- หน้าแรก
- พลิกร้ายกลายเป็นดี หนีศึกชิงบัลลังก์
- พลิกร้ายกลายเป็นดี 021 จุดเริ่มต้นแห่งข้อพิพาท
พลิกร้ายกลายเป็นดี 021 จุดเริ่มต้นแห่งข้อพิพาท
พลิกร้ายกลายเป็นดี 021 จุดเริ่มต้นแห่งข้อพิพาท
พลิกร้ายกลายเป็นดี 021 จุดเริ่มต้นแห่งข้อพิพาท
หลังจากออกจากตำหนักชิงจู๋
เหล่าทหารองครักษ์ที่ทำการตรวจค้นยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ เนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้มีการสับเปลี่ยนกองกำลังพิทักษ์เบื้องพระพักตร์ ทหารองครักษ์ส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมการตรวจค้นจึงเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่ง พวกเขามาจากกองทัพต้าเหยียน ดังนั้นจึงรู้สึกแปลกใหม่กับเรื่องราวในวังหลังเป็นอย่างมาก ตลอดทางได้พบเห็นเรื่องราวแปลกใหม่มากมายที่ไม่เคยพบเจอในค่ายทหารมาก่อน
โจวผิงฝูที่สวมชุดเกราะเต็มยศและพกหน้าไม้ เมื่อเห็นทหารชั้นผู้น้อยที่ไม่รู้จักธรรมเนียมเหล่านี้ ดวงตาของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากตำหนิเสียงดังว่า
“ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่เบื้องพระพักตร์ พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวในวังหลัง ข้าดูแล้วพวกเจ้าคงจะเบื่อหน่ายที่จะมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง”
ทหารองครักษ์ที่เพิ่งมาใหม่หลายคนเห็นว่าเขาหน้าตาแปลกตา ชุดเกราะก็ไม่มีจุดเด่นอันใด เห็นได้ชัดว่ามิใช่ผู้บังคับบัญชา ทหารองครักษ์คนหนึ่งในนั้นจึงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาแล้วกล่าวว่า “กงการอันใดของเจ้า เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร...”
โจวผิงฝูรวบรวมลมปราณลงสู่ตันเถียน พลังมรรคยุทธ์ทั่วร่างปะทุขึ้น เขาชกหมัดออกไปอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ซัดชายผู้นั้นพร้อมชุดเกราะปลิวละลิ่วไปไกลหลายเมตรจนกระอักโลหิตออกมา
“นี่แหละคือกฎเกณฑ์”
“คุกเข่าลงยอมรับผิดเสีย”
ทหารองครักษ์หลายคนเดิมทีคิดจะก้าวเข้าไปข้างหน้า แต่กลับถูกแรงกดดันจากทั่วร่างของเขาทำให้หวาดกลัว สหายที่อยู่ด้านข้างคนหนึ่งจึงเอ่ยเกลี้ยกล่อมเสียงเบาว่า
“เขาคืออดีตผู้กองเบื้องพระพักตร์ เป็นยอดฝีมือมรรคยุทธ์ระดับสี่ หากมิใช่เพราะทำความผิด ก็คงจะไม่ได้มาอยู่ในระดับเดียวกับพวกเราหรอก”
“พวกเจ้าล่วงเกินเขาไม่ไหวหรอก ยอมรับผิดไปเถิด”
ทหารองครักษ์ใหม่เหล่านั้นถึงได้รู้ว่าตนเองพบเจอกับทหารผ่านศึกจอมโหดเข้าแล้ว ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือด รีบทำความเคารพแบบทหารและกล่าวขอโทษว่า
“ผู้อาวุโสกล่าวถูกต้องแล้ว เป็นพวกข้าที่ปากพล่อยไปเอง”
โจวผิงฝูพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หากยังกล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องตำหนักบรรทมของฝ่าบาท ไปจนถึงเรื่องของตำหนักชิงจู๋อีก จะต้องถูกลงโทษตามกฎอัยการศึก”
หลังจากสั่งสอนคนเหล่านั้นเสร็จ เขาก็หันหลังกลับไปสมทบกับกองกำลังใหญ่ โดยไม่สนใจพวกเขากลุ่มนั้นอีก
องค์ชายหกมีบุญคุณช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ดังนั้นเขาจึงย่อมไม่นิ่งดูดายปล่อยให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอย่างแน่นอน
หลังจากค้นหาอยู่หนึ่งรอบก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ ผู้บัญชาการเบื้องพระพักตร์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของกองกำลัง ก็ได้พบกับขันทีผู้หนึ่ง
คนผู้นี้โจวผิงฝูเคยพบเห็นมาก่อน เขาคือคนเก่าคนแก่ในตำหนักเฉียนหยวนของฝ่าบาท
ในฐานะทหารเบื้องพระพักตร์ เขาอาศัยอยู่ในวังมานานเจ็ดแปดปี สำหรับคนบางคนและเรื่องบางเรื่อง เขาย่อมรู้ซึ้งอยู่แก่ใจเป็นอย่างดี
ผู้บัญชาการเบื้องพระพักตร์พูดคุยกับขันทีเสร็จสิ้น ก็หันกลับมาประกาศแก่เหล่าทหารองครักษ์ว่า “ราชโองการใหม่จากฝ่าบาท ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะระดมพลยอดฝีมือในวังหลวง มุ่งหน้าสู่ค่ายทหาร เพื่อตัดธงสร้างบารมี พี่น้องทั้งหลาย พวกเรามีงานให้ทำอีกแล้ว!”
