเหมือนกำลังจะถูกสะกดข่มเอาไว้
เขาตะโกนลั่น “ทุ่มสุดกำลัง ล้อมฆ่ามันให้ได้!”
ฉินหมิงใช้มีดตัดฟืนรับมือกับอีกสองคน ส่วนทวนเหล็กในมือซ้ายก็ถูกดาบยาวของฟู่เอินเทาฟาดฟันเข้าใส่อย่างต่อเนื่องจนต้องถอยร่น ดูเหมือนสถานการณ์กำลังย่ำแย่
มีหลายครั้งที่การปะทะดุเดือดจนเขาต้องเลือกใช้วิธีพลีชีพ แลกหมัดกันไปเลย ปล่อยให้ดาบยาวของฟู่เอินเทาฟันลงมา แต่ปลายหอกของเขาก็ยังคงแทงตรงไปข้างหน้า บังคับให้อีกฝ่ายต้องถอยร่น
ฟู่เอินเทาเผยรอยยิ้มอันเย็นชา หากจะแข่งกันเรื่องความโหดเหี้ยม เขาเคยกลัวใครที่ไหนกันล่ะ? เขากระโดดพรวดไปข้างหน้า โดยไม่สนใจป้องกันจุดตายบริเวณท่อนบนของร่างกายเลยแม้แต่น้อย ตวัดดาบยาววาววับฟาดฟันลงมาที่ฉินหมิง
ในขณะเดียวกัน บนใบหน้าของเฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงก็ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พวกเขาประสานงานกันอย่างรู้ใจ ปิดกั้นทางถอยของฉินหมิงไว้ทุกทาง ดาบยาวและทวนเหล็กพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน บีบให้ฉินหมิงต้องใช้มีดตัดฟืนในมือเพื่อตั้งรับการโจมตีของพวกเขาเท่านั้น
ฉินหมิงถอยไม่ได้ และก็หลบดาบยาวของฟู่เอินเทาที่อยู่ตรงหน้าไม่ทันด้วย ในวินาทีนี้เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เลือกที่จะพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะยกทวนยาวขึ้นมาไม่ทันแล้ว แต่วิถีของปลายทวนยังคงเดิม ฉึก! มันแทงทะลุต้นขาของฟู่เอินเทาจนมิดด้าม
แม้ใบหน้าของฟู่เอินเทาจะบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แต่เขากลับยิ่งดูเลือดเย็นมากขึ้น ผลจากการแลกเลือดเช่นนี้ เขาแค่เจ็บต้นขาไปข้างหนึ่ง แต่ดาบยาวที่ฟันลงมาจากกลางอากาศของเขา สามารถผ่าร่างของอีกฝ่ายออกเป็นสองซีกได้เลย
ในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย มีดตัดฟืนในมือขวาของฉินหมิงยังคงพัวพันอยู่กับอีกสองคน เขาทิ้งทวนเหล็ก ยกแขนซ้ายขึ้นมา หมายจะรับคมดาบอันแหลมคมนั้นด้วยแขนเปล่า
ฟู่เอินเทาหัวเราะเยาะอย่างเหยียดหยาม ถ้าเป็นแบบนี้ เขาจะฟันให้ขาดกระจุยทั้งแขนทั้งคนไปเลย
เฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงต่างก็หัวเราะร่า ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าพวกเขาแล้วว่า ดาบที่ฟาดฟันลงมาของหัวหน้ากลุ่มที่สูงสองเมตรนั้นน่ากลัวเพียงใด พวกเขาราวกับมองเห็นภาพเลือดสาดกระจายลอยอยู่ตรงหน้าแล้ว
ทว่า เสียงเหล็กปะทะกันดังกังวานบาดหูกลับดังขึ้น พร้อมกับเสียงเสียดสีของโลหะที่ชวนให้เสียวฟัน เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาคิดไว้เลย
เสื้อตัวนอกบริเวณแขนซ้ายของฉินหมิงขาดวิ่น เผยให้เห็นชุดเกราะสั่งทำพิเศษของหน่วยลาดตระเวนที่อยู่ด้านใน ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้สวมแค่มันชั้นเดียว
แม้ชุดเกราะแบบนี้จะไม่ได้ประณีตและแข็งแกร่งเท่าของหัวหน้ากลุ่มอย่างฟู่เอินเทา แต่ฉินหมิงก็สวมทับไว้ถึงสามชั้น ซึ่งมากพอที่จะต้านทานดาบนี้ได้แล้ว