“จะต้องทำศึกอีกแล้วหรือ”
“คาดว่าคงจะเป็นเช่นนั้น เป็นคำสั่งที่เพิ่งจะลงมาเมื่อคืนนี้เอง”
“เมื่อเดือนก่อนเพิ่งจะทำศึกกับแคว้นมาร เดิมทีคิดว่าจะได้เพลิดเพลินกับวันเวลาอันสงบสุขในวังหลวงสักสองสามวัน ตอนนี้กลับจะต้องทำศึกอีกแล้ว ครั้งนี้จะเป็นที่ใดอีกเล่า”
“ก็แค่แคว้นเล็ก ๆ ชายแดนแคว้นหนึ่ง ไม่น่าหวาดกลัวอันใดหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โจวผิงฝูก็รู้สึกว่าตนเองจะต้องไปให้ได้
เพราะด้วยอายุและประวัติการรับโทษของเขา ไม่มีทางที่จะไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่านี้ได้เลย
หากต้องการเลื่อนขั้น ก็มีเพียงต้องพึ่งพาความดีความชอบในสงครามเท่านั้น ในกองทัพต้าเหยียน ผู้ใดที่ปีนกำแพงเมืองข้าศึกได้เป็นคนแรก จะได้รับการเลื่อนขั้นสามระดับรวด
โอกาสนี้ เขาจะต้องคว้ามันเอาไว้ให้ได้
ภายในเมืองจักรพรรดิ ณ คฤหาสน์ตระกูลใหญ่แห่งหนึ่ง
สองข้างประตูเต็มไปด้วยทหารที่ดูองอาจผ่าเผย สวมชุดเกราะเหล็กสีดำ และถือยักษ์ง้าวอยู่ในมือ
ภายในจวนมีหอหยกอันหรูหราตั้งอยู่ ทว่ากลับเงียบสงบยิ่งนัก ไม่มีภาพการร้องรำทำเพลงเฉลิมฉลองใด ๆ
ผู้ฝึกยุทธ์รอรับคำสั่ง นักวางกลยุทธ์ยืนอยู่เคียงข้าง ทุกคนล้วนแสดงความเคารพอย่างผิดปกติ โดยก้มศีรษะให้กับชายหนุ่มที่เป็นผู้นำ
ตรงกลางคือชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง เขาสวมชุดคลุมลายมังกรสีน้ำกหมึก ท่าทางราบเรียบ ดวงตาอันลึกล้ำที่ไร้ซึ่งระลอกคลื่นนั้นซ่อนความรู้สึกลึกซึ้งเอาไว้เบื้องลึก คนทั่วไปไม่มีทางมองออกถึงความคิดที่แท้จริงจากดวงตาของเขาได้เลย
องค์ชายสองลู่กวงจิ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน เอ่ยกับเหล่าที่ปรึกษาและผู้ติดตามเบื้องล่างด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “วันนี้ที่ตำหนักฉางเล่อ เรื่องที่ลู่หมิงคงถูกลอบสังหารนั้นน่าสงสัยยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้เสด็จพ่อจึงกริ้วเป็นอย่างมาก ถึงกับตอบรับคำขอส่งทหารของแคว้นเกาหลี ทุกท่านมีความเห็นเช่นไร”
ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าดุร้ายอำมหิตผู้หนึ่งก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม เขาป้องมือแล้วกล่าวว่า
“สาเหตุที่ฝ่าบาททรงส่งทหารออกไป หากสืบสาวถึงต้นตอแล้ว ก็ยังคงเป็นเพราะเรื่องที่ธิดาอสูรแคว้นมารถูกปล่อยตัวไปเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ รวมถึงหมากที่ฝ่าบาททรงวางเอาไว้ถูกเปิดโปง เรื่องที่ลู่หมิงคงถูกลอบสังหารเป็นเพียงแค่ชนวนเหตุ เป็นเพียงละครฉากหนึ่งขององค์ชายใหญ่เท่านั้น และเมื่อฝ่าบาททรงถูกกระตุ้นเช่นนี้ จึงจำต้องทรงตอบโต้ ต้าเหยียนของพวกเราเป็นถึงแคว้นมหาอำนาจ แต่กลับต้องสูญเสียโชคชะตาและหน้าตาไปครั้งแล้วครั้งเล่า จึงจำเป็นต้องไปทวงคืนจากแคว้นเล็ก ๆ เพื่อเชิดชูบารมีของต้าเหยียนเรา”
“ยิ่งไปกว่านั้น แคว้นหมู่เกาะทางตะวันออกเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ก็มีการติดต่อกับแคว้นมารอย่างใกล้ชิด เห็นได้ชัดว่ามีภัยแฝงที่จะแปดเปื้อนมลทินมารและกลายเป็นแคว้นประเทศราชของแคว้นมาร จึงจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง นี่แหละคือเหตุผลที่ฝ่าบาททรงส่งทหารออกไป”
ลู่กวงจิ่งพยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “ความคิดของเจ้าก็คล้ายคลึงกับองค์ชายผู้นี้ สมแล้วที่เป็นวิญญูชนระดับเจ็ดแห่งศาลขงจื๊อ ภายใต้ชื่อเสียงอันโด่งดังย่อมไร้ซึ่งคนไร้ความสามารถ ฉายา ‘บัณฑิตพิษ’ นั้นมิได้เลื่องลือมาอย่างไร้เหตุผล ทว่า เจ้ากลับพลาดไปจุดหนึ่ง”
“ขอฝ่าบาทโปรดชี้แนะด้วย”
ชายวัยกลางคนหน้าตาดุร้ายป้องมืออีกครั้ง
“ให้ท่านจี้ช่วยไขข้อข้องใจให้เจ้าก็แล้วกัน”
ลู่กวงจิ่งโบกมืออย่างเกียจคร้าน ในหมู่ที่ปรึกษา มีที่ปรึกษาชุดเขียวรูปร่างผอมสูงและมีเคราแพะผู้หนึ่งก้าวออกมา
เขาลูบเคราแพะของตนเองคราหนึ่ง แล้วกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “เรื่องที่ลู่หมิงคงถูกลอบสังหารมิใช่ละครขององค์ชายใหญ่ แต่เป็นฝีมือของนิกายเต๋าเองต่างหาก”
ชายวัยกลางคนหน้าตาดุร้ายขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร ท่านอาจารย์ใหญ่แห่งอารามเต๋าทะเลสาบอัสนีสนิทสนมกับองค์ชายใหญ่เป็นอย่างมาก นักพรตหญิงผู้นั้นจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ทราบเบาะแส ฝ่าบาททรงไต่ถามไปยังจวนเทียนซือภูเขาหลงหู่ ก็บอกว่าตรวจสอบไม่พบคนผู้นี้ ปฏิเสธไม่ยอมรับว่ามีนักพรตหญิงผู้นี้อยู่จริง อีกอย่าง นิกายเต๋าทำเช่นนี้แล้วจะได้ผลประโยชน์อันใด”
ที่ปรึกษาชุดเขียวโบกพัดขนนกในมือไปมา ยิ้มอย่างลึกล้ำยากจะหยั่งถึง “ทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่เบื้องบน ย่อมเป็นเพราะบุคคลที่อยู่บนบัลลังก์ผู้นั้น หากมิใช่เพราะฝ่าบาททรงสนับสนุนมรรคปราชญ์ สักการะศาลขงจื๊อ หมายจะทำลายสมดุลของโลกมนุษย์ นิกายเต๋าก็คงจะไม่ร้อนรนถึงเพียงนี้ จนต้องลงมือทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวดเช่นนี้หรอก”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ ชายวัยกลางคนหน้าตาดุร้ายก็เข้าใจได้ในทันที ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า “สถานการณ์ที่สามศาสนาปกครองใต้หล้าร่วมกัน ได้ถูกรักษาเอาไว้มานานหลายร้อยปี ฝ่าบาททรงต้องการให้สำนักบัณฑิตยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียว และหมางเมินอีกสองศาสนา เพื่อทำให้โชคชะตามังกรแข็งแกร่งขึ้นอย่างนั้นหรือ”