หากไม่ติดว่ามันหนักและเทอะทะเกินไป ฉินหมิงคงจะเอาชุดเกราะของคนลาดตระเวนทั้งสี่คนที่เขาฆ่าตายตรงตีนเขานั้นมาสวมไว้หมดแล้ว
ตุ้บ! หลังจากฟู่เอินเทาร่วงลงมาจากกลางอากาศ เขาก็เดินโซเซ ต้นขาถูกแทงทะลุ ทวนเหล็กยังไม่ได้ถูกดึงออก เลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด เขายืนไม่อยู่แล้ว
เฝิงอี้อันหันหลังเดินหนีทันที โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ช่างเด็ดขาดจริงๆ เขารู้ดีว่าหน่วยลาดตระเวนกลุ่มนี้คงถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแน่ๆ
เส้าเฉิงเฟิงก็ตระหนักได้เช่นกัน ว่าท่าทีเพลี่ยงพล้ำของเด็กหนุ่มเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงการจงใจล่อลวงเท่านั้น เขาจึงรีบเผ่นหนีตามไปติดๆ
ฉินหมิงหยิบทวนเหล็กที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา กระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศ แล้วขว้างออกไปสุดแรง ในระยะประชิดแค่นี้ไม่มีทางพลาดเป้าแน่นอน ทวนเหล็กพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง พุ่งลงมาจากด้านบน ฉึก! มันแทงทะลุแผ่นหลังของเฝิงอี้อัน ตรึงเขาไว้กับพื้น!
“อ๊าก...” เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ยังไม่ตายในทันที แต่ก็ดิ้นรนหนีไปไหนไม่ได้แล้ว
ทันทีที่เท้าแตะพื้น ฉินหมิงก็ไล่ตามอีกคนไป ความเร็วของเขาอาจจะสู้ฟู่เอินเทาไม่ได้ แต่การไล่ตามเส้าเฉิงเฟิงนั้นง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
เส้าเฉิงเฟิงไม่มีทางยอมตายง่ายๆ เขาหันขวับกลับมาควงทวนเหล็กต่อสู้อย่างดุเดือด แต่นั่นก็เปล่าประโยชน์ แขนขวาของเขาถูกมีดของฉินหมิงฟันจนขาดกระเด็น
ทวนเหล็กร่วงลงพื้นตามแขนที่ขาด ฉินหมิงก้มลงหยิบมันขึ้นมา จากนั้นก็ใช้ทวนเล่มนั้นตอกร่างของเส้าเฉิงเฟิงติดกับพื้นอย่างเลือดเย็น พริบตาเดียวบริเวณนั้นก็เจิ่งนองไปด้วยเลือด
ฉินหมิงยืนหยัดอยู่กลางลานหิมะ พลางกล่าวว่า “ถ้าพวกแกไม่หนี แล้วสู้กันให้ตายไปข้างนึงตรงนี้ ข้าก็คงจัดการพวกแกได้ตั้งนานแล้ว ระหว่างสู้ข้าต้องแบ่งสมาธิไปคอยระวังไม่ให้พวกแกหนีรอดไปได้ เพราะถ้ามีใครหลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ภารกิจครั้งนี้ของข้าก็จะล้มเหลวทันที”
“แก...” ฟู่เอินเทาใช้ดาบยาวค้ำยันพื้นไว้ โกรธจนแทบจะกระอักเลือด คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำลังพูดจาโอ้อวด
“ตอนที่สู้กับพวกแก ข้าต้องแบ่งสมาธิไปด้วย เลยค่อนข้างตึงมือหน่อย แต่ก็นะ ข้าเพิ่งจะผลัดกายได้ไม่นาน ก็พอเข้าใจได้” ฉินหมิงทบทวนถึงการต่อสู้เมื่อครู่
“ว่าไงนะ?!” สีหน้าของฟู่เอินเทาแข็งค้าง หัวใจสั่นสะท้าน เขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะเป็นผู้ผลัดกายหน้าใหม่ เขาไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้
“เจ้ายังไม่ได้ผลัดกายครั้งที่สองจริงๆ ด้วย” เฝิงอี้อันพ่นฟองเลือดออกมา หัวเราะอย่างน่าเวทนา เขารู้แล้วว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาเจอกับสัตว์ประหลาดที่เหลือเชื่อแบบนี้