“เพราะตั้งแต่โบราณกาลมา ศาลขงจื๊อใช้วิชาค้ำจุนมังกรคอยช่วยเหลือยอดอ๋อง เพื่อทำให้โชคชะตาของตนเองแข็งแกร่งขึ้น หากศาลขงจื๊อยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียวจริง ๆ เช่นนั้นเมื่อรวบรวมโชคชะตาธูปบูชาของทั้งสามศาสนา โชคชะตาแคว้นของต้าเหยียนก็จะเติบโตขึ้นไปถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่โบราณกาล!”
“กระทั่ง... อาจจะสามารถมีอายุวัฒนะยืนยาวตลอดกาลได้”
ลู่กวงจิ่งพยักหน้า “ถูกต้อง เสด็จพ่อไม่กล้าไปลงความโกรธแค้นกับนิกายเต๋า จึงไม่มีสุ้มเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา เห็นได้ชัดว่าทรงค้นพบจุดนี้แล้ว”
จากนั้นภายในดวงตาของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา
“พวกเจ้าล้วนเป็นผู้ที่ถูกศาลขงจื๊อหมางเมินและขับไล่ออกมา ความสามารถที่มีอยู่เต็มเปี่ยมกลับไม่ได้รับการแสดงออก หากสามารถใช้วิชาสังหารมังกรมาช่วยข้ากำจัดคู่แข่งมากมายได้ วันข้างหน้าเปิ่นกงจะต้องตบรางวัลให้อย่างงามแน่นอน”
ที่ปรึกษาชุดเขียวยิ้มบาง ๆ “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย นอกเหนือจากองค์ชายใหญ่แล้ว องค์ชายพระองค์อื่นล้วนยังไม่ก่อเกิดโชคชะตา อีกทั้งองค์ชายใหญ่ยังเป็นคนโง่เขลาไร้ความสามารถ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ มีนิสัยหวาดระแวง เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญอย่างแท้จริง การตัดสินใจใด ๆ ล้วนแต่โอนอ่อนผ่อนตาม ไร้ซึ่งความคิดเห็นของตนเอง ล้วนต้องไปขอคำชี้แนะจากตาเฒ่าฉีที่เป็นบัณฑิตผู้นั้น พวกเราเพียงแค่ยุแยงตะแคงรั่วสักเล็กน้อย ทันทีที่ความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์ของพวกเขาแตกหัก ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะจัดการได้อย่างง่ายดาย”
“การลงมือของนิกายเต๋าในครั้งนี้ มิได้ชี้แจงกับองค์ชายใหญ่ เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจองค์ชายใหญ่อยู่มากเช่นกัน ฝ่าบาทลองยื่นไมตรีให้กับนิกายเต๋าดูสิพ่ะย่ะค่ะ ให้คำมั่นสัญญาว่าหากได้ขึ้นครองราชย์จะสถาปนานิกายเต๋าเป็นศาสนาประจำชาติ เมื่อถึงเวลานั้นโอกาสชนะก็จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน”
“อย่างไรเสียบัลลังก์มังกรนี้ ก็จะต้องเป็นของฝ่าบาทอย่างแน่นอน”
ลู่กวงจิ่งหรี่ตาลง กล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกว่า “จะประมาทไม่ได้ องค์ชายทุกพระองค์จะต้องหายไปจากสายตาของข้า ไม่ให้เหลือภัยแฝงใด ๆ เพียงแต่คนแรก ก็คือลู่ฉางเฟิง”